ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 2 ตอนที่ 2 จงหมิ่นที่ถามไม่หยุด 2/2

    “แล้วหลังจากที่ข้าได้เจออาจารย์ ใครเป็นผู้ใช้ปราณไร้ธาตุฝึกข้ากัน หากเป็นแบบที่เจ้าบอกคนคนนั้นต้องมีระดับมากกว่าชนชั้นจอมยุทธ์” จงหมิ่นยังคงถามเรื่องที่สงสัยต่อไป

    “คนๆนั้นคือ..ภรรยาของปราชญ์เพลิงเหมันต์ นางมีระดับถึงชนชั้นราชันขั้นกลาง ปราณไร้ธาตุของนางเคยช่วยปราชญ์เพลิงเหมันต์ฝึกฝนจนสำเร็จ และ จะช่วยเจ้าฝึกจนสำเร็จเช่นเดียวกัน พลังจากที่สามารถประสานเพลิงวารีได้จากนั้นเจ้าจึงบรรลุขั้นจตุรลักษณ์” อูหลินเฟิงตอบ

    “แล้วเหตุการณ์หลังจากที่ข้าบรรลุขั้นจตุรลักษณ์ละ” จงหมิ่นยังไม่ยอมหยุดเมื่อมีโอกาสได้ถาม เพราะปกติแล้วอูหลินเฟิงจะฝึกตลอด จนเขาไม่สามารถถามได้ ตอนนี้ที่รอเวลาก่อนจะถึงเมืองล่องเมฆา ในสิบวันนี้จงหมิ่นเลยถามไม่หยุด จนอูหลินเฟิงเริ่มทำหน้าเหนื่อย

    “หลังจากที่เจ้าสามารถบรรลุขั้นจตุรลักษณ์ได้  แล้วเริ่มออกเดินทางหาความจริงของเหตุสังหารล้างตระกูลจง ตอนนั้นเจ้าได้พบกับโอวหยางชิงหลงที่กำลังสืบเหตุการณ์สังหารหมู่ในเทือกเขาหมื่นอสูร และ ยังพบกับถงต้าเหวยที่สืบหาคนร้ายในการสังหารตระกูลถงเช่นกัน” อูหลินเฟิงตอบ

    “ถงต้าเหวย ในนิยายถงต้าเหวยรอดด้วยงั้นหรือ” จงหมิ่นถาม เขานึกว่าในนิยายตระกูลถงที่โดนโจมตีถงต้าเหวยจะถูกฆ่าไปพร้อมกับคนในตระกูล

    “ใช่  เขารอด ในนิยายกล่าวว่าถงต้าเหวยตอนที่ตระกูลถงถูกโจมตี ได้เดินทางไปหาตาของเขาที่ตระกูลถังจึงรอดมาได้ และคนที่ช่วยเจ้าจากค่ายกลผนึกธาตุก็คือถงต้าเหวยที่ในตอนนั้นสามารถใช้พลังแห่งสายเลือดของตระกูลถังได้แล้ว” จริงๆ แล้วเรื่องที่ถงต้าเหวยเป็นสายเลือดตระกูลถังอูหลินเฟิงรู้อยู่แล้ว แต่เขาจำเป็นต้องทำเป็นไม่รู้เพราะเรื่องนี้จริงๆ แล้วเป็นความลับที่ไม่บอกให้หากถงต้าเหวยไม่ไว้ใจคนนั้นมากพอ

    “แล้วหลังจากนั้นละ”

    “เจ้าให้โอวหยางชิงหลง นำตัวไปยังตำหนักของผู้ตรวจการแผ่นดินใช้ความทรงจำของตนเอง เป็นหลักฐานของการร่วมมือกันของสี่ตระกูลที่ร่วมมือกันสังหารฆ่าล้างตระกูลสี่ตระกูลอย่างต่อเนื่องจนสามารถนำตัวคนลงมือทั้งหมดมาประหารได้ แต่หลังจากนั้น เจ้าและถงต้าเหวยได้พบว่า ความจริงแล้วสี่ตระกูลที่ลงมือกับตระกูลจงและตระกูลถงมีคนที่ลอบสั่งการเบื้องหลังแต่สี่ตระกูลที่โดนประหารไปหมดแล้ว เบาะแสเลยขาดหายไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งตระกูลโอวหยางถูกโจมตี เกิดศึกเล็กๆ ภายในเขตของตระกูลโอวหยาง ตอนนั้นทำให้เจ้าได้รู้ว่า มีกองกำลังลึกลับที่มีพลังแข็งแกร่งกำลังเคลื่อนไหวในเงามืด แต่ยังไม่รู้ว่ากองกำลังนั้นคือใครและต้องการอะไร จนกระทั่งได้เข้าไปยังแดนเทพรกร้าง เจ้าได้พบกองกำลังระดับสูงของสองแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ล่มสลายไปแล้ว”

    “แดนเทพรกร้าง คือสิ่งใด” จงหมิ่นถามด้วยสีหน้าสงสัย เรื่องที่เขาจะพบคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ล่มสลายอูหลินเฟิงเคยบอกเขาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ชื่อแดนเทพรกร้างเขาได้ยินถึงสถานที่นี้เป็นครั้งแรก

    “โลกนี้นอกจากมิติหลักอย่างโลกลมปราณ โลกแห่งจิตและวิทยาการ โลกเวทมนตร์ ภายในโลกนั้นๆ จะมีมิติพิเศษของตนเองอยู่ภายใน แดนเทพรกร้างคือดินแดนที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของเทพแท้จริงในชนชั้นเทวะในยุคแห่งเทพมาร” อูหลินเฟิงบอกแต่เมื่อมองดูใบหน้าของจงหมิ่นเขารู้ได้ทันทีเลยว่าต้องอธิบายเพิ่มเติม

    “ยุคเทพมาร??”

    “ยุคเทพมาร คือ ยุคที่สองของโลกหลังผ่านการล่มสลายมาแล้วหนึ่งครั้ง ยุคนั้นมีเทพและมารในชนชั้นเทวะเป็นจำนวนมาก ชนชั้นเทวะที่มีจำนวนมากเห็นว่าพลังของตนเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่นที่ลมปราณต่ำกว่า จึงรวมตัวกันสร้างมิติขนาดใหญ่ มีเนื้อที่พอๆ กับหนึ่งทวีปเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของเทพและมารในชนชั้นเทวะ แต่หลังจากที่หมดยุคเทพมาร คนเข้าสู้ยุคของมนุษย์ แดนเทพที่ไม่มีเทพแท้จริงอาศัยอยู่จึงกลายเป็นแดนเทพรกร้าง แม้ไม่มีเทพแท้จริงอาศัยอยู่แต่ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่มีสายเลือดโบราณอาศัยอยู่หรือแม้แต่ของวิเศษ สมุนไพรในตำนาน ล้วนอยู่ในแดนเทพรกร้างทั้งสิ้น” อูหลินเฟิงที่พูดจบมองหน้าที่เหมือนจะเริ่มเข้าใจของจงหมิ่น

    “แล้วทำเช่นไรถึงจะได้เข้าไปในนั้น”

    “สามารถทำได้หลายวิธี หนึ่งประลองแย่งชิงที่นั่งจากงานประลองที่แดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแดนได้จัดขึ้น แต่เจ้าที่เป็นศิษย์ของปราชญ์อีกทั้งยังมีระดับเท่ากับที่กำหนดจึงสามารถเข้าไปได้โดยไม่ต้องประลอง” อูหลินเฟิงกล่าว การประลองที่เกินขึ้นในนิยายกล่าวว่าไม่ได้เกินขึ้นเพื่อหาผู้แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวแต่หาผู้ที่มีพลังพอจะเอาตัวรอดในมิติแดนเทพรกร้าง เพราะผู้ที่สามารถเขาไปได้จะมีระดับไม่เกินชนชั้นราชัน แต่สิ่งมีชีวิตภายในอาจมีชนชั้นจักรพรรดิอยู่ด้วยความอันตรายนั้นไม่ใช้ใครเข้าไปก็สามารถรอดออกมาได้ ต้องเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งเกินกว่าระดับของตัวเอง

    “ต้องมีระดับเท่าใดถึงจะเข้าไปได้ แล้วเหตุใดต้องกำหนดระดับพลัง”

    "ต้องมีระดับตั้งแต่ลมปราณระดับหก แต่ต้องไม่เกินชนชั้นราชัน ที่ต้องกำหนดระดับพลังเพราะว่าการเปิดประตูสู่แดนเทพรกร้าง เกิดโดยการฝืนเปิดออกจากเทพในชนชั้นเทวะของแดนศักดิ์สิทธิ์ ในแดนเทพรกร้างที่ตกต่ำลงย่อมไม่มีทรัพยากรที่เทพแท้จริงต้องการมากนัก แต่กับคนที่ไม่ได้อยู่ในชนชั้นเทวะของในนั้นคือสมบัติล้ำค่า แดนศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละทวีปจะเปิดประตูให้ผู้เยาว์ที่เป็นดั่งอนาคตของทวีปได้เข้าไป แต่ว่าประตูที่สร้างจะสร้างพร้อมกันในหลายๆ จุดของทวีป และ เพื่อให้สามารถเข้าไปได้จำนวนมาก นักสู้ระดับหกและชนชั้นจอมยุทธ์คือตัวเลือกที่ดีสุดสำหรับการเข้าไป เพราะมีระดับพลังที่สามารถเอาตัวรอดในแดนเทพรกร้างในระดับหนึ่งและระดับพลังไม่สร้างภาระให้กับประตูมากเกินไป หากให้ชนชั้นราชันเข้าไปจำนวนคนที่เข้าไปได้จะยิ่งลดลง แต่หากเป็นชนชั้นจักรพรรดิประตูจะรับภาระไม่ไหวจนพังทลายลง นักสู้ระดับหกและชนชั้นจอมยุทธ์จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของการส่งเข้าไปภายในแดนเทพรกร้าง

    แต่ก็ไม่ใช่ว่า นักสู้ระดับหกและชนชั้นจอมยุทธ์ทุกคนจะเข้าไปได้ ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในระดับของการต่อสู้ข้ามขั้นได้ เพราะว่าแม้ในแดนเทพรกร้างจะไม่มีชนชั้นเทวะแล้วแต่ยังมีความอันตรายมากมาย คนที่จะเขาไปได้ต้องมีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดา ศิษย์ของเก้าปราชญ์แต่ละคนไม่ธรรมดาและมีระดับตรงตามเงื่อนไงจึงได้สิทธิ์ในการเข้าไปโดยไม่ต้องร่วมการประลองคัดเลือก รวมถึงศิษย์สืบทอดของประมุขสิบยอดสำนักและว่าที่ประมุขของสี่มหาตระกูลเองก็ได้เข้าไปกันทั้งหมด ในแดนเทพรกร้างเจ้าจะได้พบกับแดนจันทราโลหิต"อูหลินเฟิงบอกกับจงหมิ่นที่ฟังอย่างตั้งใจ

    “พวกมันเองก็ต้องการทรัพยากรในนั้นงั้นหรือ”

    “ไม่ พวกมันต้องการช่วยเหลือคน ในแดนเทพรกร้างนั้นมีชนชั้นเทวะของราชวงศ์ราชันโลหิตโดนปิดผนึกอยู่ภายใน ด้วยเวลาที่ผ่านมานานนับตั้งแต่โดนผนึก ตอนนี้ผนึกอ่อนกำลังลงจนกำลังของชนชั้นจอมยุทธ์ก็สามารถทำลายได้ พวกมันจึงเข้าไปเพื่อช่วยเหลือชนชั้นเทวะคนนั้น” อูหลินเฟิงกล่าวจนจบ

    “ในนิยายพวกมันช่วยได้หรือไม่”

    “ได้ ไม่เพียงแค่ช่วยเหลือได้ พวกมันยังสังหารผู้สืบทอดของตระกูลระดับสูงไปจำนวนมาก ในแดนเทพรกร้างพวกมันเปิดเผยการคงอยู่ของตนอย่างชัดเจน กว่าที่ราชวงศ์โชติช่วงจะรู้ถึงการมีอยู่ของพวกมันก็คือภายในแดนเทพรกร้าง แต่ว่านิยายก็จบลงเพียงว่ามันสามารถช่วยชนชั้นเทวะออกจากผนึกได้ ยังไม่ได้เขียนต่อนักเขียนนิยายก็โดนรัฐบาลโลกออกคำสั่งสังหารแล้ว” อูหลินเฟิงตอบ

    “แล้วเราจะสู้กับมันได้งั้นหรือ หากอีกฝ่ายมีชนชั้นเทวะอยู่ด้วย” การที่จงหมิ่นถาม เพราะเขาคิดว่าอูหลินเฟิงเองก็จะเขาไปในแดนเทพรกร้างเพื่อสู้กับพวกนั้นภายในแดนเทพรกร้าง

    “ไม่แน่เหมือนกัน แม้ในนิยายจะกล่าวว่าชนชั้นเทวะที่โดนผนึกมานานพลังปราณถดถอยจนเหลือพลังเพียงชนชั้นราชันแต่ว่าสำนึกของพลังต่างยังอยู่ในระดับสูง เราต้องหาทางยับยั้งการทำลายผนึกให้ได้ แต่ว่าเจ้ากับข้ายังไม่ควรกังวลไปถึงเวลานั้น ตอนเราควรกังวลคือเรื่องในอีกไม่กี่วันที่จะมาถึงมากกว่า” อูหลินเฟิงกล่าวจากนั้นก็ได้นำยันต์ที่มีพลังของดอกปทุมปรโลกออกมา

    “รับไป ในระหว่างสิบวันนี้ดูดซับพลังของมันให้มากที่สุด” อูหลินเฟิงกล่าวจากนั้นนำยันต์ให้จงหมิ่นที่เขาทำแบบนี้เพราะขี้เกียจตอบข้อสงสัยของจงหมิ่นที่เขาคิดว่าน่าจะยังมีคำถามคาใจอยู่

    “ขอบใจ” จงหมิ่นที่ไม่รู้ความคิดของอูหลินเฟิงรับไปจากนั้นเริ่มดูดซับพลังของดอกปทุมปรโลกที่ออกมาจากยันต์

    ..

    ..

    จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน