ฉินเฟิงกลับมาถึงเรือนของตนแล้วปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบ
เื่ที่ตรวจพบพิษในร่างของฉินเจิ้งเหอทำให้แผนการหลายอย่างที่คิดไว้ก่อนหน้านี้ต้องเปลี่ยนไป
เดิมทีเขาตั้งใจใช้เวลาสามวันทั้งหมดไปกับการฟื้นฟูร่างกาย ยกระดับพลังปราณ และเพิ่มพลังิญญาให้มากที่สุด เพื่อเตรียมรับมือการประชุมตระกูล
แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถรอได้อีกแล้ว
มือสังหารเมื่อคืนได้รับคำสั่งจากพ่อบ้านลู่
ส่วนพิษที่สะสมอยู่ในร่างของบิดามาหลายปี แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มเดียวกัน แต่ลักษณะสมุนไพรบางส่วนที่ใช้ปรุงพิษกลับมีต้นกำเนิดใกล้เคียงกันอย่างผิดสังเกต
หากคนเ่าั้รู้ว่าฉินเจิ้งเหอยังมีโอกาสรักษา หรือรู้ว่าเขาเริ่มตรวจพบเบาะแสของพิษ พวกมันอาจรีบทำลายหลักฐานทันที
ฉินเฟิงจึงต้องลงมือก่อน
แต่ก่อนจะไปหาพ่อบ้านลู่ เขายังมีสิ่งหนึ่งที่จำเป็ต้องทำ
นั่นคือเพิ่มความสามารถในการป้องกันตนเอง
แม้พ่อบ้านลู่มิใช่ยอดฝีมือในตระกูล แต่จากความทรงจำของร่างเดิม ชายผู้นั้นมีระดับพลังอยู่ที่ขั้นรับปราณขั้นสี่มาหลายปีแล้ว
สำหรับฉินเฟิงซึ่งเพิ่งเข้าสู่ขั้นรับปราณขั้นหนึ่ง การเผชิญหน้าตรง ๆ ไม่มีทางชนะ
ความแตกต่างสามขั้นย่อยใน่เริ่มต้นอาจดูไม่มาก แต่ร่างกายของเขาเพิ่งผ่านพิษร้ายมา เส้นชีพจรหลายสายยังไม่ฟื้นตัวสมบูรณ์ ในขณะที่พ่อบ้านลู่ฝึกยุทธ์มาหลายสิบปี
หากอีกฝ่ายต่อยเขาเต็มกำลังเพียงครั้งเดียว กระดูกซี่โครงอาจหักได้ทันที
ฉินเฟิงจึงนำสมุนไพรที่ซื้อจากหอโอสถร้อยสมุนไพรออกมาจัดเรียงใหม่บนโต๊ะ
หญ้ารวมิญญายังเหลือหนึ่งต้น
รากอัคคีแดงเหลือประมาณครึ่งส่วน
เมล็ดบัวหลับิญญายังมีอีกหกเมล็ด
หินิญญาคุณภาพต่ำยังเหลือสองก้อนกว่า
วัตถุดิบเหล่านี้ไม่เพียงพอสำหรับสร้างน้ำยารวมปราณอีกชุดที่สมบูรณ์ แต่หากเปลี่ยนตำรับเล็กน้อย ก็ยังสามารถทำสิ่งที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของเขาในเวลานี้ได้
เขาหยิบเมล็ดบัวหลับิญญาสองเมล็ดออกมา บดเปลือกด้านนอกจนแตกแล้วแยกเนื้อสีม่วงอ่อนออกอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงบดรวมกับรากอัคคีแดงเพียงเล็กน้อย
