" ท่านพ่อ ท่านแม่ สำรับพร้อมแล้วเ้าค่ะ "
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กสาวตัวน้อยดังแว่วมาแต่ไกล 'ชิงผิงอัน' และ 'ชิงหลันฮวา' คู่สองสามีภรรยาวัยชราที่เพิ่งทำธุระส่วนตัวเสร็จหลังจากตื่นนอนแย้มยิ้มให้กันอย่างมีความสุข
เมื่อชายชราพยุงร่างบอบบางของภรรยาเดินเคียงคู่กันออกมาก็เห็นว่า 'บุตรสาวบุญธรรม' ยืนรอพวกตนอยู่ด้านนอกและกำลังส่งยิ้มกว้างจนแก้มอวบกลมยิ่งพองฟูให้ความรู้สึกนุ่มหยุ่นน่าััยิ่งขึ้น สองสามีภรรยาวัยชราไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อนเลยว่าชั่วชีวิตนี้พวกตนจะมีวาสนาได้เลี้ยงดูบุตรธิดาเป็ของตนเอง
โชควาสนานี้ต่อให้ตายพวกตนก็พร้อมที่จะน้อมรับมันเอาไว้
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบบนใบหน้าทำให้หญิงสาวที่หมดสติมาตลอดค่อยๆขยับตัวลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนเพลีย
ภาพแรกที่หญิงสาวมองเห็นคือฝ้าเพดานไม้เก่าๆข้างกายมีหญิงชราท่าทางใจดีผู้หนึ่งกำลังนั่งเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เธออยู่อย่างเบามือ
หญิงสาวกวาดสายตามองสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ล้วนดูแล้วแปลกหูแปลกตาไปเสียหมด
ถ้อยคำของหญิงชราที่ใช้พูดคุยกับเธอก็เช่นกัน จะว่ามีความคล้ายคลึงกับภาษาจีนอยู่ก็หลายส่วนแต่สำเนียงติดออกจะโบราณอยู่เล็กน้อย
ซึ่งน่าแปลกที่เธอสามารถเข้าใจได้ทุกถ้อยคำที่หญิงชราพูดราวกับว่าเคยได้ยินได้ฟังมันมาก่อนทั้ง ๆ ที่เธอไม่เคยเรียนภาษาจีนเลยด้วยซ้ำ
" ฟื้นแล้วหรือ เป็อย่างไรบ้างแม่หนู รู้สึกเ็ปตรงไหนหรือไม่ " หญิงชราเอ่ยถามด้วยความอารี
หญิงสาวสับสนมึนงงเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพียงแต่ส่ายหน้าเล็กน้อยตอบกลับไปเท่านั้น
" ดียิ่งๆ เ้าไม่เป็อันใดก็ดีแล้ว ว่าแต่เหตุใดเด็กน้อยเช่นเ้าถึงไปตกน้ำตกท่าอยู่กลางป่าเช่นนั้นได้ พอจะบอกข้าได้หรือไม่ "
น้ำค้างขมวดคิ้วงุนงงกับคำถามของหญิงชรา
เด็กอะไร? กลางป่าที่ไหน?
จู่ ๆ ภาพความทรงจำก่อนที่หญิงสาวจะหมดสติไปก็แวบเข้ามาในสมองของเธอ เสียงทุ้มของชายผู้หนึ่งดังก้องขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
' ในที่สุดข้าก็หาเ้าพบเสียทีเ้าปลาทองน้อย '
' ข้าคือผู้นำทาง เ้าหลงทางมาไกลเหลือเกินแล้ว จงกลับไปยังที่ที่ของเ้าเสีย วงล้อแห่งโชคชะตาจะเริ่มหมุนเวียนไปนับจากนี้ ข้าขอมอบคืนทุกสิ่งที่เ้าควรมี จงใช้ชีวิตให้ดี '
หญิงสาวยกมือขึ้นกุมศีรษะของตนเองเมื่อถูกความเ็ปพุ่งเข้าโจมตีอย่างไม่ทันให้ได้ตั้งตัว
ใคร? คนคนนั้นคือใคร? นี่มันเื่บ้าอะไรกันแน่
ยิ่งคิดทบทวนมากขึ้นเท่าไรความเ็ปก็ยิ่งทบทวีขึ้นตามไปด้วยเท่านั้นจนเธอแทบจะทนไม่ไหว
หญิงชราเห็นท่าทางเ็ปของเด็กสาวก็รีบเข้ามาจับเนื้อจับตัวเอาไว้พลางเอ่ยปลอบประโลมด้วยความห่วงใยจนเด็กสาวค่อยๆ สงบลงและหลับใหลไปในเวลาต่อมา หญิงชราเฝ้าดูอาการของเด็กสาวต่ออีกสักพัก เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงแล้วจึงปลีกตัวออกจากห้องไปอย่างเบามือเบาเท้าที่สุดด้วยเกรงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของคนป่วย
สามวันต่อมา
น้ำค้างสามารถลุกขึ้นเดินเหินได้เป็ปกติหลังจากที่นอนติดเตียงมาสามวันเต็มๆ แม้จะรู้สึกอ่อนเพลียไปบ้างแต่ไม่ได้รู้สึกปวดศีรษะอย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อนแล้ว
หญิงสาวก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปหยุดยืนอยู่ริมหน้าต่างไม้ตรงข้ามโต๊ะเครื่องแป้ง พยายามนึกทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างถี่ถ้วน
หากใคร่ครวญตามเสียงที่ได้ยินก่อนที่จะหมดสติไปเธอก็พอจะเดาได้คร่าวๆ แล้วว่าตัวเธอได้ย้อนกลับมายังที่ที่เธอสมควรอยู่ั้แ่ต้น ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วเธอเลยสามารถสื่อสารและเข้าใจสิ่งที่หญิงชราพูดคุยได้ราวกับเป็เ้าของภาษา
แต่เพราะเหตุใดร่างกายนี้จึงย้อนกลับไปอยู่ใน่วัยสิบสามสิบสี่ปีอีกครั้งนั้นเธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
หรือที่ผู้ชายคนนั้นบอกว่า 'วงล้อแห่งโชคชะตาจะเริ่มหมุนเวียนไปนับจากนี้' อาจจะหมายถึง่ชีวิตบนโลกใบนี้ของเธอตามความจริงแล้วน่าจะมีอายุอยู่ใน่วัยเท่านี้ แต่เพราะเธอหลงไปโลกใบอื่น่วัยที่แท้จริงของเธอถึงได้หยุดลงไป พอเธอย้อนกลับมาอีกครั้งมันถึงได้เริ่มนับใหม่ ใช่รึเปล่า?
แต่ไม่ว่าข้อสันนิษฐานของเธอจะเป็จริงหรือไม่ เธอกลับคิดว่ามันก็ไม่ได้น่าหวาดกลัวมากนัก เพราะในโลกใบเก่านั้นเธอไม่มีสิ่งใดให้ต้องเป็ห่วงหรือคำนึงถึงอีกต่อไปแล้ว ถ้าจะลองเริ่มต้นชีวิตใหม่บนโลกใบนี้ก็ไม่เลวร้ายอะไร
หญิงสาวทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย จากคำบอกเล่าของคนชราทั้งสองทำให้เธอรู้จักโลกใบใหม่ได้มากพอสมควรในเวลาไม่นาน
อย่างเช่นแผ่นดินกว้างใหญ่แห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็สามแคว้นหลัก
แคว้นที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่กินพื้นที่สองในสามส่วนของอาณาเขตทั้งหมด ทรงอำนาจทั้งการทหารและการปกครอง มีความอุดมสมบูรณ์พร้อมทั้งทรัพยากรและพืชพันธุ์การเพาะปลูกได้แก่ 'แคว้นเหลิ่ง'
รองลงมาเป็ 'แคว้นฉิง' ที่มีอาณาเขตติดกับชายทะเล ขึ้นชื่อเื่การค้าขาย ไม่ว่าจะเป็สิ่งใด เล็กหรือใหญ่ ถูกกฎหมายหรือผิดศีลธรรม รวมถึงเป็แหล่งศูนย์กลางของข่าวสารทุกประเภท
และแคว้นสุดท้าย 'แคว้นเป่ย' เป็แคว้นที่ถูกยกย่องเื่ความแข็งแกร่ง เก่งกาจด้านวิชาการต่อสู้ทุกแขนง อาณาเขตส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็ทะเลทรายและูเา
และที่ที่เธออาศัยอยู่ในขณะนี้ก็คือบ้านของสองสามีภรรยาวัยชราคู่หนึ่งใน 'หมู่บ้านลู่เว่ย' หมู่บ้านที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเขตชายแดนแคว้นเหลิ่งและแคว้นฉิงพอดิบพอดี
ชายชราที่ช่วยเธอมีนามว่าชิงผิงอัน อายุหกสิบปี ส่วนภรรยาชื่อชิงหลัน ฮวา อายุห้าสิบห้าปี ทั้งสองอยู่กินกันมาเกือบสี่สิบปีแล้วแต่ไม่มีบุตรธิดาด้วยกันเมื่อทั้งคู่ได้มาพบเธอที่ย่อส่วนกลับไปอยู่ใน่วัยสิบสี่ปีจึงรู้สึกเอ็นดูเป็พิเศษ
คนในหมู่บ้านลู่เว่ยส่วนใหญ่มีอาชีพเป็พรานป่า คู่สามีภรรยาแซ่ชิงก็มีอาชีพนี้เช่นเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งออกไปหาของป่าเพื่อนำไปขายในตัวเมืองหรือตลาดหัวเมืองระหว่างสองแคว้น
ถึงแม้จะได้ชื่อว่าอยู่กึ่งกลางระหว่างสองแคว้นที่ขึ้นชื่อว่าอุดมสมบูรณ์และเป็ศูนย์กลางทางการค้าขาย แต่ฐานะของคนในหมู่บ้านกับยากจนขัดสน ผืนดินไม่อาจเพาะปลูกพืชพันธุ์ แหล่งน้ำในหมู่บ้านไม่อาจดื่มกินได้ จึงกลายเป็หมู่บ้านที่ถูกมองข้ามจากทั้งสองแคว้นไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อถูกละเลย ชาวบ้านจึงต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อหาเลี้ยงชีพของตนเองและครอบครัว
เด็กหนุ่มที่นี่ส่วนใหญ่ล้วนขายตัวเองออกไปเป็ทาสให้กับเหล่าเศรษฐี พ่อค้าหรือพวกขุนนางน้อยใหญ่ ยากนักที่จะได้เป็ทหารหรือสอบเข้ารับราชการเป็ขุนน้ำขุนนาง
ส่วนเด็กสาวมักจะถูกส่งตัวไปที่หอคณิกา หากโชคดีหน่อยอาจได้เป็สาวใช้ประจำตัวเหล่าคุณหนูคุณชายในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้รับประกันว่าการเป็สาวใช้ของเด็กสาวเ่าั้จะมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้น เพราะผู้หญิงสำหรับโลกใบนี้พวกเธอมีค่าไม่ได้ไปมากกว่า 'สิ่งของสิ่งหนึ่ง'
เมื่อนึกถึงตรงนี้หญิงสาวได้แต่ทอดถอนใจอย่างปลดปลง ไม่ว่าจะโลกใบไหนความเหลื่อมล้ำจำพวกนี้ก็ยังคงมีอยู่ไม่เคยจางหายไปเลยสักนิด โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่ามักจะถูกเอาเปรียบเสมอ
คราแรกเมื่อเธอได้สติ คนชราทั้งสองต่างสอบถามที่มาที่ไปของเธอด้วยความสงสัย แต่เพื่อตัดปัญหาเื่ตัวตนที่ยากจะอธิบายได้เธอจึงแสร้งทำเป็ 'ความจำเสื่อม' ไปเสีย
