Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 47 ความจริงที่คาดไม่ถึง

    บทที่ 47

    อาเบลคือบุตรชายเพียงคนเดียวของประธานสมาคมช่างตีเหล็ก ครอบครัวของมันสืบทอดคลาสช่างตีเล็กมาตั้งแต่รุ่นทวดจนถึงปัจจุบันแม้จะสูงส่งเพียงใดแต่ก็ไม่มีทางสูงส่งไปกว่าขุนนางที่รับนามสกุลพระราชทานจากองค์จักรพรรดิ

    ในรุ่นเดียวกันอาเบลเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าไม่มีผู้ใดที่มีความสามารถเหนือกว่ามัน สำหรับเด็กอายุ 15 คลาสช่างตีเหล็กแล้วมันได้เปรียบกว่าคนอื่นไม่ว่าจะเป็นการหาตัวอาจารย์ผู้มีความสามารถ ทรัพยากร และการดูแลเอาใจใส่ที่ช่างตีเหล็กรุ่นเยาว์คนอื่นๆไม่มีทางได้รับ ผลงานของมันมักถูกนำไปจัดแสดงร่วมกับผลงานของสมาคมในฐานะผลงานของอัจฉริยะ

    เอเลนมองมีดสีทองในมือของอาเบลด้วยความประหลาดใจ เขาลอบใช้ทักษะตรวจสอบกับมีดเล่มนั้นดูก่อนจะขมวดคิ้ว เพราะมีดเล่มนี้ทำมาจากทองคำล้วนๆซึ่งทองคำไม่ใช่วัสดุที่เหมาะสมกับการนำมาทำอาวุธเนื่องจากค่าความทนทานที่ได้จะค่อนข้างต่ำ ช่างตีเหล็กมืออาชีพมักจะเอาทองคไปผสมกับโลหะชนิดอื่นจะได้โลหะผสมที่มีความทนทานมากกว่า

    นอกจากรูปร่างที่สวยงามแล้วเอเลนมองไม่เห็นถึงคุณสมบัติอื่นเลยแม้แต่น้อยแถมยังเป็นแค่อาวุธแรงค์ D อีก เผลอๆผลงานในช่วงแรกๆของเขายังดีซะกว่า

    “เอาของไร้ประโยชน์มาแกว่งเล่นทำไม”

    เอเลนถอนหายใจนึกว่าผู้ยิ่งใหญ่ที่ไหน ที่แท้ก็แค่คนถือดีอีกคน

    “ปากบอกว่าเป็นช่างตีเหล็ก แต่ยุทธภัณฑ์ที่ใช้อวดอ้างน่ะมีคุณภาพกว่าของที่บอกว่าเป็นขยะซะอีก เอาเก็บของไปแล้วออกปากร้านของชั้นซะก่อนที่ชั้นจะเรียกทหารรักษาการณ์”

    เอเลนโบกมือไล่เหมือนไล่หมูไล่หมาในวันที่อากาศดีๆแบบนี้เขาไม่อยากสละเวลาอันมีค่ามาสนใจพวกขี้โอ่ แต่ดูเหมือนอาเบลจะไม่ยอมจบอยู่แค่นั้นใบหน้าของมันกลับกลายเป็นบิดเบี้ยวเมื่อเอเลนบอกว่าผลงานที่มีแต่คนชื่นชมของมันคือขยะชิ้นนึง

    “เป็นแค่เจ้าของร้านซอมซ่ออย่ามาถือดีต่อหน้าชั้นต้องเจอดีแบบนี้”

    ไวเท่าความคิดมืออีดข้างที่ว่างของมันฉวยเอามีดสั้นที่มันเพิ่งโยนทิ้งไปขึ้นมาถือก่อนจะเชิดหน้าแสยะยิ้ม

    “ดูซิว่าถ้าสินค้าของแกเสียหาย แกยังจะกล้าเรียกผลงานของชั้นว่าขยะอีกมั้ย”

    มันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจแต่แทนที่จะเห็นสีหน้าหวาดกลัวของทั้งสามกลับผิดคาดเพราะนอกจากเคทที่ดูกังวลนิดหน่อยแต่เอเลนกับเรกิลกลับนิ่งเฉยผิดคาด เอเลนเบนหน้าไปทางเคทก่อนจะถามขึ้นว่า

    “เคท ไอ้ปัญญาอ่อนนี่เป็นคนของสมาคมจริงเหรอ?”

    เคทที่ได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งน้อยเหมือนเด็กไม่รู้เรื่องราวก่อนจะตอบเสียงค่อย

    “ค ค่ะ คๆนนี้คืออาเบล อัจฉริยะอันดับหนึ่งของสมาคมช่างตีเหล็กไม่ผิดแน่ ดิชั้นเคยเห็นเขาตอนมาพบกับประธานสมาคมการค้า...”

