ผีเสื้อลายมังกร

    ภาค 2-บทที่ 6 พัวพันท่านแม่ทัพ

    หลังจากแยกกับ “ท่านน้า” เย่วชิงมุ่งสู่เมืองเกียะหยูแต่ระหว่างเส้นทางนางแวะพักหมู่บ้านชนบท ขอที่พัก แลกกับการช่วยงานเล็กๆ น้อยบางครั้งยังเข้าครัวหัดทำอาหารมีเวลาว่างก็สนทนากับเจ้าของบ้านซึ่งมีทั้งแม่เฒ่าผู้ใจดี หรือชายชราร่างเล็กที่ชอบคาบยาเส้นไว้ตรงมุมปาก

     

                บางวันเย่วชิงจะปลอมตัวเป็น“อาเฟย” เป็นเด็กหนุ่มเนื้อตัวมอมแมม ไร้ญาติขาดมิตร แต่บางทีก็เปลี่ยนเป็นโกวเนี้ยอายุสิบเจ็ดใบหน้าวงไข่ ดวงตาดำขลับ มีท่าทีเอียงอายกลายเป็นเป้าสายตาของหนุ่มชาวบ้านรูปร่างใหญ่ มือเท้าหยาบ

     

                แต่ชอบที่สุดก็คือได้นั่งอยู่หน้าบ้านของชายชราผู้หนึ่งดื่มเหล้าขาว ผัดผัก เนื้อหมัก ฟังท่านผู้เฒ่าเล่าอดีต คล้ายกับว่าได้กลับไปคุยกับท่านปู่

     

                นางเลือกใช้ชีวิตตะลอนไปเรื่อยๆไม่มีทิศทาง อยู่อย่างเรียบง่าย ก็เพราะเคยฟัง “ศิษย์พี่” พูดถึงชีวิตวัยเยาว์ให้ฟังมีอะไรน่าสนใจมากมายถึงจะซื่อบื้อไปบ้างแต่ศิษย์พี่ก็มีด้านดีหลายอย่าง เมื่อเดินทางมายังดินแดนแห่งนี้เย่วชิงจึงทดลองใช้ชีวิตเลียนแบบดูบ้าง

     

                เมื่อเดินทางถึงเมืองเกียะหยูนางตื่นเต้นและตื่นตัวกับความคึกคักรอบตัวอย่างบอกไม่ถูก โรงเตี๊ยม ภัตตาคาร บ้านของตระกูลใหญ่ที่มีกำแพงล้อมสูงตลาดเต็มไปด้วยสินค้ามากมาย

     

                หญิงสาวใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ตัดผมสั้น ใส่เสื้อ-กางเกงสีเทา จูงม้าเดินผ่านถนนในเมือง แม้ดวงตาสุกใสมีเปลือกตายาว ริมฝีปากเรียวบางราวกลีบดอกไม้ จะมองดูคล้ายสตรีไปบ้าง แต่ท่าเดิน ส่ายมือไปมาแถมพกกระบี่ติดตัว ก็ทำให้ชายฉกรรจ์ริมถนนได้แต่มองดู ไม่กล้าพูดจาแทะโลม

     

                ไม่ใช่ชายและไม่เชิงเป็นหญิงอย่างนี้แหละสนุกนัก เย่วชิงนึกขำในใจ

     

                หลังจากหาโรงเตี๊ยมเป็นที่พักนางเดินออกมาริมถนนอีกครั้ง นั่งกินหมี่อยู่ข้างทางพูดคุยกับพ่อค้าจนได้ความรู้ว่าเมืองนี้เป็นศูนย์กลางของความเจริญ มีโรงเตี๊ยม ร้านแพรพรรณ เหลาสุรามากมายหากแต่ว่าเทียบกับเมื่อสองปีก่อนไม่ได้

     

                “ตอนท่านเจ้าเมืองหวังยังอยู่สุขสบายกว่าเศรษฐกิจดี มีเงินสะพัด มีทั้งบ่อนพนัน หอนางโลม มีชีวิตชีวากว่ามาก”

     

                ฟังลุงขายหมี่เล่าให้ฟังหญิงสาวได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก มาที่นี่ก็ไม่มีบ่อนพนันให้เล่นนะสิ แต่มาคราวนี้มีเป้าหมายอย่างอื่นซึ่งสำคัญกว่านั้น

     

