เมื่อสองแม่ลูกกอดปลอบกันจนคนเป็แม่หยุดร้องไห้แล้ว น้ำตายังไม่ทันจะแห้งดีก็มีเสียงะโมาจากนอกห้องอย่างอารมณ์เสีย
“สายโด่งขนาดนี้พวกเธอแม่ลูกยังไม่รีบตื่นไปทำอาหารเช้าอีก คนอื่นเค้าต้องออกไปทำงานหาเงินกันแต่เช้านะ ไม่ได้อยู่บ้านสบายๆแบบพวกเธอ” เสียงคุณย่าฉินดังแว๊ดๆมาจากข้างนอก
“ค่ะๆ กำลังจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” หวังเซียงเซียงรีบตอบรับแม่สามี
“ี้เีตัวเป็ขนจริงๆ” เสียงคุณย่าฉินยังบ่นไม่หยุด
ตอนนี้เพิ่งจะตีห้า พระอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้นด้วยซ้ำ อากาศก็หนาวมาก แต่เธอกับแม่ต้องตื่นมาทำอาหารเช้าและทำงานบ้านทุกวัน ทั้งๆที่เป็แบบนั้นแต่ก็ไม่เคยทำให้คุณย่าฉินพอใจเลยสักครั้ง เธอและแม่มักถูกพูดจาเสียดสีแบบนี้เสมอ
แม่ของเธอเคยขอออกไปทำงานข้างนอกบ้าง แต่พ่อกลับบอกว่า ถ้าแม่ไปทำงานข้างนอก ใครจะทำงานบ้าน ใครจะดูแลคุณปู่คุณย่า พ่อขอให้แม่อยู่บ้าน เขาจะหาเงินนอกบ้านเอง เื่นี้จึงตกไป และเงินที่พ่อหามาได้ก็ไม่เคยถึงมือแม่เคยสักหยวน
“ลูกพักอีกวันเถอะ เดี๋ยวแม่ทำเอง” หวังเซียงเซียงพูดขึ้นเมื่อเห็นลูกสาวกำลังจะลุกจากที่นอน
“ไม่เป็ไรค่ะแม่ หนูหายดีแล้ว ช่วยกันจะได้เสร็จเร็วๆ” เหมยหลินบอกมารดา และลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา แล้วตามออกไปช่วยงานมารดาในครัว
จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิมที่นี่คือประเทศจีนในปี 1985 ถึงจะยังล้าสมัยแต่ก็ไม่ถึงกับกันดารมากนัก ที่นี่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้แล้ว การค้าก็เปิดกว้าง ถือเป็่กำลังพัฒนาของประเทศ รัฐบาลเปิดการค้าเสรี ให้เอกชนสามารถลงทุนค้าขายประกอบกิจการได้เอง การบังคับใช้คูปองแลกซื้อสินค้าในสหกรณ์ของรัฐก็ยกเลิกไปแล้ว
การศึกษาก็เปิดกว้าง ไม่ว่าหญิงชายสามารถเข้าโรงเรียนได้หมด ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของเธอต่างก็กำลังศึกษาเล่าเรียน ในบ้านมีเพียงแค่เหมยหลินที่ไม่ได้เรียนต่อชั้นมัธยมปลาย
เพราะคุณย่าฉินบอกกับเธอและแม่ว่า ค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนสูงมาก แม่เธอไม่ได้ทำงานตระกูลฉินไม่มีเงินส่งเธอเรียนหรอก แต่เมื่อพ่อถามคุณย่ากลับบอกว่าเธอไม่อยากเรียนเอง ซึ่งเธอก็ไม่กล้าโต้แย้ง เพราะเหมยหลินคนเก่า เป็คนหัวอ่อนไม่กล้ามีปากมีเสียง และบิดาก็เชื่อตามนั้นโดยไม่ถามเธอกับแม่สักคำ
เหมยหลินเข้าครัวช่วยแม่ทำอาหารสามสี่อย่าง แล้วยกมาตั้งโต๊ะ เพื่อให้ทุกคนได้กินอาหารเช้าก่อนไปทำงาน คนที่มาร่วมโต๊ะมีกัน 6 คน คือคุณปู่ คุณย่า ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ อาเล็ก และฉินอิงอิงลูกพี่ลูกน้องของเธอ ส่วนสองแม่ลูกต้องไปนั่งกินในครัว เพราะคุณย่าให้เหตุผลว่าโต๊ะกินข้าวแคบเกินไป
ในบ้านมีสมาชิกคือ คุณปู่ฉิน คุณย่าฉิน ซึ่งเป็ข้าราชการเก่าที่เกษียณแล้ว คุณปู่คุณย่ามีลูกสามคนคือลุงใหญ่ พ่อ และอาเล็ก
ลุงใหญ่ฉินเฟย เป็อาจารย์สอนมหาลัย ป้าสะใภ้อี้ชิงเป็อาจารย์สอนในมหาลัยเดียวกัน พ่อของเหมยหลินชื่อว่าฉินเยี่ยเป็ทหาร เวลาส่วนใหญ่จะอยู่กองทัพ กลับบ้านนานๆครั้งเท่านั้น อาเล็กฉินเม่ย เป็พยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ
ลุงใหญ่มีลูกชายคนโตชื่อฉินหลงเรียนวิศวะอยู่ที่มหาลัย ส่วนลูกสาวคนเล็กฉินอิงอิงอายุเท่าเหมยหลิน กำลังเรียนมัธยมปลายปีแรก
ทั้งครอบครัวล้วนทำงานราชการ เมื่อพ่อของเธอพาแม่ที่เป็ลูกชาวไร่ชาวนา การศึกษาแค่ระดับมัธยมต้นกลับมาแต่งงาน คุณย่าฉินจึงไม่พอใจอย่างมาก แต่พ่อก็รั้นที่จะแต่งให้ได้
เธอและแม่จึงไม่เป็ที่ยอมรับของครอบครัว แถมยังต้องทำงานไม่ต่างกับคนรับใช้ในบ้าน พ่อของเธอก็เชื่อคำพูดของคุณย่า ไม่เคยปกป้องเธอกับแม่สักนิด เพียงแต่บอกให้แม่อดทนเท่านั้น
เมื่อทุกคนทานอาหารเสร็จเหมยหลินและแม่ก็ต้องไปเก็บถ้วยชามมาล้าง แล้วจึงได้กินอาหารส่วนของตัวเองที่ตักแบ่งไว้ในครัว
“งานการก็ไม่ต้องออกไปทำยังแบ่งอาหารไว้เยอะขนาดนี้ พวกเธอนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ” คุณย่าฉินเดินเข้ามาบ่นขณะที่เธอกับแม่กำลังจะกินอาหารที่แบ่งไว้แค่อย่างละถ้วยเล็กๆเท่านั้น
เหมยหลินกำลังจะอ้าปากพูด แม่ของเธอก็ได้จับมือห้ามเธอไว้ แล้วส่ายหน้าเบาๆไม่ให้เธอพูด เหมยหลินจึงได้แต่กัดฟัน และกลืนคำพูดตัวเองลงไป
“รีบกินล่ะ เสร็จแล้วจะได้ไปกวาดถูบ้าน อย่าี้เีให้มากนัก” คุณย่าฉินพูดแล้วสะบัดหน้าเดินออกไป
“ค่ะ”หวังเซียงเซียงได้แต่ตอบรับเบาๆ
เมื่ออยู่กันสองคนเหมยหลินก็ทนไม่ไหวอีก
“แม่คะ ทำไมเราต้องยอมให้พวกเค้ากดขี่ข่มเหงเราด้วย” เหมยหลินพูดอย่างไม่พอใจ
“แม่ไม่อยากทำให้พ่อของลูกลำบากใจนะ เขาทำงานอยู่ข้างนอก ถ้ากลับมาแล้วได้ยินว่าแม่ไม่กตัญญูกับคุณแม่ของเขา เขาจะไม่สบายใจ” หวังเซียงเซียงอธิบายให้บุตรสาวฟัง