ชายชราเอาแต่กล่าวโทษว่าเป็ความผิดของตนเองเพราะเรือนหลังนี้ตั้งอยู่ไกลจากตัวหมู่บ้านมาก บวกกับฐานะที่ไม่ค่อยดีนักจึงไม่สามารถว่าจ้างหมอฝีมือดีมาดูแลรักษาอาการให้เธอได้ ได้แต่รักษากันไปตามอัตภาพทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
แม้จะรู้สึกผิดต่อคนทั้งสองอย่างที่สุดแต่เธอก็ไม่อาจบอกเล่าเื่ราวของตัวเองออกไปได้ เธอเลยตั้งใจว่าจะทำดีเพื่อชดเชยให้คนชราทั้งสองเท่าที่ตนจะสามารถทำได้แทนเท่านั้น
หลังจากนั้นเป็ต้นมา คนชราทั้งสองต่างดูแลเอาใจใส่เธอเป็อย่างดี ดีที่สุดเท่าที่คนทั้งสองสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่อยู่นี้แม้จะเป็ผ้าเก่าที่ชายชราไปขอแลกซื้อมาแต่หญิงชราเป็ผู้ตัดเย็บให้เองกับมือทุกชุด
คนชราทั้งสองยอมกินแต่หัวมันทุกมื้อเพื่อนำข้าวขาวที่มีอยู่น้อยนิดมาทำเป็ข้าวต้มให้เธอได้กินเพื่อบำรุงร่างกาย ในทุกๆ วันคนชราทั้งสองจะผลัดกันมาพูดคุย บอกเล่าเื่ราวต่างๆ ให้เธอฟังอยู่เสมอเพราะกลัวว่าเธอจะรู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยว
ความเอาใจใส่ ความอบอุ่น ความอ่อนโยนที่ได้รับจากคนชราทั้งสองมันทำให้หัวใจอันบอบช้ำของเธอเริ่มกลับมาสดใส เริ่มมีชีวิตชีวาอีกครั้งในเวลาไม่นาน
เช่นเดียวกันกับคนชราทั้งสอง ทั้งที่เพิ่งได้รู้จักกับเด็กหญิงตัวน้อยแก้มอวบอิ่มผู้นี้ได้ไม่นาน แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดกับรู้สึกรักใคร่เอ็นดูเด็กหญิงราวกับเป็บุตรในไส้ของตน
ครั้นเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงไร้ซึ่งที่พึ่งซ้ำยังไม่อาจจดจำสิ่งใดได้จึงออกปากรับตัวเด็กหญิงเป็บุตรสาวบุญธรรมของพวกตนเสียเลย
คราแรกทั้งสองต่างยังติดใจสงสัยกับกิริยาท่าทางที่ดูโตเกินวัย ทั้งแปลกตากับเครื่องนุ่งห่มที่เด็กหญิงสวมใส่เมื่อครั้งแรกที่เจอเพราะไม่เคยพบเห็นจากที่ใดมาก่อน แต่ยามเมื่อได้มองเห็นรอยยิ้มสดใสจริงใจบนใบหน้าแสนจะธรรมดานั่น ทั้งสองก็พร้อมที่จะมองข้ามผ่านและลืมเลือนมันไป
" เมื่อได้พบก็ถือว่ามีวาสนาต่อกัน ์คงจะประทานเ้ามาให้เป็ลูกของพ่อ ต่อแต่นี้ไปเ้าก็อยู่ซะที่นี่แหละนะ พ่อกับแม่จะดูแลเ้าเอง " ชิงผิงอันลูบศีรษะเล็กของเด็กสาวด้วยความรักใคร่เอ็นดูอย่างที่สุด
" ท่านพ่อ ท่านแม่ "
" ว่าแต่เราจะเรียกนางว่าอะไรดีล่ะฮูหยิน? "
" ข้าเห็นว่านางชอบมองหยดน้ำค้างยามเช้านัก เช่นนั้นให้นางชื่อว่า 'ลู่ลู่' ที่แปลว่าหยดน้ำค้างดีหรือไม่ท่านพี่ "
" ลู่ลู่ ชิงลู่ลู่ ดี!! เป็ชื่อที่ดีนักฮูหยิน ฮ่าๆๆๆ "
" เช่นนั้นต่อไปนี้เ้าชื่อว่า'ชิงลู่ลู่' เป็อย่างไร เ้าชอบชื่อนี้หรือไม่ลูกแม่”
หญิงชรายิ้มกว้างอย่างมีความสุขพลางยื่นมือไปลูบแก้มอวบหยุ่นนุ่มฟูอย่างมันเขี้ยว
" ชอบเ้าค่ะ ข้าชอบชื่อที่ท่านแม่ตั้งให้มากเลยเ้าค่ะ "
*หวังว่าทุกคนจะเอ็นจอยนะคะ (๑˙❥˙๑)