    “ตัวจริงสินะ”

    เมื่อได้รับคำยืนยันเอเลนก็พยักหน้าก่อนจะกลับมาสนใจอาเบลอีกครั้งเขาผายมือไปด้านหน้าด้วยรอยยิ้มเขา

    “เอาสิลงมือเลย แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะว่ามีดมันคม”

    อาเบลที่ได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงเหยียดหยัน

    “คิดจะขู่ให้กลัวละสิ เสียใจด้วยนะมันไม่ได้ผลกับชั้นหรอก มีบ่อยครั้งที่หนูสกปรกมันจะพองขนได้จนนึกว่าตัวเองเป็นพญามังกร”

    “แล้วแต่จะคิดเลย”

    เอเลนตอบย่างไม่ยี่หระก่อนจะบอกเคทถอยออกไปสองก้าว สีหน้าของเขาไม่มีความกังวลเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย อาเบลและพรรคพวกยิ้มกริ่มพวกมันมองมีดหน้าตาบ้านๆในมืออาเบลก่อนจะพร้อมใจครุ่นคิดว่ามันก็แค่มีดธรรมดาไม่มีทางสู้กับมีทองคำหน้าตาดีนี่ได้แน่นอน อาเบลไม่รอช้ายกมือข้างที่ถือมีดทองคำเอาไว้สูงค้างไว้ครู่หนึ่งก่อนจะตวัดกลับลงมีดของเอเลน

    ฉับ ตุบ

    ....

    ใบมีสีทองฟาดลงมาปะทะกับคมมีดสีเงินเต็มแรงแต่แทนที่มีดสีเงินจะหัก กลายเป็นว่าเรื่องราวกลัตาลปัตเมื่อมีดสีทองที่ฟาดลงมากลับเป็นฝ่ายถูกหั่นเป็นครึ่งท่อนหล่นตุบกับพื้นเสียงดังสนั่น ความเงียบเข้าปกคลุมายในร้านค้อนเพลิงก่อนที่เรเกิลจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังสนั่น

    “ฮ่าๆๆๆ ไอ้เจ้านั่นมันบ้ารึเปล่าวะเอามีดแรงค์ D มาฟันมีดสั้นแรงค์ Cเล่นทำไม”

    เมื่อได้รับข้อมูลใหม่มาพวกของอาเบลทั้งหมดพลันขมวดคิ้วก่อนจะพร้อมจะกันใช้ทักษะตรวจสอบมีดสีเงินหน้าตาไม่โดดเด่นด้ามนี้ก่อนจะเบิกตากว้างแทบพร้อมๆกัน

    มีดนาวารา

    แรงค์ C

    ประเภท อาวุธ

    พลังโจมตี 550

    ความทนทาน 310 / 310

    ผู้สร้าง เอเลน

    เงื่อนไขการสวมใส่ ไม่จำกัด

    - ทุกครั้งที่พันหรือแทงใส่เกราะ/โล่ จะลดค่าความทนทานของเกราะ/โล่ ลง 0.5 หน่วย 

    - เมื่อถูกเคลือบด้วยพิษ ตัวพิษจะมีประสิทธิ์สูงขึ้น 0.5 เท่า

    - เมื่อถูกเคลือบด้วยพิษ มีดจะมีพลังโจมตีรุนแรงขึ้น 100 หน่วย

    ...

    พวกนักเลงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงลำพังพลังโจมตีก็นับว่าน่าทึ่งแล้วใครจะคิดเล่าว่าอาวุธแรงค์แค่ C จะมีคุณสมบัติแฝงเอาไว้มากถึงสามอย่าง ในกระณีของการลดค่าความทนทาน 0.5 หน่วยอาจจะดูเหมือนน้อยแต่หากมีดเล่มนี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ที่มีความว่องไวเป็นเลิศอย่างคลาสหัวขโมยหรือมือสังหารไม่เท่ากับว่าเป็นพยัคฆ์ติดปีกหรือ

    จากนั้นพวกมันคนใดคนหนึ่งก็เฉลียวใจก่อนจะกวาดตาตรวจสอบอาวุธรอบๆที่วางเรียงรายกันอยู่ในตู้กระจก พบว่าพวกมันล้วนมีแรงค์ไม่ต่ำกว่า D และ C เลยแม้แต่น้อย

    “คุณพระช่วย เยอะขนาดนี้เลย”

    นักเลงคนหนึ่งถึงกับเข่าอ่อนต้องบอกก่อนว่าแม้แต่ในนครหลวงอย่างลูมินัสการจะซื้ออาวุธแรงค์ D นั้นไม่ใช่มีเงินอย่างเดียวแล้วจะซื้อได้ ยุทธภัณฑ์แรงค์ D เปรียบเสมือนขุมทรัพย์กลางพายุยามใดที่ถูกนำออกมาวางขายก็มันจะถูกขายจนหมดในเวลาไม่กี่นาที

    จริงๆก่อนหน้าที่พวกมันจะได้มาเหยียบที่นี่ได้มีข่าวลือในหมู่นักผจญภัยว่ามีร้านตีเหล็กร้านหนึ่งขายอุปกรณ์ระดับสูงในริมาณมาก ในตอนแรกพวกมันคิดว่าเป็นแค่เรื่องโกหกแต่เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้ามันก็ยากจะปฏิเสธลง แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ยังคงยอมรับความจริงไม่ได้

    “ก แกกล้าดียังไงถึงได้ตบตาชั้นคนนี้”

    อาเบลที่เพิ่งได้สติชี้นิ้วมือที่สั่นเทามาทางเอเลน ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวยิ่งกว่าเก่าทั้งยังแดงคล้ำซึ่งก็ไม่แปลกเพราะผลของที่แสนภาคภูมิใจของมันเพิ่งจะถูกทำลาย ด้วยมือของตัวมันเอง

    “ชั้นบอกแล้วว่ามีดมันคม”

    เอเลนถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะเอ่ยปากไล่อีกครั้ง

    “ทีนี้ก็ใสหัวกันออกไปได้แล้ว มันเกะกะคนทำมาหากิน”

    “ไม่ จนกว่าแกจะชำระค่าเสียหาย”

    อาเบลยังคงไม่ยอมแพ้มันยกมีดสีทองที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวขึ้นมา เอเลนหัวเราะเหอะเพราะอีกฝ่ายชักจะไร้สาระไปทุกขณะ

    “มีดนั่นแกเป็นคนตัดมันด้วยตัวเองและก็อย่างที่บอกชั้นเตือนแกแล้ว แต่แกมันรั้นเอง”

    เอเลนตอบกลับไปด้วยน้ำเสีงราบเรียบ พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ให้หยิบเอาควินดีลออกมาเชือดพวกมันทั้งหมดทิ้งให้จบเรื่อง ทันใดนั้นเองสีหน้าเดือดดาลของอาเบลกลับถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มลี้ลับมันเลิกโวยวายก่อนที่จะหยิบจดหมายออกมาหนึ่งฉบับ

    “พูดแบบนั้นมันจะดีเร้อ เพราะที่ชั้นคนนี้มาที่นี่ในวันนี้เพื่อที่จะมาส่งจดหมายอายัติทรัพย์สินร้านค้อนเพลิง”

    !

    เอเลนหรี่ตาลงก่อนจะฉวยจดหมายฉบับนั้นมาอ่านดวตาสีทับทิมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย โดยตัวเอกสารได้ระบุความผิดของเขาเอาไว้ว่าเขาดำเนินการเปิดร้านอย่างผิดกฏหมายเนื่องจากเขาไม่ใช่ช่างตีเหล็ก ทรัพย์สินทั้งหมดจะต้องถูกโอนย้ายให้กับสมาคมตรวจสอบก่อนซึ่งระหว่างที่ตรวจสอบเอเลนจะไม่ได้รับอนุญาติให้เข้ามาในร้านโดยเด็ดขาด สิ่งที่ยืนยันว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของจริงคือตรงประทับรูปค้อนกับทั่งของสมาคมช่างตีเหล็กและตราประทับของสมาคมการค้า

    “นี่ยังไม่ถึงวันที่ใบอนุญาตหมดอายุ แกไม่มีสิทธิทำแบบนี้”

    เอเลนพูดเรียบๆแต่อาเบลยังคงยิ้มอย่างผู้เหนือกว่า

    “ใบอนุญาตของแกมันหมดความหมายไปตั้งแต่วันที่จดหมายฉบับนี้ถูกประทับตราแล้วละโว้ย เอาละเด็กๆไปเอาสินค้าทั้งหมดออกมาอย่าให้เหลือ”

    อาเบลไม่ว่าเปล่ามันพลันหันไปสั่งนักเลงทั้งหลาย มันเชื่อว่าเอเลนไม่กล้ากระทำอะไรรุนแรงเพราะนี่มันกลางวันแสกๆ ฝ่ายเอเลนที่เห็นว่าร้านที่เขาอุตส่าลงทุนลงแรงสร้างขึ้นมาใหม่กำลังจะถูกแย่งชิงไปต่อหน้าต่อตาพลันดวงตาลุกวาวแต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรเคที่เหลือไปเห็นจดหมายอายัติทรัพย์ก็ได้ท้วงขึ้น

    “เดี๋ยวก่อนนะคะ ตราประทับนี่เป็นของปลอม”

    อาเบลที่ได้ยินดังนั้นมันก็หยุดชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะแสร้งโวยวาย

    “เหลวไหล ที่จะบอกว่าตราประทับอันศักดิ์สิทธิ์ของสมาคมช่างตีเหล็กผู้สูงส่งเป็นของปลอมงั้นเรอะ”

    “เปล่าค่ะ ดิฉันไม่จะพูดแบบนั้น”

    เคทพยายามกล่าวอย่างใจเย็นเพราะดูจากแววตาที่คมกริบราวกับดาบของนายจ้างแล้ว ถ้าเธอไม่ทำอะไรซักอย่างที่นี่และเดี๋ยวนี้เรื่องราวมันจะบานปลายเข้าไปใหญ่ เด็กสาวชี้นิ้วไปที่ตราประทับของสมาคมการค้า

    “ดิฉันถูกจ้างมาจากสมาคมการค้า พอจะเคยเห็นตราประทับมาบ้างและแน่นอนว่าตราประทับไม่ใช่แบบนี้”

    เคทเอ่ยก่อนจะชี้ไปที่ตราประทับอีกอันที่เป็นตรารูปตราชั่งสีแดงสดเช่นเดียวกับรูปค้อน

    “ตราประทับที่ดิฉันรู้จัก เวลาประทับจะมีลักษณะนูนเด่นไม่ใช่ตราที่เหมือนกับเอาน้ำหมกมาวาดแบบนี้”

    เอเลนขมวดคิ้วก่อนจะลองสังเกตตราประทับรูปตราชั่งซึ่งมันเป็นดังที่เคทว่าจริงๆ เมื่อเทียบกับตราของสมาคมช่างตีเหล็กที่ทั้งนูนโดดเด่นสวยงามแล้ว ตราที่อาเบลอ้างว่าเป็นของสมาคมการค้ากลับมีลักษณะเหมือนกับใช้แม่พิมพ์ที่ทำขึ้นมาหยาบๆมากกว่า

    “ที่เธอกล่าวอ้างว่าตราของสมาคมการค้าเป็นของปลอมมีอะไรมาพิสูจน์กัน”

    “ตราประทับของจริงจะเป็นสีน้ำเงินค่ะ”

    !

    อาเบลเริ่มหน้าเปลี่ยนสีทันทีรอยยิ้มสลายไปจากใบหน้า เม็ดเหงื่อเริ่มผุดพรายขึ้นตามหน้าผากแต่มันยังคงไม่ยอมแพ้แล้วเริ่มขึ้นเสียงโวยวายเป็นการกลบเกลื่อน

    “แม่ค้าชั้นต่ำอย่างเธอจะมารู้อะไร คอยดูนะชั้นจะนำเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับผู้นำสมาคมการค้าทราบว่าแกทำการพูดจาลบหลู่ตราสมาคมอันศักดิ์สิทธิ์”

    ถ้อยคำเหลวไหลพ่นออกจากปากของอาเบลมันพยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่นจึงลั่นวาจาข่มขู่อย่าวงที่มันชอบทำบ่อยๆ หากเป็นที่สมาคมทุกครั้งที่มันปลดปล่อยถ้อยคำในลักษณะนี้ทุกคนจะต้องรีบก้มหัวขอโทษมันเป็นการใหญ่ เพียงแค่คราวนี้มันเลือกคู่ต่อสู้ผิดรุ่นเกินไปหน่อยอาเบลไม่รู้เลยว่าในอีกไม่กี่นาทีคำพูดของมันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวมันเอง

    “ให้ตายสิ ในยุคนี้ยังมีพวกบ้าชนชั้นเดินป้วนเปี้ยนเต็มไปหมด”

    เสียงของผู้มาใหม่ดังขึ้นทำหื้ททุกคนรีบหันไปมองหน้าร้านโดยไม่ตั้งใจ ปรากฏว่าตรงประตูที่ถูกเปิดค้างเอาไว้ได้มีร่างของหญิงชรานางหนึ่งได้ยืนอยู่ตรงนั้นใบหน้าของนางนั้นคุ้นตาเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าเขาเพิ่งจะเจอกับเธอเมื่อไม่กี่นาทีก่อนเอง

    “คุณยายแครอล?”

    เอเลนพึมพำด้วยใบหน้าสับสนแต่อาเบลไม่ได้สับสนไปด้วยมันรีบหันไปสั่งพวกนังเลงด้วยใบหน้ารำคาญ

    “พวกแกมัวทำอะไรอยู่ บอกแล้วใช่มั้ยว่าให้กันคนอื่นออกไป”

    พวกนักเลงได้ฟังก็มองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะพยักเพยิดไปที่ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งให้ก้าวออกมาด้วยสีหน้าอึดอัดใจ

    “ถอยไปซะยายแก่ ข้าไม่อยากถูกกล่าวหาว่ารังแกคนไม่มีทางสู้”

    “อย่างแกน่ะรึจะสามารถ?”

    ประเมินคุณค่า

    หญิงชรากล่าวด้วยรอยยิ้มดวงตาที่อบอุ่นอ่อนโยนเปล่งแสงเบาๆพร้อมกับคลื่นพลังเวทมนต์กระเพิ่มออกจากร่างเจ้าหล่อนคราหนึ่งกวาดผ่านพวกนักเลง อาเบล รวมไปถึงพวกเอเลนที่อยู่ด้านในสุดของร้าน คนอื่นอาจจะไม่รู้สึกตัวแม้แต่เอเลนหากไม่ตั้งใจดูตั้งแต่แรกก็คงไม่ทันสังเกตุ

    ทักษะตรวจสอบงั้นรึ? ไม่ใช่ แค่คล้ายคลึงกันเท่านั้น

    เอเลนคาดเดาเงียบๆที่เขายังไม่ได้ลงมือเพราะหนึ่งเขายังไม่ทราบเจตนาและเป้าหมายของแครอลและอีกประการหนึ่งก็คือแครอลไม่มีจิตสังหารเลยแม้แต่น้อย ผ่านไปสองวินาทีเท่านั้นหญิงชราก็ดึงพลังเวทย์กลับคืน

    “ปากดีนักนะยายแก่ ถ้ายังไม่ใสหัวไปให้พ้นหน้าข้าตอนนี้ ข้าจะ...”

    “ทรัพย์สินรวมกันมูลค่าราวห้าแสนเหรียญทองต่อคน สำหรับนักเลงข้างถนนที่ไม่มีอะไรโดดเด่นถือว่ารวยไม่เบาเลย”

    หญิงชราเอ่ยแทรกทำเอาเอเลนต้องขมวดคิ้วเพราะทักษะที่นางเพิ่งใช้ออกไปนั้นคือทักษะประเมินคุณค่าทักษะพื้นฐานของคลาสพ่อค้าที่เมื่อใช้งานแล้วจะสามารถประเมินคนที่อยู่ในระยะสายตาได้ว่าพกเงินมาด้วยเท่าไหร่ ในระดับสูงสามารถประเมินทรัพย์สินโดยรวมของคนๆนั้นออกมาได้ ซึ่งในสถานที่แห่งนี้คนที่มีทรัพย์สินโดยรวมสูงที่สุดไม่รวมตัวนางเองก็คืออาเบล

    เจ้าหนูนั่นรวยใช่ย่อย เพราะทรัพย์สินของสมาคมงั้นรึ?

    หญิงชราครุ่นคิดแต่ก็ไม่นานนักเมื่อนักเลงร่างโตไม่รีรออีกต่อไปกำปั้นโตๆถูกซัดใส่หญิงชราโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะตอบโต้ได้หรือไม่ ในขณะที่ทุกคนกำลังตกใจแครอลกลับแค่นเสียงเย็นดวงตาเปล่งประกายเรืองรองราวกับมณีชั้นเอก

    “ไม่ไหวๆ มาบังคับให้คนแก่ออกแรงแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน”

    เงินตราคืออำนาจ

    “จงคุกเข่า”

    หญิงชราเอ่ยปากอีกครั้งคราวนี้น้ำเสียงที่ใช้คือน้ำเสียงนุ่มทุ้มฟังดูทรงอำนาจ วาจาที่แฝงด้วยอำนาจเวทมนต์ดังลั่นสะท้านไปจนถึงแก้วหูของนักเลงคนนั้นจนร่างของมันสั่นสะท้านทันที ร่างกายใหญ่โตสูญเสียการควมคุมแข้งขาอ่อนระทวยก่อนจะทรุดกายลงคุกเข่าต่อหน้าทุกคน

    ???

    สีหน้าสับสนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทุกคนหญิงชราก้าวเข้ามาในร้านค้อนเพลิงอย่างปลอดโปร่งก่อนจะหยุดมองนักเลงร่างโตในท่าคุกเข่าด้วยสายเย็นชา

    “มีเงินแค่นั้นอย่าได้ริอาจออกคำสั่งกับชั้น”

    “อึก....”

    นักเลงคนนั้นเผลอกลลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัวนั่นคือผลของทักษะเงินตราคืออำนาจทักษะระดับสูงที่จะสามารถออกคำสั่งง่ายๆใส่เป้าหมายโดยมีเงื่อนไขเพียงอย่างเดียว การที่เธอจะออกคำสั่งกับใครต่อใครได้เธอต้องทรัพย์สินมากกว่า อาเบลที่ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นมันตะคอกขึ้นอย่างร้อนใจ

    “แค่ยัยแก่คนเดียวพวกแกไม่มีปัญญาขวางไว้เรอะ ไปจัดการเร็ว”

    “...”

    นักเลงที่เหลือได้แต่เผยสีหน้าลำบากใจ เพราะนักเลงที่เพิ่งทรุดลงเมื่อครู่ถือเป็นนักเลงที่มีร่างกายกำยำมากคนหนึ่ง พวกมันได้แต่มองหน้ากันก่อนจะใช้จำนวนคนที่มากกว่ากดดันจากรอบด้านแครอลเห็นดังนั้นก็ยิ้มอ่อน

    “ไม่เจ็บไม่จำจริงๆ”

    เงินตราคืออำนาจ

    “หลีกทาง”

    พรึบ

    สิ้นคำของหญิงชราหนทางข้างหน้าถูกแหวกออก นักเลงทั้งหมดที่เหลือพลันก้าวเท้าไปด้านข้างโดยไม่รู้ตัวก่อนจะยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับทางเดินของจักพรรดินี แครอลเดินเนิบนาบเข้ามาอย่างปลอดโปร่งโยไม่มีใครคิดขวางทางเลยแม้แต่ผู้เดียวเห็นดังนั้นอาเบลเริ่มอยู่ไม่นิ่งแล้วมันชี้หน้าคนอื่นอย่างที่มันทำบ่อยๆพร้อมถ้อยคำข่มขู่

    “ก แกเป็นใครกัน รู้รึเปล่าว่าชั้นคือ....”

    “อาเบล อัจฉริยะแห่งสมาคมช่างตีเหล็ก ชื่อเสียงมักจะไปไวกว่าหน้าตาเสมอแม้ข้อเท็จจริงบางอย่างจะเกินจริงไปบ้าง”

    แครอลกล่าวแทรกก่อนจะไม่สนใจอาเบลอีก เธอเดินมาหาเอเลนด้วยรอยยิ้ม

    “ว่าไงจ๊ะหนูเอเลน ดูเหมือนกำลังลำบากอยู่นะจ๊ะ”

    “คุณยายแครอล แบบนี้จะดีเหรอครับ”

    ลำพังหากเป็นตัวเขาเป็นคนหาเรื่องอีกฝ่ายยังพอว่า แต่เขาไม่อยากให้ผู้ใหญ่ที่เคารพอย่างแครอลต้องมาเดือดร้อนไปด้วยแต่ดูแหมือนความกังวลของเขาจะกลายเป็นหมันเมื่อแครอลโบกมือหยอยๆ

    “โอ้ยเดือดร้อนอะไรกันจ๊ะ ถึงจะไม่ใช่เพราะหนูเอเลนโดยตรงแต่หลานสาวของยายดันถูกผู้ชายไม่ได้เรื่องบางคนดูถูกว่าเป็นแม่ค้าชั้นต่ำ”

    “หลานสาว?”

    เอเลนทวนคำเสียงแผ่วด้วยใบหน้าสับสนก่อนที่ใครบางคนจะก้าวออกมาจากด้านหลัง

    “คุณยาย หนูบอกแล้วใช่มั้ยคะว่าถ้าจะมาหาหนูที่ทำงานอย่างน้อยก็ให้ติดต่อมาก่อน”

    เป็นเคทที่ก้าวออกมาพร้อมกับเอ็ดตะโรผู้อาวุโสชุดใหญ่

    “แหมๆแคทเทอรีนละก็ พอดียายเดินเล่นอยู่แถวนี้ได้ยินอะไรน่าสนใจเลยเข้ามาดูน่ะจ๊ะ”

    แครอลตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ เอเลนคล้ายกับว่าสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะกล่าวขึ้นอีกครั้ง

    “คุณยายแครอลกับเคทเป็นญาติกัน?”

    “ใช่จ๊ะ”

    แครอลตอบยิ้มๆดูเหมือนจะชอบใจปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มไม่น้อย แต่แล้วบรรยากาศสบายๆก็ต้องจบลงเมื่อใครบางคนได้กล่าวแทรกกลางวงสนทนา

    “แกเป็นยายของยัยแม่ค้านี่งั้นรึ พอดีเลย รู้รึเปล่าว่ามันได้พูดจาลบหลู่สมาคมการค้าไปน่ะ”

    “เหลวไหล การวิจารณ์ไม่ใช่การลบหลู่ ตัวคุณต่างหากที่ตีโพยตีพายไปเองทั้งนั้น”

    “เธอสิเหลวไหล เห็นๆกันอยู่ว่าคำพูดมันส่อไปในแนวทางนั้น หยุดบ่ายเบี่ยงแล้วยอมรับความจริงได้แล้ว”

    ทั้งสองยังคงโต้เถียงกันอย่างดุเดือดแต่ไม่ว่าเคทจะยกเหตุผลที่มีน้ำหนักแค่ไหนขึ้นมาพูดอาเบลก็ยังคงตอบโต้ด้วยเหตุผลข้างๆคูๆราวกับเด็กน้อยคงเป็นเพราะอัจฉริยะอย่างมันได้รับการตามใจมาตั้งแต่ยังเล็กทำให้ติดนิสัยเชื่อมั่นตัวเองสูงซะจนเคยตัว

    แครอลฟังด้วยแววตาเรียบเฉย ดวงตาของหล่อนปรายตามองจดหมายในมือหลานสาวก่อนจะพูดขึ้น

    “ตราสมาคมการค้าเป็นของปลอมจริงๆด้วย ไม่รู้หรือว่านอกจากรอยตราจะมีลักษณะนูนเวลาประทับแล้ว ตราประทับยังจะมีพลังเวทมนต์ที่เป็นเอกลักษณ์ขององค์จักรพรรดิแฝงมาด้วย”

    ไม่พูดเปล่าหญิงชราพลันใส่พลังเวทมนต์เข้าไปในตราประทับรูปค้อน ตราประทับตอบสนองแทบจะทันทีด้วยการเปล่งแสงฉายภาพเหมือนของตราประทับแบบสามมิติออกมาต่อหน้าทุกคน ส่วนตราประทับที่อาเบลกล่าวอ้างว่าเป็นของจริงนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ตราประทับของสมาคช่างตีเหล็ก สมาคมการค้า และสมาคมทั้งหมดในอาณาจักรจะต้องได้รับพระราชทานจากองค์จักรพรรดิโดยตรงเท่านั้น การปลอมแปลงตราประทับนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย แครอลถอนพลังเวทย์กลับคืนพร้อมกับหันไปกล่าวกับอาเบลที่กำลังมีใบหน้าที่ซีดเผือดไร้สีเลือด

    “รู้ไหมว่าการปลอมแปลงตราประทับที่พระราชทานจากองค์พระจักรพรรดิมีโทษสถานไหน? จะบอกให้ก็ได้ค่ะเผื่อจะยังนึกภาพไม่ออก สี่ปีก่อนได้มีบุตรชายของประธานสมาคมช่างอัญมณีได้แอบอ้างตราประทับในการกดราคารับซื้ออัญมณีซึ่งช่วงนั้นหาได้ยากและมีราคาสูง ผลของการไต่สวนคืออะไรรู้มั้ยคะ ชื่อเสียงของประธานสมาคมดิ่งลงเหว บุตรชายและผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมดถูกทรมาณหลายวันหลายคืนก่อนจะถูกประหาร แม้จะฟังดูโหดร้ายเพื่อไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”

    “ก โกหก ทำไมถึงไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน แม้แต่ชื่อ....”

    “องค์จักรพรรดิทรงมีรับสั่งห้ามไม่ให้เอ่ยถึงชื่อของผู้คดโกงโดยเด็ดขาดค่ะ ฝ่าบาททรงจริงจังกับเรื่องนี้และจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องราวทำนองนี้ซ้ำสอง”

    “....”

    อาเบลที่ได้ยินดังนั้นถึงกับนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ใช่ว่ามันจะไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเพียงแต่บิดาของมันเล่าให้ฟังเพียงผิวเผิน ในช่วงเวลานั้นคู่กรณีของบุตรชายสมาคมช่างอัญมณีก็คือสมาคมการค้านี่แหละ อาเบลพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าพวกเอเลนเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆที่ไม่มีชื่อเสียงหรืออำนาจต่อรองใดๆการจะเกิดเรื่องแบบสมาคมช่างอัญมณีนั้นคงไม่มีทางเป็นไปได้ รอยยิ้มที่เลือนหายไปเริ่มกลับมาเบ่งบานบนใบหน้าของมันอีกครั้ง

    “แล้วไง สุดท้ายก็แค่คำกล่าวหาลอยๆเท่านั้น คอยดูนะถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูพวกกรมทหารแล้วละก็จะเป็นพวกแกนั่นแหละที่ต้องถูกประหาร”

    อาเบลกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ มันเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยชื่อเสียงและบารมีของสมาคมสุดท้ายแล้วผู้ที่ตัดสินเรื่องราวจะเลือกเข้าข้างมัน อัจฉริยะผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และอนาคตที่สดใสมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่รู้หัวนานปลายเท้า แครอลมองมันด้วยใบหน้าสงบนิ่งกว่าจะถอนหายใจเบาๆ

    “คำกล่าวหาลอยๆ...พูดได้ดี ถ้างั้นขอเพียงมีสิ่งนี้ก็สามารถยืนยันสิ่งที่ดิฉันพูดออกไปได้สินะ”

    หญิงชราเอ่ยก่อนจะนำสิ่งหนึ่งออกมาจากแหวนมิติเก็บของรูปทรงหรูหราชิ้นหนึ่ง สิ่งนั้นคือหยกที่แกะสลักเป็นรูปตาชั่งซึ่งใต้ฐานนั้นแกะสลักเป็นรูปตาชั้นสำหรับเอาไว้ประทับตราโดยเฉพาะ แครอลประทับมันลงบนกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งก่อนจะยกออกพลังเวทย์ก่อตัวเป็นรูปตาชั่งครู่หนึ่งก่อนจะสลายไป อาเบลพลันกลับมามีสีหน้าซีดเผือดอีกครั้งมันตื่นตะลึงจนเบิกตากว้าง

    “ต ตราประทับสมาคมการค้าของแท้ ร หรือว่าจริงๆแล้วคุณคือ....”

    เมื่อสำนึกได้ว่ามันล่วงเกินผู้ที่ไม่สมควรล่วงเกินก็สายไปเสียแล้ว หญิงชราเพียงยิ้มเย็นก่อนจะใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือไม้เท้าจับที่กระโปรงแล้วถอนสายบัวด้วยท่าทีสง่างาม

    “ขอแนะนำตัว ดิฉัน แครอล แบรนด์ ประธานสมาคมการค้าแห่งจักรวรรดิโนว่า”

    อาเบลร่างกายคล้ายกับสูญสิ้นเรี่ยวแรง กับพวกเอเลนหากไม่เคยได้ยินชื่อนี้ถือว่าไม่แปลกแต่กับตัวมันเองคือหนึ่งในผู้ที่โลดแล่นอยู่ในสังคมชนชั้นสูงแม้จะไม่เคยพบตัวแต่ชื่อเสียงของหล่อนถือว่าโด่งดั่งมากในสังคม ประธานสมาคมผู้ที่นำเศษรฐกิจของจักรวรรดิไปสู่จุดสูงสุดทั้งยังเป็นประธานสมาคมคนแรกที่ได้รับพระราชธานชื่อสกุลด้วยพระองค์เองอาเบลเคยได้ยินมาว่าบางครั้งที่องค์จักรพรรดิประสบปัญหาด้านเศษรฐกิจก็มักจะเชิญแครอลไปให้คำปรึกษาเสมอ

    เมื่อเทียบกับตัวมันแล้วทรัพย์สินที่มันได้จากการข่มขู่รวมกับการเก็บเล็กผสมน้อยนั้นย่อมมีค่าเพียงฝุ่นผงเมื่อเทียบกับทรัพย์สินอันมหาศาลของเธอเป็นรองเพียงราชวงศ์เท่านั้น ขอเพียงแครอลสะบัดชายเสื้อครั้งเดียวก็สามารถเสกทรัพย์สินที่มีค่าเท่ากับที่อาเบลสามารถหามาทั้งชีวิตได้ในพริบตา คนแบบนี้ไม่สมควรเป็นศัตรูด้วยที่สุดแต่มันกลับเลินเล่อ มันไม่ได้สะดุดเพียงแค่ตอไม้แต่เหยียบเข้ากับกับระเบิดเต็มๆ

    เป็นตัวตนที่อยู่คนละระดับกับมันโดยสิ้นเชิง

    “เอ่อ คือผม...”

    อาเบลเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เปลี่ยนท่าทีจากจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กลายเป็นสุนัขบ้านเชื่องๆตัวนึง แครอลยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้มันสบายใจขึ้นเลยซักนิด แครอลก้าวมายืนข้างเอเลนก่อนจะเอ่ยขึ้น

    “เอาแบบนี้ดีมั้ย ชั้นจะทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้...เพียงแต่มีเงื่อนไขอย่างหนึ่ง สมาคมช่างตีเหล็กจะต้องอนุญาตให้หนูเอเลนสามารถเข้าแข่งขันในอัคนีรุ่งโรจน์ที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า”

    !!

    อาเบลหน้าเปลี่ยนสีอีกครั้งเช่นเดียวกับคนอื่นๆในห้อง พวกเขาทุกคนล้วนเข้าใจความหมายและความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่าอัคนีรุ่งโรจน์เป็นอย่างดี แต่จะมีเพียงคนๆเดียวเท่านั้นที่ยังไม่เข้าใจถึงความหมายของมันซึ่งก็เป็นคนเดียวกับที่ถูกเสนอชื่อให้ลงแข่งขันโดยไม่ทันตั้งตัว

    ****************************************************

    ช่วงบ่นท้ายตอน

    บทนี้แถมให้นะ ต้อนรับการกลับมาของซีซั่น 2 

    Zero Times