ยามบ่ายที่กลางเมืองเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในชุดเดสสีครีมที่ตัดเย็ดอย่างปราณีตสวยงามในมือมีร่มขนาดเล็กคันหนึ่งข้างกายเด็กสาวคนนี้มียืนไว้ด้วยสาวใช้คนหนึ่ง ใบหน้าของเด็กสาวดูน่ารักคล้ายกับตุ๊กตาพอร์ซแลนเข้ากับในตาสีแดงเพลิงของเธอได้อย่างน่าประหลาด ทำเอาเหล่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันเหลียวมองเธอ ทว่าแม้จะเป็นจุดสนใจของผู้คนแต่เด็กผู้หญิงกลับมีท่าทีเฉยเมยไม่แยแสผู้คนเหล่านั้น
“เรเชล!!!”
เสียงร้องของเด็กผู้ชายดังขึ้นใบหน้าของเด็กผู้หญิงกลับเริ่มมีรอยยิ้มขึ้นมาจนทำให้ตุ๊กตาพอร์ซแลนตัวนี้ดูน่ารักยิ่งขึ้นไปอีก
“ท่านพี่คะ” เด็กผู้หญิงพูดขึ้นก่อนจะมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินมาหาเธอ เด็กผู้ชายคนนี้มีผมสีดำขลับต่างกับเด็กผู้หญิงที่มีผมสีน้ำตาลทว่านัยน์ตาของเขาเป็นสีแดงเพลิงเช่นเดียวกับเธอ ใบหน้าของเด็กผู้ชายนั้นกลับดูคล้ายเด็กผู้หญิงที่งดงามจนเหมือนเป็นงานศิลปะอันปราณีตชิ้นหนึ่ง ด้านหลังของเด็กผู้ชายตามมาด้วยสาวใช้สองคน สาวใช้คนหนึ่งเป็นหญิงงามที่ไว้ผมสีดำตาสีม่วงในมือของเธอถือตะกร้าใบหนึ่ง ส่วนสาวใช้คนหนึ่งกลับเป็นจุดสนใจของเหล่าผู้คนในบริเวณ เนื่องเพราะหูสุนัขบนศีรษะกับหางสุนัขที่โผล่ออกมาจากรูด้านหลังกระโปรงของเธอในเมื่อของเธอถือร่มคันหนึ่ง ผู้คนจำนวนไม่น้อยทำท่าซุบซิบกันแล้วชี้มือชี้ไม้มาที่เธอ
ใบหน้าของลูซี่ดูดีขึ้นมากอย่างน้อยเธอก็ไม่ดูหวาดระแวงเท่าตอนเช้า แม้เธอจะยังคงไม่สบายใจที่ได้ตกเป็นเป้าสายตา
“เรเชลรอนานมั้ย?”
เออร์วินถามขึ้นเรเชลก็ตอบว่า
“ไม่นานหรอกค่ะท่านพี่หนูเองก็เพิ่งมาถึงเช่นกันค่ะ”
“ไปกันเถอะ”
“ค่ะ”
แล้วสองพี่น้องก็เดินคู่กันโดยมีสาวใช้สามคนเดินตาม เช่นเดียวกับสาวใช้คนอื่นๆ ในพระราชวังแม็กกี้เองก็เป็นมิตรกับลูซี่และน้องๆ ของพวกเธอ การมีคนคุ้นเคยอยู่ใกล้เคียงทำให้ใจของลูซี่สงบลงไม่น้อย
ขณะสองพี่น้องเดินคู่กันเรเชลก็ยื่นมือที่ไม่ได้ถือร่มมาจับมือของพี่ชายเธอ ด้านเออร์วินก็ปล่อยให้เธอจับไว้อย่างนั้น เออร์วินสังเกตว่าที่ข้อมือของเรเชลยังใส่สร้อยข้อมือลูกปัดที่เขาซื้อจากวานเชสโก้อยู่
“ท่านพี่คะเราจะไปไหนกันคะ”
เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะตอบว่า
“นอกเมือง”
“เอ๋?” เรเชลอุทานออกมา
ตั้งแต่เด็กเธอก็ได้รับการสั่งสอนจากลาน่าแม่ของเธอในเรื่องภยันตรายต่างๆ ที่อยู่นอกกำแพงเมือง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่กลายพันธุ์ไปเพราะมานา มอนสเตอร์ สัตว์อสูร หรือแม้แต่โจรป่า ซึ่งเธอก็เชื่อสนิทใจและไม่คิดที่จะก้าวออกไปนอกกำแพงเด็ดขาด การที่เออร์วินบอกเธอว่าจะไปที่นอกเมืองเธอจึงอดแปลกใจไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ได้คิดที่จะต่อต้านหรือคัดค้านความคิดของเขา ทว่าในใจของเธอกลับบอกกับตัวเองว่าไม่อะไรจะเกิดขึ้นก็จะต้องปกป้องพี่ชายคนนี้ให้จงได้
