หัวใจของยาวจิ่วเต้นดังตึกตัก กล่าวในใจ ‘เจ้านี่มีเล่ห์กลอีกแล้ว!’
ชวีหนานอีไม่เอ่ยอะไรต่อ ทำเอายาวจิ่วกลัวจนใจเต้นไม่เป็นจังหวะและมิอาจสงบลงได้
เมื่อเหล่าชาวบ้านเห็นว่าชวีหนานอีไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ไม่รู้ว่าอีกประเดี๋ยวชวีหนานอีจะมีความคิดใดขึ้นมาอีกหรือไม่ ทรมานจนทุกคนล้มลุกคลุกคลาน คิดแค่ว่ารีบถอยออกมา ไปจากสถานที่ที่มีปัญหานี้
เหล่าชาวบ้านต่างเจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ท้ายที่สุดล้วนส่งสายตาไปยังชายร่างกำยำใจกล้าผู้นั้น
ชวีหนานอีหรี่ตาเหลือบมองการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ของคนเหล่านี้ ในที่สุดก็รู้แน่ชัดว่าใครคือตัวตั้งตัวตี ในใจชวีหนานอีมีเสียงยิ้มเยาะเยือกเย็น ใบหน้ากลับไม่แสดงอาการ กล่าวอย่างอบอุ่นว่า “ข้ารู้ว่าพวกเจ้ายังคงรู้สึกกลัว โชคดีที่ข้าร่ำเรียนมา วันนี้จะไขปริศนาให้ทุกคนทราบ มานี่ ๆ พวกเจ้าเข้ามาดูข้างหน้ากับข้า รู้ไว้ซะว่าซานเซียวนั่นมีกลอุบายแค่ไม่กี่อย่าง ไม่น่าเป็นห่วง”
ยาวจิ่วอยากรู้อยากเห็นเต็มทน ไม่รู้ว่าชวีหนานอีสามารถไขกลอุบายใดออกบ้าง ด้วยเหตุนี้จึงลุกขึ้น ตามชวีหนานอีไปด้านหลัง เดินไปจนถึงหน้าประตูห้องของเยี่ยนเต๋อหลิน พอคิดว่าตนสามารถไขกลอุบายของที่รักได้ ในใจก็ยินดีอย่างน่าประหลาด พอคิดถึงที่รักที่ขโมยตำลึงเงินของยาวจิ่วไป ในใจก็โกรธ รู้สึกจุกในอกอีกครา! หากคราวหน้าได้พบกัน ยาวจิ่วจะไม่ถามชื่อของนาง จะเรียกนางว่าที่รัก เรียกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ! รู้ว่านางไม่ชอบ ยาวจิ่วยิ่งจะเรียกให้หวานขึ้น เพียงไม่รู้ว่าคราวหน้าที่จะได้พบกันคือเมื่อไร? เฮ้อ...
ชวีหนานอีเดินกระแทกเท้ามา ๆ ไป ๆ ที่หน้าประตูห้องเยี่ยนเต๋อหลิน นาน ๆ ทีจะยื่นมือไปเคาะ ๆ ตบ ๆ ลูบ ๆ ที่กรอบประตู ท้ายที่สุดก็ชี้ไปที่รอยใหญ่สีน้ำตาลเข้มแล้วกล่าว “นั่นคือเลือด”
หลังจากพึงพอใจที่ได้ยินเสียงหายใจดังเฮือกใหญ่ ชวีหนานอีเหยียบเก้าอี้ เข้าไปใกล้ ดมดูและกล่าวต่อว่า “นี่คือเลือดปลาไหลนา ในบันทึกโบราณกล่าวว่า เลือดปลาไหลนาสามารถดึงดูดค้างคาว นั่นหมายความว่า กลางดึกเยี่ยนเต๋อหลินได้ยินเสียงคนเคาะประตู ทว่าเมื่อเปิดดูกลับไม่พบแม้เงาคน ทั้งหมดเป็นเพราะมีคนทาเลือดปลาไหลนาไว้ที่กรอบประตูของเยี่ยนเต๋อหลิน”
ทุกคนอยู่ในความโกลาหล
ชวีหนานอีเห็นสีหน้าผู้คนยังคงมีความเคลือบแคลงจึงกล่าว “พวกเจ้ากลับไปลองดู ก็จะรู้ว่าสิ่งที่ข้ากล่าวนั้นเป็นความจริง”
ชาวบ้านที่มีความอยากรู้อยากเห็นมากถามว่า “ใต้เท้า แล้วหนูล่ะ เกิดจากเหตุอันใด?”
ชวีหนานอีตอบกลับอย่างสบาย ๆ ว่า “มีคนสามารถฝึกสัตว์ร้าย มีคนสามารถฝึกนก เป็นธรรมดาเช่นกันว่ามีคนสามารถฝึกงูและหนู เป็นแค่กลวิธีเล็กน้อย”
ผู้คนพากันพยักหน้า บางคนชื่นชมความหลักแหลมของใต้เท้า บางคนชื่นชมใต้เท้าผู้มีความรู้ บางคนชื่นชมใต้เท้าที่เป็นท่านใต้เท้าที่มีความยุติธรรมโดยแท้จริง บางคนก็แอบเบะปาก
คนที่แอบเบะปาก เป็นธรรมดาว่าคือยาวจิ่ว
หากปลาไหลนาสามารถเรียกค้างคาวมา ยาวจิ่วเชื่อ แต่หากกล่าวว่ามีคนสามารถฝึกหนูมากมายขนาดนั้นเพื่อใช้งาน ยาวจิ่วกลับไม่เชื่อ นางอาจใช้กลวิธีใดสักอย่างเรียกหนูเหล่านั้นมา และใช้วิธีบางอย่างป้องกันพวกมันออกจากห้องของยาวจิ่ว ชวีหนานอีไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่แสร้งเป็นวางกลยุทธ์ ช่างหน้าไม่อาย ถุย! ชวีหนานอีก็แค่ตบตาชาวบ้านซื่อ ๆ ตาดำ ๆ พวกนี้
แม้ว่ายาวจิ่วมองชวีหนานอีอย่างไม่ถูกชะตา แต่ก็ไม่ง่ายที่จะดึงชวีหนานอีลงจากเวที อย่างไรเสียหากชวีหนานอีสามารถยืนยันได้ว่าเรื่องประหลาดเหล่านี้เป็นเพียงกลอุบายที่เกิดจากมนุษย์ เช่นนั้นแล้วเรื่องปีศาจสาวก็จะไม่เป็นความจริง ยาวจิ่วเองก็จะปลอดภัย
ไม่คิดว่า คนขับรถม้าจะปะปนอยู่ในฝูงชน เขาเอ่ยขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ใต้เท้า ข้าน้อยเห็นกับตาตนเอง บนพื้นนี้ยังมีมดมารวมตัวกันเป็นอักษรสองตัว ตัวอักษรนั้นข้าน้อยไม่รู้จัก ทว่าได้ยินรองหัวหน้าคณะละครกล่าวว่า อักษรสองตัวนั้นคือ ‘เฟิ่งฮัว’!”
“ฮื่อ...” ผู้คนสูดหายใจพร้อมกัน
ชวีหนานอีนั่งยองลงกับพื้น มองดูที่เท้าของตนเองอย่างพิจารณา แม้ว่าบนพื้นจะไม่มีร่องรอยใด ๆ แต่เขายังคงแสร้งทำท่ามองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืน สีหน้าท่าทางดูตั้งอกตั้งใจ กล่าวจริงจัง “บนพื้นนี้มีกลิ่นน้ำเชื่อม หากข้าวิเคราะห์ไม่ผิด บนพื้นต้องมีคนนำน้ำเชื่อมผสมกับเนื้อบด เขียนอักษรสองตัว ‘เฟิ่งฮัว’ หากพวกเจ้าไม่เชื่อก็ลองกลับไปทำดู”
ยาวจิ่วเหมือนจะเชื่อ นั่งยองลงกับพื้นดมดู คนอื่นเห็นเช่นนี้ค่อย ๆ ทำตาม
ยาวจิ่วพยักหน้าเห็นด้วย “มีกลิ่นหอมอยู่จริง ๆ” ในใจกลับกล่าว ‘ไอ้ขี้พล่าม! เรื่องผ่านไปหลายวันแล้ว จะดมเจอกลิ่นได้อย่างไร?’
ชาวบ้านค่อย ๆ พากันเห็นพ้อง เวลานี้ยังรู้สึกว่าบนพื้นมีกลิ่นหอมอยู่จริง ๆ
ชวีหนานอียิ้มหวานมองไปยังยาวจิ่ว ยาวจิ่วตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่หมายถึงเจ้ารู้ข้ารู้ ทันใดนั้นทั้งสองคนก็เหมือนสมคบคิดกัน
ยาวจิ่วสรรเสริญเยินยอ กล่าวชื่นชมว่า “ใต้เท้าช่างฉลาดหลักแหลมไม่มีใครเทียบจริง ๆ เป็นผู้ผดุงความยุติธรรมที่ยอดเยี่ยมของพวกเราชาวเขตลิ้วเหอ”
ชวีหนานอีตอบอย่างถ่อมตนว่า “ไม่เป็นไร ๆ แค่มีประสบการณ์มากกว่าคนอื่นนิดหน่อย”
ยาวจิ่วรู้สึกไม่สามารถชมต่อไปได้
ชวีหนานอีกลับพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
อันที่จริง ข้อเท็จจริงกับสิ่งที่ชวีหนานอีคาดการณ์ไม่แตกต่างกันมากนัก เขานับว่าเป็นกลุ่มผู้รู้หนังสือจริง ๆ ฉลาดกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย และมีประสบการณ์มากกว่านิดหน่อย
ผู้คนถูกเหมือนชวีหนานอีล้างสมอง ลืมไปนานแล้วว่าตนเองมาจับยาวจิ่วทำไม ในเมื่อยาวจิ่วไม่ใช่ปีศาจ ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยไปเถอะ
ภายใต้การบอกใบ้ของชวีหนานอี ผู้คนต่างพากันทยอยลาจากไป
ชวีหนานอีบอกใบ้หลี่ต้าจ้วงสองประโยค หลี่ต้าจ้วงตอบกลับด้วยแววตาเข้าใจความหมาย ชวีหนานอีพยักหน้ากำชับอีกสองสามครั้ง หลี่ต้าจ้วงก็เรียกหยาอีมาสองคนให้ไปกับตน แอบเดินตามปะปนกับผู้คนออกไปจากคณะละครตระกูลเยี่ยน
ชวีหนานอียังคงไม่ไปไหน แต่เดินเล่นวนไปวนมาก่อนจะกลับเข้าไปในห้องของยาวจิ่วอีกครา มองซ้ายมองขวา
ยาวจิ่วเดินตามเข้าไป ถามว่า “มิทราบว่าครานี้ใต้เท้าต้องการคุยเรื่องใด? ดูสิ่งใดอยู่? มองหาสิ่งใด?”
ชวีหนานอีตอบกลับ “ต้องการค้นหาสิ่งใดก็มิใช่ว่าจะหาตอนนี้ ต้องการจะคุยสิ่งใดก็เคยคุยไปแล้ว ข้าแค่ดูอะไรตามอำเภอใจ เจ้าทำตัวตามสบายเถอะ ไม่ต้องระวัง”
ยาวจิ่วยิ้ม รู้สึกว่าคนผู้นี้ถือว่าตนเองเป็นเจ้าของห้องไปแล้ว ยาวจิ่วไม่ได้โกรธ ไปนั่งคุกเข่าด้านหน้าตามสบาย หยิบหวีขึ้นมาหวีผมของตนเองที่ยุ่งเหยิง
ชวีหนานอีไม่ชอบนั่งคุกเข่า เขาดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งอีกครา ใช้มือชี้ ลูบ ๆ คลำ ๆ รอยขีดนั้น กล่าวความในใจว่า “ยาวจิ่ว ข้ารู้ว่าเจ้าบริสุทธิ์ แต่เจ้ากลับถูกซานเซียวทำให้เหน็ดเหนื่อย จนเกือบถูกฝูงชนจุดไฟเผาให้ตาย หากไม่ใช่เพราะข้า เจ้าคงกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว”
ยาวจิ่วสะบัดผมเปีย ทำตาเยิ้มเหลือบมองชวีหนานอี ยิ้มหวานถามขึ้น “ใต้เท้ากล่าวเช่นนี้ ยาวจิ่วปลาบปลื้มใจ มิทราบว่าใต้เท้าต้องการให้ยาวจิ่วตอบแทนอย่างไร?” ขณะกล่าวมือก็ขยับ ลูบไปยังต้นขาของชวีหนานอี
ชวีหนานอีความหมายเดิมคือต้องการให้ยาวจิ่วเล่าเรื่องปีศาจสาวนั่นเพิ่มเติม คิดไม่ถึงว่ายาวจิ่วตั้งใจบิดเบือนความหมาย ชวีหนานอีตัวแข็งเล็กน้อย รีบหดขาแล้วถอยไปข้างหลัง
เวลานี้ หลี่ต้าจ้วงกลับมาแล้ว รอคำสั่งอีกคราอยู่ที่ด้านนอก “ใต้เท้า ข้าน้อยกลับมาแล้ว”
ชวีหนานอีรีบตอบ “อือ” ฉวยโอกาสนี้ลุกขึ้นเดินออกจากห้องของยาวจิ่ว เดินไปถึงลานบ้าน นั่งลงบนม้านั่งยาว เฮ้อ อย่างไรแสงแดดด้านนอกก็ยังคงงดงาม
ยาวจิ่วยิ้มเจ้าเล่ห์ เปิดหน้าต่าง ทิ้งตัวพิงหน้าต่างราวกับไม่มีกระดูก ยกมือข้างหนึ่งยันศีรษะ ไตร่ตรองมองดูชวีหนานอีอย่างเสน่หา
ชวีหนานอียิ้มแข็ง หันหน้าออกไม่มองยาวจิ่ว
ภายในใจยาวจิ่วมีความสุขจนเหมือนพลิกฟ้าได้ ภายนอกกลับยังคงเป็นท่าทางดั่งสุภาพบุรุษที่ความรู้สึกลึกซึ้งดั่งทะเล คลั่งไคล้หลงใหล
ชวีหนานอีอยากรีบไปจากที่นี่โดยเร็ว ครั้นเห็นหลี่ต้าจ้วงค่อย ๆ นำคนมาแล้ว จะเคลื่อนย้ายอีกไม่ใช่เรื่องง่าย ได้แต่ต้องรีบรบรีบแยก
คนที่หลี่ต้าจ้วงพามา เป็นคนที่ปลุกระดมชาวบ้านให้ก่อเรื่องวุ่นวายครั้งนี้ ชายร่างกำยำที่ปะปนอยู่กับชาวบ้าน
ชวีหนานอีถามชายร่างกำยำที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าของตน “ข้าจะถามเพียงครั้งเดียว เจ้าจงฟังให้ดี เหตุใดเจ้าจึงปลุกระดมชาวบ้านให้มาก่อเรื่องที่คณะละครตระกูลเยี่ยน?”
ชายร่างกำยำที่ปะปนอยู่กับชาวบ้านเดิมออกจากคณะละครตระกูลเยี่ยนไปพร้อมกับฝูงชน ในขณะที่อยู่เพียงลำพังกลับถูกเหล่าหยาอีจับกดและพากลับมาที่คณะละคร
ในใจของชายร่างกำยำรู้ว่าเรื่องแดงแล้ว หากแต่ไม่รู้ว่าตนเองเผยพิรุธตั้งแต่เมื่อไร และทราบดีว่าใต้เท้าชวีหนานอีเป็นคนใจร้ายมือเหี้ยม วันนี้เขาตกอยู่ในกำมือของชวีหนานอี เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทุกข์ทรมาน เมื่อนึกถึงไป๋จื่อชีที่สง่างามถูกโบยจนสภาพเป็นเช่นนั้น อีกทั้งยังต้องนำห้าร้อยตำลึงเงินมาเคารพต่อชวีหนานอี ชายร่างกำยำก็รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน สองขาสั่นเทา
ชายร่างกำยำเห็นท่าทางชวีหนานอีเหมือนกำลังจะกล่าว กลัวชวีหนานอีจะเอ่ยปากคำว่า “โบย” จึงรีบสารภาพ “ข้าน้อยกล่าว ข้าน้อยกล่าวแล้ว! ข้าน้อยเดิมไม่คิดจะปลุกปั่นให้ทุกคนมาก่อเรื่องวุ่นวาย หากแต่มีคนให้เงินข้าน้อยมานิดหน่อย ข้าน้อยก็...ก็เลยมา” ชายร่างกำยำแอบเงยหน้ามองชวีหนานอีและกล่าวต่อไปว่า “ข้าน้อยไม่ทราบเช่นกันว่าคนผู้นั้นเป็นใคร คนผู้นั้นสวมหมวกม่าน ใส่ชุดคลุมสีแดง...”
แววตาชวีหนานอีเป็นประกาย เขากล่าวอย่างเย็นชา “พูดต่อไป!” คนที่สวมชุดคลุมไม่แน่ว่าอาจจะเป็นปีศาจสาว หรือไม่ก็บุรุษลึกลับนั่น ไม่ ๆ ๆ น่าจะเป็นปีศาจสาว ตามกลอุบายของชายลึกลับนั่น หากมายังเขตลิ้วเหอแล้ว แน่นอนว่าต้องเกิดการนองเลือด ไม่น่าจะนุ่มนวลเพียงนี้ นุ่มนวล? เหอะๆ...แบบนี้เรียกว่านุ่มนวล? ชวีหนานอีรู้สึกว่านับวันตนก็ยิ่งมีเมตตามากขึ้นแล้ว
ชายร่างกำยำคลานอยู่กับพื้น กล่าววาจาสับสน “ข้าน้อย ข้าน้อย...ข้าน้อยจิตใจถูกผีหลอกให้หลงกล จึง...จึงไปกล่าวหาว่ายาวจิ่วเป็นปีศาจร้าย แล้วหาพวกที่ชอบรังแกมาจับตัวยาวจิ่ว”
ชวีหนานอีปรายตามองยาวจิ่วแล้วซักถามต่อไป “คนผู้นั้นเป็นบุรุษหรือสตรี? สูงเท่าไร? น้ำเสียงเป็นอย่างไร?”
ชายร่างกำยำนึกย้อนสักครู่แล้วตอบว่า “ผู้นั้นน่าจะเป็นสตรี ประมาณ... เตี้ยกว่าข้าน้อยประมาณครึ่งศีรษะ ในหมู่สตรีก็ไม่นับว่าตัวเล็กนัก ส่วนเสียงก็ ข้าน้อยกล่าวไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้ไม่ไพเราะ”
เสียงของหูเหยียนฟื้นคืนสภาพเดิมแล้ว เสียงใสเป็นธรรมชาติราวกับน้ำใส ทว่าไม่ใช่แบบที่ชายร่างกำยำชอบ จึงกล่าวว่าไม่ใช่ไม่ไพเราะ
ชวีหนานอีแสร้งทำเป็นถอนใจเฮือกหนึ่ง ลุกขึ้นยืน ไม่ถามต่อ
มือของยาวจิ่วแคะกรอบหน้าต่าง แคะจนก้อนขี้เลื่อยออกมา!
ยาวจิ่วปิดบังเพื่อหูเหยียน หูเหยียนกลับอยากเผายาวจิ่วให้ตายทั้งเป็น!
ใช่สิ หากยาวจิ่วที่รู้เรื่องราวถูกเผาให้ตาย ก็ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของหูเหยียน นางเคยถูกยาวจิ่วกระทำไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน ขังไว้ในกรงสัตว์เลี้ยง ยิ่งไม่มีใครรู้ว่าหูเหยียนไม่เพียงจิตใจโหดเหี้ยมสังหารเฟิ่งฮัว แต่เป็นกลอุบายแยบยลของภูตผีปีศาจ! ปีศาจ หูเหยียนก็คือภูตผีปีศาจ!
หูเหยียนขโมยเงินของยาวจิ่ว นางต้องการทำลายชีวิตยาวจิ่ว! คืนนั้น หากชวีหนานอีไม่มาจับหูเหยียน ทำให้แผนการของนางล้มเหลว หูเหยียนจะฆ่ายาวจิ่วด้วยมือตนเองกระมัง? ก็เหมือนที่หูเหยียนเคยยอมรับว่าสังหารเฟิ่งฮัว ง่ายดาย
ยาวจิ่วโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กัดฟันส่งเสียงครืดคราด ในใจเสมือนมีไฟพิษกำลังแผดเผา เกลียดจนอยากจะกลืนกินหูเหยียน! ยาวจิ่วคาดไม่ถึงแม้สักนิด หูเหยียนมีจิตใจโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้! ยาวจิ่วเกลียดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในใจคิด ‘ปีศาจก็คือปีศาจ ล้วนเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ใจโหดมือเหี้ยม! หากชวีหนานอีจับผู้สมรู้ร่วมคิดไม่ได้ ยาวจิ่วคงยังถูกหลอกให้อยู่ในกะลา เหมาะสมกับคำว่าไอ้งั่งคำนั้น!’