สมุนไพรสองชนิดนี้ตามหลักทั่วไปมีฤทธิ์ต่างกันอย่างมาก
เมล็ดบัวหลับิญญาให้พลังเย็น บำรุงจิตใจและช่วยฟื้นพลังิญญา
รากอัคคีแดงมีฤทธิ์ร้อน ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนและกระตุ้นการดูดซับพลังฟ้าดิน
หากผสมโดยไม่มีวิธีจัดสมดุล ย่อมทำให้ฤทธิ์ตีกันจนสูญเปล่า
แต่เย่เฉินเทียนเคยใช้สมุนไพรระดับสูงกว่านี้นับพันครั้ง
เขารู้ว่าหากนำหญ้ารวมิญญาบดละเอียดจนเป็ผง แล้วแบ่งใส่ระหว่างสมุนไพรทั้งสองในสัดส่วนพอดี มันจะทำหน้าที่เชื่อมพลังเย็นและพลังร้อนเข้าหากันได้
ไม่นาน ของเหลวสีม่วงแดงก็เริ่มส่งกลิ่นจาง ๆ ออกมาจากถ้วยโลหะ
ฉินเฟิงใช้ปลายตะเกียบไม้คนเป็จังหวะสม่ำเสมอ
เมื่อไอสีขาวเส้นบางลอยขึ้นจากผิวของเหลว เขาก็ยกถ้วยออกจากเตาทันที
“น่าเสียดายที่ไม่มีเตาโอสถ”
หากมีเตาโอสถที่เหมาะสม เขาสามารถดึงสรรพคุณของสมุนไพรออกมาได้มากกว่านี้อีกหลายส่วน
แต่ของที่อยู่ตรงหน้าก็เพียงพอแล้ว
เขาปล่อยให้น้ำยาคลายความร้อนจนเหลือเพียงอุ่น ก่อนจะดื่มลงไปครึ่งถ้วย
ความรู้สึกร้อนวาบแล่นลงจากลำคอไปถึงท้อง
ไม่กี่ลมหายใจต่อมา ความเย็นสดชื่นก็แทรกขึ้นมายังศีรษะ
สองกระแสหมุนเวียนสวนกันอยู่ภายในร่าง
ฉินเฟิงรีบนั่งขัดสมาธิ
คราวนี้เขาไม่ได้ใช้คัมภีร์ขัดจิตฝุ่น์เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มทดลองโคจรวิชาบำเพ็ญอีกชุดหนึ่งที่คัดเลือกจากความทรงจำในอดีต
ชื่อของมันคือ
คัมภีร์เก้าชีพจรคืนกำเนิด
ในแดนเทพ วิชานี้มิได้มีชื่อเสียงมากนัก เพราะมันเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มฝึกจากรากฐานอ่อนแอหรือเส้นชีพจรเสียหาย
ผู้มีพร์สูงมักไม่สนใจมัน
แต่เย่เฉินเทียนเคยศึกษาคัมภีร์นี้อย่างละเอียดเพราะต้องใช้รักษาผู้ป่วยจำนวนมาก
จุดเด่นของมันคือไม่เน้นดูดซับพลังฟ้าดินให้ได้มากที่สุดในเวลาอันสั้น แต่จะใช้พลังปราณทุกส่วนซ่อมแซมและขยายเส้นชีพจรไปพร้อมกับการฝึก
ยิ่งรากฐานแข็งแรง การดูดซับพลังในอนาคตก็ยิ่งรวดเร็ว
สำหรับร่างของฉินเฟิง มันเหมาะสมยิ่งกว่าวิชาทั่วไปหลายเท่า
กระแสปราณจากตันเถียนเริ่มเคลื่อนเข้าสู่เส้นชีพจรสายแรก
