จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 122 พันธะวิญญาณ

                ลมหมุนกว้างครึ่งวาสูงวาครึ่งจู่ๆก็ก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหันพัดพาเอาใบไม้รอบข้างปลิวเวียนว่อนที่กึ่งกลางลมหมุนถังซินหยุนกำลังมองดูความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่อาจทราบได้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดจากอะไร

                “คุณหนู!”จ้าวม่านฉาร่ำร้องขึ้น จากนั้นแสงเจิดจ้าก็วนเวียนรอบกายเตรียมจะเข้าไป‘ช่วยเหลือ’คุณหนูของนาง

                “ป้าจ้าว!อย่าได้เข้าไปรบกวน!”

                ชั่วขณะที่ป้าจ้าวจะทะยานเข้าไปก็มีเสียงร้องเตือนดังมาจากข้างหลัง จากนั้นไป๋หยุนเฟย จิ้งหมิงเฟิงและเทียนหมิงก็รีบเดินเข้ามา

                “ไฉนพวกเจ้าห้ามข้าไว้?คุณหนูกำลังตกอยู่ในอันตราย!”ป้าจ้าวงุนงงที่ไฉนไป๋หยุนเฟยจึงพยายามห้ามนางเอาไว้ก่อนจะพุ่งเข้าไปด้านในลมหมุน

                “ทางที่ดีท่านอย่าเพิ่งเคลื่อนไหวไม่เช่นนั้นอาจทำให้คุณหนูท่านเป็นอันตรายยิ่งกว่าเดิม!”ไป๋หยุนเฟยทราบดีว่าอีกฝ่ายกำลังกังวล ดังนั้นจึงถามขึ้น “มองดูให้ดีหรือแม่นางถังกำลังอยู่ในอันตรายจริงๆ?”

                “หากข้าจำไม่ผิดนี่คล้ายกับจะเป็น...”ไป๋หยุนเฟยขยับเข้าไปรั้งจ้าวม่านฉาไว้ขณะเดียวกันก็พิจารณาดูถังซินหยุนที่ใจกลางลมหมุนสายตามันพอประกายพิสดารราวกับได้เห็นเรื่องราวเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง

                “หรือเจ้าทราบว่าเกิดอะไรขึ้น? บอกมาเกิดอะไรขึ้นกันแน่”น้ำเสียงป้าจ้าวค่อยสงบลงบ้างเมื่อพบว่าถังซินหยุนยังคงปลอดภัยดีแต่ทว่ายามนี้พลังวิญญาณในบริเวณรอบข้างกลับเริ่มปั่นป่วนขึ้น

                ไป๋หยุนเฟยตอบอย่างลังเล“หากข้าเดาไม่ผิด นี่เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นยามสร้างพันธะวิญญาณ!”

                “พันธะวิญญาณ!!”

                จิ้งหมิงเฟิงและจ้าวม่านฉาร้องขึ้นพร้อมกันด้วยความประหลาดใจต่อสิ่งที่ไป๋หยุนเฟยบอกออกมา

                “มิผิด หากความคิดข้าถูกต้อง เหตุการณ์ก็จะเป็นเช่นนี้”ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าขณะเดียวกันก็จ้องมองไปที่ถังซินหยุนอย่างสงสัย ไม่ว่าจะพิจารณาดูอย่างไรฉากเบื้องหน้านี้ก็เป็นเช่นเดียวกับที่หงยินบอกเล่านี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นระหว่างการก่อพันธะระหว่างผู้ฝึกปรือวิญญาณและอสูรวิญญาณ

                “การแลกเปลี่ยนพลังวิญญาณคือการใช้ทุกอย่างร่วมกันไม่เพียงแต่ใช้พลังวิญญาณร่วมกัน แต่แม้แต่ชีวิตก็เชื่อมโยงถึงกัน... ใช่แล้วเป็นเช่นเดียวกับที่พี่หงยินบ่งบอกเรื่องพันธะวิญญาณ!จากที่เห็น ปักษาไร้เงาเป็นฝ่ายเริ่มต้นขึ้นเอง!แต่ดูแล้วไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น...” ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอแววกังขา “แต่ว่าเพราะเหตุใด? ไฉนปักษาไร้เงาจึงตัดสินใจเสนอสร้างพันธะต่อแม่นางถัง...หรือเป็นเพราะนางช่วยชีวิตมันเอาไว้? เพียงเชื่อมโยงชีวิตกันช่วงสั้นๆเท่านี้ ก็เห็นได้ชัดว่าช่วยให้มันฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วยังมี ยามนี้มันห่างไกลจากความตายออกมาแล้วปักษาไร้เงาพยายามสุดชีวิตที่จะหนีจากการตามจับของสำนักเจ้าอสูร แล้วไฉนจึงเป็นฝ่ายยอมเสนอก่อพันธะวิญญาณ?”

                ขณะที่ไป๋หยุนเฟยหัวหมุนกับความคิดในใจก็เอ่ยปากบอกถังซินหยุน“แม่นางถัง! อย่าได้ปฏิเสธการเชื่อมโยงต่อวิญญาณของท่าน! ยอมรับวิญญาณของปักษาไร้เงาและตั้งมั่นต่อมัน!เมื่อใดที่ท่านสามารถสื่อสารกับมันได้ก็จะสามารถก่อพันธะวิญญาณขึ้น! และนับจากนี้ไป มันจะกลายเป็นอสูรวิญญาณคู่หูของท่าน!”

                ถังซินหยุนไม่ได้ตอบรับคำพูดของไป๋หยุนเฟยจะเป็นเพราะนางไม่ได้ยินหรือเพราะนางไม่อาจตอบสนอง ไป๋หยุนเฟยก็ไม่อาจทราบได้พลังวิญญาณสองกลุ่มไหลวนเวียนไปมาระหว่างทั้งสองฝ่ายแต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถรับรู้ได้ ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะแก่ป้าจ้าวบ่งบอกต่อนางว่าไม่ต้องกังวลและควรถอยห่างเพื่อรอดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปแสงสีส้มรอบกายป้าจ้าวค่อยๆสลายไปในอากาศ กระนั้นสายตาของนางยังคงแสดงความกังวลและยังคงเตรียมพร้อมเคลื่อนไหวหากสถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลง

                ผ่านไปหลายอึดใจ ลมหมุนที่พัดอย่างรวดเร็วก็ชะลอความเร็วลงทีละน้อยก่อนจะสลายไปในที่สุดใบไม้กิ่งไม้กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณมองเห็นถังซินหยุนนอนเหยียดกายกับพื้นโดยมีปักษาไร้เงาตัวน้อยขดตัวอยู่ในอ้อมแขนทั้งคู่ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวอันใด

                “คุณหนู!”ป้าจ้าวร่ำร้องอย่างแตกตื่นพร้อมกับพุ่งเข้าไปตรวจสอบถังซินหยุน เมื่อรับทราบว่านางเพียงหมดสติจากการสูญสิ้นพลังวิญญาณมากเกินไปก็ถอนหายใจโล่งอก

                “มิใช่ว่าข้าบอกท่านว่านางจะไม่เป็นไรหรือ?ท่านป้าท่านสมควรคลายใจได้แล้ว เพียงไม่นานแม่นางถังก็จะคืนสติมา” ไป๋หยุนเฟยหันมองทุกคน“เอาล่ะ กลับกันเถอะ คาดว่าเถ้าแก่หวงคงรอพวกเรานานมากแล้ว ได้ยินว่าพวกมันรอเราอยู่ที่จุดพักริมทางไม่ไกลจากที่นี่พวกเรารีบพาแม่นางถังไปพักผ่อนที่นั่นเถอะ”

