14 | ตำเจ๊นกกระดกสาก
พอมาถึงร้าน ‘ตำเจ๊นกกระดกสาก’ คนทั้งห้าก็นั่งล้อมวงกันที่โต๊ะสเตนเลส หนึ่งในบรรดาโต๊ะที่ตั้งเรียงรายอยู่หน้าร้าน ยามค่ำคืนอย่างนี้มานั่งรับลมเย็นสบายสไตล์เอาต์ดอร์ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ คนละอารมณ์กับนั่งกินข้างในร้านซึ่งเป็ห้องปรับอากาศ
ทอรุ้งลากเก้าอี้พลาสติกสีชมพูแปร๋นของโต๊ะข้าง ๆ มาไว้ข้างตัวเพื่อวางของ มะกอกฝากวางถุงผ้าประจำตัวด้วย ก่อนจะจดรายการที่อยากกินลงบนกระดาษโน้ต แล้วส่งให้คุณลุงที่ยืนรออยู่
ไม่นานเกินรอ อาหารในจานพลาสติกทรงรีสีชมพูก็ทยอยมาวางเรียงรายจนแทบล้นโต๊ะ แต่ละเมนูหน้าตาแซ่บสะเด็ด จนทอรุ้งเองชักหวั่นใจเป็ห่วงชัชแสนย์ ออกจะเป็คุณชายไฮโซอย่างนี้ จะกินไหวไหมหนอ เธอเองก็ลืมกระซิบบอกให้มะกอกสั่งเผ็ดน้อย จะได้ไม่เป็การทรมานเขานัก
แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ทอรุ้งก็พบว่าเธอประมาทชายหนุ่มที่ชื่อชัชแสนย์เกินไปเสียแล้ว เขาดูเอร็ดอร่อยกับอาหารอีสานตรงหน้าเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ตำหน่อปลาร้าหอยดอง’ อันขึ้นชื่อลือชา
พริกแดงแจ๋ในจานทำให้ใบหน้าขาวใสเปลี่ยนเป็สีชมพูระเรื่อและมีเหงื่อซึมตามไรผมก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้เขาหยุดมือจากชิ้นหน่อไม้ได้เลย ไม่ใช่แค่เธอที่แปลกใจ ทุกคนรอบโต๊ะก็เช่นกัน ปลาคาร์พช่างเอาใจถึงกับหันไปสั่งตำหน่อเผ็ดน้อยมาให้ชัชแสนย์อีกหนึ่งจาน
พอตำหน่อปลาร้าหอยดองจานที่สองมาวางตรงหน้า ชัชแสนย์ก็ไม่แตะต้องเมนูอื่นอีกเลย เขากินตำหน่อไป ใช้ทิชชูซับริมฝีปากแดงแจ๋จนน่าสงสารไป แต่สีหน้าก็สดชื่นแจ่มใสจนทอรุ้งอมยิ้มตาม
ท้ายที่สุด เมื่อกินจนหมดจานแล้ว เขาก็ลุกเงียบ ๆ ไปหาแม่ค้าผมทองชุดแดงลายดอก ซึ่งยืนตำส้มตำดังป๊อก ๆ อยู่ตรงครัวหน้าร้าน ทอรุ้งมองตามอย่างสงสัยใคร่รู้ พอได้ยินเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจดังมาจากคุณเจ๊และบทสนทนาแว่ว ๆ ถึงได้เข้าใจในฉับพลันนั้นว่า คุณชายชัชแสนย์แห่งยูโดซันกำลังไปขอสูตรส้มตำจากเจ๊นกนั่นเอง
ทอรุ้งหันหน้ากลับมา ลอบสบตากับจานตับหวาน “คนเรานี่ รู้หน้าไม่รู้ใจจริงวุ้ย”
พอชัชแสนย์กลับมาที่โต๊ะ ทุกคนก็แซวกันใหญ่ ชายหนุ่มยิ้มและยอมรับแต่โดยดีว่ามาติดใจตำหน่อของเจ๊นกเข้าเสียแล้ว
“พี่น่าจะเชื่อมะกอก มากินด้วยตั้งนานแล้ว มะกอกเคยชวนตั้งหลายที แต่พี่ไม่เคยว่างเลย”
“ไฮ้...ไม่เป็ไรจ้ะพี่แสนย์ ใกล้โรงเรียนเราแค่นี้ เดินมากินอีกวันไหนก็ได้”
ชัชแสนย์ยิ้มรับรอยยิ้มกว้างของมะกอก ผู้เชี่ยวชาญด้านตำหน่อเจ๊นกและของอร่อยอีกหลายรายการในตลาดนัด พร้อมกันนั้นทอรุ้งสังเกตเห็นว่า ชัชแสนย์ล้วงมือหยิบโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกงมาวางไว้บนโต๊ะ
เขากดปุ่มให้หน้าจอสว่าง ดูแวบเดียวก็กดปิดจอให้มืดตามเดิม และวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะอย่างนั้น ไม่ได้เก็บเข้ากระเป๋ากางเกง
ทอรุ้งกินส้มตำต่อ ไม่ได้ติดใจอะไร เธอเองก็ชอบทำเป็ประจำเวลาไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ ต่างคนก็จะวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ เผื่อว่ามีสายเข้าหรือมีข้อความสำคัญมา ถ้าวางไว้บนโต๊ะเลยจะเห็นได้ง่ายกว่า
เอ๊ะ...หรือพี่แสนย์กำลังรอสาย รอข้อความจากใคร
ทอรุ้งชะงักมือมัน ๆ ที่กำลังเอื้อมหยิบปีกไก่ทอด เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เวลานี้คือ 20.58 น.
จะสามทุ่มแล้ว...จริงสิ ลูกไม้จะทักพี่แสนย์ตอนสามทุ่มของทุกคืนนี่นา
คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงอำพรางรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของตนไว้ด้วยการแทะปีกไก่ทอด ลอบสังเกตชัชแสนย์สลับกับนาฬิกาข้อมือของตนเป็ระยะ จนกระทั่งมีเสียงเตือนข้อความเข้าดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มตอนสามทุ่มตรง
ชัชแสนย์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดู แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ
ทอรุ้งมองตามทุกอากัปกิริยา ไม่ทันได้เห็นว่าเป็ข้อความของใคร เขาก็กดปิดจอ เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงเงียบเชียบ เหลือเพียงใบหน้าขาวใสอมชมพูซึ่งยังเจือไปด้วยรอยยิ้ม
ข้อความอะไร ใช่ของลูกไม้หรือเปล่า ทำไมต้องหัวเราะ ต้องยิ้มด้วย ทอรุ้งเริ่มอยู่ไม่สุข หลุกหลิกลุกลี้ลุกลน จนสุดท้ายต้องยอมพ่ายแพ้ต่อความสอดรู้สอดเห็นของตัวเอง วางปีกไก่ลง เช็ดไม้เช็ดมือแล้วลุกเข้าไปในร้าน ทำทีเป็ตักขนมหวานซึ่งมีให้บริการตัวเองฟรี
ทอรุ้งรีบต่อสายถึงเพื่อนทันทีที่ก้าวหลบเข้ามา “ลูกไม้ แกส่งข้อความถึงพี่แสนย์แล้วใช่ไหม”
“ใช่ เมื่อกี้นี้เลย” ทว่าเสียงที่ตอบกลับมานั้นช่างหงอยเหงา
“เหรอ ๆ แล้วแกส่งไปว่าอะไรน่ะ”
“หือ...มีอะไรเหรอ ทำไมวันนี้อยากรู้จัง”
“ตอบมาเถอะน่า”
แล้วปลายสายก็เล่าด้วยน้ำเสียงอันเฉื่อยชา ข้อความที่เพิ่งส่งไปหาชายหนุ่มคือ
ลูกไม้: คุณแสนย์คะ เมื่อคืนลูกไม้ฝันว่าโทร. หาคุณแสนย์สองสายไม่มีคนรับ ถ้ายังไงเอาเบอร์ลูกไม้ไว้ไหมคะ เผื่อคุณแสนย์จะโทร. กลับ
ทอรุ้งได้ฟังก็หัวเราะงอหาย ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อครู่พี่แสนย์อ่านแล้วจะหัวเราะออกมา แม้จะเพียงหึนิดเดียวก็ตาม
“โอ๊ย...ยายลูกไม้ แกติดเชื้อเพี้ยนของฉันแล้วใช่ไหม เล่นมุกเสี่ยวไม่บันยะบันยังเลยนะแกเนี่ย”
“ฉันไม่ได้เล่นมุก ฉันฝันจริง ๆ เลยลองพิมพ์บอกเขาดู เผื่อเป็ลางสังหรณ์”
“ลางสังหรณ์อะไร แกน่ะเพ้อคิดถึงเขาจนเก็บไปฝันละสิไม่ว่า” ทอรุ้งยังขำไม่เลิก “แล้วเป็ไง คุณแสนย์ของแกตอบว่ายังไงบ้าง”
“ไม่ตอบน่ะสิ อ่านแล้วแต่ไม่ตอบ เฮ้อ...เขาคงไม่ชอบที่ฉันเล่นมุกจีบมั้งแก คงอึดอัด รำคาญ”
“ไม่เลย” ทอรุ้งรีบแก้ความเข้าใจผิดก่อนที่เพื่อนจะซึมเศร้าไปมากกว่านี้ “จริง ๆ พี่แสนย์เขาหัวเราะนะ”
“หือ...แกจะไปรู้เขาได้ยังไงยายรุ้ง”
“ก็ตอนนี้นั่งกินส้มตำกันอยู่ และฉันเห็นตอนที่ข้อความแกเข้าน่ะ ถึงเขาจะอ่านแล้วไม่ตอบ แต่จริง ๆ เขาขำมุกของแกอยู่นะ และที่สำคัญ ตอนสองทุ่มห้าสิบแปดนาทีเขาเอาโทรศัพท์ขึ้นมาวางบนโต๊ะ รอข้อความของแกด้วย”
ปลายสายเงียบไป อึดใจหนึ่งจึงครางออกมา “ไม่อยากจะเชื่อเลย”
“จริง มันคือเื่จริง ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันรู้ ฉันเห็น” ทอรุ้งพูดเร็วปรื๋อ
ฝ่ายเพื่อนสาวบอกว่าให้รอแป๊บหนึ่ง อึดใจเดียวก็กลับมาคุยต่อ “แก คุณแสนย์ตอบมาแล้ว เขาตอบว่า ‘ไม่เป็ไรครับ ขอบคุณครับ’ แค่นี้เลย”
“อ้าว...” ทอรุ้งชะโงกไปมองนอกร้าน ชัชแสนย์กำลังหัวเราะเฮฮาสนุกสนาน หลังจากอาหารบนโต๊ะถูกฟาดเกลี้ยงจนหมดทุกจาน “ทำไมเ็าจัง”
“เขาคงไม่ชอบที่ฉันจีบเขาจริง ๆ แหละแก มันคงบังเอิญที่เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพอดี แล้วข้อความที่เขาหัวเราะนั่น ก็อาจไม่ใช่ข้อความของฉันก็ได้”
ทอรุ้งอับจนคำพูด เพราะเื่ที่เพื่อนสันนิษฐานก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้เสียเลย
“แต่ช่างเถอะรุ้ง มันอาจเป็ข้อความของฉันจริง ๆ ก็ได้นี่นะ ที่ทำให้เขาหัวเราะน่ะ”
“อื้ม...” ทอรุ้งรับคำ แค่น้ำเสียงของเพื่อนฟังดูสดชื่นขึ้น เธอก็ดีใจแล้ว “ในเมื่ออะไรมันยังไม่แน่ เราเชื่อในแง่ดีก่อนก็ได้นี่เนอะ”
เสียงกรุ๋งกริ๋งหน้าประตูร้านทำให้รู้ว่ามีคนเข้ามา เป็ปลาคาร์พนั่นเองที่มาตักขนมหวาน ทอรุ้งตัดบทขอวางสายทันที เตรียมพร้อมเปิดศึกกันอีกรอบ
“เปลี่ยนใจยังทันนะ” ปลาคาร์พพูดพลางตักเฉาก๊วยใส่ถ้วยใสใบเล็ก “เธอจะมายุ่งกับพี่แสนย์ให้เสียเวลาทำไม ก็รู้อยู่ว่าพี่เขาไม่มีวันสนใจผู้หญิงอย่างเธอหรอก”
ทอรุ้งอยากจะถามสวนกลับไปว่า ผู้หญิงอย่างฉันมันทำไม แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เปลี่ยนคำถามดีกว่า
“แล้วเธอคิดว่าพี่แสนย์จะต้องชอบผู้หญิงแบบไหนฮะ ต้องจริตจะก้านมารยาอย่างเธอน่ะเหรอถึงจะเหมาะ พี่แสนย์ไม่โง่นะยะ ที่จะแยกไม่ออกว่าอันไหนของดี อันไหนของปลอม ดูเธอซิ จมูกปลอม ขนตาปลอม นมก็ปลอม แต่ดันอยากมีรักแท้ อิโธ่...”
เหมือนจะจี้ใจดำได้ผล คนตัวเล็กกว่าตรงหน้าหันมา ตาวาววับ
“แล้วเธอดีกว่าฉันนักเหรอฮะ อ้วนก็อ้วน ดำก็ดำ สารรูปตัวเองดูแทบไม่ได้ก็ไม่รู้จักพัฒนาให้มันสวยงาม แล้วยังตามมากระแนะกระแหนคนอื่นอีก ถ้าคิดว่าดีจริงก็มาสู้กันแฟร์ ๆ สิมา”
“ได้! จะสู้อะไรล่ะ ว่ามาเล้ย” ทอรุ้งกำกระบวยตักทับทิมกรอบแน่น ถ้าไม่ติดว่าเป็ร้านอาหารคงได้ใช้ฟาดกันต่างดาบไปแล้ว
“ก็สู้ด้วยยูโดน่ะสิ พรุ่งนี้เลยเป็ไง”
ทอรุ้งไม่ตกลงแน่ เพิ่งโดนโคชแสนย์เอ็ดมาหยก ๆ ยังเข็ดไม่หาย แต่ยังเชิดหน้าตอบไปว่า “เธอสายเขียว ฉันสายขาว มาสู้กันมันแฟร์ตรงไหนมิทราบยะ คิดไม่เป็หรือไง นังโง่”
“แล้วจะเอายังไง! ฉลาดนักก็ว่ามาเลย”
หญิงสาวกระตุกยิ้ม เธอเองก็คิดไม่ออกหรอก แต่แค่ได้แหย่ให้ยายนี่โมโหบ้างก็พอใจแล้ว
ปลาคาร์พส่งเสียงดังเฮอะ ปรายหางตามองคู่กรณีอีกครั้ง ก่อนจะกระแทกกระทั้นยกถ้วยเฉาก๊วยน้ำแข็งไสกลับไป
แต่ก่อนจะผลักประตูร้านออกไปนั้นเอง ทอรุ้งก็นึกอะไรออก
“เดี๋ยว”
“อะไรอีกล่ะ”
ทอรุ้งก้าวไปจนแทบประชิดตัว ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ยอมถอยแม้สักครึ่งก้าว
“เรามาแข่งทำตำหน่อปลาร้าหอยดองให้พี่แสนย์ตัดสิน ถ้าใครชนะ อีกฝ่ายต้องถอย ห้ามมาวอแวเขาอีก”
“ฮะ? แข่งทำตำหน่อเนี่ยนะ คิดได้ยังไง ปัญญาอ่อน” ฝ่ายถูกท้ากลอกตาแล้วเบะปาก
“ปัญญาอ่อนตรงไหน ก็พี่แสนย์ชอบไม่เห็นหรือไง ทำไมล่ะ หรือว่าไม่กล้า”
“ทำไมฉันจะไม่กล้า” ปลาคาร์พเงยหน้าขึ้นสู้
“ดี! กล้าก็ดี เอาให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่าใครจะอยู่ ใครจะไป”
ท้ายประโยคนั้น ทอรุ้งจิกตากัดฝ่ายตรงข้ามซะจมเขี้ยว แต่ดวงตากลมโตที่สบกลับมาก็วาววับราวกับคมมีดที่พร้อมจ้วงทะลวงฟัน ไร้แววหวาดหวั่นสักน้อยนิด
ปลาคาร์พยิ้มเหยียดตอบว่า “ตกลงก็ได้ หึ”
สองสาวกลับมาที่โต๊ะอีกครั้ง ยิ้มแย้มเป็ปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่มุมขนมหวาน พอทอรุ้งบอกว่าจะมีการแข่งทำตำหน่อระหว่างปลาคาร์พกับเธอ ให้พี่แสนย์ช่วยตัดสิน ชายหนุ่มก็ทั้งงงทั้งขำ
“เล่นอะไรกันน้องรุ้ง น้องปลา แล้วจะให้พี่ตัดสินเนี่ยนะ พี่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญตำหน่อสักหน่อย เพิ่งเคยกินวันนี้เป็วันแรกเนี่ย”
“ก็ตัดสินไปตามที่พี่แสนย์ถูกปากนั่นแหละค่ะ น่านะ...สนุก ๆ” หญิงสาวทำเสียงออดอ้อน รู้หรอกว่าการแข่งตำส้มตำในโรงเรียนยูโดมันช่างตลกสิ้นดี แต่แล้วไง...มันก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้สักหน่อย
“พี่ว่าตำส้มตำกันที่โรงเรียนคงไม่สะดวกนะ เราไม่มีครัว อีกอย่าง กลิ่นอาจจะรบกวนนักเรียนคนอื่น ๆ ด้วย”
ปลาคาร์พยักไหล่ “เห็นไหมล่ะ ฉันว่าแล้ว”
แต่ทอรุ้งยิ้มหวานกลับ ทำเป็ไม่ได้ยิน “เื่นั้นรุ้งคิดไว้แล้วค่ะพี่แสนย์ เราสองคนจะเตรียมมาจากบ้าน แล้วมาชิมกันหลังเลิกเรียนค่ะ แค่นี้ก็ไม่เหม็นห้องยิม ไม่วุ่นวายแล้ว”
ปลาคาร์พถึงกับเด้งจากพนักเก้าอี้มานั่งหลังตรง
“อ้าว แล้วฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าเธอทำเอง ไม่ได้ไปซื้อที่ไหนมา”
“โอ้โฮ...” ทอรุ้งปรบมือสามแปะ “คิดได้ยังไงเนี่ย คิดได้สกปรกขนาดนี้คงเพราะกะจะใช้วิธีนี้อยู่พอดีสินะ ความซื่อสัตย์น่ะมีไหมฮะ หรือต้องให้สอน เรียนยูโดไม่พอยังต้องเรียนจริยธรรมด้วยหรือไงฮะ”
“พอแล้วรุ้ง ทำไมไปว่าเขาอย่างนั้น” คราวนี้กลับกลายเป็โคชโอห์มผู้เงียบมาตลอด ส่งเสียงปรามมาจากฝั่งตรงข้าม
“ก็มันจริงไหมล่ะโคช”
“พี่แสนย์ขา อยู่ดี ๆ รุ้งก็มาว่าปลาเสีย ๆ หาย ๆ เรามีนักเรียนมารยาทแย่แบบนี้จะดีเหรอคะ”
“โห...นี่กะเอาให้ไล่ฉันออกเลยเหรอ มันจะไม่มากไปหน่อยเหรอ ยายปลาเน่า”
“เอาละครับ ๆ เอาละ” ชัชแสนย์ยกมือขึ้นเบรกทั้งซ้ายและขวา เสียงเข้มของเขาปรามจนทุกอย่างสงบนิ่ง “เอาเป็ว่าพี่อนุญาตให้แข่งทำส้มตำกันที่โรงเรียนก็ได้ แต่อย่างที่น้องรุ้งบอก เตรียมกันมาจากบ้านแล้วมาชิมกันหลังเลิกเรียน แต่พี่ขอ...ขอเลยนะ ขอว่าจบการแข่งขันแล้ว น้องสองคนจะไม่ทะเลาะกันอีก โอเคไหม”
ทอรุ้งกับปลาคาร์พสบตากันโดยมิได้นัดหมาย จะให้เลิกกัดกับปลาคาร์พงั้นเหรอ จริง ๆ น่าจะได้ เพราะพอรู้ผลแพ้ชนะ ก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล่าถอยไปอยู่แล้ว
“โอเคค่ะ” กลับเป็ฝ่ายยายหน้าตุ๊กตาพลาสติกเอ่ยขึ้นก่อน เ้าหล่อนคงคิดเหมือนกับเธอ
“โอเคเหมือนกันค่ะพี่แสนย์”
ทอรุ้งเอ่ยขึ้นบ้าง แล้วจึงหันมาตักรวมมิตรทับทิมกรอบตรงหน้าเข้าปากอย่างสบายอารมณ์ แอบได้ยินโคชโอห์มถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ซึ่งหญิงสาวไม่คิดติดใจ ก็เกมนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับเขานี่นา
***ลง 60% ของเื่ หลังจากนั้นจะเปิดพรีออเดอร์เล่ม+อีบุ๊กค่ะ ขอให้อ่านอย่างมีความสุขนะคะ***
อย่ามาหือกับพี่ เดี๋ยวพี่ฟาดด้วยส้มตำ 55 รุ้งงงงง
ปล. ตลกมุกของลูกไม้เนอะ 555 ถ้าเราเป็คุณแสนย์นะ ใจอ่อนให้ตั้งนานแล้ววว