จากนั้นแตกออกเป็สาขาเล็ก ๆ แทรกเข้าไปยังเส้นชีพจรที่ยังตีบตันอยู่
ความเ็ปเกิดขึ้นทันที
ฉินเฟิงรู้สึกราวกับมีเข็มร้อนหลายสิบเล่มเคลื่อนอยู่ใต้ิั
แต่เขายังคงรักษาจังหวะลมหายใจเอาไว้
เมื่อกระแสปราณผ่านตำแหน่งหนึ่งไม่ได้ เขาก็ไม่ฝืนให้มันพุ่งทะลุ แต่ใช้พลังิญญาช่วยสำรวจจุดที่อ่อนแอที่สุด แล้วค่อยนำปราณเคลื่อนผ่านตรงนั้นทีละน้อย
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม
เสียงแ่เบาดังขึ้นภายในร่าง
เส้นชีพจรสายที่สองเปิดออกได้เกือบครึ่งหนึ่ง
พลังปราณที่หมุนเวียนอยู่ในตันเถียนเพิ่มขึ้นทีละน้อย
ฉินเฟิงยังไม่หยุด
น้ำยาครึ่งถ้วยยังมีฤทธิ์เหลืออยู่มาก หากหยุดตอนนี้ย่อมเสียประโยชน์ไปโดยเปล่าประโยชน์
เขาหยิบหินิญญาหนึ่งก้อนขึ้นมาถือไว้ในฝ่ามือ
พลังฟ้าดินบริสุทธิ์กว่าอากาศโดยรอบเริ่มไหลเข้าสู่ร่าง
คราวนี้อัตราการดูดซับเร็วขึ้นกว่า่บ่ายอย่างเห็นได้ชัด
ตันเถียนที่เพิ่งเปิดฟื้นตัวได้ไม่นานเริ่มขยายการรับพลังได้ดีขึ้น
หนึ่งชั่วยามต่อมา กระแสปราณภายในร่างหนาแน่นขึ้นเกือบเท่าตัว
อีกครึ่งชั่วยามผ่านไป เส้นชีพจรสายที่สองก็เปิดออกจนสมบูรณ์
ทันทีที่เส้นชีพจรเชื่อมต่อกับตันเถียน พลังฟ้าดินรอบตัวพลันไหลเข้าสู่ร่างเร็วกว่าก่อน
ฉินเฟิงรู้สึกได้ชัดเจนว่ากำลังแขนและขาเพิ่มขึ้น
ลมหายใจยาวขึ้น
ประสาทััรอบตัวชัดเจนกว่าเดิม
แต่เขายังอยู่ที่ขั้นรับปราณขั้นหนึ่ง
การเปิดเส้นชีพจรเพิ่มไม่ได้หมายความว่าจะทะลุระดับทันที
ฉินเฟิงกลับพอใจกับสิ่งนี้มากกว่ารีบทะลุขั้นโดยไม่สนใจรากฐาน
เขาเคยพบอัจฉริยะจำนวนมากในแดนเทพที่ใช้โอสถเร่งระดับจนรวดเร็วเกินไป ่แรกดูโดดเด่นกว่าคนอื่น แต่พอเดินถึงระดับสูง รากฐานกลับแตกร้าวจนไม่อาจก้าวต่อไปได้
เขาจะไม่เดินเส้นทางนั้น
สิ่งที่เขา้าคือรวดเร็ว แต่ทุกก้าวต้องสามารถรองรับพลังของก้าวถัดไปได้
หลังจากฤทธิ์น้ำยาลดลง เขาจึงหยุดบำเพ็ญ
ท้องฟ้าภายนอกมืดสนิทแล้ว
เสียงคนเดินในจวนเริ่มน้อยลง
ฉินเฟิงเปลี่ยนเป็ชุดสีเทาเข้ม เลือกเสื้อผ้าที่ไม่สะดุดตา จากนั้นนำผงสมุนไพรสามห่อเก็บไว้ในแขนเสื้อ
ห่อแรกคือผงชาเส้นเอ็น
ห่อที่สองคือผงหลับลึก
ส่วนห่อสุดท้ายคือผงระคายตา