แม้ว่าเรเชลจะยังเป็นเด็กและเหล่าชาวใช้รวมทั้งเหล่าคนงานทุกคนในปราสาทจะมีท่าทีเป็นมิตรกับพี่ชายเธอก็ตาม แต่เรเชลก็รู้ว่าในโลกใบนี้ที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่งพี่ชายของเธออ่อนแอขนาดไหน การที่เรเชลตั้งใจศึกษาและฝึกเวทย์มนต์ตั้งแต่อายุยังน้อยก็เพราะเธอได้เข้าใจในความจริงข้อนี้และตั้งใจจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องพี่ชายของเธอ
เดิมเรเชลเป็นเพียงแค่ลูกนอกสมรสคนหนึ่งไม่ได้มีศักดิ์เป็นเจ้าหญิงด้วยซ้ำ จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่เธอกำลังเดินอยู่ในครัวเออร์วินได้บังเอิญมาเจอเธอเข้า เดิมทีเขาคิดว่าเธอคงเป็นลูกของเหล่าสาวใช้หรือเหล่าคนงานตั้งใจว่าจะมอบอมยิ้มให้เด็กสาวคนนี้ ทว่าเมื่อได้เห็นนัยน์ตาสีแดงเพลิงของเธอเข้าเขาก็รู้สึกเหมือนไฟฟ้าช็อต เออร์วินได้ลองถามถึงพ่อแม่ของเธอดูจึงพบว่าเธอเป็นลูกของหัวหน้าสาวใช้ลาน่า แต่เมื่อถามถึงเรื่องพ่อเธอกลับตอบอย่างไร้เดียงสาว่าไม่รู้ วินาทีนั้นเออร์วินก็เข้าใจได้ทันทีว่าเด้กผู้หญิงคนนี้เป็นน้องสาวต่างมารดาของเขา คืนนั้นเออร์วินได้ไปเข้าพบกับพระราชาอัลเฟรดพ่อของตนแล้วทำการโต้เถียงกันจนดึกดื่นจนสุดท้ายต้องเป็นราชินีเอลิเซียมาห้ามทัพ แล้วพอเช้าวันต่อมาก็เกิดเรื่องสะเทือนขึ้นเมื่อพระราชาอัลเฟรดประกาศยอมรับว่าเรเชลเด็กที่เกิดจากหัวหน้าสาวใช้ลาน่าเป็นลูกตนทั้งยังแต่งตั้งเธอเป็นเจ้าหญิง นับแต่วันนั้นชีวิตของเรเชลก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
สำหรับเรเชลแล้วมันช่างเหมือนกับความฝันเดิมทีเธอเป็นเพียงแค่ลูกสาวใช้ที่มักได้ยินผู้คนในปราสาทกล่าวชมเจ้าชายที่แม้จะไร้พรสวรรค์ในพลังเวทย์แต่ก็เอาใจใส่พวกเขาอยู่เสมอ แต่แค่การได้พบกับเจ้าชายโดยบังเอิญซึ่งตอนนั้นเธอเองก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จนกระทั่งวันต่อมาเธอก็ได้กลายเป็นเจ้าหญิงและเขาคือพี่ชายของเธอ นับแต่วันแรกที่สถานะของเธอเปลี่ยนนั้นเธอรู้สึกกดดันที่ต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ แต่ก็มีพี่ชายคนนี้ที่คอยเอาใจใส่เธออยู่เสมอ เขามักช่วยสอนสิ่งต่างๆ ให้เธอด้วยความอ่อนโยน ทั้งยังขจัดความกังวลให้เธอด้วยการเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน จนเมื่อเธอค้นพบว่าเธอมีความเข้ากันได้กับเวทย์ธาตุดินคนแรกที่เข้ามาแสดงความยินดีกับเธออย่างจริงใจก็เป็นพี่ชายคนนี้
เกี่ยวกับความจริงที่เธอได้มาเป็นเจ้าหญิงนี้เรเชลล้วนทราบดี เพราะแม่ของเธอมักเล่าให้ฟังอยู่เสมอทั้งยังย้ำด้วยว่าถ้าไม่ใช่เพราะพี่ชายต่างมารดาผู้นี้เธอก็คงไม่ได้มาเป็นเจ้าหญิง และยังเล่าให้เธอฟังด้วยว่าในทวีปอาร์เคนัสให้ความสำคัญกับพลังเวทย์ขนาดไหน และพี่ชายของเธอมีสถานะยังไงในโลกที่ยึดถือพลังเวทย์เป็นหลักนี้ และทางเดียวที่จะตอบแทนพี่ชายคนนี้ได้ก็คือการปกป้องเขาจากคนที่คิดจะมารังแก