                …………

                ยามค่ำคืนภายในโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

                ไป๋หยุนเฟยจิ้งหมิงเฟิงและเทียนหมิงที่เบื่อหน่ายแทบตายนั่งล้มวงกันที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่งพลางแกะถั่วลิสงรับประทานพร้อมกับสนทนากันหวงว่านและพวกนั่งอยู่ด้านข้างห่างออกไปไม่กี่โต๊ะกำลังสนทนากันด้วยเสียงแผ่วเบาภายในพื้นที่อันกว้างขวางนี้ยังมีคนเดินทางอีกหลายคนหยุดพักเพื่อรับประทานอาหารเนื่องจากเมืองกู่ยี่อยู่ห่างไปไม่ไกลนักจำนวนผู้คนที่เดินทางมาถึงที่นี่จึงมีไม่น้อย

                “เฮ้อ...”จิ้งหมิงเฟิงโยนเมล็ดถั่วลิสงเข้าปาก จากนั้นกระดกสุราเข้าไปอึกใหญ่แล้งจึงถอนหายใจด้วยความผิดหวัง

                “พี่จิ้ง ท่านเอาแต่ถอนหายใจมาระยะหนึ่งแล้วท่านมีความในใจอันใด?” เทียนหมิงถามด้วยความสงสัยพร้อมกับรับประทานถั่วลิสงอย่างแช่มช้า

                “เฮอะ เฮอะ เดาว่า...มันคงหดหู่ใจที่ปักษาไร้เงาสร้างพันธะวิญญาณกับแม่นางถัง”ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางจิบชาในมือ

                “ไม่ให้ข้าหดหู่ได้หรือ?”จิ้งหมิงเฟิงเอ่ยปากด้วยความ‘ระทม’“นั่นเป็นถึงอสูรวิญญาณระดับห้า!ปักษาไร้เงาที่มีพลังธาตุลม... พวกเราเป็นคนช่วยมันเอาไว้ แล้วไฉนมันไม่เลือกข้า?เจ้าใช้พลังธาตุไฟ จึงไม่มีผู้ใดจะมาแข่งขันกับข้าได้!แต่ว่า ยังไม่ทันมีโอกาสได้คุยกับมัน มันก็เลือกผู้อื่นเพื่อสร้างพันธะวิญญาณ...”

                “เจ้าก็หดหู่มาตลอดบ่ายแล้วปล่อยวางบ้างเถอะ” ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้า“หรือเจ้าไม่ได้ยินที่ป้าจ้าวบอกว่าปักษาไร้เงากำลังร่อแร่ใกล้ตาย?หากแม่นางถังไม่อยู่ที่นั่นและสร้างพันธะวิญญาณขึ้นเจ้าคงได้แต่พยายามสื่อสารกับซากวิหคตายแล้วปักษาไร้เงาตัวนั้นเป็นอสูรวิญญาณที่ดื้อรั้น ต่อให้มันต้องตายก็ไม่ยอมสยบต่อสำนักเจ้าอสูรดังนั้นต่อให้เจ้าช่วยมันเอาไว้ข้าก็ยังไม่แน่ใจว่ามันจะยอมเป็นอสูรวิญญาณคู่หูกับเจ้าหรือไม่แม่นางถังมีวาสนาและจิตใจดีงามจึงทำให้ปักษาไร้เงายินยอมได้ นี่เป็นโชคเข้าข้างนางเจ้ายอมรับเถอะ...”

                “อ๊าก...”จิ้งหมิงเฟิงถูกคำพูดเหล่านี้ทำให้ตกอยู่ในความหดหู่อีกครา มันรินสุราให้ตนเองอีกจอกก่อนจะยื่นขวดสุราให้แก่ไป๋หยุนเฟย“มาเถอะเหล่าไป๋ มาจิบสุราสักจอกสองจอก เป็นลูกผู้ชายไฉนไม่ยอมดื่ม?หรือเจ้าอยากให้ผู้อื่นรังเกียจ?”

                “เหล่าไป๋...”ริมฝีปากไป๋หยุนเฟยกระตุกวูบ หลังจากรู้ใจกันเมื่อยามบ่ายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะสนิทสนมกันยิ่งขึ้น กับคำเรียกหาใหม่ของจิ้งหมิงเฟิงนี้ไป๋หยุนเฟยก็คร้านจะแก้ไข มันส่ายหน้าตอบ “ถูกรังเกียจก็ไม่เป็นไร แต่ข้าจะไม่ดื่มของที่ขมและกลิ่นฉุนเช่นนี้น่าดื่มนักหรือ?”

                “ไฉนเจ้ามองการดื่มสุราในแง่ร้ายนัก?หากเจ้าเมามายก็แค่ใช้พลังวิญญาณขับไล่ฤทธิ์สุราออกไปก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?”

                “ไม่เมามายแล้วจะดื่มสุราทำอะไร?ดังนั้นข้าเลือกดื่มชาจะดีกว่า” ไป๋หยุนเฟยจิบชาลงไปอีกคำ

                “เฮ้อ เจ้าช่างไม่มีความเป็นวีรบุรุษแม้แต่น้อยข้ายังประหลาดใจว่าเจ้าเลือกใช้ธาตุไฟได้อย่างไร ผู้ฝึกปรือวิญญาณธาตุไฟคนอื่นหากไม่เป็นวีรบุรุษผู้กล้าก็เป็นจอมวายร้ายแต่แทบทุกคนล้วนเป็นคนตรงไปตรงมา” จิ้งหมิงเฟิงส่งยิ้มดูถูกแก่ไป๋หยุนเฟย“แล้วเจ้าล่ะเทียนหมิง อยากลองจิบดูหรือไม่?”

                “อยาก! ข้าอยาก! ข้าอยากเป็นดั่งลูกผู้ชายและลองดื่มสุราดู!จะยอดเยี่ยมปานใด...” เทียนหมิงพยักหน้าอย่างยินดี

                “ประเสริฐ!นี่จึงจะสมควร! มา ให้ข้ารินแก่เจ้าสักจอก เจ้าต้องพอใจแน่ข้ารับรอง!” จิ้งหมิงเฟิงหัวเราะพลางรินสุราใส่จอก

                หลังจากรับจอกสุราไปเทียนหมิงก็สูดดมด้วยความสงสัย จากนั้นก็ทำตามตัวอย่างจากจิ้งหมิงเฟิง ยกจอกสุราขึ้นดื่มในอึกเดียว...

                ไม่ถึงอึดใจใบหน้าเทียนหมิงก็เปลี่ยนเป็นสีแดงราวก้นวานรพร้อมทำหน้าเหยเก มันรีบซดชาที่เหลือในถ้วยลงไป กระทั่งใบชาก็กลืนลงไปหมดสิ้น

                “เอ๋...” ริมฝีปากไป๋หยุนเฟยชักกระตุกยามก่นด่าสาปแช่งจิ้งหมิงเฟิง“เจ้าดูว่าทำอะไรลงไป เจ้ามักจะทำให้มันต้องลำบากอยู่เสมอเท่าที่ดูเทียนหมิงยังคออ่อนกว่าข้าอีก...”

                แต่จู่ๆเทียนหมิงก็โพล่งขึ้น “ฮ่า ฮ่าข้าไม่เป็นไร! ไม่เป็นไรแม้แต่น้อย!ข้ารู้สึกว่า... ข้ารู้สึกดียิ่ง ฮี่ ฮี่ความรู้สึกของการดื่มสุราเป็นเช่นนี้เอง...”

                “ว่ากระไร?เจ้าไม่เคยดื่มสุรามาก่อน?” จิ้งหมิงเฟิงเพล่งถาม

                “ไม่ ไม่เคยตระกูลข้าเข้มงวดอย่างยิ่ง! แม้แต่จะก้าวเท้าออกจากบ้านยังทำไม่ได้ไม่อาจทำนี่ ไม่อาจทำนั่น... มารดากับท่านย่าเข้มงวดยิ่งนัก มักจะบ่นจู้จี้ข้าเรื่องนั้นเรื่องนี้พวกเขาทำราวกับข้าเป็นเด็กทารก ช่างน่ารำคาญนัก!”เทียนหมิงหน้าแดงฉาน ไม่ทราบเพราะเหตุใดมันจึงเมามายด้วยสุราจอกเดียวได้

                ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วราวคิดจะกล่าวบางอย่างแต่ก็สัมผัสถึงความผิดปกติที่ด้านหลัง จึงหันไปมองก็พบป้าจ้าวเดินจากชั้นสองลงมา

                “ป้าจ้าว แม่นางถังเป็นอย่างไรบ้าง?”ไป๋หยุนเฟยถามป้าจ้าวที่สีหน้าอิดโรยพลางยื่นถ้วยชาให้

                “ปักษาไร้เงาเป็นอย่างไรบ้าง?”จิ้งหมิงเฟิงถามเพิ่ม

                หลังจากจิบชาเพื่อสงบใจลงป้าจ้าวก็ตอบว่า “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คุณหนูเพิ่งตื่นเมื่อครู่ แต่ก็หลับไปอีกการทำพันธะวิญญาณทำให้นางสูญสิ้นพลังไปมากมาย และระหว่างที่คุณหนูกำลังทะลวงผ่านสู่ด่านภูตวิญญาณและควบแน่นสร้างแก่นพลังธาตุลมขึ้นได้สำเร็จแต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดไป จึงสร้างภาระแก่ร่างกายยิ่งขึ้นกว่าเดิม คาดว่าพรุ่งนี้จึงจะกลับเป็นปกติ...”

                “นางล้มเลิก? เพราะเหตุใด?”บุรุษทั้งสามเอ่ยปากถามด้วยความสับสน

                “นั่นก็เพราะคุณหนูหวังจะฝึกปรือพลังธาตุไฟ...”ป้าจ้าวกล่าวพลางสั่นศีรษะก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา“พวกเจ้าจัดการต่อศิษย์สำนักเจ้าอสูรเหมาะสมหรือไม่?พวกมันทราบหรือไม่ว่าพวกเจ้าเป็นใคร?”

                “แน่นอนว่าไม่ ท่านป้าท่านไม่จำเป็นต้องกังวล พวกเรายั้งมือไว้ไมตรีต่อพวกมันตราบใดที่พวกเราเดินทางอย่างระมัดระวัง คาดว่าจะไม่เผชิญปัญหาอันใดอีกอย่างพวกเราก็ปลอมแปลงโฉมก่อนลงมือต่อให้พวกมันพยายามเพียงใดก็ไม่มีทางหาพวกเราพบได้...” จิ้งหมิงเฟิงโบกมือพลางกล่าวอย่างภูมิใจ

                “ถ้าเช่นนั้นก็ดี...”จ้าวม่ายฉาถอนหายใจด้วยความโล่งอก

                “อาหารพวกเรามาแล้ว รับประทานก่อนเถอะวันนี้พวกเราเหน็ดเหนื่อยกันมากแล้ว หลังจากรับประทานเสร็จก็พักผ่อนแต่หัวค่ำพรุ่งนี้จะได้รีบเดินทางแต่เช้า”ทันทีที่เห็นผู้รับใช้ยกอาหารมาไป๋หยุนเฟยก็กล่าวต่อทุกคน

                ……

                คืนนั้นภายในห้องของตนไป๋หยุนเฟยนั่งอยู่บนเตียงนึกทบทวนเหตุการณ์ในวันนี้อย่างละเอียดหลังจากใคร่ครวญโดยละเอียดมันก็สะบัดมือเรียกของสิ่งหนึ่งมาไว้ในมือ

                สิ่งนั้นก็คือเชือกสีทองที่มันช่วงชิงมานั่นเอง...

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน