ผมพยักหน้านิดๆ เป็นเชิงเคารพในฉับพลัน “ยินดีที่ได้รู้จัก เราชื่อประชา”
ได้ยินมาสักพักแล้วว่ารฐรักษ์มีพี่ชายคนหนึ่งเก่งคอมพิวเตอร์ไม่แปลกเลยที่เอวีเอสอีของเขาจึงดูทันสมัยที่สุดที่ผมเคยเห็นผมเพิ่งเคยเห็นเป็นตัวเป็นตนครั้งแรก บุคลิกดูแตกต่างจากรฐรักษ์อย่างสิ้นเชิงมีเพียงอย่างเดียวที่ยืนยันความเป็นพี่น้องคือทั้งคู่รูปร่างท้วมเหมือนกันมิน่าล่ะ อิสราถึงดูคุยอย่างเป็นกันเองกับเขา คงมีโอกาสได้คุยกับพี่ชายของเพื่อนสนิทบ่อยครั้ง
“แจ๊บสัมภาษณ์ท่านเรื่องอะไรเหรอ”
“อ๋อครับ...เรื่องโครงการใหม่ของเราหัวหน้าอยากให้ขยายโลกของอิมเพอร์เฟกต์ซิมูเลชัน (ImperfectSimulation) ไปเป็นแนวย้อนยุค ตามนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล”
{ สันติพูดถึงอิมเพอร์เฟกต์ซิมูเลชันซึ่งเป็นแนวเกมในโลกเสมือนประเภทหนึ่ง ผมได้รู้ภายหลังตอนที่มีโอกาสไปสัมภาษณ์นักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งว่าในอดีตประเทศเราพยายามผลักดันสินค้าทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมเพื่อหวังจะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ไว้ต่อรองกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกห้าด้าน ซึ่งก็คืออาหาร ภาพยนตร์ แฟชั่น ศิลปะป้องกันตัว และเทศกาลประเพณีต่อมาก็เพิ่มหลายอย่างเข้าไป เช่น การท่องเที่ยว กีฬา ดนตรี อีสปอร์ต และอื่น ๆสุดท้ายก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน พอเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายก็เปลี่ยนไป แนวคิดของรัฐบาลในยุคต่อมาเห็นว่าความเป็นไทยก็คือสิ่งที่เป็นความจริง เป็นวิถีชีวิตในยุคหนึ่งไม่ใช่แช่แข็งไว้แค่แบบเดียวดังนั้นจึงเน้นการเผยแพร่สิ่งที่เป็นความจริงในสังคมตรง ๆ ไม่ต้องเสแสร้งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ส่งออกไปต่างประเทศ ก็นำเสนอความเป็นจริงไม่ใช่แค่ภาพสวยงามของการฟ้อนรำในชุดไทยการยิ้มแย้มให้กันอย่างมีอัธยาศัยอย่างเดียว แต่ยังเป็นด้านลบ ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ ในด้านนโยบายผลักดันศักยภาพด้านใดด้านหนึ่งของประเทศก็มีการลองผิดลองถูกหลายครั้ง ยุคหนึ่งเคยชูความโดดเด่นเรื่องเทคโนโลยีการแพทย์แต่สุดท้ายก็ไม่แตกต่างกันทั่วโลกเพราะยูเอ็นดีกำหนดให้ต้องแลกเปลี่ยนนวัตกรรมเพื่อความเท่าเทียมเมื่อหลายสิบปีก่อนก็ผลักดันการส่งออกพืชและสัตว์จีเอ็มโอ[1]แต่ต่อมาก็เจออุปสรรคเพราะค่านิยมของชาวโลกเรื่องสิทธิสัตว์มีมากขึ้นและคาดเดากันว่าจะลามไปถึงสิทธิพืชในอนาคต เพราะมีการค้นพบหลักฐานว่าพืชเองอาจมีการรู้ตัว[2]
จนมาถึงยุคของอิมเพอร์เฟกต์ซิมูเลชันซึ่งเป็นสินค้าวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ประเทศไทยใหม่กล้านำเสนอในเวทีนานาชาติต้นตอมันเกิดมาจากบริษัทสตาร์ตอัปเล็กๆ ที่มีแนวคิดว่าทุกประเทศทั่วโลกต่างก็แข่งกันสร้างโลกเสมือนที่สมจริงหากเราจะพัฒนาด้านนี้คงไม่มีทางสู้ได้ จึงทดลองสร้างโลกเสมือนที่ไม่สมจริงดูบ้างเน้นสร้างตลก ถ้าเจอว่ามีบั๊ก[3]ตรงไหนก็จะปล่อยไว้อย่างนั้นไม่แก้ปรากฏว่าดังเป็นพลุแตกเหนือความคาดหมาย รัฐบาลในยุคนั้นมองเห็นโอกาสจึงอนุมัติงบลงทุนมหาศาลเพื่อขยายขอบเขตของโลกเสมือนนี้ และเพิ่ม ‘ปุ่มจริงหรือเท็จ’ (T/Fbutton) ถ้ากดจะบอกข้อมูลกำกับว่าส่วนไหนบ้างที่ไม่สมจริง และความจริงเป็นอย่างไร สาเหตุที่กลายเป็นสินค้าวัฒนธรรมได้เพราะการโยงกับคุณค่านิสัยของคนไทยที่ยึดถือมายาวนานอย่างการยิ้มแย้มแจ่มใสสบาย ๆ ไม่ซีเรียส }
สันติเล่าไอเดียของเขาคร่าว ๆที่จะวางให้ผู้เล่นลองไปเป็นพลเมืองในยุคหนึ่ง ๆ ของประเทศไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรล้านนา สุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ไปจนยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สามารถเลือกเป็นตัวละครได้หลายบทบาทตั้งแต่ไพร่ทาส เจ้าขุนมูลนาย ไปจนถึงคนในราชวงศ์ ที่สำคัญคือจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ยังไงก็ได้ตามใจชอบผมชักไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยสร้างการเรียนรู้ หรือยิ่งทำให้สับสนมากขึ้นกันแน่คงไม่ใช่ทุกคนที่จะกดปุ่มจริงหรือเท็จตลอดเวลายังไม่นับว่าบางคนอาจทำลายบ้านเมืองจนเละเทะ
“ที่ผ่านมาเรามีทดลองทำอาชีพหลากหลายไปสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศมาแล้ว ท่องโลกแฟนตาซีก็มีการท่องไปในประวัติศาสตร์ยังไม่เคยมีใครทำครับ” ชายร่างท้วมปิดท้าย
“เฮ้ยฟังดูน่าสนใจดี” อิสราทำเสียงตื่นเต้น
“ขอบคุณที่ชมครับ”เขาค้อมตัวอย่างนอบน้อมทั้งที่แก่กว่าอีกฝ่าย นิสัยสุภาพเกินจนเหมือนเสแสร้ง
“แล้วมันจะขายได้จริงหรือครับ”ผมพูดตามที่คิด ถ้าไม่มีคนเล่นจริงก็เหมือนเอางบประมาณรัฐมาผลาญเล่นไม่ค่อยเชื่อว่าจะดังเป็นพลุแตกอย่างที่เขากล่าวอ้าง
“เราเคยคุยกับกลุ่มเพื่อนที่ชอบเล่นซิมูเลชันหลายคนอยากได้ความแตกต่าง อยากย้อนอดีตไปหาความลำบากบ้างอย่างเช่นสงครามจริงหรือโลกยุคหิน โลกทุกวันนี้สบายเกินไปจนน่าเบื่อ”อิสรากล่าวพลางชำเลืองมองผม ราวกับไม่พอใจที่พูดสวนทางกับเธอ
สันติยิ้มหน้าระรื่น“จริงเหรอครับ ได้ยินแล้วมีกำลังใจขึ้นเลยครับ แต่ยังติดปัญหาอยู่อย่างเดียว...”
ผมยังนึกไม่ออกว่าคืออะไรเงินทุนไม่น่าใช่ปัญหาเพราะรัฐสนับสนุน เขากล่าวต่อพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ
“...เรายังไม่มีแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ละเอียดพอครับให้ทำก็คงได้อยู่ แต่ก็ต้องมีข้อมูลสำหรับปุ่มจริงหรือเท็จอยู่ดีครับ”
ผมคลางแคลงอยู่บ้างว่าทำไมสันติถึงเจอปัญหานี้ทั้งที่รู้มาว่าเทคโนโลยีในยุคนี้ก้าวล้ำไปถึงขั้นใช้การบันทึกข้อมูลในสารพันธุกรรมอย่างดีเอ็นเอได้เป็นปกติในชีวิตประจำวันยังไม่ทันครุ่นคิดเสร็จสิ้นดี จู่ ๆ อิสราก็ผายมือมาทางผม
“นี่ไงประชาเขาศึกษาเรื่องในอดีตมาเยอะ น่าจะพอให้ข้อมูลประวัติศาสตร์ช่วงนั้นได้นะ”อิสราโพล่งออกไปโดยไม่ได้เตี้ยมไว้ก่อน ไม่รู้ตั้งใจกลั่นแกล้งผมหรือไม่
ซวยแล้วไง
ผมรีบส่ายศีรษะปฏิเสธทันควัน “เรายังยุ่งๆ อยู่ อีกอย่างเราก็ไม่มั่นใจพอว่าเราเก่งจริง”
ผมพูดจริงใครจะไปแม่นประวัติศาสตร์ขนาดนั้น สมองไม่ใช่เครื่องจักรกลการทำเกมประเภทนี้คงต้องการข้อมูลความถูกต้องมหาศาลอีกอย่างชายผู้นี้น่าจะมีทางหนีทีไล่ของตนเองอยู่แล้ว
“ไม่เป็นไรครับ เราพอมีอินิเชียลเดต้าเซ็ต[4]อยู่ส่วนหนึ่งตอนนี้เพิ่งคิกออฟ[5] กว่าจะเสร็จก็คงสักพักใหญ่”สันติพยักหน้าเล็กน้อยเหมือนขอบคุณผมเลยต้องทำเลียนแบบ“แต่ถ้าท่านเปลี่ยนใจอยากมาช่วยเราก็ยินดีรับคำปรึกษาครับ”
“ตอนนี้คงไม่ครับ”ผมรีบตอบเหมือนร้อนตัว โชคดีที่อิสราชวนคุยเรื่องใหม่
“ได้เจออัญชันบ้างไหม” หญิงสาวถาม
“เจอก่อนเข้าสตูดีโอครับแต่ไม่ทันได้คุยดีเพราะว่าน้องรีบ”ดูเหมือนว่าคำตอบของชายร่างท้วมทำให้เขานึกถึงนาฬิกา
ชายหนุ่มเหลือบตามองบนคงกำลังดูตัวเลขที่อยู่บนหน้าปัดจอเครื่องเอวีเอสอีของตนผมไม่เห็นสันติต้องกดปุ่มเล็ก ๆ อันใดที่อยู่บนขาแว่นเลยแสดงว่าเครื่องนี้มีเทคโนโลยีดีบี้ซึ่งสามารถอ่านคลื่นไฟฟ้าสมองได้แบบเดียวกับของธรณี
“เราต้องรีบไปก่อนเดี๋ยวช่วงบ่ายต้องไปทำงานต่อครับ”
พูดแล้วสันติก็หมุนตัวเดินจากไปผมกับอิสราโบกมืออำลา ทีนี้เราก็กลับมาอยู่กันสองต่อสองอีกครั้งอิสราก้มดูนาฬิกาข้อมือแล้วมีท่าทางตื่นตกใจ
“เราขอตัวไปก่อนนะ เดี๋ยวจะไปสาย”อิสราบอกผมพลางลุกพรวด
“เดี๋ยวก่อนอีฟ” ผมใช้เสียงหยุดยั้งอีกฝ่ายไม่ให้ก้าวต่อ “เมื่อกี้ท่านกำลังจะบอกอะไรเรา”
“เออ...จริงด้วย”อิสราหมุนตัวกลับมานั่งลงตรงข้ามผมอีกครั้ง ผมรู้สึกว่าเธอกำลังเขินอายเล็กน้อย“วันเสาร์นี้ท่านว่างไหม”
ดวงตาผมเบิกโพลงเมื่อได้ยินใจคิดไปไกล หรือว่าเธอกำลังจะชวนผมไปออกเดต
“ว่างสิ”ผมตอบโดยไม่คิด ขัดแย้งกับข้ออ้างงานยุ่งที่เพิ่งบอกสันติไปหมาด ๆ อย่างชัดเจนผมรอคอยสิ่งที่เธอกำลังจะบอกอย่างจดจ่อสายตาจับจ้องริมฝีปากสีแดงระเรื่อของเธอที่เผยอออกช้า ๆ
“ท่านไปกินข้าวที่บ้านของเราไหม”
ผมนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกเช่นไร แปลกใจหรือดีใจแต่ก็พบว่าตนเองตอบรับเธอไปเรียบร้อยแล้ว
--------------------
เมื่อกลับถึงห้องผมเล่าเรื่องคำชวนของอิสราให้ธรณีฟังอย่างไม่รอช้า
“ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นที่บ้าน”ผมถามเพื่อนทันทีที่เล่าจบ แปลกใจว่าถ้าจะชวนไปเดตทำไมไม่ไปดูหนังหรือท่องเที่ยวอะไรเทือกนี้ ลึก ๆยังหวาดระแวงอยู่ว่าเธอจะวางกับดักอะไรแกล้งผมอีกหรือไม่ไม่ใช่ว่าเธอกลับไปสนใจสหายแล้วเหรอ หรือว่าเธอกำลังจับปลาสองมือ แต่เธอบอกผมว่าเป็นเอ็มเอ็มและต่อต้านนิสัยของชาวโพลีกามีที่ชอบคบซ้อนทีละหลายคนหรือว่าอิสราเปลี่ยนใจเพราะประทับใจที่ผมช่วยให้สัมภาษณ์เด็กหญิงแต่เธอก็ไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้เลย
“ไม่น่ามีอะไรหรอกอีฟแค่อยากรู้จักท่านเฉย ๆ แหละ เราก็เคยไปเจอพ่อแม่อีฟเป็นสิบ ๆ รอบแล้ว”ธรณีปลอบใจ แต่ผมยังไม่คลายกังวล
“นายไปกับฉันด้วยได้ไหม”
ธรณีสั่นศีรษะช้าๆ
“ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยนะ”ผมรบเร้าเขา บอกอย่างตรงไปตรงมาว่ากลัวความลับแตก ถ้าเกิดพ่อแม่ของอีฟถามลึกๆ ขึ้นมา “ทุกวันนี้อีฟเริ่มสงสัยเรื่องที่ฉันรู้อดีตมากกว่าปัจจุบันแล้ว”
“ขอโทษทีเราไปไม่ได้หรอก…เราติดดีเบต”ธรณีเล่าว่าที่ต้องดูดีเบตมากมายกับศึกษาหาความรู้ไม่หยุดไม่หย่อนแทนที่จะพักผ่อนสบาย ๆ ก็เพราะตำแหน่งซูเปอร์โหวตเตอร์ เขาต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมในช่วง 7-60 วันก่อนโหวต เพื่อการตัดสินใจอย่างถูกต้อง จะได้ไม่ตกอยู่ในอิทธิพลของปรากฏการณ์ดันนิง-ครูเกอร์[6]ซึ่งก็คือการที่ยิ่งรู้มากขึ้นจะทำให้เข้าใจว่าตัวเองโง่แค่ไหน
“มันไม่ใช่แค่เสียงของเราแต่เป็นคนอีกหนึ่งแสนคนเลยนะ ท่านจะให้เราโหวตไม่ลงคะแนนเหรอ”ธรณีบอกแม้จะสีหน้าเรียบเฉย แต่น้ำเสียงหนักแน่นแฝงด้วยความภาคภูมิใจตอนนี้ธรณีได้รับเสียงเดลิเกตสูงสุด แทบจะทุกครั้งที่มีการเปิดโหวต
“ถ้าเราจะไปกับท่านเราก็คงต้องบอกทุกคนที่เดลิเกตให้เราด้วย” ผมเข้าใจประเด็นของธรณีถ้าเขาอู้งานไปกับผม ประชาชนก็จะรับรู้เพราะเขามีเข็มกลัดนักการเมืองแบบเดียวกับสส. เขาต้องเปิดเผยทรัพย์สินส่วนตัว และบันทึกการทำงานว่าวัน ๆ หนึ่งทำอะไรบ้างถ้าลาพักผ่อนก็ต้องแจ้ง ธรณีกำหนดช่วงเวลาทำงานส่วนตัวเป็นหลังเลิกงานข่าวจนถึงเที่ยงคืนดังนั้นเขาต้องติดเข็มกลัดช่วงนั้นด้วยผมเคยเห็นเขาถอดออกแค่ครั้งเดียวคือตอนไปเที่ยวน้ำตก เพื่อนบอกว่าก็ทำงานปกติแค่เพิ่มความรับผิดชอบในการถอดใส่เข็มกลัด
“แบบนี้สมมติอีกหน่อยนายไต่เต้าไปจนได้เป็นนายกต้องใส่เข็มกลัดห้าดาว ไม่ยิ่งหนักกว่านี้เหรอถ้าเผลอไปด่าคนที่ขับรถปาดหน้านายด้วยคำหยาบทำยังไง” ผมยังเชื่อว่าถึงจะเป็นในเวลาทำงานบางทีคนเรามันก็ต้องมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง
“ถ้ามั่นใจว่าเป็นการกระทำของมนุษย์ปกติประชาชนก็รับรู้ได้เองการเสียสละความเป็นส่วนตัวก็เป็นสิ่งที่สภานักการเมืองเอามาเรียกร้องเพื่อขึ้นเงินเดือนอยู่แล้ว”ธรณีอธิบาย
“ฟังแบบนี้ไม่ได้รู้สึกอยากเป็นนักการเมืองขึ้นมาอยู่ดี”
ทีแรกผมกะจะตำหนิเขาว่างานสำคัญกว่าความเป็นเพื่อนเหรอแต่ก็ตั้งสติได้ว่าที่ผ่านมาเขาก็ช่วยผมมาสองครั้งแล้วผมควรปล่อยให้เขาได้ทำภารกิจของตนเองบ้างถ้าผมเป็นธรณีคงคิดว่าทำไมต้องช่วยด้วยในเมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกท่านสองคนล้วนๆ เขาไม่ใช่พ่อสื่อที่จะมาเร่งความสัมพันธ์ระหว่างผมกับอิสราให้ผิดไปจากกระบวนการธรรมชาติสักหน่อยแถมถ้าเร่งมากไปอาจลงเอยด้วยหายนะแทน
“เราเข้าใจแล้ว”ผมพยักหน้ารับ “ช่วงนี้มีเรื่องดีเบตใหม่ ๆ มาแทบทุกวันเลยนี่นะ”
“อันที่จริงเสาร์นี้เราจะลาไปก็ได้ถ้าไม่ติดว่าเขาเชิญให้ไปพูดนะ” ธรณีบอก ผมอ้าปากค้างอย่างประหลาดใจไม่คิดเลยว่าคนที่มีโลกส่วนตัวสูงอย่างเขาจะเป็นคนสำคัญถึงขนาดได้รับเชิญไปพูดบนเวทีระดับประเทศผมนึกขึ้นได้ว่าเสาร์นี้จะจัดดีเบตเพื่ออนุมัตินโยบายขยายโอกาสการศึกษาของรัฐบาลเปิด50 หลักสูตรฟรีทั้งออนไลน์และออนไซต์ แน่นอนว่าทีมของ รมต. กระทรวงศึกษาธิการต้องไปด้วยแต่คงไม่แสดงตัวตนว่าเป็นใคร ผมเพิ่งเห็นบทสัมภาษณ์ รมต.นครนาคาในข่าวเมื่อวันก่อน เขาบอกว่าในยุคปัจจุบันคนจำเป็นต้องมีทักษะหลายด้าน[7]เพราะเป็นส่วนที่เอไอยังทำได้ไม่ดีนักสวนทางกับเอไอชำนาญเฉพาะทาง[8]ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน นั่นคงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลพยายามขยายโอกาสทางการศึกษาให้มากขึ้น
“สุดยอดเลย!” ผมชูนิ้วหัวแม่มือชื่นชม“แล้วนายจะใส่หน้ากากอะไร”
“มังกรโคโมโด”ธรณีตอบเรียบ ๆ คำตอบนี้ทำให้ผมขมวดคิ้วด้วยความฉงน เขาคงสังเกตเห็นสีหน้าผมจึงขยายความต่อ
“เราชอบที่มันพึ่งพาตัวเองได้ตั้งแต่แรกเกิด”
“รสนิยมของนายนี่ฉันเข้าไม่ถึงจริง ๆ ... เอาเป็นว่าฉันเข้าใจ นายไปดีเบตเถอะ” ผมตัดใจปล่อยเพื่อนไป “โอกาสหาไม่ได้ง่ายๆ ต้องรีบคว้า”
“ท่านเอง ก็ต้องคว้าโอกาสเหมือนกัน”ธรณีกล่าวให้กำลังใจแล้วยื่นมือมาด้านหน้าเป็นสัญลักษณ์ผมยื่นมือขวาไปเขย่ามืออีกฝ่ายนี่เป็นครั้งแรกที่ชายคนนี้ยินยอมให้คนอื่นสัมผัสตัว
ผมอยากรู้นักว่าเขายินยอมให้ผมมีปฏิสัมพันธ์กับเขาได้ระดับไหนตามปาริขสเกลสิบระดับ
[1]GMO (Genetically Modified Organism) จุลินทรีย์พืชและสัตว์ที่มีการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมโดยใช้เทคนิคทางพันธุวิศวกรรม เพื่อให้มีคุณลักษณะใหม่ ๆ ที่ไม่มีตามธรรมชาติ เช่นต้านทานโรค เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ เป็นต้น
[2]Consciousness เป็นคำที่มีความหมายซับซ้อนยังถกเถียงกันถึงนิยามที่ชัดเจน แต่โดยทั่วไปหมายถึงสภาวะของการมีสติ ความรู้สึกตัวการรับรู้ และจิตสำนึก
[3]Software bug อาจเรียกว่าบั๊กหรือจุดบกพร่องหมายถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโปรแกรมอันเนื่องมาจากคำสั่งในโปรแกรมนั้น ๆทำให้ทำงานบกพร่อง มีข้อผิดพลาด หรือไม่ราบรื่น
[4]Initial Dataset ชุดข้อมูลตั้งต้นหรือชุดข้อมูลเริ่มต้น
[5]Kick off การเริ่มต้นหรือเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ
[6]Dunning-Kruger effect ทฤษฎีที่อธิบายว่าเมื่อใครสักคนเริ่มเรียนรู้เรื่องหนึ่งไปได้ระดับนึงแล้ว จะมีความมั่นใจในองค์ความรู้ของตัวเองสูงขึ้นอย่างฉับพลันจนเผลอเชื่อไปว่าตนเองเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นแล้วทั้งที่ยังไม่ใช่
[7]Multi skill รูปแบบของการมีทักษะในหลากหลายด้านครอบคลุมในการทำงานไม่ได้เจาะจงเฉพาะความเก่งเพียงเรื่องเดียว
[8]Specialist ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถทักษะ หรือความชำนาญในด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