ทั้งหมดทำจากสมุนไพรธรรมดาที่หาได้ในเมืองชิงหลาน แต่เขาเปลี่ยนวิธีสกัดและสัดส่วนจนฤทธิ์แรงกว่าแบบทั่วไปมาก
หากใช้กับยอดฝีมือระดับสูงย่อมไม่มีผลมากนัก
แต่พ่อบ้านลู่มีเพียงขั้นรับปราณขั้นสี่
หากสูดเข้าไปโดยไม่ทันระวัง ย่อมได้รับผลแน่นอน
ฉินเฟิงเปิดหน้าต่างด้านหลังแล้วก้าวออกจากเรือน
เขาไม่ได้ใช้ท่าร่างใด เพราะร่างในเวลานี้ยังไม่สามารถใช้งานวิชาระดับสูงได้
แต่เขาเลือกเส้นทางที่มีเงาบัง เดินเลี่ยงจุดที่คนรับใช้มักผ่าน และหยุดทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้า
ความทรงจำของฉินเฟิงคนเดิมเกี่ยวกับจวนตระกูลค่อนข้างชัดเจน
เรือนของพ่อบ้านลู่อยู่ใกล้คลังเก็บของทางทิศเหนือ
จากเรือนตะวันตกเดินไปประมาณครึ่งก้านธูปก็ถึง
ระหว่างทาง ฉินเฟิงพบยามสองกลุ่ม
เขารอให้กลุ่มแรกผ่านไป ก่อนเลี่ยงไปตามแนวกำแพงสวนไผ่
กลุ่มที่สองหยุดพูดคุยกันตรงทางแยกอยู่พักหนึ่ง เขาจึงต้องอ้อมผ่านลานร้างอีกด้านหนึ่ง
กว่าเขาจะมาถึงบริเวณเรือนพ่อบ้านลู่ เวลาก็ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ
เรือนด้านหน้าดับไฟไปแล้ว
แต่ห้องเล็กด้านหลังยังมีแสงตะเกียงลอดออกมา
ฉินเฟิงไม่รีบเข้าใกล้
เขาหลบอยู่หลังต้นไม้แล้วฟังเสียง
ภายในห้องมีคนอย่างน้อยสองคน
เสียงหนึ่งเป็ของชายวัยกลางคน
อีกเสียงหนึ่งอ่อนกว่า น่าจะอายุไม่เกินสามสิบ
“คนสองคนนั้นหายไปทั้งคืนจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครพบศพหรือ?”
เสียงชายวัยกลางคนถาม
อีกฝ่ายตอบเบา ๆ
“ไม่มีขอรับ ข้าส่งคนไปหอบุปผาแดงแล้ว พนักงานที่นั่นบอกว่าเมื่อคืนคุณชายสามออกไป่ใกล้รุ่ง ส่วนห้องที่พักมีร่องรอยถูกทำความสะอาด แต่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่ง
จากนั้นเสียงแรกก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ไร้ประโยชน์”
ฉินเฟิงจำเสียงนี้ได้
พ่อบ้านลู่
อีกคนกล่าวต่อ
“นายท่านจะให้ข้าส่งคนไปจัดการอีกหรือไม่”
“ยังไม่ต้อง”
พ่อบ้านลู่ตอบ
“อีกสามวันจะประชุมตระกูล ตอนนี้คนจากหลายฝ่ายเริ่มเข้ามาในเมือง หากเกิดเื่ขึ้นอีกจะสะดุดตาเกินไป”
ชายอีกคนถามอย่างลังเล
“แต่ถ้าคุณชายสามพูดเื่เมื่อคืนออกมา…”
“พูดแล้วจะมีผู้ใดเชื่อ?”
พ่อบ้านลู่หัวเราะเบา ๆ
“คุณชายเสเพลที่เมาอยู่ในหอคณิกา กล่าวหาว่ามีคนลอบฆ่าเขา โดยไม่มีศพ ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน ต่อให้มันพูดจนคอแห้ง ผู้คนก็เพียงหัวเราะ”
ฉินเฟิงฟังอยู่ด้านนอกโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
เขารอ
บทสนทนาภายในดำเนินต่อ
ชายหนุ่มถามขึ้นอีกครั้ง
“แล้วเื่นายท่านฉินเจิ้งเหอ วันนี้หมอจ้าวตรวจอยู่นาน ได้ยินว่าคุณชายสามเองก็อยู่ในห้องด้วย”
คราวนี้พ่อบ้านลู่เงียบไปชั่วขณะ
“หมอจ้าวพบอะไรหรือไม่”
“ข้าไม่ทราบ คนในเรือนถูกไล่ออกมาหลายคน”
พ่อบ้านลู่เดินไปมาภายในห้อง เสียงฝีเท้าดังผ่านผนังเบา ๆ
“ส่งคนไปสังเกตอาการต่อ หากมีความเคลื่อนไหวผิดปกติให้มารายงานข้าทันที”
“ขอรับ”
“แล้วขวดยาที่เหลืออยู่ล่ะ”
คนฟังเงียบไปเล็กน้อย ก่อนตอบ
“ยังอยู่ที่ข้า”
“เอามา”
ไม่นาน เสียงของสิ่งของวางลงบนโต๊ะก็ดังขึ้น
ฉินเฟิงที่อยู่ด้านนอกหรี่ตาลง
ขวดยา
พ่อบ้านลู่กล่าวช้า ๆ
“ของนี้เก็บไว้นานไม่ได้ พรุ่งนี้นำออกจากจวนแล้วทำลายเสีย”
“ขอรับ”
“จำไว้ อย่าให้ใครพบเห็น”
ฉินเฟิงตัดสินใจทันที
คืนนี้เขาต้องเอาขวดนั้นมาให้ได้
ชายหนุ่มภายในห้องเตรียมออกมา
ฉินเฟิงถอยเข้าไปในมุมมืดข้างกำแพง
ประตูด้านหลังเปิดออก
ชายร่างผอมในชุดคนรับใช้เดินออกมา เขาถือห่อผ้าเล็กไว้ในอกเสื้อ
พ่อบ้านลู่ยังอยู่ด้านใน
ชายผอมกวาดตามองรอบลาน ก่อนมุ่งไปทางทิศตะวันออก
ฉินเฟิงไม่ได้ตามทันที
เขารอให้อีกฝ่ายเดินห่างพอประมาณ จึงเคลื่อนตามไปโดยรักษาระยะ
เป้าหมายคนแรกมิใช่พ่อบ้านลู่
แต่เป็ชายที่ถือขวดยา
เนื่องจากการต่อสู้กับพ่อบ้านลู่โดยตรงเสี่ยงเกินไป
หากจับคนรับใช้ก่อน เขาอาจได้ทั้งหลักฐานและข้อมูลเพิ่มเติม
ชายผอมเดินผ่านคลังเก็บของ มุ่งไปยังเรือนพักคนรับใช้ด้านเหนือ
ระหว่างทางไม่มีผู้ใด
เมื่อเดินถึงทางแคบระหว่างกำแพงสองด้าน ฉินเฟิงหยิบก้อนกรวดจากพื้นแล้วโยนไปทางพุ่มไม้ด้านหลัง
กรอบ!
ชายผอมหยุดทันที
“ใคร?”
เขาหันกลับไปมอง
ไม่มีผู้ใดตอบ
ชายผอมขมวดคิ้วแล้วเดินเข้าใกล้พุ่มไม้สองก้าว
ในจังหวะนั้น ฉินเฟิงเปิดห่อผงชาเส้นเอ็นแล้วสะบัดออกไปจากด้านข้าง
ผงสีเทาปลิวเข้าหาใบหน้า
ชายผอมตอบสนองรวดเร็ว ยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกทันที
แต่ยังสูดเข้าไปส่วนหนึ่ง
“ผู้ใด!”
