ชายผู้นั้นตกตะลึงร่างสะท้านดังถูกสายฟ้าฟาดใส่ สีหน้าของมันซีดเผือด เกิดมายังไม่เคยพบเจอสตรีใดอัปลักษณ์ถึงเพียงนี้ .. ดวงตาซ้ายขวาเหล่ไม่สามัคคี ไฝเม็ดเด่นโตที่ฝีปากบน เม็ดสิวเล็กใหญ่มีอยู่เต็มใบหน้า ฟันหน้ายื่นเหยินแทบทิ่มถูกปลายคางมัน
“ว่าไงจ๋าาาา ... ซู๊ดดดด !!!” ญานินดาพูดไม่ชัด นางคาบฟันปลอมเหยินยื่นอยู่เต็มปาก กำลังสูดน้ำลายที่ไหลย้อยออกมา เป็นนางถูกแปลงโฉมโดยราชิต
“…” ชายผู้นั้นพูดอะไรไม่ออก
เสียงของราชิตแสร้งทำเป็นตกใจ
“เจ้าาาา เจ้าาาา .. ช่างบังอาจถูกเนื้อตัวหลานสาวข้า”
“หลานสาวข้าเพิ่งอายุสิบห้า มิเคยผ่านมือชายใดมาก่อน”
“เป็นเจ้า ทำนางแปดเปื้อน ... เจ้า ... เจ้าต้องรับผิดชอบ ...”
อุทัยผสมโรงร้องกล่าว “ผิดผีแล้ว ... ผิดผีแล้ว ... เจ้าทำน้องสาวข้า!”
เจ้าธรรมก็มิใช่ย่อยนำมือปิดหน้า กล่าวว่า “สวรรค์! ท่านต้องรับผิดชอบนาง ..”
“ทะ ทะ ท่านตา ... ข้าจะตั้งต้องหรือไม่ ข้ากลัวเหลือเกิน ... ฮือ ฮือ ... ซู๊ดดดด !!!” ญานินดาก็แกล้งโวยวายร้องห่มร้องไห้ฟันปลอมแทบร่วงหล่นลงมา
ราชิตเข้าไปปลอบโยน “โถ ... หลานตา ... เจ้ามีมลทินแล้ว ...”
เจ้าธรรมหน้าแดงก่ำร้องบอก “ปล่อยไปเช่นนี้มิได้ เสื่อมเสียถึงวงศ์ตระกูลยิ่งนัก”
อุทัยแอบเหล่เจ้าธรรม เจ้าแสดงเกินพอดีไปแล้ว .. ฮ่า ฮ่า
ชายร่างผอมสูงรีบเข้ามาระงับเหตุ “ใจเย็นก่อนท่านผู้เฒ่า ... เข้าใจผิดกันหรือไม่ !!!”
ชายร่างใหญ่เรียกสติคืนมา รีบกล่าวว่า “ข้ามิมีเจตนาเช่นนั้น ... ท่านผู้เฒ่าและน้องชายทั้งสองเข้าใจผิดแล้ว ...”
เห็นทั้งหมดกำลังมีเจตนายัดเยียดสตรีอัปลักษณ์ตรงหน้านี้ให้ ขนแขนและเส้นผมของมันตั้งชี้ชัน กลางลมแม่น้ำเย็นสบายเช่นนี้กลับมีเหงื่อไหลย้อยอยู่เต็มแผ่นหลัง
ราชิตยังโวยวายเช่นเดิม “เข้าใจผิดอย่างไรเล่า !!! เป็นเจ้าตั้งใจสัมผัสเล้าโลมร่างกายของนาง ...”
ชายร่างใหญ่กล่าวลิ้นแทบพันกัน “ขอขมาท่านผู้เฒ่าด้วย ข้ามิใช่บุคคลเช่นนั้น ...” พร้อมประสานมือทำท่าทางขอโทษอย่างสุดซึ้ง
ราชิตนิ่งเงียบทำเป็นคิดอะไรครู่หนึ่ง แล้วจึงทำเสียงอ่อนลดโทสะลง “เอาหล่ะ ... เอาหล่ะ ... ในเมื่อเจ้ามิมีเจตนา เราผู้เฒ่าก็จะยกโทษให้ ... แต่เจ้ามิสนใจหลานสาวของเราผู้นี้จริงๆ นางไม่งดงามหรือ ...” มันแกล้งกล่าวถาม
ชายร่างใหญ่พูดโกหกอย่างช่ำชอง “มิได้ ... มิได้ ... ถึงแม้นางจะงดงามปานเทพี แต่เราผู้นี้มีลูกเมียแล้ว ... มิสามารถ ... มิสามารถ ...”
ชายร่างผอมสูงได้รับฟังแทบจะอาเจียนออก รีบกล่าวว่า “ในเมื่อท่านผู้เฒ่าไม่ถือความ ... พวกเราต้องขอตัวแล้ว ...”
อุทัยกล่าว “ท่านตา !!! ท่านจะปล่อยไปง่ายดายเช่นนี้หรือ ...”
ราชิตส่งสัญญาณมือให้ทั้งหมดยุติ ถอนหายใจ “เฮ้ออออ ... นี่มิใช่บ้านเมืองเรา คงต้องปล่อยผ่านไป ...”
เจ้าธรรมและอุทัยทำเป็นกำหมัดแน่นฝืนใจยินยอม ชายทั้งสองเห็นดังนั้นใช้มือปาดเหงื่อบนใบหน้ารีบหันหลังกำลังจะจากไป มีเสียงสตรีดังขึ้นพวกมันรับฟังจนสะดุ้งโหยง
“ปี้ซายยยย ท่านมีนามว่ากระไร ... ซู๊ดดดดด” เสียงพูดไม่ชัดของญานินดา นางแกล้งถามชายร่างใหญ่ผู้นั้น
“ข้า ... ข้า ... ข้าซึ่งไร้วาสนา ... แม่นาง .. ลาก่อนนนนน ...” ชายร่างใหญ่ตอบ แล้วรีบฉุดชายร่างผอมสูงจากไปอย่างรวดเร็ว
ชายทั้งสองจากไปอย่างเร็วรี่ พอพวกมันลับสายตาเป็นเจ้าธรรมกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่แล้ว
“ก๊ากกกก !!! ฮี ฮี ฮี ... ข้าขันสีหน้าของเจ้าผู้นั้นนัก ...” เจ้าธรรมหัวเราะจนตัวงอ พยายามส่งเสียงให้เบาที่สุด
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... หากพวกมันมีเท้างอกออกมาเพิ่มได้อีก คงใช้ทั้งหมดวิ่งหนีแล้ว ...” อุทัยหัวเราะจนตัวสั่นสะท้าน มันเกาะกอดเสาเรือเอาไว้
“ชิ ... พวกท่านสนุกกันนักหรือไร หาาาา ...” ญานินดาเริ่มไม่พอใจแล้ว
ราชิตยิ้มตลกกับเหตุการณ์ สักครู่หนึ่งสีหน้ามันกลับแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมา คนทอดตามองไปยังท้องน้ำเบื้องหลัง
“แย่แล้ว !!! มีเรือเร็วตามมา !!!” เสียงของราชิตทำทั้งหมดมองตาม
ที่เบื้องหลังบริเวณหัวโค้งน้ำห่างไปนับสิบเส้น ปรากฏเรือเล็กสามลำประดับโคมไฟเห็นได้แต่ไกล อุทัยจ้องมองเรือทั้งสามพบเห็นเป็นเรือเร็วมีลักษณะแคบยาว บรรจุผู้คนลำละห้าถึงหกคนทำการจ้วงพายอย่างสุดแรง เรือเร่งความเร็วตรงดิ่งเข้าหา ลำตรงกลางยืนด้วยสตรีแผ่ปราณยุทธ์รุนแรงสุดจะหยั่งผู้หนึ่ง
“เป็นนาง .. ผู้เฒ่าปักษาวารี ..” อุทัยร้องบอก มันจดจำพลังชีวิตของนางได้
ราชิตซุบซิบวางแผนการกับอุทัย ทั้งหมดกลับเข้าห้องพักภายในชั้นสองของลำเรือ ยกเว้นอุทัยลอบนั่งทำตัวกลมกลืนปะปนกับบุคคลทั่วไปบริเวณที่พักรวมของผู้โดยสาร
เรือเร็วแล่นฉิวเข้ามาแต่ยังห่างเรือสำเภากว่าห้าวา สตรีปักษาวารีสะกิดปลายเท้าเหินกายราววิหคร่อนลงบนดาดฟ้าเรือ แสงจากคบเพลิงส่องเห็นสตรีรูปร่างสูงโปร่งอยู่ในอาภรณ์เลิศหรูเป็นชุดคลุมทำด้วยผ้าไหมสีขาวเลื่อมประกาย ตามชายขอบตกแต่งด้วยลายเถาไม้สีฟ้าเข้ม นางประดับเข็มกลัดรูปสัญลักษณ์ปักษาโผบินทำด้วยอัญมณีล้ำค่าสีฟ้าระยิบสดใส
ดวงหน้างดงามดังเทพีอันสูงศักดิ์แผงด้วยแววแห่งปัญญา ผมยาวดำขลับมัดเกล้าเรียบร้อย ร่างกายเผยเสน่ห์ยั่วยวนบุรุษชนิดหนึ่ง แต่ที่ขัดแย้งกับความงามของนางคือพลังปราณอันเข้มข้นแผ่ขยายออกมาจากร่างกาย
บุคคลสองคนกระโดดตามมา ด้านซ้ายมือของนางเป็นบุรุษหน้าขาวรูปร่างสันทัดผู้หนึ่ง กิริยาสำรวมแต่สายตาหลุกหลิกสอดส่อง มันสวมใส่ชุดคลุมผ้าไหมสีขาวเช่นกัน แต่ไร้ซึ่งลวดลายใดๆ บุคคลนี้คือ ‘เลขาวิหคสวรรค์’ ผู้รับใช้ของนาง
ด้านขวามือหยุดยืนด้วยบุรุษวัยสามสิบเศษรูปร่างสูงกำยำอีกผู้หนึ่ง ใบหน้ากลมมีหนวดหลิมบนแนวปาก ท่าร่างว่องไวมือเท้าปราดเปรียว ดูเจนโลกดังชาวมิจฉาชีพ มันคือ ‘บุรินทร์’ ผู้ดูแลกิจการของสำนักธาราเทพประจำเมืองชลเขต
เมื่อบุรินทร์ปรากฏกาย เหล่าลิ่วล้อสี่ห้าคนของสำนักธาราเทพจึงเข้ามาต้อนรับ บุรุษหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าของบรรดาลิ่วล้อตรงเข้ารับหน้า
“คารวะท่านหัวหน้าศูนย์” มันกล่าวอย่างนอบน้อม
“อื่มมมม ตามสบาย ..” บุรินทร์ตอบรับด้วยน้ำเสียงแสดงถึงอำนาจ
“เป็นอย่างไร .. พบเจอตัวหรือไม่ ..” บุรินทร์กล่าวถามเสียงห้วน เป็นมันต้องการแสดงศักยภาพต่อหน้านางงามด้านข้าง
ลิ่วล้อผู้นั้นกล่าวรายงาน “เรียนท่านหัวหน้า ... พวกเราเฝ้าติดตามผู้โดยสารบนเรือทุกคน พบบุคคลเป็นที่น่าสงสัย หนึ่งเป็นบุรุษหนุ่มหัวเกรียนมีพลังปราณดังชาวยุทธ์ อีกหนึ่งเป็นสตรีสาวสะคราญทั้งใบหน้ารูปร่างก็งดงามอย่างยิ่ง ทั้งคู่เดินทางมาด้วยกันอาศัยอยู่ในห้องพักพิเศษร่วมกับบุคคลอื่นอีก นานครั้งจึงออกจากห้องพักคราหนึ่ง”
คำรายงานของบุรุษผู้นี้สอดคล้องกับคำจำกัดความที่ส่งมาว่า ‘ปักษาโฉมสะคราญ ... ไอ้เกรียนบรรลัยเช็ด ...’
เลขาวิหคสวรรค์มองชายหนุ่มผู้รายงาน แล้วกล่าวถามด้วยน้ำเสียงหยาดเยิ้ม “พ่อหนุ่ม ... อื่มมมม ... เมื่อมันไม่ค่อยออกจากห้องพัก แล้วท่านมั่นใจได้อย่างไรกัน ... จ๊ะ”
ลิ่วล้อหนุ่มผู้นั้นขนลุกเกรียว กล่าวว่า “เรียนท่านผู้สูงศักดิ์ ... มาจากคำบอกกล่าวของพนักงานเรือ ทั้งสองโดยสารเรือมาตั้งแต่เมืองเพชรปราการ บุรุษหนุ่มผู้นั้นเคยลงเรือไปชมตลาดขณะเรือจอดเทียบท่าที่เมืองชลเขต ... ขอรับ” มันกล่าวไปก็ขมิบตูดแน่น
เลขาวิหคสวรรค์ส่งสายตาอ่อนหวานหาบุรุษหนุ่ม กล่าวชมว่า “อ่อออ เป็นเช่นนั้นเอง ... อื่มมมม” พร้อมจ้องมองกล้ามเนื้ออันล่ำสันของลิ่วล้อหนุ่มผู้นั้นจนตาเยิ้ม
สตรีเฒ่าปักษาวารีคิ้วกระตุก เป็นนางหงุดหงิดกับกิริยาของบ่าวรับใช้เล็กน้อย แล้วจึงหยิบฉวยของสิ่งหนึ่งออกมาจากชุดคลุม นางถือของสิ่งนั้นอยู่ในอุ้งมือขวา
.. ศิลาส่องปักษา !!!
ศิลามนตราใช้ค้นหาดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์ ลักษณะเป็นแผ่นศิลาดำขลับรูปแปดเหลี่ยมขนาดเท่าฝ่ามือ บนแผ่นศิลาบรรจุรูปดาวแปดแฉก ผู้ใช้ศิลาต้องมีดวงจิตและพลังปราณอันแกร่งกล้า เมื่อใช้มนตราคาถาแฉกดาวบนศิลาจะส่องแสงเรืองสว่างชี้ไปยังทิศทางที่ตั้งของดวงจิต ขณะนี้ดาวทั้งแปดแฉกส่องประกายแสงสีแดงกะพริบเจิดจ้า แสดงว่าดวงจิตที่ตามหาอยู่ในรัศมีหนึ่งเส้น
สตรีเฒ่าปักษาวารีกล่าวเสียงตื่น “แสงจากศิลาส่องสว่างนัก !!! ดวงจิตปักษาอัคคีต้องอยู่บนเรือลำนี้ .. พาเราไปยังบุคคลผู้นั้น”
บุรินทร์จึงกล่าวว่า “รีบนำทางพวกเราไป ... บัดเดี๋ยวนี้ ...” เป็นมันเร่งรัดลิ่วล้อตรงหน้า
เหล่ายอดยุทธ์อีกสิบห้าคนที่ติดตามมาด้วยขึ้นมาสมทบ พวกมันกระจายกำลังไปทั่วลำเรือ สตรีเฒ่าปักษาวารีนำขบวนลงไปชั้นสองของลำเรือ ผู้โดยสารที่กำลังพักผ่อนอยู่ต่างพากันแตกตื่น
“สำนักธาราเทพมาจับคุมคน ... ผู้ใดไม่เกี่ยวให้ถอยไป ...” เสียงร้องบอกของบุรินทร์
ชื่อสำนักธาราเทพไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก ผู้โดยสารต่างถอยกรูดทิ้งห่างช่วงใหญ่ ผู้มาเยือนทั้งหมดหยุดยืนอยู่หน้าประตูของห้องพักส่วนตัวห้องหนึ่งตามการชักนำของลิ่วล้อผู้นั้น
ราชิต เจ้าธรรม และญานินดาอยู่ภายในห้อง พวกมันเตรียมพร้อมถึงขีดสุด ราชิตเก็บสัมภาระจนหมดสิ้นคนตั้งสติเตรียมพร้อมอยู่ที่หลังประตู
“.. เอาเยี่ยงไรดี” เจ้าธรรมถามเสียงตระหนก
“ชู่ววววว ..” ราชิตสั่งให้มันเงียบเสียงก่อน ภายในมือปรากฏแสงสีน้ำเงินพิสุทธิ์เล็กๆ จุดหนึ่ง
“ชู่ววววว ..” ญานินดาเรียนแบบราชิต ส่งสัญญาณให้เจ้าธรรมเงียบเสียง
เบื้องหน้าประตูประกอบด้วยสตรีเฒ่าปักษาวารี เลขาวิหคสวรรค์ บุรินทร์ และยอดยุทธ์อีกห้าคนพวกมันกระจายตัวออก ทุกคนโคจรพลังปราณเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะหักหาญ
มีเพียงประตูบานน้อยกั้นพวกมันเอาไว้ !!!
สตรีปักษาวารีกระชับถือศิลาส่องปักษาในอุ้งมือขวา มือซ้ายเรียวงามยื่นออกมาหาประตูพร้อมระเบิดพลังปราณอย่างแยบคาย
เปรี๊ยงงงงงงง !!! เสียงดังสนั่น .. ประตูไม้ระเบิดกระจายออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย
“!!!” ราชิต
“!!!” เจ้าธรรม
“@#e%a ..” ญานินดา
พวกมันก็เตรียมพร้อมถึงขีดสุด แต่เสียงนั้นบังเกิดจากห้องด้านข้าง !!!
ประตูไม้ของห้องพวกมันยังอยู่ดีดังเดิม ทั้งหมดมองหน้ากันแทบจะหัวเราะออกมา ราชิตพุ่งตัวไปเปิดแง้มประตูออก เห็นบุคคลแปลกหน้ามากมายกรูเข้าไปห้องด้านข้างแล้ว
โครมมมม !!! โครมมมม !!! เสียงกระแทกรุนแรงทำผนังห้องสั่นสะเทือน
เปรี๊ยงงง !!! ป๊าบบบบ !!! ป๊าบบบบ !!! คาดว่าการต่อสู้ตะลุมบอนภายในห้องคงดุดันนัก ราชิตสังเกตเห็นอุทัยนั่งยิ้มอยู่ริมบันไดทางลงชั้นล่างของเรือ
.. ชั่วครู่เสียงจากห้องด้านข้างก็สงบลง
ภายในห้องมีบุคคลสามคนนั่งคุกเข่าถูกสยบไว้ เป็นสองบุรุษและหนึ่งสตรี บุรุษผู้หนึ่งอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดมีผมเกรียนดังคำบอกเล่า ส่วนบุรุษอีกผู้หนึ่งมีอายุยี่สิบต้นๆ ทั้งคู่เป็นผู้ฝึกยุทธ์อยู่เพียงระดับมัธยะปราณขั้นต้น
ส่วนสตรีมีอายุเพียงสิบหกปี ร่างงามระหงดวงหน้าสวยสดใส นับเป็นโฉมงามสวยสะคราญนางหนึ่ง
เสียงบุรุษหัวเกรียนเกรี้ยวกราด “พวกเจ้า !!! เจ้าโจรโฉด !!!”
ป๊าบบบ !!! บุรุษหนุ่มผู้นั้นถูกบุรินทร์ตบจนหน้าหัน
บุรินทร์ลูบมือของมัน ปากกล่าวว่า “บังอาจนัก ... กล่าวหาผู้ใดเป็นโจรโฉดกัน ...”
“พวกเจ้าอย่างไรเล่า !!! หากมิใช่โจรโฉด เหตุใดจึงกระทำกับพวกเราเยี่ยงนี้” เสียงบุรุษอีกผู้หนึ่งก่นด่า
โครมมม !!! บุรินทร์ถีบบุรุษผู้นั้นกระเด็นไปติดฝาผนังเรือ
“ว๊ายยยย !!! อย่าทำข้อย !!! กลัวแล้ว .. ฮือ ฮือ” สตรีสาวงามนางนั้นกลัวจนร้องไห้โฮ
สตรีปักษาวารีตรวจสอบไม่พบดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์จากบุคคลทั้งสาม ส่วนศิลาส่องปักษายังส่งแสงกะพริบอยู่ไม่ยอมหยุด ... นางสงสัยใจยิ่งจึงกล่าววาจา
“เอาล่ะ ... เอาล่ะ ... ท่านบุรินทร์ยั้งมือก่อน ...”
“พวกเรามิใช่โจรโฉดอย่างที่พวกเจ้าเข้าใจ อย่าเพิ่งหวาดกลัวไป”
“เรามาตามหาคน ... เจ้าหัวเกรียน ... เจ้าใช่ ‘อุทัย อิ่มโอชา’ หรือไม่?”
เป็นนางได้อ่านบันทึกเรื่องราวของเมืองเพชรปราการ เมื่อวิเคราะห์แล้วบุคคลที่ชื่อ ‘อุทัย อิ่มโอชา’ นั้นน่าสงสัยที่สุด .. มันเป็นเด็กหนุ่มหัวเกรียนตรงตามลักษณะ อยู่ๆ ก็มีฝีมือผุดเด่นขึ้นมา โด่งดังในการแข่งขันชกมวยงานสมโภชพระธาตุหลวง
และยังเกี่ยวข้องกับราชิต ‘จอมเวทมนตราพิสุทธิ์’ ผู้ครอบครอง ‘คัมภีร์พลิกสวรรค์’ .. ทั้งยังเป็นที่ต้องการตัวของทัพมหาการีย์อีกด้วย
บุคคลผู้นี้มีข้อพิรุธมากมาย แต่ภายในคืนเดียวสถานที่พักอาศัยของมันก็ระเบิดเป็นจุณ บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็สูญหายไป ทุกคนเข้าใจว่าพวกมันตกตายไปหมดแล้ว
บุรุษหัวเกรียนผู้นั้นหัวเราะ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... โอ้ยยยยย” เมื่อครู่มันถูกตบและยังคงเจ็บปวดอยู่ มันกล่าวต่อ
“เจ้าคิดว่าข้าเป็นเจ้าเกรียนอุทัย ... นักมวยผู้มีฝีมืออ่อนด้อยผู้นั้น ... ฮ่า ฮ่า”
“เป็นมันโชคดีพบเจอแต่ผู้มีเพลงมวยอ่อนหัด จึงทะลุถึงรอบแปดคนสุดท้าย ... เป็นเรื่องน่าขันที่สุดในงานชกมวยปีนี้ ฮ่า ฮ่า”
“เห็นข้า .. ฤทธิเดช .. ยอดยุทธ์อายุเยาว์และโดดเด่นที่สุดแห่งยุคผู้นี้ เป็นเจ้าเกรียนอุทัยได้อย่างไร ... มีตาแต่ไร้แวว ... เฮ้ออออ”
บุรินทร์ถาม ‘ฤทธิเดช’ ตรงประเด็น “กล่าวมายืดยาว ... เจ้ามิใช่อุทัยอะไรนั่น ..” มันเริ่มหงุดหงิดจอมยุทธ์ที่ถูกมันตบหัวทิ่มผู้นี้
สตรีเฒ่าปักษาวารีก็กล่าวย้ำ “ข้าขอถามอีกครั้ง .. เจ้าใช่ ‘อุทัย อิ่มโอชา’ หรือไม่?”
ฤทธิเดชส่ายหน้า “มิใช่ ... ข้ามิใช่เจ้าเกรียนอ่อนด๋อยผู้นั้น...”
สตรีปักษาวารีกล่าวราวจดจำสิ่งใดได้ “เจ้าคือฤทธิเดช ... เป็นผู้ลักพาตัวสตรีดีงามผู้หนึ่งมาจากเมืองเพชรปราการ ...”
สตรีสาวงามด้านข้าง “!!!” นางตกใจจนหน้าตื่น
ฤทธิเดชก็ตกใจไม่แพ้กัน แก้ตัวเป็นพัลวันว่า “มิใช่การลักพาตัว ... แต่เราทั้งคู่ .. รักกัน ..... สาลี่ นางคือภรรยาของข้า ... เรา .. เราได้กันแล้ว ..”
“เพ้ยยย ..” สาวงามที่ชื่อ 'สาลี่' อุทานหน้าซีด
ในบันทึกข่าวสารที่สตรีเฒ่าปักษาวารีอ่าน ได้กล่าวถึงเรื่องราวเรื่องหนึ่ง .. เป็นสตรีสาววัยแรกรุ่นซึ่งเป็นบุตรีของคหบดีผู้หนึ่งสูญหายไปพร้อมกับชายคนรัก ... คือพวกมันนี่เอง
สาลี่ตัวสั่นรีบกล่าวว่า “ปะ .. ปล่อยพวกเราไปเถิดหนา ... ข้ามียี่สิบตำลึงทอง ... ข้าจะยกให้พวกเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้น ...” นางกล่าวด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น
ฤทธิเดชกล่าวตะกุกตะกักว่า “ข้า ... ข้ามีเรื่องราวจะบอกกล่าว ... แต่สัญญาก่อนว่าจะปล่อยพวกเราไป ...”
บุรินทร์ถลึงตามองตวาดว่า “มีอันใดรีบแถลงมา .. อย่ามาเล่นลิ้นต่อรอง ... เดี๋ยวปัดเหนี่ยววว ..” ทำท่าจะลงไม่ลงมือตบตีผู้คนอีก
เห็นเช่นนั้น ‘ยอดยุทธ์อายุเยาว์และโดดเด่นที่สุดแห่งยุค’ ถึงกับสะดุ้งโหยงร้องบอกว่า
“ได้ๆ ... ข้าบอกแล้ว ... ข้าบอกแล้ว ..." ฝ่ามือของบุรินทร์ทำมันขยาดกลัว แล้วกล่าวต่อว่า "ข้าพบเจอเกลอของไอ้อุทัยบนเรือลำนี้ .. มันชื่อธรรม พักอยู่ห้องด้านข้างนี้เอง”
มันชี้มือไปห้องด้านข้าง หวังใช้ข่าวสารนี้แลกกับการปล่อยตัวพวกมันไป
สตรีเฒ่าปักษาวารีถาม “เจ้าหมายถึงหลานชายของผู้ดูแลเทวสถานแห่งหนึ่ง ... ใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง!!!” ฤทธิเดชตอบเสียงดัง
สตรีเฒ่าปักษาวารีตาลุกวาว ร่างของนางหายวับไปกับตา เป็นท่าร่างอันรวดเร็วพิสดาร
โครมมมมม !!! นางฟาดฝ่ามือใส่ผนังกั้นห้อง เศษแผ่นไม้หลุดกระเด็นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผนังทะลุเกิดเป็นช่องขนาดใหญ่
.. นางหยุดยืนอยู่ภายในแล้ว !!!
.. แต่ .. ภายในห้องว่างเปล่า !!!
.. ไม่มีใครอยู่แม้สักคนหนึ่ง !!!
ไร้เงาของราชิต เจ้าธรรม และญานินดา พวกมันช่างว่องไว .. ระหว่างการสอบสวนทั้งหมดแอบย่องออกมาเบื้องนอก ตอนนี้ปะปนกับผู้โดยสารคนอื่นแล้ว
“ว๊ายยยย ห้องว่างเปล่า ... มันหนีไปแล้ว ...” เลขาวิหคสวรรค์กล่าวอุทาน เป็นมันติดตามมาชมดู
“เหมือนเพิ่งจะออกไป ...” บุรินทร์กล่าว มันมองเข้าไปพบเห็นร่องรอยของการพักอาศัยภายในห้อง
.. ทันใดนั้น
.. คลืดดดดดดด !!! เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำผู้โดยสารบนเรือตกใจกรีดร้องแตกตื่น
เรือสำเภาเกิดอาการสั่นสะท้านไหววูบ พื้นของเรือเริ่มเกิดการเอียงลาดเท เครื่องใช้บนเรือค่อยๆ ไหลไปกองอยู่ทางด้านหนึ่งของลำเรือ
เสียงคนสามสี่คนร้องตะโกน
“เรือรั่ว ... เรือรั่วแล้ว ...”
“น้ำทะลักเข้าเรือมาแล้ว ... เรือจะจมแล้ว ...”
“รีบหนีเร็ว ... เร็วๆ เข้าทุกคน ... รีบหนีออกจากเรือบัดเดี๋ยวนี้ ...”
ลำเรือค่อยๆ กินน้ำลึกขึ้น มีลูกเรือนับสิบคนวิ่งหนีขึ้นมาจากชั้นล่างสุดของเรือ พบเห็นอุทัยวิ่งขึ้นมาด้วย ... มันขยิบตาให้ราชิตแล้วร้องตะโกน
“เรือรั่ว ... หนีเร็ว ... รีบหนีให้เร็วที่สุด ...” มันร้องตะโกนพร้อมวิ่งไปยังดาดฟ้าเรือ ทั้งสามเห็นเช่นนั้นจึงวิ่งติดตามไป
ความโกลาหลแพร่ระบาด ... เสียงผู้โดยสารกรีดร้อง ... ทุกคนตื่นตระหนก ... ต่างวิ่งกรูกันหาทางออกจากห้องท้องเรือ ... เรือโดยสารกำลังค่อยๆ จมลง ... น้ำจากแม่น้ำทะลักขึ้นมาจากชั้นล่างแล้ว !!!