พิภพเทพเจ้า

    ผนึกสิบทิศกระจกเงา ตอนที่27

    จ้าวหลงได้แต่อ้าปากตาค้าง กำลังจะพูดบางสิ่ง แต่ยังไม่ทันจะได้ออกเสียงทั้งสิบคนกับหายวับไปจากตรงหน้าเหลือแต่เพียง หูตงเหลย ผู้เดียวหากเขามีกายจิตวิญญาณเช่นทั้งสิบเขาก็คงจะไม่อยู่ตรงนี้เช่นกัน จ้าวหลงทำได้แต่กล้ํากลืนฝืนทนผลการตัดสินของทั้งสิบเท่านั้นเขาเดินหน้าละห้อยคอตกกลับห้อง

    แต่ก่อนที่ทั้งสองจะแยกจากกัน
    " นายน้อยพรุ่งนี้ท่านยังต้องการเข้าร่วมแข่งขันกับคน ในตระกูลอยู่ใช้ใหม"
    "อื่มใช้ ถึงแม้ตอนนี้ข้าจะมี ทั้งสิบคนนี้อยู่แต่ข้าก็ยังไม่อยากเผยตัวตนสู่ภายนอก....รอไปก่อน"จ้าวหลงตอบไปด้วยเสียงเข็มสายตาเฉียบคมอีกครั้ง
    จ้าวหลง เดินกลับถึงห้อง เขายังเข้าไปใหนห้องมิติ ศึกษาตำราผนึกและตำราฝึกยุทธของยอดหญิงเพิ่มเติมกันไม่ให้เหตุการณ์ที่เป็นอันตรายเช่นวันนี้เกิดขึ้นอีกถึงแม้ผลวันนี้จะออกมาดีก็ตามที
    แส่งอาทิตย์แรกของวันมาเยือนเหมือน แสงสีทองผ่องอำพันแตะขอบฟ้า
    " พี่เฒ่าฮวย ท่านอยู่ใหมตระกูลจะเริ่มการสอบคัดเลือกชิ่งตำแหน่งตัวแทนตระกูลในอีกหนึ่งชั่วยาม".จ้าวหลงเดินออกมาจากที่พักด้วยชุดสีเขียวออนของผู้ผนึกอสูรหนานกงหลัวไสชุดสีเขียวอ่อนพอเหมาะกับตัว มารออยู่ด้านหน้าที่พักทั้งคู่เดินเคียงคู่กันไปเหมือนดังเฉกเช่นคู่รักเดินชมธรรมชาติยามเช้า
    " ฮื่อ..." เมื่อเดินผ่านไปไม่นานหนานกงหลัวกับรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองมาจากสัตว์อสูรจากดึกดําบรรพ์แต่เมื่อนางมองหาต้นต่อของการจ้องมองกับไม่พบสิ่งใด
    จ้าวหลงเมื่อเห็นท่าทางของหนานกงหลัวเข้า เขาได้แต่ถอนหายใจแรงๆใบหน้าจากที่เบิกบานพันห่อเหียวขึ้นมา
    " นายน้อยไม่ต้องทำหน้าดีใจขนาดนั้นก็ได้ ข้ายังไม้ได้สิ่งใด แต่ถ้านางเข้าใกล้ท่านมากกว่านี้ก็ไม่แน่เพื่อความปลอดภัยของต้วท่าน "
    มีสายลมพัดผ่านใบหูจ้าวหลงพร้อมกับเสียงที่เขาพยายามทำเป็นไม่ได้ยิน จูอี้หรูจ้องเขม่ง จ้าวหลงเสียววาปไปทั้งตัว เขามีแต่จะต้องทำตัวให้ชินกับนางมารคนนี้ให้ไวที่สุด ไม่งั้นสติของเขาได้เตลิดออกจากร่างไปไกลเป็นแน่
    จ้าวหลงเดินมาหยุดอยู่หน้าทางเข้าป่าไผ่วิญญาณ มีกลุ่มคนจำนวนมากจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มก้อนถึงแม้กลุ่มคนเหลานี้จะมาจากตระกูลหลักหรือตระกูลรองก็ตาม ภายในตระกูลก็มีการแบ่งพักแบ่งพวกอยู่เช่นกันดังเช่นกลุ่มคนตรงหน้า
    ด้านหน้าเขาจะมีปะรําพิธี ด้านหลังปะรําพิธี จะมีอัฒจรรย์ มีพวกผู้อาวุโสนั่งอยู่ตามตำแหน่งตรงกลางอัฒจรรย์จะมีหูตงเหลย นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน

    " ไม่คิดว่าเจ้าจะพอมีความสามารถอยู่บ้าง แต่ก็คงแค่ฟลุคละมัง"
    ชายหนุ่มในกลุ่มด้านหน้ามองมาทางจ้าวหลงด้วยสายตาดูถูก
    " หูห้าวซวน พี่เฒ่าฮวยจะฟลุคหรือไม่ก็ไม่เกียวกับเจ้า "
    หนานกงหลัวถลึงตาไส่เด็กหนุ่มผู้มีในตาดั่งงูจ้องมองเหยื่อ
    " หนานกงหลัว เจ้าออกหน้าแทนเจ้าหนุ่มนี้...แถมยังตามติดเขาตลอด..ไม่ใช้ว่าเจ้านอนกับมันแล้วหลอกรึ ...อึก"
    หูเย่จวนหญิงร่างอ้วนพูดพร้อมกับสายตาเหยีดดๆไปที่หนานกงหลัว
    แต่ยังไม่ทันที่หญิงสาวร่างอ้วนนาม หูเย่จวน จะพูดจบกับโดนลมประหลาดระรอกหนึ่งพัดจนนางกลิ่งไปสามสี่ตลบ หลังจากนางล้มลงไปสายลมก็หายไปอย่างไรร่องรอย นางรุกขึ้นมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่นางต้องประสปพบเจอ แต่ภายในสายตาการมองเห็นของนางกับไม่พบเจอสิ่งใด ทำให้นางได้แต่คิดไปว่าเกิดจากแรงของลมจากธรรมชาติกระมัง
    จากการกระทำของหูเยจวนทำให้ผู้คนรอบข้างเริ่มสนใจ
    " นั้นเขานี้....ผู้ที่อัญเชิญเจ้าร็อคสามหัว แล้วยังผนึกมันได้อีกด้วยเขาชื่ออะไรนะ"
    หญิงสาวผู้ผนึกอสูรมองไปที่จ้าวหลงด้วยสายตาเอียงอายแดงระเรื่อ เมื่อนึกเรื่องที่จ้าวหลงอัญเชิญจ้าวร็อคมันก็จะมีอีกเรื่องตามมาด้วย
    " ข้าจำได้แล้วเขามีชื่อว่าเฒ่าฮวยใช้ใหม"
    หญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ติดกันผลันมีสีหน้าแดงขึ้นมาเช่นกันเมื่อนึกถึงเรื่องจ้าวหลง

    " ว่าแต่เขาจะลงแข่งแย่งชิงตัวแทนด้วยอย่างงั้นรึ"
    "แต่เขาไม่มีสายเลือดของตระกูลหูนะเขามีสิทธิ์รึ"
    เกิดเสียงต่างๆขึ้นทุกเสียงเพ่งเลงไปยังจ้าวหลง
    จ้าวหลงไม่ได้สนใจกับเสียงนกเสียงกาเหลานี้เท่าไหรเขาเดินไปยังก้อนหินก้อนหนึ่งนังรอเวลาเริ่มศึกชิ่งตำแหน่งตัวแทนของตระกูล
    ผ่านไปชั่วครู่อาจารย์ ไห่เกาเต๋อ กระโดดไปบนแท่นพิธี
    " นี้คือตราผนึกอสูรของปีนี้ หยิบไปคนละป้าย ให้ผนึกอสูรระดับสูงที่สุดให้ครบสิบตัว การตัดสินจะวัดจากระดับของอสูรที่ถูกผนึก"
    " ข้าจะเตือนอะไรไว้อย่าง ประตูไผ่วิญญาณถูกสร้างด้วยวงเวทย์จากผู้คุมกฏ ผู้ไดอายุเกินยี่สิบปีจะไม่สามารถเข้าไปได้ และผู้ที่คิดจะโกงการคัดเลือกโดยเตรียมวิญญาณเข้าไปก็อย่าได้แม้แต่จะคิด"
    ไห่เกาเต๋อพูดด้วยน้ำเสียงอันดัง
    จ้าวหลงได้ยินดังนั้นก็ลอบตกใจใช้น้อย ก็เขารวมอายุก่อนหน้ากับตอนนี้ก็สามสิบกว่าแล้ว

    ไห่เกาเต๋อให้คนนำป้ายศิลาผนึกอสูรเป็นป้ายแผ่นเรียบถูกสร้างจากศิลา วางเรียงรายอยู่ภายในตระกล้าให้ผู้ท้าชิ่งหยิบไปคนละป้ายผู้คนทะยอยเดินไปหยิบกันเป็นกลุ่มๆแล้วเดินหายไปภายในประตูป่าไผ่แต่ก็มีบ้างที่กระเด่นกระดอนออกมา
    " ข้าอายุเลยยี่สิบไปเพียง สามวันเองนะขอข้าเข้าไปเถอะ"
    ก็มีผู้อายุเลยที่หมายจะหลุดลอดเข้าไปแต่วงเวทย์ตรวจสอบก็ไม่อนุญาติให้เข้าไป
    "โอ้ยย"
    แต่ก็มีบางคนลองดีแอบซ้อนวิญญาณไว้ในมิติแหวนก็ไม่พ้นการตรวจสอบถูกทีบกระเดนออกมาพร้อมสัตว์วิญญาณทำให้เกิดเป็นที่ขบขันของคนรอบข้างไป
    "ไป ..ไปกันเถอะ" จ้าวหลงผู้ที่เดิมทีมีความมันใจก็วิตกกังวลเช่นกันจ้าวหลงเดินไปหยิบป้าย พร้อมกับมองไปยังไห่เกาเต๋อ ไห่เกาเต๋อพยักหน้าด้วยใบหน้าของผู้อาวุโสมองดูลูกศิษย์คนโปรด
    " พยามให้เต็มที่เจ้าหนุ่ม " เขาพึ่มพำเบาๆ
    จ้าวหลงและหนานกงหลัวเดินหายไปเช่นกันแต่ก่อนเจ้าหลงจะเดินเข้าไปเขาได้ยินเสียงเรียกจากวัญญาณอีกครั้ง
    " นายน้อยข้าเข้าไปไม่ได้มันเป็นกฏ ท่านรักษาตัวด้วย ถึงข้างในจะไม่มีอันตรายก็ตามที ...แต่ห้ามท่านได้รับบาดเจ็บเด็จขาดไม่งั้นข้าจะพังป่านี้เข้าไป.. "
    นางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังเพียงเบาๆข้างๆหูจ้าวหลง
    แต่เสียงนี้กับได้ยินไปถึง หูตงเหลยและเหลาผู้อาวุโสบางคน หูตงเหลยผู้มีใบหน้าปลื้มปิติอยู่พันชงักข้างจนคนลอบข้างสั่งเกตุเห็นท่าทางของเขา
    " อื่ม" หูตงเหลยได้แต่กระแอมไอถอนหายใจออกมาเบาๆ
    ภายในป่าไผ่จ้าวหลงหายใจได้ทั่วท้องอีกครั้งหลังจากที่เข้ามาได้ภาพที่ปรากฏต่อหน้าสายตาจ้าวหลงเป็นภาพที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ทั่วไปมองออกไปไกลจะเห็นเป็นภูเขามีป่าไม้ขึ้นเต็มไปหมดกินอนาเขตนับร้อยลี้ จะมีป่าไผ่ขึ้นอยู่เป็นตัวบอกแนวขอบของอนาเขต
    แต่เหลาสัตว์วิญญาณที่จ้าวหลงเห็นกับมีแต่ระดับต่ำไปถึงระดับกลางอยู่อย่างหนาแน้น ระดับสูงมีบ้างประปรายน้อยซะจนแทบหาไม่เจอ
    " ทำไมระดับสูงมันถึงได้น้อยเยียงนี้เล่า "
    จ้าวหลงพูดออกมาด้วยเสียงอันเบาแต่กับไปเข้าหูของคนกลุ่มหนึ่ง
    " ฮ้าๆๆ เจ้าคิดว่าระดับสูงมันมีอยู่ได้ทั่วไปหรืออย่างไร โง่จริงๆ"
    หูห้าวซวนยื่นจับกลุ่มอยู่ด้วยกันสีคนหนึ่งในนั้นคือหูเย่จวน หญิงสาวร่างอ้วน ที่จ้าวหลงไม่ได้ให้ความสำคัญนอกนั้นยังมีอีกสองคนที่จ้าวหลงไม่เคยเห็น
    " หูห้าวซวนกับ หูเย่จวน ท่านเคยพบแล้วอีกสองคน คือ หูพาน ชายหนุ่มร่างเล็กผูมีแผลเป็นที่หน้าอีกคนคือ หูเฉิน หูห้าวซวนกับหูเย่จวนไม่อันตรายเท่าไหร แต่ท่านต้องระวัง อีกสองคนให้ดี สองคนนั้นมีนิสัยชัวช้ามากข้าเคยได้ข่าวว่ามันสองคนบังขับขู่เขนให้หญิงสาวจากตระกูลสายรองเป็นนางสนองอารมณ์พวกมันและฆ้าปิดปากไปหลายรายแล้ว พวกมันมาจากตระกูลหลักพวกตระกูลรองไม่มีหลกฐานที่ชัดเจนทำได้แต่กำกลืนฝืนทนความอัปยศที่พวกมันได้กระทำเท่านั้นเอง"
    หนานกงหลัวเล่ารายระเอียดบุคคนกลุ่มนั้นให้จ้าวหลงฟังอย่างระเอียด จ้าวหลงมีจิตสังหารออกมาแวปหนึ่งก็หายไปก่อนจะมีรอยยิมชั่วร้ายปรากฏขึ้นที่มุมปากจ้าวหลงแล้วหายไปพร้อมกันกับจิตสังหารของเขา
    " รู้ไปแล้วทำอะไรได้ ฮาฮ้าๆๆ พวกเจ้ามันก็แค้ตระกูลที่เป็นเบี้ยล่างตระกูลหลักอย่างพวกข้าวันยังค่ำ"
    กลุ่มคนทั้งสีผู้สีหน้าชั่วร้าย ทั้งยิ้มและหัวเราะเดินหายเข้าไปในป่าลึก
    " เมื่อปีที่แล้วท่านเข้าไปถึงใหนในป่านี้ " จ้าวหลงมองกลุ่มของหูห้าวซวน เดินหายไปในป่าลึก
    " ข้าเข้าไปได้อีกไม่กี่ลี้ พวกวิญญาณสัตว์ สัตว์อสูรจะอาศัยอยู่บริเวณนี้ ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร สัตว์อสูรยิ่งน้อยลง เพราะพลังวิญญาณจะมีเพียงบริเวณนี้ที่มีหนาแน่นยิ่งเข้าไปลึก พลังวิญญาณยิ่งเบาบางลง"
    จ้าวหลงยืนมองเหลาผู้ผนึกโดยรอบที่กำไร่ล่าผนึกสัตว์อสูรกันจ้าระหวัน บ้างถึงขั้นเกิดการต่อสู้กันขึ้นแต่ก็ไม่ถึงขั้นเสียชีวิตเพราะถึงอย่างไรก็มาจากสายตระกูลเดียวกันถึงจะต่างกันตรงสายหลัก สายรองก็ตามที
    จ้าวหลงหรี่ตาใช้ความคิดเพียงชั่วครู่ เขาก็ตัดสินใจที่จะเดินตามกลุ่มหูห้าวซวน ไปเขามั่นใจว่าการสอบจะต้องมีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น
    " ท่านจะตามพวกเขาไปอย่างงั้นรึ "
    หนานกงหลัวมองไปยังกลุ่มหูห้าวซวนที่เดินหายไปนางพูดต่อว่า
    "เมื่อปีที่แล้วพวกมันก็เดินหายไปเช่นนี้ และกลับออกจากป่าไผ่พวกมันก็มีสัตว์อสูรระดับสูงกันแทบทุกคนทำให้พวกมันชนะการแข่งไป"
    ตอนนี้ใบหน้าของนางก็ปรากฏหางคิ้วขมวดเข้าหากัน เฉกเช่นจ้าวหลงในขณะนี้นางเพิ่งจะฉุกคิดขึ้นได้เดียวนี้เองว่าพวกมันจะต้องมีแผนอะไรมากกว่าที่ตาเห็นเป็นแน่จ้าวหลง และหนานกงหลัวเดินตามกลุ่ม หูห้าวซวน หายไปเข้าไปในป่าลึก
    จ้าวหลงแอบตามกลุ่มคนทั้งสีมาได้เกือบสามลี้
    "ข้างหน้านี้แหละ" หูห้าวซวน มองไปยังหน้าผาสูงชั้น
    " ถึงสักที "
    กลุ่มคนทั้งสี่ไปหยุดยืนอยู่ด้านหน้าผา ที่มองขึ้นไปจะเป็นหน้าผาสูงชันไม่มีทางเดินไปต่อกลุ่มคนทั้งสี่มองโดยรอบ
    " จะมีใครตามมาใหม " หูพาน มองออกไปด้านหลังโดยรอบแพร่สัมผัสพลังออกไป
    " ดีที่พวกเราเดินอ้อมสลับทิศทางไม่หน้าจะมีใครสังเกตุเห็นตามมาได้" หูเฉินชายผู้มีร่างกายใหญ่โต


    โชคดีที่จ้าวหลง ได้ฝึกผนึกขั้นสูงมาหนึ่งวิชามันเป็นผนึกซ่อนเร้นเรียกว่า " ผนึกสิบทิศกระจกเงา "หนานกงหลัวตลึงอึ่งอีกครั้งกับการกระทำของจ้าวหลง
    " นี้คือวิชาอะไร" นางหันหน้าไปมองจ้าวหลง ด้วยในตาที่มีประกายไส่เปร่งปรังเหมือนแมวน้อยมองเห็นของกิน
    " มันเรียกว่า ผนึกสิบทิศกระจกเงา มันจะปิดบังการซ่อนเร้นแม้แต่เสียงก็ไม่อาจเล็ดลอดออกไปได้"
    " ท่านนี่ ทำให้ข้าทึ่งได้ตลอดเลย กลับไปแล้วเจ้าสอนขาได้ใหม"
    นางพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนพร้อมเกาะไปที่แขนจ้าวหลงด้วยการมองด้วยสายตาที่หยาดเยิ่ม
    เมื่อจ้าวหลงได้ยินน้ำเสียงและเห็นสายตานี้ เขากลับมีอาการหนาวสั่นแปลกๆ ขึ้นทันควัน
    " นี้ถ้านางยังอยู่ใกล้ๆไม่รู้หนานกงหลัวจะโดนอะไรบ้าง ." จ้าวหลง นึกคิดเรื่องบางอย่างขึ้นก็หนาวจับใจเลยทีเดียว