เรเชลกุมมือพี่ชายเอาไว้แล้วเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเขาแล้วไม่ได้พูดอะไรก่อนจะเดินจูงมือกันไปทางประตูเมือง เมื่อสองพี่น้องเดินมาถึงประตูเมืองก็พบกับเหล่าทหารที่กำลังทำหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองซึ่งปกติก็มีคนที่เข้าเมืองไม่มากนัก ทว่าช่วงนี้กลับเกิดเรื่องประหลาดขึ้นเพราะจู่ก็มีการล่านักล่าค่าหัวขึ้นมา ทำให้พวกเหล่าอาชญากรที่มีค่าหัวหลายคนเริ่มที่จะไม่ค่อยหลบซ่อนและเหิมเกริมกันมากขึ้น ถ้าอยู่ในพื้นที่ใกล้กับตัวเมืองอย่างป้อมปราการแอสทราวินหรือเมืองริเวอร์วิวคนพวกนี้อาจไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ถ้าอยู่ในป่าเขาก็จะเป็นอีกเรื่อง ทำให้มีพ่อค้าจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเลือกจะพักที่เมืองเล็กๆ อย่าไพร์ล็อกเรื่องจะสงบ ซึ่งนับเป็นเรื่องดีที่บารอนเอเดรียนปกครองทหารด้วยวินัยอันเข้ามงวดทำให้ไม่มีเหตุการณ์ที่ทหารข่มขู่รีดไถพ่อค้าเหล่านั้น
ขณะที่ทหารกำลังตรวจคนเข้าเมืองอยู่นั้นสายตาของพวกเขาก็เหลือบไปเห็นเออร์วินกับเรเชลเดินจูงมือกันมา ด้านหลังพวกเขายังมีสาวใช้เดินตามมาด้วยสามคนซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเผ่ามารหูสัตว์ ตอนนี้พวกเขาต่างเคยได้ยินเรื่องที่ผู้ช่วยแม่ทัพไลลาปะทะกับฟาราห์ที่ตลาดเพราะต้องการปกป้องพวกเผ่ามารหูสัตว์ที่เป็นของพวกราชวงศ์ และเมื่อวานนี้ก็มีเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์เข้ารับการฝึกเป็นอัศวินโดยมีเจ้าหญิงลิลิธที่พวกเขาเทิดทูนเป็นคนพามา เมื่อคิดถึงตรงนี้พวกเขาก็พอจะเดาอะไรออกเกี่ยวกับความเป็นมาของเด็กทั้งสอง สายตาของเหล่าทหารฉายแววดูถูกเหยียดหยามออกมาก่อนจะเดินไปรายงานเรื่องนี้ให้ผู้หมู่ทราบ
ผู้หมู่ที่ทราบเรื่องก็เรียบออกมาพบเห็นเด็กสองคนที่แต่งตัวดูดีเดินจูงมือกันเดินมาที่ประตูเมือง เช่นเดียวกับทหารคนอื่นๆ สายตาที่เขามองไปยังเด็กผู้ชายเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและดูแคลนพอมองไปที่ลูซี่ที่เดินมาที่ด้านหลังก็แสดงความรังเกียจออกมา ก่อนจะรีบปั้นสีหน้าให้เป็นปกติเดินเข้าไปหาสองพี่น้อง
“คุณชายกับคุณหนูท่านนี้ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรให้กระผมรับใช้ครับ”
เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ฐานะของทั้งคู่เพราะไม่อยากลดตัวลงไปทำความเคารพเจ้าชายที่เขามองว่าเป็นขยะผู้นี้ ซึ่งเออร์วินที่ไม่ต้องการพบเจอความยุ่งยากก็ไม่มีปัญหาอะไรตอบไปว่า
“ข้ากับน้องสาวต้องการออกไปเดินเล่นนอกเมืองกันครับ”
ได้ฟังที่เด็กชายพูดผู้หมู่คนนั้นก็มีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมา เพราะต่อให้เป็นเจ้าชายขยะที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยแต่ถึงยังไงก็เป็นเจ้าชายที่ทางราชวงศ์ให้ความสำคัญ ถ้าเจ้าชายออกไปนอกเมืองแล้วเกิดอะไรขึ้นมาตนที่เป็นผู้หมู่ซึ่งมารับหน้าเข้าเวรคงปัดความรับผิดชอบไม่ได้เขาพูดว่า
“คือว่าในตอนนี้นอกเมืองอันตรายเป็นอย่างยิ่งข้าเห็นว่าคุณชายกับคุณหนูท่านนี้ไม่ควรออกไป...”
เออร์วินยิ้มให้เขาก่อนจะตัดบทว่า
“ให้ต้องห่วงไปครับพวกผมแค่ไปนั่งเล่นที่ริมตลิ่งของแม่น้ำซิลเวอร์ลินเท่านั้น”
แม่น้ำซิลเวอร์ลินเป็นแม่น้ำที่พาดผ่านหน้าช่องเขาไพร์จัดเป็นหนึ่งในปราการธรรมชาติของเมืองไพร์ล็อก ตามช่วงฤดูใบไม้ผลิพวกครอบครัวขุนนางหรือครอบครัวของคหบดีมีทรัพย์ บางครั้งก็เป็นพวกเหล่าสามัญชนที่พอมีเวลาว่าง มักจะหาเวลามานั่งเล่นที่ริมตลิ่งของแม่น้ำกางร่มดื่มชา บ้างก็นั่งตกปลาหรือทานของว่างไปด้วย แน่นอนว่าจะมีหน้าที่อย่างหนึ่งเพิ่มเข้ามาสำหรับทหารก็คือการคอยตรวจตราและคอยระวังไม่ให้พวกสิ่งที่เป็นอันตรายต่างๆ เข้ามาใกล้บริเวณทั้งยังคอยระวังไม่ให้ผู้คนที่มาปิกนิกไม่ไปไกลจากพื้นที่ลาดตะเวณ ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่ช่วงฤดุใบไม้ผลิหากแต่เป็นฤดูร้อน และพวกทหารก็ไม่ได้ทำการตรวจตราพื้นที่เลยแม้แต่น้อย
ผู้หมู่คนนั้นตั้งใจจะพูดให้เออร์วินเปลี่ยนใจทว่าไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เออร์วินก็พูดว่า
“ไม่ต้องห่วงไปหรอกครับผมรู้ดีว่าควรไปที่ตรงไหนไม่ควรไปที่ตรงไหนแล้วอีกอย่าง” เออร์วินชี้นิ้วโป้งไปที่เรเวนที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา “มีเธออยู่ด้วยก็ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้นครับ”
ผู้หมู่คนนั้นเหลือบมองเรเวนก็ไม่เห็นว่าสาวใช้คนนี้จะดูวิเศษวิโสตรงไหน จึงคิดในใจว่า
‘คงเห็นความสามารถเล็กๆ น้อยๆ ของสาวใช้คนนี้เข้าแล้วใจว่านั่นคือความยอดเยี่ยมสิท่า เฮอะขยะก็ยังคงเป็นขยะล่ะนะ’
แม้ในใจคิดแบบนั้นแต่ปากกลับพูดว่า
“แม้จะมีเธออยู่ด้วยแต่ว่าตอนนี้เป็นฤดูร้อนกระหมอ.. ข้าคิดว่าออกไปนั่งเล่นที่ริมตลิ่งตอนนี้คงไม่เหมาะเท่าไร”
เขาเกือบหลุดคำว่ากระหม่อมออกไปแต่ยั้งไว้ทัน ส่วนเออร์วินก็ทำเป็นไม่สนใจเขาพูดไปว่า
“เรื่องนั้นไม่ต้องใส่ใจหรอกครับผมกับน้องสาวแค่ไปนั่งเล่นครู่เดียวก็กลับเข้าเมืองแล้ว”
คำว่าน้องสาวทำให้ผู้หมู่หันไปมองเด็กผู้หญิงพบว่าแม้เธอจะมีผมสีน้ำตาลต่างจากเด็กชายที่ผมสีดำแต่นัยน์ตาของทั้งคู่กลับเป็นเป็นสีแดงเพลิงเหมือนกัน เขาก็มั่นใจว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นคือคนที่ก็ให้เกิดความสะเทือนไปทั่ว เพราะเธอเป็นลูกนอกสมรสที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าหญิง ไม่เพียงเท่านั้นพลังเวทย์ที่เธอครอบครองก็ล้วนแต่น่าอัศจรรย์ใจเมื่อรวมกับความเข้ากันได้ของเวทย์ธาตุดินแล้วทำให้เธอถูกกล่าวขานว่าไม่ด้อยไปกว่าเจ้าหญิงลิลิธเมื่อสมัยที่อายุเท่าเธอเลยแม้แต่น้อย หมายความว่าในบรรดารพโอรสและพระธิดาทั้งสามของพระราชาอัลเฟรดกลับมีพระโอรสเพียงองค์เดียว และพระโอรสเพียงองค์เดียวนั้นดันกลับเป็นเพียงแค่ขยะ ในขณะที่พระธิดาทั้งสองล้วนแต่เป็นอัจฉริยะ
ผู้หมู่ที่แน่ใจในสถานะของเรเชลก็กลืนน้ำลายลงคอสำหรับเจ้าหญิงที่เป็นอัจฉริยะผู้นี้เขามีแต่ความเคารพยำเกรง ในใจเขาอยากผูกมิตรกับเจ้าหญิงผู้นี้แต่ถ้าเขาทำความเคารพเธอล่ะก็เรื่องที่เขาเนียนทำเป็นไม่รู้ฐานะของเจ้าชายเพราะไม่อยากทำความเคารพอีกฝ่ายก็จะแตก เขาใช้ความคิดพักหนึ่งก็คิดอะไรบางอย่างได้จึงพูดกับเออร์วินว่า
“ถ้าคุณหนูทั้งสองจะใช้เวลาแป๊บเดียวกระผมคงไม่ว่าอะไรครับ แต่เพื่อความปลอดภัยผมได้ทหารบางคนตามไปดูแลคงไม่ขัดนะครับ”
เออร์วินรู้จุดประสงค์ของผู้หมู่คนนี้ดีว่าเขาต้องการอะไร แต่เออร์วินคร้านจะฉีกหน้าจึงตอบไปว่า
“ถ้าคุณจะกรุณาผมก็ไม่ขัดครับ”
เมื่อได้ยินเออร์วินพูดเขาก็รู้สึกโล่งอกเพราะหากเจ้าชายกับเจ้าหญิงสองคนเป็นอะไรไปเขาคงยากจะเก็บศีรษะะไว้ได้ แต่เขาก็ไม่ต้องการขัดใจเจ้าหญิงเรเชลจงเลือกใช้วิธีนี้ ผู้หมู่เรียกทหารมาห้านายให้เป็นคนทำหน้าที่คุ้มกันทั้งคู่
เออร์วินกับเรเชลก็ไม่สนใจสองพี่น้องเดินกุมมือกันไปทางช่องเขาไพร์ที่เป็นประตูเหมือง เมื่อผ่านประตูเมืองมาได้เรเชลกลับรู้สึกแปลกๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอออกมานอกเมืองทั้งรู้สึกตื่นเต้นและหวาดกลัว
“รู้สึกเป็นยังไงบ้าง”
เออร์วินถามเรเชล เธอจับมือพี่ชายของเธอแน่นขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเธอก็จะสามารถปกป้องเขาได้ทันเวลา
“ตื่นเต้นนิดหน่อยค่ะท่านพี่”
สองพี่น้องยิ้มให้กันแล้วก็เดินออกประตูข้ามสะพานไปยังอีกฝั่งหนึ่งหลังจากนั้นแม็กกี้ก็เลือกตลิ่งใกล้ๆ ทำการปูผ้าส่วนเรเวนก็เตรียมชงชาให้เรเชลและชงกาแฟให้เออร์วิน สองพี่น้องนั่งลงบนผ้าที่ปูในขณะที่ลูซี่ทำหน้าที่กางร่ม
เออร์วินหยิบกาแฟขึ้นมาดื่มโดยมีเรเชลมองอย่างสงสัย เธอรู้ว่าพี่ชายของเธอคนนี้ไม่ใช่ไม่ชอบดื่มชาหากแต่ดื่มชาไม่เป็นต่างหาก แต่กับกาแฟที่เรเชลได้ลองเพียงครั้งเดียวก็บอกลานี้เธอยังสงสัยว่าพี่ชายเธอดื่มไปได้ยังไง
“ทำไมท่านพี่ถึงชอบดื่มกาแฟนี่ได้ล่ะคะ”
เออร์วินจิบกาแฟก่อนตอบว่า
“ตอนแรกพี่ก็ไม่ชอบหรอกเดิมทีพี่ดื่มก็แค่ดื่มตามคนๆ หนึ่งเท่านั้นแต่ไปๆ มากลับติดมันซะงั้น”
“ใครเหรอคะ?”
