ในรุ่งเช้าของวันเดินทาง มิเนอร์วาที่ได้นอนเต็มอิ่มอาบน้ำทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็เดินออกจากที่พักมุ่งหน้าไปที่ลานกว้างเดิมเพื่อเตรียมเดินทางไปพร้อมกับเฟรเกีย อินทรีเกล็ดเพชรตัวใหญ่มันบินลงมารออยู่ก่อนแล้ว ยืนนิ่งอย่างสงบสบกับสายตาสีเหลืองทองของมันแล้วช่างน่าเกรงขาม ราวกับสามารถมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย
สายลมหอบหนึ่งปรากฏขึ้นพร้อมกับร่างกายของชายวัยกลางคนเฟรเกีย มันจ้องมองชุดของเด็กหนุ่มอยู่พักหนึ่ง ราวกับปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ เฟรเกียแสยะยิ้มแค่นเสียงหึในลำคอเหยียดหยันให้กับความคิดอันตื้นเขินของตั๊กแตนมรณะ
"ชุดนั่นเป็นเจ้าออกแบบและผลิตขึ้นมาเอง? ข้าเข้าใจแล้วล่ะทำไมตั๊กแตนโง่พวกนั้นถึงได้กล้าเอาตัวไปขวางทางรถศึก ไปกันเถอะข้าจะไปส่งเจ้าที่หน้าธรณีประตูเอง"
"ขอบคุณขอรับ"
มิเนอร์วาตอบรับเรียบๆ ไม่พูดสิ่งใดต่อ กระโดดตามหลังอีกฝ่ายขึ้นไปยืนอยู่บนหลังอินทรียักษ์ มันสะบัดปีกยันตัวหนึ่งทีก็พาทั้งคู่พุ่งออกไปไกล ชุดสูทสีดำแม้จะโดนแรงลมแต่ก็ไม่สั่นไหว หมอกมืดได้ถูกแผ่ออกมาปกคลุมทั่วร่างกายทั่วตัว ยืนนิ่งมั่นคงราวภูผาต้านสายลมคลั่ง เฟรเกียเหล่ตามองลอบพยักหน้าพึงพอใจ
"ท่านผู้นำหากท่านอยากให้ข้ากำราบพวกเขาทั้งหมด เนื่องจากแผนการที่ข้าวางไว้จำเป็นต้องให้ท่านช่วยออกปากหนึ่งครั้ง เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น หากท่านต้องการสิ่งใดเป็นการแลกเปลี่ยนกับคำพูดหนึ่งประโยคนี้ เชิญบอกมาได้เลย แน่นอนคำพูดที่ท่านต้องเอ่ยนั้น ย่อมไม่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อน อีกทั้งยังไม่ต้องการกำลังเสริมใด การกำราบพวกเขาแค่พลังของข้าตัวคนเดียวก็เพียงพอแล้ว!"