                “ท่านเจ้าเมืองตอนนี้มีชื่อว่าอะไรกันท่านลุง”

     

                “แซ่เอียนชื่อมู่หลง เมื่อก่อนทำงานช่วยเหลือเจ้าเมืองหวังนั่นแหละ”

     

                เย่วชิงเงยหน้ามองคนพูดท่านลุงอายุน่าจะราวหกสิบ รูปร่างผอม ยิ้มแย้มแจ่มใสแต่ฟังจากน้ำเสียงแล้วดูจะชื่นชอบพ่อเมืองคนก่อนมากกว่าคนปัจจุบัน

     

                “เจ้าเมืองคนก่อนหายไปไหนเล่า”

     

                ท่านลุงมองหน้านางแบมือสองข้างออก เหมือนไม่เต็มใจบอกเท่าใดนัก คงมีอะไรซับซ้อนในเรื่องนี้อยู่กระมัง

     

                “เจ้าเมืองเอียนมีลูกหรือเปล่า”หญิงสาวถาม พลางหยิบเงินค่าหมี่มาวางบนโต๊ะ

     

                “มีสิคุณหนูเอียนซี”

     

                เย่วชิงพึมพำชื่อนั้นเบาๆตาโต หัวใจเต้นแรง คงไม่ผิดแน่หากพาตัวเองเข้าไปอยู่ในบ้านพักเจ้าเมืองได้ทุกอย่างก็คงจะง่ายขึ้นกว่านี้มาก

     

                นางลุกขึ้นยืน เอามือกอดอกมองไปทางซ้ายที ขวาที พลันเห็นม้าสีขาวตัวหนึ่งวิ่งมาอย่างเร็วชาวบ้านสองข้างทางพากันยืนหลบให้ บุรุษบนหลังม้ามีรูปร่างสันทัด ใบหน้าสี่เหลี่ยมคิ้วขมวด ดูท่าไม่เป็นมิตรเท่าใดนัก

     

                “รีบถอย หลีกทางหน่อย”

     

                บุรุษบนหลังม้าพูดเสียงห้วนมองนางตั้งแต่หัวจดเท้า ดวงตาโตแฝงความเจ้าเล่ห์อย่างบอกไม่ถูก

     

                “ข้าก็หลบอยู่นี่แล้วไง”หญิงสาวเถียง ด้วยไม่เห็นว่าการยืนของตัวเองจะไปขัดขวางเส้นทางสัญจรไปมาได้อย่างไรถนนหรือก็กว้างใหญ่

     

                “เจ้านี่อยากลองดีหรือไง” บุรุษบนม้าตวาด

     

                เย่วชิงเริ่มจะหมดความอดทนเสียแล้วแต่สายตาเหลือบไปเห็นรถม้าสีขาวคันหนึ่งวิ่งมาตามทางอย่างช้าๆ มีทหารสองคนขี่ม้าขนาบข้างคงเป็นเจ้านายของบุรุษปากเสียเป็นแน่แท้ นึกแล้วให้ขุ่นใจบ่าวนิสัยแย่อย่างนี้ผู้เป็นนายก็คงไม่ดีไปกว่าเท่าไหร่นัก

     

                ในจังหวะที่บุรุษตาโปนเหลียวไปมองรถม้าสีขาวคันใหญ่นั่นเองนางพลันใช้มือแตะตัวม้าเบาๆ ครั้งหนึ่ง แต่ทำให้ม้าร้องเสียงดังออกมาครั้งหนึ่งยกขาหน้าขึ้นสูง ท่ามกลางอาการเลิกลั่กของคนขี่

     

                สมใจข้านักนางนึกในใจ กลั้นยิ้มแทบไม่อยู่

     

                รถม้าเคลื่อนผ่านไปแล้วดูเหมือนจะออกไปทางกำแพงเมือง ดูแล้วไม่เห็นทีท่าจะเร่งรีบเท่าใดนักเลย แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจหญิงสาวเดินหายไปในกลุ่มชนได้พักใหญ่ก็เห็นผู้คนพากันส่งเสียงดัง โห่ร้อง แต่มองไม่เห็นสิ่งใดต้องขึ้นไปอยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งแล้วมองลงมา

     

                บนถนนเห็นบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าแม้เห็นจากทางด้านหลังแต่กลับคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ผมยาวถูกรวบไว้ สวมชุดขาว พาดกระบี่ไว้กลางหลังท่าทางดูองอาจยิ่งนัก คงเป็นใครซึ่งมีความสำคัญของเมืองนี้กระมัง

     

                เย่วชิงต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นบุรุษนัยน์ตาเจ้าเล่ห์ที่นางเพิ่งกลั่นแกล้งไปมายืนอยู่ตรงหน้าคุณชายชุดขาวแล้วก้มลงคำนับด้วยท่าทีนอบน้อม ยำเกรง กำลังพูดบางอย่าง

     

                “นั่นคือใครกัน”นางหันไปถามชายคนหนึ่งซึ่งชะโงกหน้าออกไปดูด้วยเช่นกัน

     

                “ท่านแม่ทัพ”

     

                “แม่ทัพงั้นหรือ”หญิงสาวอุทาน มิน่าเล่าผู้คนตามท้องถนนจึงแห่แห่นออกมากันเต็มท้องถนนเช่นนี้คงเป็นยอดคนที่ได้รับการยอมรับนับถืออย่างมากนั่นเอง

     

                ชายร่างท้วมหันมามองอาคันตุกะแปลกหน้าหัวร่อเบาๆ

     

                “เจ้ามาจากแดนไกลคงไม่รู้จักคุณชายหลี่ท่านเป็นแม่ทัพกองกำลังเมฆขาวผู้ปกป้องเมืองเกียะหยูแห่งนี้”

     

                เย่วชิงอ้าปากค้างตาโต มองลงไปอีกครั้ง แผ่นหลังตั้งตรง มีท่าทีสำรวมอยู่ตลอดเวลาแถมแซ่หลี่เหมือนกันอีกด้วย

     

                “หลี่มู่”

     

                หญิงสาวเผลอตัวเรียกชื่อนั้นออกไปด้วยเสียงอันดังจนต้องรีบเอามือปิดปากตัวเองเอาไว้ก่อนจะพบว่าบุรุษบนหลังม้าหันมาตามเสียงเรียกนั้นแทบจะพร้อมกัน

     

                นางรีบไปซ่อนอยู่ข้างหลังเสาต้นหนึ่งแล้วแอบมองลงไปคิ้วเรียวยาว ริมฝีปากบาง จะเป็นใครไปได้เล่านอกจาก “ท่านน้า”

     

                วินาทีนั้นเองเย่วชิงนึกได้แล้วว่าได้ยินชื่อหลี่มู่มาจากที่ไหน ก็มารอ้วน-ผอมสหายสนิทของศิษย์พี่เคยพูดให้ได้ยินบ่อยๆ

     

                หลี่มู่คู่หมั้นของเอียนซีสตรีงามล่มเมืองนั่นเอง

     

                ท่านน้าขี่ม้าออกไปแล้วและมีบุรุษปากเสียตามหลังไปด้วย คงเป็นนายกับบ่าว แหม อะไรมันจะบังเอิญได้ถึงขนาดนี้

     

                เย่วชิงพลันนึกแผนการบางอย่างออกมาได้นางเอามือเคาะเบาๆ ตรงขมับของตัวเอง ยิ้มจนนัยน์ตายิบหยี หันไปถามคนข้างๆ ว่า

     

                “ท่านพี่บอกทางไปจวนแม่ทัพหลี่ให้ข้าหน่อยเถอะ”

     

    ………………………………………………….

     

    เช้าอีกวันเย่วชิงแต่งตัวเป็นขอทานน้อยมอมแมม ไปนั่งคุกเข่าอยู่หน้าบ้านพักของแม่ทัพหลี่มู่ แกล้งร้องไห้คร่ำครวญส่งเสียงสะอื้น แรกๆ ทหารยามที่ยืนเฝ้าหน้าประตูก็มีสีหน้าเรียบเฉยแต่ครั้นนางร้องเสียงดังมากเข้า แถมตีอกชกหัวเข้าอีก ก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทหารยามคนหนึ่งหายเข้าไปในบ้านพักครู่ใหญ่ออกมาอีกทีพร้อมบุรุษในอาภรณ์เนื้อดี เสื้อเป็นผ้าบางมีเลื่อมพรายเป็นประกายวาววับ

     

                แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นสบตาก็ร้องว่าแย่แล้วเมื่อเห็นใบหน้าเหลี่ยม ดวงตาโตแฝงเล่ห์เหลี่ยมจ้องมา จะเป็นใครไปได้ล่าบุรุษบนหลังม้าที่โดนนางกลั่นแกล้งกลางตลาดเมื่อวานนั่นยังไงเล่า

     

                “ท่านฝานซื่อ เป็นเด็กหนุ่มคนนี้”ทหารยามรายงาน

     

                บุรุษนามฝานซื่อเดินวนอยู่รอบตัวนางอยู่เป็นนานสองนานบางครั้งยังยื่นหน้าเข้ามาจนใกล้ มองขึ้นแล้วมองลง

     

                “เจ้าชื่ออะไรขอทานน้อย”

     

                “อาเฟย”

     

                “ทำไมข้าคุ้นหน้าเจ้าเหลือเกินเราเคยพบกันมาก่อนหรือไม่”

     

                เย่วชิงรีบก้มหน้างุดๆหัวใจเต้นแรง อย่าเชียวนะ วางแผนมาเสียดิบดี จะมาพลาดท่าให้กับฝานซื่อคนนี้ละหรือ

     

                “ข้าเพิ่งเข้ามาในเมืองมาตามหาพี่ชาย แล้วก็…”

     

                “ก็ไปตามหาสิจะมาร้องคร่ำครวญอยู่หน้าบ้านคนอื่นทำไม หรือจะมาขอทาน ไม่มีให้หรอกนะเจ้าเด็กบ้าเอ๊ย”

     

                ฝานซื่อคนนี้ช่างน่ารังเกียจดูถูกผู้อื่น ขี้ระแวง ทำไม “ท่านน้า” ถึงได้มีคนสนิทเป็นบุรุษนิสัยชั่วร้ายเยี่ยงนี้

     

                “เจ้าสองคน”ฝานซื่อหันไปเรียกทหารยาม “แค่เด็กคนเดียวยังไม่มีปัญญารับมืออย่างนั้นหรือขับไล่มันไปเร็ว”

     

                “ข้ารู้จักคุณชายหลี่”นางโพล่งขึ้น

     

                ฝานซื่อหรี่ตามองแล้วเอานิ้วชี้หน้า พูดขึ้นว่า “โกหก”

     

                “แจ้งคุณชายเรื่องขลุ่ยแล้วบอกชื่อข้าว่าอาเฟย”

     

                “บังอาจ”

     

                นางขัดหูคำพูดของชายแซ่ฝานผู้นี้นักหากไม่ติดขัดว่าวางแผนการใหญ่ไว้แล้ว จะต้องลงมือสั่งสอนคนผู้นี้เสียบ้าง

     

                “เจ้าสองคนยังไม่ลงมืออีก”

     

                ทหารยามสองคนทำท่าจะเดินเข้ามาแล้วพลันสะดุดอยู่กับที่แม้แต่ฝานซื่อก็เปลี่ยนท่าที เย่วชิงเห็นดังนั้นจึงเอี้ยวตัวไปมอง พึมพำอยู่ในลำคอว่า

     

                “ท่านน้า”

     

                แม่ทัพใหญ่ของกองกำลังเมฆขาวเอามือไพล่หลังจ้องมองนางอยู่ “ท่านน้า” ใส่ชุดเขียว ผมยาวรวบไว้จนตึงแน่น  มองดูเหมือนคุณชายสูงศักดิ์

     

                ฝานซื่อเอามือผลักไหล่นางจนเซถลาไปแล้วเดินไปค้อมศีรษะ กล่าวว่า

     

                “คุณชายขอทานน้อยผู้นี้เจตนาก่อกวน ข้ากำลังจะขับไล่ไป”

     

                “ข้ารู้จักเขาหนุ่มคนนี้มีชื่อว่าอาเฟย”

     

                เย่วชิงเลิกคิ้วสูงเอามือปิดปากหัวเราะ

     

                “ขอทานน้อยผู้นี้ท่าทางไม่น่าใว้ใจ ให้ข้าน้อยเป็นธุระดูแลเอง”

     

                “ท่านน้า”ตบบ่าฝานซื่อครั้งหนึ่ง “ให้ข้าจัดการเถอะ ท่านเจ้าเมืองถามหาเจ้าอยู่ รีบไป”

     

                ฝานซื่อพยักหน้ารับแล้วหันมาทำตาดุ แยกเขี้ยว ใส่นางแล้วรีบเดินไป

               

                แม่ทัพหลี่กวักมือเป็นสัญญานทำให้นางเดินตามหลังผ่านประตูเห็นตึกใหญ่สองตึกทางด้านซ้าย แต่ “ท่านน้า” พาเลี้ยวไปทางขวามือเดินผ่านสะพานมีสระน้ำกว้าง ก่อนจะเข้าไปหยุดพักตรงศาลาแห่งหนึ่ง

     

                “เจ้าจะไปตามหาพี่ชายที่พลัดหลงไปไม่ใช่หรือทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

     

                เย่วชิงบ่นพึมพำกับตัวเองแอบย่นจมูกใส่คนถามที่หันหลังให้

     

                “พี่ชายเจ้าอยู่เกียะหยูหรืออย่างไร”

     

                “ถูกต้องแล้วขอรับ ศิษย์พี่คงยังเดินทางมาไม่ถึง”

     

                เจ้าของบ้านหันมามีสีหน้าเรียบเฉย

     

                “ตอนนี้ข้าไม่รู้จะไปไหนไม่มีที่นอน เงินก็ใช้หมดแล้ว นี่ถ้าไม่เจอท่านน้าละก็ ข้าคง…”

     

                เย่วชิงพูดพลางถอนหายใจหลุบหน้าลงต่ำเพื่อไม่ให้ถูกจับพิรุธได้

     

                “นอกจากศิษย์พี่แล้วเจ้าไม่มีญาติคนอื่นหรือไร”

     

                นางพยักหน้าทำตาแดงๆ เบะปาก ความจริงก็เป็นเช่นนั้นนอกจากศิษย์พี่แล้วก็มีเพียงท่านปู่เท่านั้น

     

                “ท่านน้า”มีสีหน้าเรียบเฉย แต่มีประกายบางอย่างผุดวาบขึ้นมา และเป็นความหวังของนาง

     

                “ข้ายังสงสัยสิ่งที่เจ้าบอกหลายอย่างแต่เอาเถอะ-ถือว่าชดเชยให้เจ้า ข้าจะรับเจ้าไว้”

     

                เย่วชิงผงกหัวขอบคุณไม่หยุด

     

                “อาเฟย เจ้าตัวเล็กเกินไปบอบบางเหมือนผู้หญิง ไม่เหมาะเป็นทหารหรอก”

     

                “แล้วกันถ้าอย่างนั้น…”

     

                “ตอนเจ้าอยู่บ้านนอกทำอะไรได้บ้าง”

     

                หญิงสาวยิ้มกางนิ้วขึ้นมาแล้วลงมือนับ แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ท่านแม่ทัพ พูดเสียงเบาราวกระซิบ

     

                “ข้ารู้แล้ว ”

     

                มีหน้าที่หนึ่งซึ่งนางมั่นใจว่าน่าจะทำได้และมีความสุขมาก

     

    …………………………….

               

    หลายวันต่อมา บ่าวรับใช้ในคฤหาสน์ของแม่ทัพหลี่รับรู้ว่ามีคนใหม่เข้ามาทำงานมีชื่อว่าอาเฟยเป็นเด็กหนุ่มอายุแค่สิบเจ็บ-สิบแปดมีหน้าที่ช่วยเหลืองานในครัว ยามมีแขกมาเยือนต้องเตรียมสุรา อาหาร บางครั้งยังเห็นคุณชายหลี่เรียกให้ไปรับใช้ในศาลาริมน้ำมาใหม่แต่ประมุขบ้านไว้ใจเช่นนี้คงไม่อาจตอแยโดยง่าย

     

                เย่วชิงนึกขอบใจตัวเองเรียนรู้วิชาทำอาหารมาจากศิษย์พี่ไม่น้อย แถมหลายวันผ่านมาตะลอนอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆยังได้สูตรอาหารธรรมดาแต่เลิศรสจากชาวบ้านมาทดลองทำอีกด้วย คงพอเอาตัวรอดได้อยู่

                 

                ที่ต้องระวังตัวหน่อยก็ฝานซื่อคนสนิทท่านน้าซึ่งท่าทางไม่น่าไว้ใจเท่าใดนัก

     

                เป้าหมายของนางคือสตรีแซ่เอียนผู้นั้น

    คล้ายกับเรื่องผีเสื้อลายมังกร ที่คุณอ่าน