“พ่อก็อีกคน ไม่เคยปกป้องเราสักครั้ง” เหมยหลินรู้สึกน้อยใจ
“อย่าพูดถึงพ่อแบบนั้นสิลูก พ่อเค้าแค่ไม่อยากให้คุณย่าโกรธน่ะ” หวังเซียงเซียงแก้ตัวแทนสามี เธอรักเขามากจึงได้ยอมทุกอย่างเพื่อที่จะได้แต่งงานกับเขา แม้ต้องถูกแม่สามีโขกสับก็ตาม
เมื่อกินอาหารเสร็จแล้ว สองแม่ลูกช่วยกันล้างจานชาม น้ำในอ่างเย็นมากเพราะตอนนี้เป็่หน้าหนาว ทั้งสองต้องรีบช่วยกันล้าง เพื่อที่จะได้เสร็จเร็วๆ จากนั้นก็ต้องไปกวาดถูบ้าน ซักผ้าของทุกคนในบ้าน ซึ่งต้องซักมือทั้งหมดเพราะที่บ้านไม่ได้ซื้อเครื่องซักผ้าไว้ ทำงานกับน้ำเย็นมากๆ มือของทั้งคู่จึงแตกและแสบไปหมด แต่ก็ได้แต่กัดฟันทำต่อไป
จากนั้นก็ต้องรีบมาทำอาหารกลางวัน ให้คุณปู่คุณย่า คุณปู่ฉินนั้นแม้จะเป็คนเงียบขรึมไม่ค่อยพูดจา ไม่เคยดุด่าสองแม่ลูก แต่สายตาที่มองมาทางสองแม่ลูกกลับเ็าไม่ต่างจากคุณย่าฉินเลย ถึงไม่มีสายตารังเกียจปนมาด้วยแบบที่คุณย่าฉินทำก็เถอะ แต่เหมยหลินก็ััไม่ได้ถึงความรักจากสายตาคู่นั้นเลย
สองแม่ลูกอยู่ในบ้านนี้มีฐานะไม่ต่างจากคนรับใช้ แถมยังถูกคุณย่าฉินต่อว่าสารพัดทุกวัน คนอื่นๆก็เ็าไม่ต่างจากคุณปู่ฉิน ทุกคนดูถูกสองแม่ลูกที่เป็คนบ้านนอกไร้การศึกษา
กว่าจะเสร็จงานหลังมื้อค่ำ เหมยหลินรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบสลบ เธอไม่เคยต้องอดทนทำงานหนัก แถมยังต้องอดทนกับคำด่าว่าทุกสามคำห้าคำจากคุณย่าฉินอีก นักธุรกิจสาวอย่างเธอที่มีแต่คนคอยเอาใจกลับต้องมาใช้ชีวิตแบบนี้ช่างรันทดจริงๆ
‘คอยดูเถอะ ถ้าพ่อยังไม่คิดจะปกป้องเราแบบนี้ต่อไป ฉันจะยุให้แม่หนีกลับบ้านเดิมให้ดู’ เหมยหลินคิดอย่างหมายมาด
ที่เหมยหลินยังอดทนเพราะเห็นแก่แม่ที่รักพ่อมาก ไม่อยากทำให้แม่ต้องลำบากใจ ‘แม่จะรู้มั้ยนะว่าความอดทนเพื่อความรักของแม่ ทำให้ลูกตัวเองสิ้นใจไปแล้ว’ เหมยหลินคิดอย่างเวทนา
เหมยหลินแอบไปต้มน้ำมาให้แม่และตัวเองอาบ แบบหลบๆซ่อนๆ ถ้าคุณย่าฉินเห็นจะต้องบ่นอีกแน่ว่าเปลืองแก๊ส แต่จะให้เธอที่ทำงานหนักมาทั้งวันแค่เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัวน่ะเหรอ เธอคงนอนไม่ลงเป็แน่
ในขณะที่กำลังอาบน้ำ เธอเห็นรอยบางอย่างที่ข้อมือขวาเป็ปานแดงรูปใบไม้ห้าแฉก เธอจำได้ว่าไม่เคยเห็นมันมาก่อน และในความทรงจำของเหมยหลินคนเก่าก็ไม่เคยเห็นมันเช่นกัน
“หรือปานนี้จะเพิ่งมีตอนที่เรามาเข้าร่างนี้กันนะ” เหมยหลินเอามือลูปที่ปานรูปใบไม้ที่ข้อมือขวาเบาๆ แล้วก็ต้องใอีกครั้ง
“ที่นี่มัน"