ภาพของคนๆ หนึ่งผิดขึ้นในหัวของเออร์วิน เขาเป็นชายแก่คนหนึ่งที่มีร่างกายบึกบึน มีนิสัยพูดน้อยต่อยหนักและมักจะเรียกเขาว่าไอ้หนูอยู่เสมอไม่ว่าเขาจะอายุเท่าไรก็ตาม เขาเป็นคนที่มักจะดื่มกาแฟดำแทบจะตลอดเวลา เออร์วินไม่รู้เลยว่าตัวเขาในตอนนี้ได้แสดงกิริยาที่ต่างไปจากทุกที นั่นก็คือเขาไม่ได้ยิ้มทั้งนัยน์ตาสีแดงเพลิงของเขานั้นก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกไม่หยี่ระแต่ให้ความรู้สึกเศร้าสร้อยแทน สองคนที่มีปฏิกิริยากับลักษณะนี้ของเออร์วินก็คือเรเชลกับเรเวน
‘หรือว่าท่านพี่จะมีเรื่องเศร้าใจอันใดที่เราไม่รู้กันนะ’ เรเชลคิดในใจเพราะพี่ชายที่เธอรู้จักนั้นไม่ว่าจะเป็นตอนไหนก็มักจะยิ้มแย้มไม่แยแสต่อเรื่องใดทั้งสิ้น นี่เป็นครั้งแรกที่เรเชลเห็นพี่ชายของเธอเป็นแบบนี้ ความรู้สึกเจ็บปวดปรากฏขึ้นในหัวใจดวงน้อยๆ ของเธอ ที่ผ่านมาการฝึกอบรมการเป็นเจ้าหญิงของเรเชลนั้นเรียกได้ว่าราบรื่นไม่มีสะดุดส่วนหนึ่งก็เพราะมีพี่ชายแสนดีที่คอยเอาใจใส่และปลอบโยนเธออยู่เสมอ แต่พอพี่ชายที่แสนดีคนนั้นกลับดูไม่ร่าเริงเธอกลับช่วยอะไรเขาไม่ได้
“ท่านพี่คะ...”
เรเชลเรียกชื่อเขาเผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้างซึ่งก็ได้ผลนัยน์ตีแดงเพลิงของเขากลับคืนสู่ความสดใสรอยยิ้มเริ่มกลับมา
“ขอโทษทีนะพอดีพี่คิดอะไรเพลินไปหน่อย”
เรเชลวางมือของเธอลงบนหลังมือเขา
“ท่านพี่คะถ้าท่านพี่มีเรื่องกลุ้มใจอะไรปรึกษาหนูได้นะคะถึงหนูอาจจะช่วยอะไรไม่ได้แต่หนูยินดีจะทำฟังท่านพี่พูดทุกอย่างเองค่ะ”
เออร์วินยกมือขวาขึ้นมาขยี้ผมของน้องสาวต่างมารดาเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“ขอบคุณนะไว้พี่มีเรื่องกลุ้มใจจะปรึกษาเธอเป็นคนแรกเลย”
“ค่ะท่านพี่” เรเชลหน้าแดงเล็กน้อย
“คุณลูซี่นำของว่างออกมาเถอะครับ”
ลูซี่พยักหน้ารับคำ
“เพคะเจ้าชาย” แล้วเธอก็วางตะกร้าแล้วหยิบกล่องหลายกล่องออกมา เธอเปิดฝากล่องทีละกล่องพบว่าในกล่องมีของว่างมากมายทั้งแซนวิช คัพเค้ก เค้กโรล ชูครีม มาการอง และอื่นๆ
“ของเหล่านี้พี่ทำด้วยตนเองเลยนะไม่เชื่อถามเรเวนกับลูซี่ได้”
เรเชลมองของกินเหล่านั้นด้วยตาที่เป็นประกาย ไม่ใช่เพราะว่าเธอชอบกินขนมแต่เพราะว่ามันเป็นของที่พี่ชายเธอทำต่างหากสำหรักเธอแล้วพี่ชายคือพ่อครัวที่เก่งที่สุดในโลก เรเชลเงยหน้ามองเออร์วินพูดว่า
“หนูเชื่อค่ะ ท่านแม่ยังเคยบอกเลยว่าต่อให้ท่านพี่จะไร้พรสวรรค์ในด้านเวทย์มนต์ แต่อาศัยเพียงเศษเสี้ยวเดียวในเรื่องการทำอาหารท่านพี่ก็สามารถอยู่อย่างสุขสบายไปชั่วชีวิตได้เลยค่ะท่านพี่”
เออร์วินเพียงยิ้มให้เรเชลเขาไม่นึกว่าลาน่าจะพูดถึงเขาแบบนั้น เรเชลถามว่า
“ท่านพี่คะหนูทานได้เลยใช่ไหมคะ”
เออร์วินพยักหน้าและยิ้มให้เธอ
“ตามสบายเลยเพราะพี่ทำมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ”
“งั้นหนูไม่เกรงใจนะคะ”
พูดจบเรเชลก็หยิบชูครีมขึ้นมากัดไปครึ่งหนึ่งก่อนจะทำสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
“อร่อย!!!”
เรเชลกัดไปอีกครึ่งด้วยตาที่เป็นประกาย
“อร่อยจังเลยค่ะท่านพี่”
เออร์วินยิ้มให้น้องสาวก็จะใช้นิ้วกวาดเศษชูครีมที่เลอะปากน้องสาวเข้าปากตน เรเชลหน้าแดงทันที เออร์วินยิ้มแล้วพูดว่า
“ทานให้มันดีๆ หน่อยสิเดี๋ยวก็ไม่มีคนเอาไปเป็นเจ้าสาวหรอก”
เรเชลรีบพูดอย่างไร้เดียงสาทั้งที่หน้าแดงว่า
“หนะหนูจะไม่แต่งงานกับใครทั้งนั้นค่ะ หนูจะเป็นเจ้าสาวให้ท่านพี่เท่านั้นหนะหนูจะจะแต่งงานกับท่านพี่ค่ะ”
เออร์วินยิ้มเล็กน้อยสำหรับเขาสิ่งที่เรเชลพูดนั้นก็เป็นเพียงแค่ความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ เท่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องคิดจริงจังนัก เรเชลย้ำอีกครั้งว่า
“หนูจะไม่แต่งงานกับใครทั้งนั้นนอกจากท่านพี่ค่ะ”
เออร์วินยิ้มแล้วพยักหน้าให้น้องสาว
“พี่เชื่อเธอนะ” เขาพูดตอยไปเพียงเพื่อให้เธอดีใจโดยไม่คิดจริงจังไม่ไรมาก
เรเวนมองสองพี่น้องคุยกันแต่ในใจของเธอกลับนึกถึงเออร์วินที่ที่ไม่ได้ยิ้มทั้งยังมีแววตาเศร้าสร้อยคนนั้น เรเวนนึกย้อนถึงลักษณะที่ผ่านมาของเขาที่มักจะยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา เป็นเด็กที่ทำตัวไม่สมวัยทั้งยังมั่นใจในตัวเองสูง นึกไปถึงตอนที่เขาลงมือฆ่าคนโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน ทั้งหมดนี้รวมกันกลับไม่ได้ทำให้เธอหวาดระแวงในตัวเด็กชายกลันกันแล้วมันทำเธอสงสัยมากกว่าอะไรกันที่หลอมเขาให้กลายมาเป็นแบบนี้ ทั้งที่ดูแล้วก็มีครอบครัวที่อบอุ่นที่ทั้งรักและเอาใจใส่เขา
‘เธอปิดบังและปิดซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่เออร์วิน’
เรเวนพูดในใจ