บทที่ 34
ระเบิดโทสะ
ปั้ง!!! การโจมตีอันรุนแรงกระแทกเข้าใส่มาบริเวณหน้าอกเหมือนกับก้อนหินขนาดยักษ์ที่กระแทกเข้าหน้าอกของตนเอง
ร่างกายของลู่หมิงกระเด็นไปไกลหลายสิบเมตรเกือกกลิ้งไปกับพื้นส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด
หวังอู๋ทำการโจมตีออกมาด้วยพละกำลังเพียงไม่กี่ส่วนของตนเองเท่านั้นแต่ว่าความเจ็บปวดที่ส่งผ่านไปถึงร่างกายของลู่หมิงมันมากมายเหลือล้น
ลู่หมิงหลังจากที่โดนการโจมตีนั้นไปเรียบร้อยค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างช้าๆทำการลุกขึ้นมาและก็จับกุมบริเวณหน้าอกของตนเอง
มุมปากมีเลือดสีแดงสดไหลออกมาใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ในตอนนี้กระดูกของตนเองภายในหักไปถึงสองท่อน
“ กระดูกหักไปถึงสองท่อนขาโจมตีนี้มัน… ”
ลู่หมิงมั่นใจว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าใช้พละกำลังเพียงแค่ไม่กี่ส่วนในการโจมตีเท่านั้นแต่ด้วยพละกำลังไม่กี่ส่วนของมันกลับมีความรุนแรงมากขนาดนี้
“ ความต่างชั้นของขอบเขตพลังมันห่างกันมากขนาดนี้เลยงั้นหรอ”
“ นั้นสิน่ะขนาดตอนนี้ตัวของเราอยู่ภายในขอบเขตสีม่วงยังสามารถเอาชนะขอบเขตลำต้นสีเขียวได้อย่างสบายๆ”
“ แล้วผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าอยู่เหนือกว่ามากขนาดนี้ขอบเขตพลังของมันคงจะมากมายเหลือการคาดเดา ”
“ ในตอนนี้จะเอาชนะตัวของข้าได้มันเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”
“ สำหรับตัวของข้าแล้วผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าตัวของมันคงจะมองว่าเป็นเพียงแค่ยอดฝีมือที่ไม่คู่ควรกับมันด้วยซ้ำ”
“ ผ่านการต่อสู้มันๆเจ็ดวันแต่ว่าร่างกายของมันมีบาดแผลนับแห่งได้เพียงแค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้ามีความแข็งแกร่งขนาดไหน”
“ ไม่มีทางชนะเลยอย่างงั้นหรอ ”ลู่หมิงพึมพำภายในใจของตนเองในขณะที่ร่างกายของมันนั้นกำลังเจ็บปวด
หวังอู๋มองจากรูปลักษณ์ภายนอกร่างกายของมันมีบาดแผลคิดเพียงแค่ไม่กี่แห่งที่ปรากฏอยู่บนร่างกาย
แถมร่างกายของคนผู้นี้กลับพร้อมกับการต่อสู้หนักๆตัวของมันแทบจะไม่เป็นอะไรเลยด้วยซ้ำจากการต่อสู้ทั้งหมดในช่วงเวลาเจ็ดวัน
เพราะแบบนั้นมันเองก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งคนที่มีร่างกายที่พร้อมกับการต่อสู้มากพอๆกับลู่หมิง
หวังอู๋มองลู่หมิงที่แสดงใบหน้าเจ็บปวดก่อนที่จะพูดขึ้นมา “ข้าจำเจ้าได้แล้วก่อนหน้านี้เจ้าไม่สามารถเปิดประตูลมปราณได้ ”
“ ถูกกล่าวขานว่าเป็นขยะไร้ค่าของสำนักตัวของเจ้าตอนนี้สามารถเปิดประตูลมปราณได้แล้วก้าวหน้ารวดเร็วกว่าคนอื่นหลายเท่า ”
“ แต่ว่าตัวของข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เจ้าจะสามารถต่อกรได้ข้าฝึกฝนมาหลายปีตั้งแต่ตัวของเจ้ายังไม่สามารถเปิดประตูการฝึกฝนได้เลยด้วยซ้ำ ”
“ เพราะแบบนั้นยอมแพ้ซะ… ”
“ ความสามารถของเจ้าในตอนนี้ในปีหน้าเจ้ายังมีโอกาสที่จะชนะการทดสอบในครั้งนี้อีก”
“ แน่นอนด้วยความสามารถของเจ้าและการพัฒนาที่รวดเร็วขนาดนี้ปีหน้าเจ้าคงจะได้ชื่อว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของสำนัก” หวังอู๋กล่าวตามสายตาที่มันมอง
มันมองเห็นการพัฒนาและการฝึกฝนที่รวดเร็วลู่หมิงคาดการณ์เอาไว้เลยว่าปีหน้าตัวของลู่หมิงจะต้องกลายเป็นผู้ชนะในการทดสอบครั้งนี้อย่างแน่นอน
นี่ไม่ได้ดูถูกแต่ใช้สายตาของตนเองประเมินพลังมันเองก็ถือว่าเป็นหนึ่งคนที่มีสายตาแลมป์ได้เฉียบคมจึงมองเห็นความสามารถภายในตัวของลู่หมิง
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของคนผู้นั้นลู่หมิงส่งเสียงแฮะภายในลำคอ“ หึ… ”
“ ปีหน้าอย่างงั้นเหรอ… ”
“ ถ้าข้าพ่ายแพ้ในปีนี้บางทีตัวของข้าอาจจะต้องแบกรับความอัปยศที่โดนผู้คนภายในสำนักเหยียบย้ำไปอีกหนึ่งปีเต็มๆ”
“ ตัวของข้าไม่มีเวลามากขนาดนั้นหรอกนะในตอนนี้ถ้าไม่สามารถก้าวผ่านอุปสรรคที่อยู่บริเวณด้านหน้าไปได้ข้าเองก็ต้องตายลง”
“ เพราะแบบนั้นไม่มีโอกาสครั้งหน้าแล้ว ”ลู่หมิงกัดฟันแน่นกับความเจ็บปวดที่ตนเองสามารถรู้สึกในตอนนี้เปลวเพลิงแห่งความโกรธภายในจิตใจกำลังลุกไหม้ชีวิตที่บัดซบและโดนเหยียบย่ำมาทั้งชีวิต
ความรู้สึกมากมายเหล่านั้นที่ปรากฏอยู่ภายในจิตใจมันกลายเป็นสิ่งที่ผักดันพลังภายในร่างกายลู่หมิงทะยานเข้าหาร่างของผู้ที่อยู่ด้านหน้าของตนเองในตอนนี้
ร่างกายพุ่งตรงเข้าไปอย่างรวดเร็วร่างกายที่พุ่งทะยานเข้าไปหาหวังอู๋ ใช้หมัดของตนเองง้างออกไปโจมตีใส่ผู้ที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง
การโจมตีทะยานเข้าใส่ร่างกายหมัดขวาตรงอันรุนแรงพุ่งเข้าไปอีกครั้ง เมื่อการโจมตีนี้พุ่งทะยานเข้าไปหวังอู๋ยกมือของตนเองขึ้นมารับเหมือนการโจมตีก่อนหน้านี้
แต่ว่าในครั้งนี้ต่างออกไปหลังจากที่หมัดนั้นพุ่งทะยานเข้าไปปะทะเข้ากับฝ่ามือที่ยกขึ้นมารับการโจมตีพลังปราณสีแดงแพดพุ่งออกมาจากหมัดกระแทกเข้าใส่ฝ่ามือก็ของหวังอู๋
ตรึง!!!!การโจมตีนั้นอาจกระแทกเข้าไปฝ่ามือที่ยกขึ้นมาต้านทานการโจมตีโดนพลังวิญญาณสีแดงให้เขาอย่างเต็มแรงหวังอู๋ถึงกับกระเด็นถอยหลังมาหลายเมตร
แขนข้างขวาที่ใช้ในการป้องกันก่อนหน้านี้ตอนนี้ไม่สามารถใช้งานได้ชั่วขณะหวังอู๋มองต่ำลงมาที่มือของตนเอง “ นี่มัน… กระดูกหัก ”
หลังจากที่ได้รับการโจมตีนั้นเข้าไปเต็มๆในตอนนี้มันทำให้กระดูกแขนข้างขวาของหวังอู๋หักแม้ว่าใบหน้าของมันจะเรียบเฉยแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายในจิตใจนั้นเต็มไปด้วยความตกตะลึง
การโจมตีนี้มันทำให้แขนของมันหักระดับขอบเขตที่แตกต่างกันขนาดนี้ตัวของมันไม่เคยคาดฝันเลยว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าจะทำให้กระดูกแขนของมันหักได้
มันประเมินคนที่อยู่บริเวณด้านหน้าต่ำเกินไปดวงตาของมันใช้จ้องมองมาที่ลู่หมิง คิ้วทั้งสองข้างของมันขมวดเข้าหากันอย่าง
ใบหน้าของคุณชายหวังผู้นี้แสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดสิ่งที่ตัวของมันพบเห็นก็คือออร่าสีแดงที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างกายลู่หมิง
ภายในใจของมันเต็มไปด้วยคำถามออร่าที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของลู่หมิงคืออะไร
ในขณะเดียวกันเจ้าสำนักหุบเขากระบี่ที่กำลังมองเหตุการณ์การต่อสู้ที่เกิดขึ้นร่างกายลุกขึ้นพร้อมกับแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เกาเทียนที่กำลังนั่งอยู่บริเวณด้านข้างเอ่ยถามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว“นั่นมันอะไรกันอย่างนั้นหรือขอรับท่านอาจารย์ออร่าสีแดงที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างกาย…”
หลี่ฉีหงที่กำลังยืนอยู่ทำการพูดขึ้นมา “ อาภรณ์เทพโทสะ… ”
หลังจากที่ได้ยินชื่อนั้นลูกศิษย์คนโตของมันทำการแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย“ อ่าพรเทพโทสะอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
“ ใช่แล้วยามที่ความรู้สึกภายในร่างกายตอบสนองกับวิชาโทสะคลั่งความรู้สึกถูกเร่งขึ้นไปจนถึงขีดสุดหลอมรวมเข้าสู่แกนกระดูกความแค้นแปรเปลี่ยนกลายเป็น”
“ แรงผลักดันจำนวนมหาศาลที่มันเกิดขึ้นจากภายในใจมันทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปรระเบิดโทสะพุ่งทะยานขึ้นไปจนถึงขีดสุด ”
“ สภาวะนั้นสามารถก้าวล้ำขอบเขตการฝึกฝนของตนเองมีพลังเพิ่มขึ้นหลายเท่าในชั่วพริบตา”
“ มันคือสิ่งที่เรียกว่าอาภรณ์เทพโทสะด้วยสภาวะนี้ขีดจำกัดของร่างกายของคนหนุ่มแซ่ลู่นั้นก้าวข้ามขึ้นไปอยู่ในระดับที่เหนือกว่าขีดจำกัดของตนเองแล้ว”
“ แน่นอนความสามารถของมันในตอนนี้สามารถเทียบได้กับหวังอู๋ความสามารถที่ก้าวหน้ากับอีกฝ่ายที่บาดเจ็บที่แขนศึกครั้งนี้ไม่แน่ว่าอัจฉริยะผู้นั้นอาจจะพ่ายแพ้ให้กับคนไร้ค่าของสำนักหุบเขากระบี่ก็ได้” หลี่ฉีหงกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้นเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้
แน่นอนว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตอนนี้ล้วนแล้วอยู่เหนือการคาดเดาลู่หมิงทำการระเบิดทักษะตอบสนองกับจิตใจทำให้ขับเคลื่อนออกมากลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าอาภรณ์เทพโทสะได้ในที่สุด
และในตอนนี้ก็กำลังจะเข้าปะทะกับคุณชายตระกูลหวังที่อยู่บริเวณด้านหน้า
หวังอู๋รู้ได้ในทันทีรูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปความรู้สึกบริเวณรอบๆร่างกายที่สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่เสียดสีกับผิวหนัง
ผู้ที่อยู่ด้านหน้าในสภาพร่างกายแบบนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
จบบท