มันชักมีดสั้นจากเอวแล้วฟันไปด้านข้าง
ฉินเฟิงถอยพ้นระยะอย่างหวุดหวิด
พลังปราณจากคมมีดกวาดผ่านหน้าอกเสื้อ เกิดรอยฉีกยาวหนึ่งเส้น
หากช้ากว่านี้เพียงน้อย ร่างเขาคงถูกเฉือนจนเกิดาแ
ชายผอมมองเห็นผู้โจมตีแล้วก็เบิกตากว้าง
“คุณชายสาม!”
ฉินเฟิงไม่ตอบ
เพียงมองจังหวะหายใจของอีกฝ่าย
ชายผอมมีระดับขั้นรับปราณขั้นสอง
สูงกว่าเขาหนึ่งขั้น
หากปะทะซึ่งหน้า ยังคงเสียเปรียบ
แต่ผงชาเส้นเอ็นเข้าสู่ร่างแล้ว
ชายผอมเองก็รู้สึกได้เช่นกัน
“เ้าทำอะไรกับข้า!”
มันพุ่งเข้ามาทันที
มีดสั้นแทงตรงหน้าอก
ฉินเฟิงเอียงตัวหลบแล้วถอยอีกสองก้าว
ความเร็วของอีกฝ่ายยังเร็วกว่า
มีดสั้นเฉือนแขนเสื้อฉินเฟิงจนขาด
ชายผอมตามเข้ามาอีกครั้ง แต่คราวนี้ขาขวาพลันอ่อนแรงเล็กน้อย
การโจมตีช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ฉินเฟิงรอจังหวะนี้อยู่แล้ว
เขาหยิบผงระคายตาอีกห่อหนึ่งสะบัดใส่ทันที
ชายผอมยกแขนปิด แต่การตอบสนองช้ากว่าเดิม
ผงบางส่วนเข้าตา
“อ๊าก!”
มันร้องเบา ๆ แล้วหลับตาแน่น
ฉินเฟิงพุ่งเข้าไปในทันที
ครั้งนี้ไม่ใช่การอาศัยพลังมากกว่า แต่ใช้ตำแหน่งที่อีกฝ่ายไม่สามารถมองเห็นได้
เขาจับข้อมือที่ถือมีดแล้วบิดไปทางด้านนอก
ชายผอมยังมีกำลังมากกว่า มันสะบัดแขนเกือบทำให้ฉินเฟิงหลุดออกไป
แต่ฤทธิ์ผงชาเส้นเอ็นกำลังแผ่ทั่วร่าง
กำลังของมันลดลงทุกลมหายใจ
ฉินเฟิงใช้ไหล่ชนเข้าที่หน้าอก แล้วใช้เข่ากระแทกหลังข้อพับ
ชายผอมเสียหลักล้มลง
ฉินเฟิงแย่งมีดสั้นมาได้ ก่อนวางปลายมีดตรงข้างลำคอ
“ถ้าร้องอีกครั้ง เ้าจะไม่ได้พูดเป็ครั้งที่สอง”
ชายผอมหายใจแรง
ดวงตายังแดงจากผงสมุนไพร
“เ้า…”
“ขวดยาอยู่ที่ใด”
มันเงียบ
ปลายมีดของฉินเฟิงเลื่อนเข้าใกล้ลำคออีกเล็กน้อย
เืซึมออกมาเป็เส้นบาง
“ข้าจะถามเพียงครั้งเดียว”
ชายผอมมองดวงตาของฉินเฟิงแล้วตัวสั่นเล็กน้อย
มันไม่เคยเห็นคุณชายสามในสภาพนี้มาก่อน
ไม่มีความเมามาย
ไม่มีความหวาดกลัว
ไม่มีความลังเล
ท้ายที่สุดมันยอมตอบ
“อยู่…อยู่ในอกเสื้อข้า”
ฉินเฟิงใช้มืออีกข้างค้นแล้วพบขวดกระเบื้องสีดำขนาดเล็ก
เปิดฝาออกเล็กน้อย
กลิ่นที่ลอยออกมาทำให้แววตาเขาเปลี่ยนไปทันที
เป็พิษกลุ่มเดียวกับที่อยู่ในร่างบิดาจริง
แม้สูตรจะแตกต่างจากพิษที่สะสมมาหลายปี แต่ส่วนประกอบหลักมีรากเหมันต์และน้ำมันดอกผีเสื้อดำเหมือนกัน
ฉินเฟิงปิดฝาแล้วเก็บขวดเข้าแขนเสื้อ
“ผู้ใดให้ยานี้แก่พ่อบ้านลู่”
ชายผอมรีบส่ายหน้า
“ข้าไม่รู้”
ฉินเฟิงมองมันนิ่ง ๆ
“ข้าไม่รู้จริง ๆ! ข้าเพียงรับคำสั่งให้เก็บขวดนี้ไว้ พ่อบ้านลู่เป็คนเอามาให้ข้าเมื่อวาน”
“แล้วพิษในสุราที่หอบุปผาแดงเล่า”
ใบหน้าชายผอมซีดลงทันที
ความเงียบของมันเพียงพอเป็คำตอบแล้ว
ฉินเฟิงถามต่อ
“ผู้ใดเป็คนสั่ง”
“พ่อบ้านลู่”
“พ่อบ้านลู่รับคำสั่งจากผู้ใด”
ชายผอมเม้มปากแน่น
ฉินเฟิงไม่เร่ง
เพียงวางปลายมีดไว้ใกล้หลอดเืมากขึ้น
ชายผอมรู้ดีว่าหากขยับผิดเพียงเล็กน้อย ชีวิตจะจบลงตรงนี้
“ข้า…ข้าเคยได้ยินพ่อบ้านลู่พูดถึงคุณชายฉินซวนเฮ่อ”
ฉินเฟิงหรี่ตา
“ฉินซวนเฮ่อ?”
“ข้าไม่แน่ใจว่าเป็คำสั่งของคุณชายซวนเฮ่อเองหรือไม่ แต่ก่อนพวกท่านไปหอบุปผาแดง พ่อบ้านลู่เพิ่งออกมาจากเรือนของคุณชายซวนเฮ่อ”
ฉินเฟิงจดจำข้อมูลไว้
ฉินซวนเฮ่อเป็อัจฉริยะสำคัญของสายรอง อายุสิบแปดปี อยู่ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด
ในบรรดารุ่นเยาว์ตระกูลฉิน เขาเป็รองเพียงไม่กี่คน
หากฉินเฟิงเสียชีวิต การหมั้นกับมู่ชิงหลันย่อมสิ้นสุดลง
และเขาจำได้ว่าฉินซวนเฮ่อเคยแสดงความสนใจมู่ชิงหลันอย่างเปิดเผยหลายครั้ง
แต่เหตุผลเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะพิษในร่างของฉินเจิ้งเหอเกิดขึ้นมาหลายปีก่อน ขณะนั้นฉินซวนเฮ่อเองยังเด็ก
เื้ัต้องมีผู้ใหญ่เกี่ยวข้อง
“พิษในร่างบิดาข้าเกี่ยวข้องกับพ่อบ้านลู่หรือไม่”
ชายผอมส่ายหน้ารวดเร็ว
“เื่นั้นข้าไม่รู้จริง ๆ ข้าเข้ามาทำงานกับเขาเพียงสามปี”
ฉินเฟิงถามต่ออีกหลายเื่
ชายผอมรู้ไม่มากนัก
แต่มีข้อมูลหนึ่งที่สำคัญ
ทุกสิ้นเดือน พ่อบ้านลู่จะออกจากจวนไปยังร้านชาชื่อ “ศาลาเมฆาคราม” และพบคนผู้หนึ่งในห้องส่วนตัวชั้นสอง
ไม่มีใครรู้ว่าคนผู้นั้นเป็ใคร