"ฮ่าๆ ๆ ๆ… ดี!… ดี! การรู้จักจ้างวานก็ถือเป็นความสามารถหนึ่งที่พึงมีเช่นกัน ตกลงข้ายอมช่วยเจ้าราคาคิดตามความยากง่ายของคำพูด"
เฟรเกียยิ่งมายิ่งถูกใจในตัวว่าที่บุตรบุญธรรมคนนี้ ไม่ได้ขอร้อง แต่เป็นการว่าจ้าง ถึงผลลัพธ์จะเหมือนกันแต่วิธีนั้นแตกต่าง ตัวมันมีภรรยาและสาวงามมากมายให้เลือกกอดก่าย แต่เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งแสร้งให้มันต้องทุกข์ใจ ผ่านมาแล้วหลายสิบปี การไม่มีบุตรดูเหมือนจะเป็นคำสาปที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของเฟรเกีย แม้แต่แพทย์ที่เก่งกาจมากมายก็ไม่สามารถช่วยเหลือปัญญานี้ของมันได้ แต่ก็ยังคงมีโชคดีเหลืออยู่บ้าง ด้วยการแข็งตัวยังคงเป็นปกติสามารถทำกิจกรรมได้ดั่งเช่นบุรุษทั่วไป ไม่อย่างนั้นคงเป็นบุคคลที่น่าสงสารมากผู้หนึ่งเป็นแน่
"ง่ายมากขอรับ ให้ตัวข้าลงแข่งเฉพาะถามตอบปัญหาวิชาการ ส่วนคนที่เหลือก็ให้ลงแข่งตามปกติ และขอให้ท่านช่วยจัดรายชื่อส่งชื่อข้าเป็นอันดับท้ายสุด อันดับที่ 100 และคำพูดที่ข้าต้องการจากท่านคือคำว่าตกลงเพียงคำเดียว ที่เหลือข้าจัดการเอง"
มิเนอร์วามีความต้องการที่ง่ายที่สุดเพียงแค่อยากลงชื่อแข่งเป็นอันดับสุดท้ายของการแข่งตอบปัญหาวิชาการ เฟรเกียเดาความคิดเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายได้บ้างแล้ว รอยยิ้มสุขสมหวังก็ยิ่งเจิดจ้าฉายแสงแรง
"ฮ่าๆ ๆ สวรรค์แค่นี้เองหรือ ได้สิ แต่ข้าไม่ต้องการทรัพย์สมบัติใด มาถึงระดับข้าแล้วของธรรมดาที่มนุษย์ปกติใช้กันล้วนไม่อยู่ในสายตาแล้ว ราคาก็เอาเป็นการแสดงที่น่าตกตะลึงก็แล้วกัน"
"ขอบคุณที่ช่วยเหลือขอรับ ขอท่านรับชมอย่างวางใจ"
มิเนอร์วาเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการที่คนฉลาดคุยกันเพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถเข้าใจกันได้อย่างง่ายดายนั้น ช่างต่างจากพวกที่ใช้กล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียวโดยสิ้นเชิง ด้วยความเร็วในการบินร่อนของอินทรีเกล็ดเพชรเพียงไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงด้านหน้ากำแพงเมืองหลวงชั้นใจกลาง อินทรีเกล็ดเพชรสัตว์พาหนะหายาก ที่แม้แต่ทางราชวงศ์เองก็มีในครอบครองเพียงไม่กี่ตัว มันกำลังร่อนลงเบื้องหน้ากลุ่มคนจากวังมรณะสาบสูญที่มายืนรออยู่ก่อนแล้ว
เหล่าทหารยามบนกำแพงเมืองไม่ได้เข้ามาห้ามปรามแต่อย่างใด ทหารทุกนายพากันก้มหัวคำนับ เหล่าศิษย์และอาวุโสที่เข้าแถวรอกันเบื้องล่างต่างก็พากันทำตามก้มหัวคำนับเสียงดัง
"คารวะท่านผู้นำ!"
มิเนอร์วามองตาปริบๆ เพราะยืนอยู่ทางด้านหลังเฟรเกีย และการมองนี้ย่อมต้องเห็นมุมมองในแบบที่สายตาเฟรเกียมองเห็น ผู้นำแห่งวังมรณะสาบสูญพยักหน้าให้กับทุกคน ส่งสัญญาณให้อาวุโสระดับสูงทั้งหมดตามเข้าไปก่อนล่วงหน้า ทั้ง 9 คนกระโดดขึ้นไปยืนอยู่ด้านหลังมิเนอร์วาไม่พูดไม่จารอคอยอย่างนิ่งสงบ เฟรเกียหันหน้ามาอมยิ้มให้ว่าที่บุตรบุญธรรมที่กำลังเดินผ่าน เอ่ยส่งอีกฝ่ายราวกับพึ่งนึกเรื่องบางอย่างขึ้นได้
"อ้อ… แล้วก็จบงานนี้ข้าต้องการชุดแบบเดียวกันกับของเจ้า ช่วยตัดให้ข้าด้วย ข้าจะไปรอชมการแสดงของเจ้าอยู่ด้านใน… ไปเถอะ"
มิเนอร์วาพยักหน้าตกลงก้มหัวคำนับอีกฝ่าย ดีดตัวหนึ่งทีก็ร่อนลงถึงพื้นอย่างนุ่มนวล เสียงกรี๊ดกร๊าดของกลุ่มสตรีกุหลาบพิษยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ดังขึ้นเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่หา ภาพการกระโดดลงมาราวกับทูตสวรรค์จุติสู่โลกหล้า ยิ่งทำให้หญิงสาวมากมายรู้สึกถูกตาต้องใจ แค่ได้เห็นในที่ไกลออกไปก็ปลื้มปริ่มยากพรรณนา
"หน้าตาดีไม่พอ แถมยังต่อสู้เก่งอีก ข้าไปสืบประวัติมาหมดแล้ว หึ… เจ้าพวกที่เคยดูถูกคนรักของข้าทั้งหลาย ถ้ากล้าก็ลองยื่นหน้าไปให้เขาเตะสิ!"
"ใช่ๆ ๆ… รสนิยมการแต่งตัวก็ดี แต่ดูพวกเจ้าเหล่าโจรชั่วสิ เสื้อผ้าซอมซ่อนั่นมันอะไรกัน ขายหน้าชะมัดที่ต้องเดินเข้าไปพร้อมกันแบบนี้"
เมื่อมีเสียงก่นด่าตามมาแน่นอนต้องมีเสียงแห่งการปกป้อง บุรุษบางคนแทบจะต้องรีบงับปากกลืนคำพูดไม่กล้าเถียงต่อ เพราะศิษย์สตรีแทบทั้งหมดในที่แห่งนี้ไม่ว่าจะอยู่กลุ่มเดียวกันหรือไม่พวกนางต่างใช้สายตาข่มขู่อาฆาต ใช้สายตากำราบให้แก่ผู้ที่กล้าลอบก่นด่าเด็กหนุ่ม
"หึ!... เก่งแต่แอบอยู่หลังสตรี"
บุรุษผู้หนึ่งประชดเสียงเบา วินาทีที่เท้าสัมผัสพื้นดินมิเนอร์วาไม่ได้อยากเสียเวลาไร้ประโยชน์มุ่งหน้าเดินไปที่แถวของตัวแทนผู้เข้าแข่งทั้ง 100 คน แต่ระหว่างทางสายตาของเด็กหนุ่มยังคงจับจ้องอยู่ที่ผู้ประชดคนล่าสุด เคราะห์กรรมได้ตกเป็นของมันแล้ว สองเท้าก้าวเดินเข้าหาผู้โชคร้าย อีกฝ่ายก็สัมผัสได้รีบหันหน้าหรี่ตาจ้องมองตอบ อินทรีเกล็ดเพชรที่กำลังจะตีปีกขยับบินก็ชะงักค้าง เป็นเฟรเกียและเหล่าอาวุโสที่ส่งพลังวิญญาณห้ามเอาไว้ สายตาจ้องมองไปที่แผ่นหลังกว้างอันสมส่วนของเด็กหนุ่มเป็นตาเดียวกัน
"เวอร์โนท่านว่าเขาจะทำสิ่งใดกัน… ข้าละชมชอบเจ้าหนูนี่เป็นอย่างมาก"
เฟรเกียหรี่ตาจ้องมองไปด้านหน้า มองตาไม่กะพริบถามมังกรอัสนีเพื่อขอความเห็น แต่ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้อ้าปากตอบ อาวุโสทั้ง 9 ต่างก็หันหน้าไปทิศเดียวกันด้วยความแปลกใจ มิเนอร์วาปลดปล่อยจิตสังหารที่แท้จริง จิตสังหารที่จะมีขึ้นได้เฉพาะผู้ที่เคยลงมือล้างสังหารชีวิตจริงๆ เท่านั้น ไม่ได้เป็นจิตสังหารจอมปลอมที่มีแค่แรงอาฆาตเพียงอย่างเดียวเหมือนในครั้งก่อนเมื่อแรกโกรธดีมัวร์
ชายหนุ่มที่กำลังประสานสายตามรกตคู่นั้นกับอีกฝ่าย โดยที่มีหมอกดำหมุนวนปนไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิญญาณ เมื่อถูกจิตสังหารเหน็บหนาวข่มขู่ร่างกายก็ตอบสนองเองตามธรรมชาติ อาการสั่นกลัวเริ่มกระตุกจนผู้คนรอบด้านต่างก็สัมผัสได้ ยิ่งเดินเข้าใกล้ไอสังหารยิ่งหมุนวนล้อมรอบคออีกฝ่าย กลิ่นอายนั้นลูบไล้ไปทั่วร่าง ราวกับกำลังเตือนว่าหากคิดขัดขืนที่ส่วนใดตรงส่วนนั้นจะขาดออกในทันที เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหลังของอีกฝ่าย ใบหน้าเริ่มขาวซีดฝืนพยุงตัวเองไม่ให้ล้มลง
จังหวะที่หมอกดำปกคลุมทั่วดวงตาสีมรกต นัยน์ตาคมปลาบอาบย้อมจนเป็นสีดำสนิท ดวงเนตรคู่นั้นราวกับได้รับการกระตุ้นปลุกให้เจ้าแห่งเวหาที่หลับใหลได้ตื่นขึ้น นัยน์ตายาวรีสีเขียวมรกตของมังกรสวรรค์อนธการพลันปรากฏขึ้นเหนือศีรษะเหล่ตามองลืมตาตื่นเต็มที่แล้ว โดยจับจ้องมองไปที่เหยื่อตรงหน้าซึ่งยืนแข้งขาสั่นเทาผวาลนลาน มิเนอร์วาไม่ได้หยุดชะงักทำเพียงเดินผ่านหน้าอีกฝ่าย แต่ช่วงเวลาที่เดินสวนกันนั้นเอง แรงกดดันไม่ทราบที่มาก็ปะทุขึ้นฉับพลัน จิตสังหารที่ส่งมาจากดวงตามังกรคู่นั้นครอบงำกดข่มทางวิญญาณ บันดาลให้ผู้สบมองยอมสยบ
"โง่เง่า..."
ทิ้งคำพูดไว้แค่เพียงสองคำก็เดินสวนผ่านไป ปล่อยให้อีกฝ่ายตกใจจนล้มหงายหลังอย่างไม่เป็นท่า เสมือนพึ่งจมลงในน้ำลึก นั่งหายใจหอบด้วยความหวาดเกรง มิเนอร์วาหรี่ตา จากนั้นก็เก็บงำประกายสายตาดุดันนี้ไว้ สุดท้ายจึงหลับตาลงช้าๆ เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งสายตาก็กลับมาเป็นปกติ เดินไปหยุดยืนอยู่ท้ายแถวอันดับที่ 100
"ฮ่าๆ ๆ ยินดีกับท่านผู้นำด้วย อลิซเจ้าดูแลศิษย์พี่ของเจ้าให้ดี อาจารย์จะนำไปก่อนแล้ว"
เวอร์โนหัวเราะชอบใจ เอ่ยยินดีกับหัวหน้าตนพร้อมกับกำชับศิษย์ของตัวเอง เฟรเกียพยักหน้าให้เด็กหนุ่มอย่างชื่นชมก่อนที่อินทรีเกล็ดเพชรจะบินหายจนลับสายตา
หลังจากทุกสิ่งกลับสู่ความสงบ เหล่าผู้เข้าแข่งขันและศิษย์ที่ตามมาชมดูบางส่วนก็เริ่มแยกย้ายกันเดินทาง ก้าวผ่านประตูเมืองที่เปิดออกกว้าง แต่ละคนต่างแยกกันไปกลุ่มใครกลุ่มมัน แต่ดูเหมือนจะมีอยู่สองกลุ่มที่ค่อนข้างแปลกประหลาดไปอยู่บ้าง กลุ่มซัลวาโตเรที่มารวมตัวทีหลังนั้นแต่ละคนต่างออกอาการเก้อเขิน สรรเสริญชื่นชมหัวหน้าของตนภายในใจ ไม่ใช่เพราะว่าพวกมันมาช้าจนไม่เห็นภาพเหตุการณ์ข่มขวัญศิษย์ร่วมสถาบันเมื่อก่อนหน้า แต่ที่กำลังออกอาการเดินไปบิดตัวไปนี้เป็นเพราะกลุ่มคนที่ด้านขนาบข้างของพวกมันในเวลานี้นั่นเอง
