เมื่อคำสั่งของฟู่ถิงเย่ส่งไปถึงกองทหารม้าชายชาตินักรบต่างพากันถูไม้ถูมือเตรียมพร้อม
เนื่องจากช่วงปีใหม่เป็นวันแห่งการรวมญาติและยังเป็นช่วงที่เหล่าทหารคิดถึงครอบครัวมากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเหลียวฉวยโอกาสนี้โจมตีกะทันหันทุกคนจึงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ไม่กล้าที่จะประมาท แต่ทว่าทหารเหลียวกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
ในที่สุดตอนนี้ก็มีงานให้ทำแล้ว!
ฉินเหลาอู่เลือกทหารฝีมือดีที่สุดในกองทัพห้าร้อยนายด้วยตนเองเตรียมโจมตีทหารเหลียวแบบไม่ทันตั้งตัว!
เหออู่แต่งกายเต็มยศสวมชุดเกราะหนังอย่างสง่างาม แขวนดาบยาวไว้ข้างเอว ชายหนุ่มหน้าซื่อเผยแววตาแห่งการฆ่าฟันออกมาเล็กน้อย
เพื่อนทหารที่อยู่ข้างๆเห็นเขาพกดาบสองเล่ม ก็หัวเราะออกมา “เหออู่ เจ้าต้องเอาจริงเอาจังขนาดนั้นเชียวหรือ!ดาบเล่มก่อนซ่อมเสร็จแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดยังพกมีดเชือดหมูเล่มนั้นอีก?หรือว่าจะไปเชือดหมู?”
ทหารถ่อยอีกหลายคนส่งเสียงเยาะเย้ย“เหออู่ เจ้าระวังให้ดี ทหารเหลียวไม่ใช่หมู ฆ่าไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ!”
เหออู่ไม่สนใจคำเยาะเย้ยของพวกเขาเพียงแต่พูดขึ้นลอยๆ ว่า “มีดเล่มนี้ใช้ดี”
จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“อาวุธของพวกเราผลิตโดยกรมสรรพาวุธ!เจ้าคงไม่คิดว่ามีดเชือดหมูที่ซื้อตามท้องถนนจะเทียบได้กับฝีมือของช่างตีเหล็กในกรมสรรพาวุธหรอกนะ?”
“เป็นไปไม่ได้! หากเทียบฝีมือของกรมสรรพาวุธได้จริงเหตุใดจะต้องมาขายมีดเชือดหมูตามท้องถนน! เข้าไปทำงานในกรมสรรพาวุธไม่ดีกว่าหรือ?”
“เหออู่ อีกเดี๋ยวเจ้าก็ระวังตัวเอาไว้หน่อยอย่าเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่าๆ เพราะความอวดเก่งของตัวเองเชียว!”
“เก็บมีดเชือดหมูเล่มนั้นไว้ใช้ยามฉุกเฉินเถอะจะฆ่าสุนัขเหลียวก็ต้องใช้ดาบใหญ่ของพวกเราสิ! ฮ่าฮ่า...”
เหออู่รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่ถูกพวกเขาพูดจาเหน็บแนมเช่นนี้แต่ตอนนี้กำลังจะออกเดินทางแล้ว เขาไม่มีเวลามาโต้เถียงให้เสียแรง มีดเล่มนี้ดีจริงหรือไม่แค่ลองใช้ฆ่าศัตรูดูเดี๋ยวก็รู้เอง!
...
ทหารม้าห้าร้อยนายมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง
ทหารเหลียวกองนั้นหาได้ล่วงรู้ไม่ว่าการเคลื่อนไหวของพวกมันถูกเปิดโปงเสียแล้วครั้นรู้ตัวอีกทีก็ถูกปิดล้อมโดยสมบูรณ์!
กองทัพทั้งสองฝ่ายปะทะกันในทันที!ทว่า ฝ่ายหนึ่งตื่นตระหนก ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งกระหายเลือด ผลแพ้ชนะจึงเห็นได้ชัดในทันที!
เหออู่ชักมีดออกมาฟาดฟันศัตรูไปหลายคนทหารเหลียวคนหนึ่งเงื้อดาบเข้ามา! เหออู่หมุนตัวเข้าปะทะทันที!
เคร้ง!
คมดาบโลหะปะทะกัน! เกิดเป็นเสียงดังก้องกังวาน!
เหออู่ออกแรงฟันเต็มกำลัง!สีหน้าของฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนไปทันที เพียงพริบตาเดียว เลือดสาดกระเซ็น! ศีรษะหลุดกระเด็นจากร่าง!
“เวรเอ๊ย!” ฉินเหลาอู่ที่บังเอิญเห็นภาพนี้ก็อดสบถออกมาไม่ได้!
ยังมีทหารเหลียวอีกจำนวนหนึ่งที่มีท่าทีจะหลบหนีฉินเหลาอู่ตะโกนก้อง “อย่าปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้!”
หลังจากปิดล้อมและไล่ล่าในที่สุดก็สังหารทหารเหลียวที่เหลือได้ทั้งหมด!
ฉินเหลาอู่ไม่แม้แต่จะนับศีรษะรีบวิ่งไปยังจุดที่เหออู่สังหารทหารเหลียวเมื่อครู่ แล้วหยิบอาวุธของอีกฝ่ายขึ้นมา
บรรดาทหารจากกองทหารม้าที่อยู่รอบๆต่างพากันล้อมเข้ามา แต่ละคนตกตะลึงจนตาค้าง
ดาบใหญ่เล่มนั้นถูกตัดขาดผ่ากลางราวกับคนคนหนึ่งถูกตัดแยกออกเป็นสองท่อน!
“นายพันเหอ! นำอาวุธของเจ้ามา!”ฉินเหลาอู่ตะโกนเรียกเหออู่
เหออู่ที่อยู่ไม่ไกลกำลังตรวจสอบศพนี่เป็นนิสัยของพวกเขาเมื่อออกรบ ทุกครั้งที่การรบสิ้นสุดลง พวกเขาจะเดินสำรวจบริเวณที่เพิ่งต่อสู้หากพบว่ามีคนที่ยังไม่ตาย ก็จะจัดการซ้ำทันที
บางครั้งก็จะมีประกาศรางวัลจากเบื้องบนผู้ที่ฆ่าศัตรูได้จำนวนมาก จะได้รับรางวัลเป็นเงินทอง ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งด้วยทุกคนจึงมีภารกิจอีกอย่างหนึ่งหลังจากฆ่าศัตรู นั่นคือการตัดหู เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันจำนวนศัตรูที่ตนเองสังหาร
ตอนนี้เหออู่ได้ยินเสียงของฉินเหลาอู่จึงรีบกลับมา นำอาวุธของตนเองส่งมอบให้
ฉินเหลาอู่ตกตะลึง นี่มันอะไรกัน?
“...มีดเชือดหมู?”
“ขอรับ ท่านรองแม่ทัพ”
ทุกคนถึงกับอึ้ง!
นายทหารที่เคยเยาะเย้ยเหออู่ก่อนหน้านี้ขณะนี้ยิ่งตกตะลึงมาก สายตาจ้องไปที่มีดเล่มนั้นตาไม่กะพริบ!
“เหตุใดมีดเล่มนี้ถึงคมขนาดนี้!ตัดเหล็กเหมือนตัดโคลนเลยหรือ?!”
ฉินเหลาอู่พลิกมีดไปมา
มีดเชือดหมูเล่มนี้ตัดดาบของอีกฝ่ายขาดแต่กลับแทบไม่เกิดความเสียหายใดๆ เลย มีเพียงแต่รอยบิ่นเล็กๆ ตรงคมมีด ซึ่งจะเห็นได้ก็ต่อเมื่อมองอย่างใกล้ชิดเท่านั้น
“เอาดาบมา!” ฉินเหลาอู่ตะโกน
ทันใดนั้นก็มีนายทหารส่งดาบประจำกายของตนมาให้
ฉินเหลาอู่ถือดาบประจำกายของคนในกองทัพไว้ข้างหนึ่งอีกมือหนึ่งถือมีดเชือดหมูไว้อีกข้าง แล้วเงื้อขึ้นฟาดฟันกัน!
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นอีกครั้ง!
เมื่อปล่อยมือออก ดาบของกองทัพเล่มนั้นก็มีรอยบิ่น!มีรอยแตกที่คมดาบ ส่วนมีดเชือดหมูกลับยังคงสมบูรณ์!
“เหลือเชื่อ!” ทหารที่มามุงดูร้องอุทานด้วยความตกตะลึง
ฉินเหลาอู่ก็ตกใจไม่แพ้กันเขามองไปที่เหออู่แล้วถามว่า “นายพันเหอ เจ้าได้มีดเล่มนี้มาได้อย่างไร?”
เหออู่ตอบอย่างซื่อตรง“มาจากฝีมือของช่างตีเหล็กหลิวที่เมืองผานสุ่ยขอรับ”
ในบรรดาทหารมีบางคนที่เป็นคนเมืองผานสุ่ยเคยได้ยินชื่อเสียงของช่างตีเหล็กหลิวคนนี้มาบ้าง เขาเป็นช่างตีเหล็กเก่าแก่ในเมืองไม่เอาเปรียบลูกค้า ราคาเป็นธรรม ของที่ตีออกมาก็ได้รับคำชมจากทุกคน
แต่ตอนนี้ถึงกับตีอาวุธที่สามารถตัดดาบขาดได้!นี่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง!
แต่...ก็ไม่แน่ว่าช่างฝีมือชาวบ้านอาจจะเก็บงำเคล็ดวิชาลับเอาไว้ก็ได้?
ฉินเหลาอู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า“หากทหารแคว้นต้าฉีของเราทุกคนมีอาวุธเช่นนี้ ชาวเหลียวจะเหลืออะไรให้เรากลัวอีก?นายพันเหอ มีดเล่มนี้ของเจ้าข้าคงต้องขอยึดไว้ชั่วคราว ไว้ข้านำไปให้ท่านแม่ทัพดูแล้วจะส่งคืนให้เจ้า”
เหออู่รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญจึงกำหมัดโค้งคำนับทันที “สุดแล้วแต่ท่านรองแม่ทัพจะตัดสินขอรับ!”
ฉินเหลาอู่กระโดดขึ้นม้าตะโกนเสียงดัง “จัดแถวกลับค่าย!”
“ขอรับ!”
...
ยามอิ๋น [1] หรือเวลาประมาณตีสี่หวาชิงเสวี่ยได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง
หวาชิงเสวี่ยเปิดประตูออกมาด้วยความงัวเงียจากการตื่นนอนพบป้าเหอยืนรออยู่ด้านนอก
ป้าเหอเห็นว่านางยังนอนอยู่จึงแปลกใจแล้วถามว่า “ข้ากลัวเจ้าจะตื่นสาย หากจะไปตลาด ตอนนี้ก็ต้องเริ่มเตรียมตัวแล้ว”
ขนมที่หวาชิงเสวี่ยขายนั้นไม่ว่าจะเป็นขนมแป้งกรอบม้วนเอย ขนมแป้งทอดสอดไส้เอย ล้วนต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า
หวาชิงเสวี่ยหาวออกมาหนึ่งครั้งพูดด้วยรอยยิ้มแห้งๆ “ท่านป้า ท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ เมื่อวานข้าขายหมดแล้ว ตอนนี้ไม่มีเนยข้าทำอะไรไม่ได้แล้ว...”
ป้าเหอเพิ่งนึกขึ้นได้“อ้อ... เช่นนั้นหรือ อย่างนั้นเจ้าก็นอนต่อเถอะ...”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าอย่างงัวเงียแล้วปิดประตูห้องอีกครั้ง
ป้าเหอเดินไปถึงห้องครัวสองก้าวแล้วก็ได้สติกลับคืนมา อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวแล้วถอนหายใจ “เด็กคนนี้ช่างซื่อสัตย์เสียจริงจู่ๆ บอกสูตรอาหารออกมาง่ายๆ อย่างนี้ได้อย่างไรกัน เฮ้อ...คงจะนอนจนเบลอไปแล้วกระมัง...”
ขนมที่หวาชิงเสวี่ยทำแตกต่างจากของคนอื่นตรงที่มีการใส่เนยซึ่งนางพูดออกไปง่ายๆ เช่นนั้น โชคดีที่ป้าเหอเป็นคนดี ถ้าเป็นคนอื่น คงจะขโมยสูตรอาหารของนางไปแล้ว...
หวาชิงเสวี่ยงีบหลับต่อ
เพราะไม่ต้องเสียแรงทำขนมนางจึงนอนหลับสบายจนถึงยามเฉิน [2] จึงจะตื่น
เวลานี้ป้าเหอออกไปตั้งร้านแล้วเหลือเพียงนางอยู่บ้านคนเดียว
หวาชิงเสวี่ยไปต้มน้ำร้อนที่ห้องครัวจากนั้นก็ตัดสบู่ก้อนเล็กๆ ใส่ลงไปในน้ำร้อนคนให้ละลาย จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไปเล็กน้อยแล้วคนให้เข้ากัน
น้ำยาเป่าฟองสบู่แบบง่ายๆเสร็จแล้ว!
น้ำตาลสามารถเพิ่มความตึงของผิวน้ำทำให้ฟองมีความเหนียวยิ่งขึ้น และจับตัวเป็นรูปร่างได้ง่ายขึ้น
หวาชิงเสวี่ยหาฟางข้าวสาลีสองสามต้นจากกองฟืนในห้องครัวตัดให้ได้ความยาวที่เหมาะสม และล้างให้สะอาด
นางลองเป่าฟองสบู่สองสามครั้งแม้ผลลัพธ์ที่ได้จะเทียบกับน้ำยาเป่าฟองสบู่แบบมืออาชีพไม่ได้ แต่แค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้วฟองสบู่ที่เป่าออกมามีขนาดใหญ่และสวยงาม
หวาชิงเสวี่ยพอใจมากจึงพกน้ำยาเป่าฟองสบู่และสบู่ของนางออกเดินทางอย่างมีความสุข
ตอนที่ลากรถเข็น ก็รู้สึกไม่คุ้นเคย
เพราะวันนี้รถเข็นเบามาก...
ไม่มีทั้งน้ำชาหนักๆไม่มีทั้งขนมขบเคี้ยวเหล่านั้น หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าตัวเองเดินได้อย่างคล่องแคล่วเป็นครั้งแรก!
เมื่อมาถึงแผงร้าน นางก็วางม้านั่งลงนั่งลงที่หน้าร้านแล้วเริ่มเป่าฟองสบู่
หนึ่งฟอง...
สองฟอง...
สามฟอง...
...สิ่งนี้พอปล่อยออกไปก็ลอยไปไกลมากทั้งยังแกว่งไปมาจนสะดุดตา ทุกคนไม่เคยเห็นมาก่อน จึงหันมามองเพราะความแปลกใหม่ ในไม่ช้าก็เห็นหวาชิงเสวี่ยที่นั่งเป่าฟองสบู่อยู่!
โอ้โห! นั่นมันของแบบไหนกันนะดูน่าสนใจจัง?
“นี่เจ้าขายอะไรหรือ?”ทุกคนพากันมามุงดู ถามไถ่ ไม่นานแผงร้านของหวาชิงเสวี่ยก็เต็มไปด้วยผู้คน!
“สบู่เป่าฟองเจ้าค่ะสามารถใช้ล้างมือ ซักผ้า ใช้ดีกว่าสบู่ก้อนทั่วไปอีกนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงของหวาชิงเสวี่ยอ่อนโยนนุ่มนวล ไม่เหมือนพวกพ่อค้าแม่ขายที่พูดกระฉับกระเฉง นางรู้ว่าการตะโกนเรียกลูกค้านั้นไม่ใช่สิ่งที่ตนเองถนัดจึงไม่ฝืนใจทำ นางเอื้อมไปหยิบผ้าสกปรกที่เตรียมไว้ จุ่มลงในน้ำ ป้ายสบู่ แล้วขยี้ต่อหน้าผู้คนที่มามุงดู
อาการมือแตกของหวาชิงเสวี่ยหายดีแล้วตอนนี้มือทั้งสองขาวผ่องราวกับหยก การขยี้ฟองสบู่ แม้จะเป็นเพียงการเคลื่อนไหวง่ายๆแต่ก็ดูสวยงามชวนให้น่ามอง
มีคนในฝูงชนร้องด้วยความประหลาดใจ“ซักสะอาดมากเลย!”
หวาชิงเสวี่ยยิ้ม วางผ้าที่ซักสะอาดแล้วไว้ข้างๆจากนั้นก็หยิบผ้าอีกผืนหนึ่งที่เปื้อนคราบน้ำมันมาขยี้
คราบสกปรกถูกล้างหายไปอย่างรวดเร็ว
“โอ้ สบู่เป่าฟองนี้ซักผ้าได้สะอาดจริงๆ!รูปร่างก็น่ารัก!”
“แม่นาง สบู่เป่าฟองนี้ขายอย่างไร?”
“สิ่งที่เป่าออกมาเมื่อครู่เรียกว่าฟองสบู่หรือ?”
“ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน...”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มแล้วตอบว่า“สบู่เป่าฟองนี้สามารถใช้ซักผ้า ล้างจานได้ ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ละลายในน้ำร้อน เติมน้ำตาลหรือน้ำชาที่เหลือจากเมื่อวานลงไปก็สามารถเป่าฟองสบู่ให้เด็กๆ เล่นได้เจ้าค่ะ”
ส่วนราคา หวาชิงเสวี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งตัดสินใจขายราคาเท่ากับเมื่อวาน “ก้อนละสามสิบอีแปะเจ้าค่ะ”
จริงๆ แล้วเมื่อวานขายได้แค่ก้อนเดียวหวาชิงเสวี่ยอยากจะลดราคาลง แต่เป็นเพราะนางรู้สึกว่าสบู่ที่ตัวเองทำนั้นมีคุณภาพดีหากลดราคาลงโดยไม่จำเป็นก็รู้สึกว่าน่าเสียดาย จึงยังคงราคาเดิมไว้
คิดไม่ถึงว่า คนที่บ่นแพงเมื่อวานนี้ต่างก็ควักเงินออกมาซื้อไปคนละก้อน! ถึงขนาดมีบางคนซื้อทีเดียวสามสี่ก้อน บอกว่าจะเอาไปเป็นของขวัญ
คนอื่นๆ ได้รับแรงบันดาลใจจึงเริ่มพากันจับจ่ายซื้อทีเดียวสองสามก้อน!
สบู่เป่าฟองของหวาชิงเสวี่ยมีรูปร่างที่สวยงามเหมาะสำหรับให้เป็นของขวัญ ทั้งแปลกใหม่และใช้งานได้จริง อีกทั้งการใช้เงินแค่สามสิบอีแปะในการเตรียมของขวัญนั้นเรียกได้ว่าคุ้มค่าสุดๆ!
สบู่สามสิบกว่าก้อนขายหมดอย่างรวดเร็ว!คนที่ซื้อไม่ทันต่างก็รู้สึกเสียดาย ไล่ถามหวาชิงเสวี่ยว่าจะมาขายอีกเมื่อไร
หวาชิงเสวี่ยตอบด้วยความลำบากใจ“อย่างน้อยก็ต้องอีกหนึ่งเดือนเจ้าค่ะ...”
สบู่ทำมือที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆมีความเป็นด่างสูง อาจทำให้ระคายเคืองผิวหนังได้ จึงไม่ควรนำมาใช้ในทันที ต้องปล่อยทิ้งไว้สักระยะหนึ่งเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาของไขมันในตัวกลางที่เป็นด่างเมื่อค่าความเป็นกรดด่างของสารละลายลดลงมาอยู่ในระดับที่อ่อนโยนต่อผิว ก็จะถือว่าสบู่ทำมือนี้พร้อมใช้งานแล้ว
มีเสียงถอนหายใจยาวๆดังขึ้นในฝูงชน บางคนที่ซื้อได้ก็ยิ่งรู้สึกโชคดีที่ซื้อสบู่เป่าฟองได้ก่อน!
วันนี้หวาชิงเสวี่ยได้เงินเก้าร้อยกว่าอีแปะเกือบหนึ่งตำลึงเงิน นางพอใจมาก จึงเก็บแผงร้านกลับบ้าน
นางลากรถเข็นเลี้ยวเข้าตรอกมองเห็นรถม้าคันนั้นที่คุ้นเคย
หัวหน้าพ่อบ้าน นามว่าจ้าวเซิงกำลังรออยู่นอกประตูบ้านของนางด้วยสีหน้ากังวล...
————————————————————————————————————
[1]ยามอิ๋น (寅时)เป็นหนึ่งใน 12 กิ่งฟ้า ในระบบเวลาแบบจีนโบราณ เวลาอิ๋น เทียบเท่ากับเวลา 03:00 น. - 05:00 น.
[2]ยามเฉิน (辰时)เป็นหนึ่งใน 12 กิ่งฟ้า ในระบบเวลาแบบจีนโบราณ เวลาเฉิน เทียบเท่ากับเวลา 07:00 น. - 09:00 น.