กลับกลายเป็นดงบุปผางามเคลื่อนที่ก้าวเท้าไปพร้อมกัน ถึงแม้บุปผาทั้งหมดจะไม่ได้สนใจพวกมันเลยก็ตาม สตรีมากหน้าหลายตาทั้งหลายคอยแต่จะส่งสายตาหยาดเยิ้มไปให้แค่หัวหน้าตนเพียงผู้เดียว พวกมันไม่ได้รู้สึกไม่พอใจหรือต่ำต้อยด้อยค่าตัวเอง บุรุษใดบ้างจะรังเกียจบุปผางาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงดงบุปผาเช่นนี้เลย ต่อให้เป็นทะเลเพลิง หุบเหวน้ำแข็งพวกมันก็ยินดีจะพลีกายเข้าปกป้อง ดังนั้นแล้วแต่คนละจึงเดินไปยิ้มไป สุขอุรายิ่งกว่าเวลาใดตั้งแต่ถือกำเนิดเกิดมา
"ศิษย์พี่… ท่านลงแข่งประเภทใดกัน ช่างน่าเสียดายพลังของข้าแข็งแกร่งเกินไปจึงไม่อาจเข้าร่วมด้วยในครั้งนี้ มีเพียงต้องรอไปอีกครึ่งปีเท่านั้น พวกเขาจึงจะอนุญาตให้ผู้วิเศษชั้นปลายและเหนือมนุษย์เข้าร่วม"
เป็นศิษย์ของอาวุโสสูงสุดที่เดินอยู่ด้านข้างเอ่ยปากถาม อลิซในตอนแรกแค่รู้สึกถูกชะตาด้วย แต่ก็ไม่ถึงขั้นสนใจอยากตีสนิท นางเลยไม่ได้รู้รายละเอียดของฝ่ายตรงข้ามมากนัก ทำเพียงจับตาดูผู้ที่อาจจะได้มาเป็นศิษย์น้องในอนาคตอยู่ห่างๆ หากแต่ชะตามักเล่นตลกเด็กหนุ่มที่สมควรกลายเป็นศิษย์น้องในวันนั้นกลับกลายเปลี่ยนสถานะมาเป็นว่าที่ศิษย์พี่ของนางไปเสียได้ อีกทั้งยังถูกอาจารย์เป่าหูต่างๆ นานา สถานการณ์ตอนนี้เกินกว่าที่อลิซจะควบคุมได้แล้วจึงต้องปล่อยเลยตามเลย
"ท่านอย่าได้ล้อข้าเล่นเลย… ตัวข้าเป็นแค่ศิษย์สายนอกระดับหนึ่งก็เท่านั้น จะกล้ารับคำเรียกขานว่าศิษย์พี่นี้ได้อย่างไรกัน ข้าลงแข่งแค่ถามตอบวิชาการทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้เก่งกาจอันใดอย่างที่ทุกคนเข้าใจ"
มิเนอร์วาเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเช่นกัน มันกำลังกังวลประหม่าอย่างรุนแรงกับคำกำชับของอาวุโสที่หนึ่ง
"อ้อที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง… งั้นเจ้าก็ตัดใจไม่ทำภารกิจของท่านผู้นำแต่เลือกมาเป็นศิษย์ของอาจารย์ข้าแทนใช่หรือไม่? ศิษย์น้องเจ้าต้องระวังตัวให้ดีนะ ถึงแม้จะเป็นแค่การถามตอบปัญหาวิชาการทั่วไป แต่ทุกครั้งเจ้าพวกนั้นมักจะเล่นใหญ่จนถึงขั้นบาดเจ็บเชียวล่ะ ส่วนพวกชุมนุมธารน้ำแข็งนั่นก็ตัวดีหากไม่จำเป็นอย่าได้ไปยั่วโมโหพวกนาง"
อลิซรีบเรียกอีกฝ่ายว่าศิษย์น้องทันทีที่ได้ยินคำตอบของมิเนอร์วา จะอย่างไรให้เรียกเด็กอายุน้อยกว่าตัวเองว่าศิษย์พี่ก็อดรู้สึกตงิดในใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้
"ขอบคุณข้าจะจำเอาไว้…"
มิเนอร์วาตอบรับเสียงเบาเดินเข้าเมืองไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน แต่พกความประหม่ากังวลมาเต็มกระเป๋า สายตาอิจฉาของผู้คนในตัวเมืองตลอดสองข้างทางก็แล้วไปเถอะ เพราะไม่ได้ส่งผลกระทบใดต่อสภาพจิตใจของเด็กหนุ่มมากนัก หากแต่เป็นในตอนนี้เองที่ความกังวลบรรลุถึงขีดสุด เสียงเจื้อยแจ้วคุ้นหูดังขึ้นราวกับระฆังมรณะส่งเสียงเตือนสะท้านโลกา แม้แต่กลุ่มซัลวาโตเรที่เดินตามมาก็ต้องเบิกตากว้าง นึกถึงเรื่องราวบางสิ่งขึ้นมาได้พร้อมกัน แต่ละคนต่างพากันหลับตาสวดภาวนาให้หัวหน้าของตน
"มิ๊~เนอร์… วา… ข้ามารับเจ้าแล้ววว"
เป็นสาวงามเกรเซียที่วิ่งเข้ามา นางโถมตัวกอดบุรุษหนุ่มตรงหน้าโดยไม่สนใจสายตารอบด้าน มิเนอร์วาไม่ได้ปฏิเสธอ้อมกอดนี้ ทำเพียงแค่ถอนหายใจให้กับโชคชะตาที่มักกลั่นแกล้งตน เพราะความประหม่ากังวลที่พกพามาตลอดทางนั้นยามนี้ได้ระเบิดออกแล้ว เสียงจอแจของกลุ่มสตรีที่กำลังซุบซิบนินทาอยู่ด้านหลัง และร่างสตรีที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลได้ดึงสติของเกรเซียกลับมา หญิงสาวหันไปมองรอบตัวทีหนึ่งก็ผละตัวแยกออกมา หรี่ตาจ้องมองสตรีหัวหน้ากลุ่มกุหลาบมรณะ เม้มปากกัดฟันถามเสียงเย็น
"ยัยวัวนมนี่เป็นผู้ใดกัน…เหตุใดถึงมาเดินข้างเจ้า?"
เกรเซียถามด้วยสายตาที่พร้อมมีไฟปะทุได้ทุกเมื่อ ร่างกายพร้อมปะทะอยู่ตลอดเวลาถึงแม้จะเป็นเพียงผู้วิเศษชั้นสูงก็ตาม แน่นอนว่าอลิซย่อมไม่ยอมถูกหาเรื่องอยู่ฝ่ายเดียว อีกทั้งเด็กหนุ่มก็เป็นศิษย์น้องของตน ย่อมไม่ใช่ว่าผู้ใดจะมาจับต้องได้ง่ายๆ ยิ่งเห็นเกรเซียเดินไปจับมือกอดแขนเด็กหนุ่ม อลิซก็ยิ่งรู้สึกราวกับถูกแย่งของเล่นส่วนตัวไป อลิซเอื้อมมือไปจับแขนมิเนอร์วาบ้างอย่างรวดเร็ว กระชากร่างเด็กหนุ่มเซเข้าไปหากอดแขนไว้แน่นหนึบเช่นกัน
"วัวนม?... ว่าแต่เขาแต่ไม่ดูตัวเอง! แม่จำปาดะตายพรายเช่นเจ้าเล่าเป็นใครกัน… เหตุใดจึงวิ่งเข้ามากอดเขา? ข้าเป็นศิษย์พี่ของเขา… อลิซแห่งกลุ่มกุหลาบพิษ!"
อลิซที่ได้ยินชื่อที่อีกฝ่ายเรียก รีบก้มมองขนาดของตัวเองเพื่อประเมินเปรียบเทียบกับเกรเซีย และอลิซก็เอ่ยตอบโต้อย่างไม่ยินยอม เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเองก็มีส่วนโค้งเว้าไม่ต่างกับตัวเองมากนัก เกรเซียหันหน้าขวับจ้องตาเด็กหนุ่มด้วยสายตาพิสดาร ขนทั่วร่างมิเนอร์วาลุกชี้ชันเตรียมจะอ้าปากเอ่ยอธิบาย แต่ก็หาเหตุผลได้ช้าไป สมองที่เคยฉลาดล้ำจำต้องว่างเปล่าหลายอึดใจ เกรเซียกระชากแขนเด็กหนุ่มกลับมากอดไว้แล้วเอ่ยตอบโต้
"หึ!... ข้าชื่อเกรเซีย ผู้คนมักเรียกข้าว่าดอกกล้วยไม้แห่งสถาบันหลวง เป็นภรรยาของเขา ปล่อยแขนสามีข้าเดี๋ยวนี้นะ!"
"สามี?... ศิษย์น้องเจ้าแต่งงานแล้ว?"
อลิซกอดแขนถามด้วยสายตาเสียดายและเว้าวอน โปรยปรายเสน่ห์ทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่ เหล่าบุรุษรอบด้านต่างมองมาด้วยสายตากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี… มิเนอร์วาปวดขมับรีบตอบปฏิเสธเพื่อไม่ให้เข้าใจผิด
"ข้ายังไม่ได้แต่งงาน… ข้าอายุแค่ 15! พวกเรารีบไปกันเถอะนี่ก็สายแล้ว แดดแรงผิวจะคล้ำเสียได้ง่ายไม่เหมาะที่จะให้สตรีตากแดดนาน"
มิเนอร์วาพึ่งนึกขึ้นได้ถึงแว่นกันแดดที่สร้างขึ้น จึงรีบหยิบออกมาจากแหวนสวมทับปกปิดดวงตาทันที อย่างน้อยนอกจากกันแดดแล้วยังช่วยหลบเลี่ยงสายตาด้วย ช่างมีประโยชน์นัก แต่สองข้างของร่างกายราวกับมีสิงโตเพศเมียสองตัวกำลังทะเลาะกัดกันอยู่ เส้นเลือดบริเวณขมับเต้นตุบๆ เต็มไปด้วยความปวดวิงเวียน
"เจ้านอนกอดข้าทั้งคืน! คิดจะปฏิเสธความรับผิดชอบหรืออย่างไรกัน… มิเนอร์วาให้คำตอบข้ามาเดี๋ยวนี้นะ เจ้าเด็กดื้อ!"
เป็นเกรเซียที่เริ่มฉุนเฉียวไม่พอใจคำพูดของเด็กหนุ่ม คำตอบที่บอกออกไปแบบนั้นย่อมทำให้นางตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
"ไม่ใช่แบบนั้น… เรายังไม่ได้แต่งงานกันแล้วข้าจะบอกผู้อื่นว่าแต่งได้อย่างไร… ชื่อเสียงเจ้าเสื่อมเสียกันหมดพอดี"
"ฮ่าๆ ๆ… ชื่อเกรเซียสินะ ถ้าการนอนกอดกันก็เรียกว่าสามีแล้ว งั้นเขาก็เป็นสามีข้าเหมือนกัน เพราะตอนนี้เขาก็ถูกข้ากอดแขนแล้วเช่นกัน"
อลิซหัวเราะเยาะเย้ยให้กับการมโนคิดไปเองของอีกฝ่าย เหล่าสตรีและบุรุษที่เดินตามมาเบื้องหลังทุกคนต่างมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มอย่างสงสารเวทนา สตรีทั้งสองเดินเกาะแขนมิเนอร์วาทะเลาะถกเถียงกันไปตลอดทาง ช่างตรงกันข้ามกับสายตาอิจฉาริษยาของผู้คนโดยรอบที่เดินผ่าน มิเนอร์วาเริ่มปวดหัวจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นปุดๆ มากกว่าเดิม ไม่รู้จะแก้สถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรดี แม้แต่สองอาจารย์ก็เลือกที่จะเงียบไป ผนึกสัมผัสการได้ยินทั้งหมดเพราะรำคาญเสียงทะเลาะกันของสตรีทั้งสอง เมื่อถึงเขตที่พักเด็กหนุ่มรีบขอแยกตัวออกมาอ้างไว้ว่ามีธุระต้องเตรียมตัว ชิงใช้ความเร็วชิ่งหนีเหล่าลูกน้องและสตรีทั้งสองทันที แม่ดอกกล้วยไม้และสตรีกุหลาบทั้งสองยืนงงอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง ศึกปะทะฝีปากดังขึ้นอยู่พักใหญ่จนเกือบจะเป็นศึกปะทะฝีมือ มิเนอร์วารีบเอ่ยเสียงผ่านพลังวิญญาณห้ามทั้งคู่เอาไว้ ด้วยเหตุผลที่อยากได้ความสงบเพื่ออ่านหนังสือ อลิซและเกรเซียยืนเค้นฟันเปิดสงครามสายตาอยู่พักหนึ่ง ก็ได้แยกย้ายกันจากไป เด็กหนุ่มรู้สึกหวาดกลัวอย่างแท้จริงกับสงครามฝีปากของสตรี
เมื่อเห็นทั้งคู่จากไปแล้วจึงได้ถอนใจอย่างโล่งอก นอนหลับตาครุ่นคิดสิ่งต่างๆ ไม่กล้าเดินออกไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว รอคอยให้เวลาแข่งขันในวันพรุ่งนี้มาถึงอย่างรวดเร็ว เหล่าอาวุโสบอกไว้ว่าลงทะเบียนวันนี้ พรุ่งนี้เริ่มแข่งขัน จำนวนศิษย์ที่ส่งเข้าร่วมจะลงแข่งนั้น จะให้สิทธิมากน้อยไม่เท่ากันไล่ตามลำดับของสถาบัน แพ้คัดออก แข่งแบบตัวแทนทีละ 5 คน เฟ้นหาผู้ที่จะเป็นหนึ่งในสาขาวิชา
'รางวัลคือถั่วแห่งกาลเวลา มันเป็นต้นถั่วที่ทุกๆ 10 ปีจะออกฝักเพียง 1 ครั้ง ฝักถั่วที่งอกออกมานี้จะมีเมล็ดเพียงแค่ 6 เม็ดเท่านั้น 1 เม็ดที่กลืนกินลงไป จะทำให้กาลเวลารอบตัว 1 วันกลายเป็น 6 เดือนชั่วคราว หลังจากหมดฤทธิ์เส้นกระแสกาลเวลาจะกลับมาเป็นปกติ เรียกได้ว่าโลกภายนอกผ่านไป 2 วันแต่แท้จริงแล้วมีประสบการณ์ของ 1 ปี ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือ ห้ามขยับตัวออกจากวังวนแห่งกาลเวลาในขณะที่ถั่วเม็ดนั้นยังไม่หมดฤทธิ์ ไม่อย่างนั้นจะบาดเจ็บหนัก หากจำเป็นต้องใช้นั่นหมายความว่าจำเป็นต้องหาสถานที่เงียบสงบและปราศจากอันตรายรบกวน หนึ่งคนตลอดชีวิตทานได้สูงสุดแค่ 10 เม็ดเท่านั้น หลังจากเม็ดที่ 11 หากฝืนกลืนเข้าไปก็มีแต่จะเสียของแล้ว'
เสียงของเฟรเกียยังคงดังก้องอยู่ในหูของเด็กหนุ่มราวกับคำพูดเมื่อตอนนั้น ยังคงดังชัดมาถึงตอนนี้
"ถั่วแห่งกาลเวลา!"