ถังกั๋วชินอายุหกสิบกว่าปีแล้ว อีกไม่นานก็จะยกตำแหน่งประมุขสกุลถังให้กับบุตรชาย ถังเจิ้นหั่วบุตรชายคนโต อายุเพิ่งจะเข้าสี่สิบปีในปีนี้ งานในตระกูลในเวลานี้ส่วนมาก็เป็ถังเจิ้นหั่วเป็ผู้ดูแล ส่วนหลายชายคนโตถังจื่อฉวน ถ้านับในคนที่อยู่รุ่นเดียวกัน ถังจื่อฉวนถือว่าโดดเด่นไม่แพ้ใคร สกุลถังต่อจากนี้ถังกั๋วชินคงปล่อยมือได้อย่างวางใจ
เื่ที่ถังกั๋วชินยัง้าทำให้สำเร็จก่อนที่จะวางมือ คือเื่ของทายาทสกุลกัว สกุลถังติดหนี้น้ำใจผู้อื่นมากมายนัก หากมิใช่สกุลกัวเมื่อหลายสิบปีก่อนทุ่มเทช่วยเหลือ สกุลถังที่มีชื่ออยู่ในเสฉวนตอนนี้อาจไม่มีอยู่แล้วก็เป็ได้
เมื่อครั้งราชวงศ์ถังถูกโค่นล้มไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน แผ่นดินก็แตกแยกเป็เสี่ยง ๆ ขุนพลในพื้นที่ต่าง ๆ ต่างก็ตั้งตัวเป็ใหญ่ แผ่นดินเป็กลียุคอยู่กว่าห้าสิบปี สกุลถังในตอนนั้นอยู่ดินแดนทางใต้ก็จริงยังไม่อาจหลีกเลี่ยงการแย่งชิงนี้ได้ สุดท้ายแล้วผู้ที่ก่อตั้งราชวงศ์ได้ก่อนคือกัวเว่ย แต่ราชวงศ์โจวมีฮ่องเต้ได้เพียงสองพระองค์ สกุลจ้าวที่เป็แม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์โจวก็ปลดฮ่องเต้เยาว์วัย จ้างกวงอิ้นถืออำนาจทหารในมือก่อตั้งราช์วงศ์ซ่งขึ้นมาแทน
ในตอนนั้นแผ่นดินทางใต้ยังมีหลิวเหยียนดินแดนอยู่ ราชวงศ์หนานฮั่นคิดต่อต้านราช์วงศ์ซ่ง กองทัพใหญ่ต่อสู้กัน ชาวบ้านเป็ผู้รับเคราะห์ สกุลถังย่อมให้การช่วยเหลือราชวงศ์หนานฮั่น เมื่อหลิวเหยียนผ่ายแพ้ ตระกูลที่ให้การช่วยเหลือหลิวเหยียนจึงต้องรับโทษไปด้วย
อดีตฮ่องเต้ของราชวงศ์โจว เมื่อถูกปลดลงแล้วก็มีบรรดาศักดิ์เป็ผิงอ๋อง เปลี่ยนแซ่จากแซ่กัวเป็แซ่ไฉ ผิงอ๋องไฉหรง ไม่้าเห็นเืนองแผ่นดินทางใต้ จึงออกหน้าขอพระราชทานอภัยโทษ จ้าวกวงอินยังเหลือศึกทางเหนืออีกทาง ไม่้าสร้างศัตรูกับชาวยุทธในดินแดนทางใต้ จึงถือโอกาสรับคำขอพระราชทานอภัยโทษของผิงอ๋อง
ชาวยุทธในแดนได้ต่างจดจำน้ำใจของผิงอ๋องเอาไว้ แม้ผิงอ๋องจะกลับไปใช้แซ่ไฉซึ่งเป็แซ่เดิม แต่ผู้คนล้วนรับทราบถึงน้ำใจนี้ สกุลกัวในรุ่นหลังกับสกุลไฉยังคงรับใช้ ราชสำนักซ่งต่อมา เมื่อวันนี้ทายาทเพียงคนเดียวของสกุลกัวต้องแสร้งตาย เปลี่ยนชื่อแซ่หลบหนีมา ถังกั๋วชินไหนเลยไม่ให้ความช่วยเหลือ
แต่ว่าพิษเย็นนี้ ไม่ว่าถังกั๋วชินค้นคว้าวิธีการของสกุลถังหลายร้อยปี ยังคงหาวิธีช่วยเหลือไม่ได้ หลายวันก่อนถังกั๋วชินค้นพบบันทึกของอดีตประมุขสกุลถังเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน ท่านถังฮุยจินเป็อัจฉริยะที่โดดเด่นของสกุลถัง บันทึกของท่านกล่าวถึงประมุขพรรคห้าเซียนในตอนนั้น นามว่าซุนไป่หาน
ในบันทึกนี้ดูเหมือนทั้งสองจะเป็สหายประลองฝีมือกัน ท่านถังฮุยจินยอมรับในบันทึกว่าฝีมือของท่านยังเป็รองประมุขพรรคห้าเซียน ท่านนี้อยู่ครึ่งขั้น ในบันทึกยังกล่าวถึงยาสุดร้อนในแผ่นดินตัวหนึ่งของพรรคห้าเซียนเรียกว่ายาเม็ดเก้าไพศาล ยาเม็ดสุดร้อนนี้ถือเป็ของวิเศษของพรรคห้าเซียน ท่านถังฮุยจินครั้งหนึ่งประลองพิษเย็นกับประมุขพรรคห้าเซียน พิษเย็นของสกุลถังแม้ไม่ถึงกับเป็อันดับหนึ่งในแผ่นดิน แต่ก็ร้ายกาจสมชื่อ แต่ว่าซุนไป่หาน ประมุขพรรคห้าเซียนท่านนั้น กินยาพิษเย็นของสกุลถังเข้าไปกลับสามารถถอนพิษได้ด้วยตัวยาวิเศษนี้ จนท่านถังฮุยจินต้องยอมรับนับถือ แต่ในบันทึกล่าวถึงยาเม็ดเก้าไพศาลไม่กี่คำ จะอย่างไรถือเป็ความหวังหนึ่ง ทดลองดูก็หาเป็ไรไม่
แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้ถังกั๋วชินต้องจัดขบวนของสกุลถังเพื่อขอความเห็นใจจากพรรคห้าเซียน น้ำใจของผิงอ๋องในตอนนั้น ไม่ว่าสกุลใดในเสฉวนล้วนได้รับ พรรคห้าเซียนคงไม่ถึงกับไม่ช่วยเหลือกระมั่ง
ถังกั๋วชินครุ่นคิดถึงตอนนี้ก็เอ่ยปาก
“จอมยุทธท่านใดให้เกียรติมาเยือนถึงถิ่น”
น้ำเสียงของถังกั๋วชินไม่ดังไม่เบา แต่จั่นเจาที่ยืนอยู่ที่ด้านนอกกลับได้ยินจนเด่นชัดราวกับถังกั๋วชินกล่าวอยู่ด้านข้าง จั่นเจากระโจนลงมาจากยอดไม้ ประสานมือคำนับจากด้านนอก กล่าวตอบด้วยวิชาส่งเสียงพันหลี่กลับไป
“ผู้เยาว์ จั่นเจาองครักษ์วังหลวงกราบพบท่านประมุข”
ประตูห้องหนังสือของถังกั๋วชินเปิดออกโดยไม่มีลม ด้านในห้องหนังสือจุดโคมไฟเอาไว้หลายดวง ถังกั๋วชินยืนอยู่ที่กลางประตู ส่งสายตาสำรวจองครักษ์วังหลวงผู้มีชื่อเสียงไปทั่วแผ่นดินท่านนี้ ก่อนที่จั่นเจาจะเข้ารับใช้ราชสำนัก ก็มีชื่อเสียงในแดนใต้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อจั่นเจาตัดสินใจติดตามขุนนางตรวจการผู้หนึ่ง ผู้คนทั้งยุทธภพต่างดูแคลนจั่นเจาเห็นแก่ลาภยศ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ชื่อของขุนนางตรวจการ เปาเจิ้ง ใต้เท้าเปาก็กระจายไปทั่วแผ่นดิน ใต้เท้าเปาท่านนี้ ตัดสินสืบคดีอย่างยุติธรรม ขุนนางกังฉินมากมายได้รับโทษ แม้แต่ราชครูผังที่มีอิทธิพลรองจากฮ่องเต้ยังถูกใต้เท้าเปาท่านนี้จัดการ
หากไม่มีจั่นเจาคอยให้การคุ้มครอง ไม่ทราบว่าใต้เท้าเปาท่านนี้ต้องตกตายจากการลอบสังหารสักกี่ครา ด้วยเหตุนี้ชาวยุทธฝ่ายธรรมะส่วนมาก จึงลอบให้ความคุ้มครอง เปาเจิ้งกับคนของสำนักตรวจการอย่างลับ ๆ เช่นกัน
“จอมยุทธจั่น กล่าวเกรงใจไปแล้ว เชิญ”
ถังกั๋วชินเบี่ยงตัวไปด้านหนึ่ง ผายมือเชิญจั่นเจาเข้าไปสนทนา เื่ราวไม่อาจรอช้า จั่นเจาลอยตัวไปยังห้องหนังสือในทันที
เวลาดึกมากแล้วเฉวียนหวาฉีร่างกายอ่อนแอ่ไม่อาจตากน้ำค้างเป็เพื่อนหลัวเซียนนานจนเกินไป หลัวเซียนสนทนาเล่นหมากรุกเป็เพื่อนกับเฉวียนหวาฉีั้แ่หัวค่ำ เฉวียนหวาฉียังคงไออยู่บ้างแต่ไม่รุนแรกเท่ากับที่ผ่านมา หลัวเซียนใช้ลมปราณหมื่นทิวาของตนเองคุ้มครองชีพจรหัวใจของเฉวียนหวาฉีเอาไว้ ทั้งยังถ่ายทอดลมปราณกรุยชีพจรหลักทั้งสิบสองให้กับเฉวียนหวาฉี
เมื่อหลัวเซียนถ่ายทอดลมปราณก็เข้าไปก็พบว่ามีลมปราณอันอบอุ่นสายหนึ่งหมุนเวียนอยู่ก่อนแล้ว ลมปราณนี้น่าจะมาจากประมุขสกุลถัง หลัวเซียนคุ้นเคยกับลมปราณของสกุลถังไม่น้อย นี่ต้องขอบคุณถังฮุยจิน ที่ครั้งกระนู้นต่อยตีกันอยู่นับครั้งไม่ถ้วน
“พี่หวาฉี ท่านไม่ค่อยสบาย พวกเราเข้าด้านในเถอะ”
เฉวียนหวาฉีวางหมากตัวสุดท้ายลงบนกระดาน กล่าวล้อว่า
“คงมิใช่ว่าเ้ากำลังจะแพ้ จึงไล่ข้าไปนอนกระมั่ง”
หลัวเซียนเงยหน้ามองสายตาของอีกฝ่ายที่มองมา
“ท่านว่าข้าคดโกง ข้าเป็ห่วงว่าท่านจะไม่สบายต่างหาก”
“เช่นนั้นกระดานนี้ วันหน้าเ้าต้องมาเล่นต่อกับข้าให้จบ” เฉวียนหวาฉีจ้องมองดวงตากลมโตสดใสตรงหน้า คาดหวังในคำตอบ
หลัวเซียนพยักหน้าตอบรับ
“ได้ พวกเราปรบมือสาบาน พี่หวาฉี ท่านต้องรักษาสุขภาพให้ดี หมากกระดานนี้ข้าจะเก็บไว้รอท่าน”
หลัวเซียนยื่นมือไปด้านหน้า เฉวียนหวาฉีก็ยื่นมือมาเช่นกัน เสียงฝ่ามือปะทะแแ่ สายตาของเฉวียนหวาฉีทั้งคาดหวังทั้งเศร้าหมอง วันหน้าของตนเองไม่แน่ว่าจะมาถึง
หลัวเซียนส่งเฉวียนหวาฉีที่เรือนพัก แต่ตนเองยังคงไม่กลับเข้าไปนอน หลัวเซียนกลับออกมาที่ศาลาด้านนอก ภายในพรรคหน้าเซียนอีกครั้ง จ้องมองกระดานหมากที่ยังวางเอาไว้ หลัวเซียนลอบตรวจสอบอาการของเฉวียนหวาฉี ทราบว่าลมปราณของอีกฝ่ายมีพิษเย็นเหยียบอย่างที่สุดแฝงเอาไว้ ลมปราณของตนเองกับประมุขสกุลถังทำได้เพียงประคองอาการเอาไว้ แต่ไม่อาจขับไล่พิษเย็นนี้ออกไปได้
ยาเม็ดเก้าไพศาลเป็ยาสุดร้อนในแผ่นดิน อาจใช้รักษาพิษเย็นนี้ได้ แต่ยาวิเศษนี้ไม่อาจจัดสร้างขึ้นใหม่ได้ในเวลาอันสั้น ตัวยาสมุนไพรที่ต้องใช้ ไม่แน่ว่าในแผ่นดินไม่มีอีกแล้ว หลัวเซียนที่รู้วิธีกลั่นยาเม็ดเก้าไพศาลก็ไม่อาจจัดสร้างตัวยานี้ขึ้นมาได้ ต่อให้มอบวิธีทำให้กับซุนอวี้ก็อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี
ยาเม็ดเก้าไพศาลตอนนี้เหลืออยู่เพียงสี่เม็ด หลัวเซียนกินเข้าไปก่อนหน้านี้สองเม็ด หาก้าแก้พิษเย็นนี้ อาจต้องใช้มากถึงสามเม็ด นั่นเท่ากับว่าหลัวเซียนจะเหลือตัวยาแค่เพียงเม็ดเดียว
หากหลัวเซียน้าคืบหน้าในพลังฝีมือมากกว่านี้ ต่อให้กินยาทั้งสี่เม็ดนี้เข้าไป ยังไม่อาจเท่าเทียมกับตนเองเมื่อครั้งอดีต ตอนนี้หลัวเซียนที่อายุสิบห้าปี มีพลังลมปราณราวห้าส่วนของตนเองในชาติก่อน ซุนอวี้สมควรเหนือกว่าหลัวเซียนราวขั้นครึ่ง ซึ่งน่าจะไม่ห่างจากประมุขสกุลถังมากนัก ผู้ที่หลัวเซียนประมือด้วยที่ชายป่า น่าจะอยู่ในระดับไม่ห่างจากซุนอวี้มากนัก
หากหลัวเซียนรับประทานยาอีกสี่เม็ดที่เหลือ ในเวลาไม่เกินสองปีจากนี้ หลัวเซียนมั่นใจว่าตนเองจะเหนือกว่าซุนอวี้กับจอมยุทธผู้นั้นอย่างแน่นอน แต่หากหลัวเซียนไม่รับประทานยาเม็ดเก้าไพศาล อาจต้องใข้เวลาถึงยี่สิบปีจึงจะก้าวหน้าถึงขั้นนั้น ซึ่งจะอย่างไรยังไม่อาจเทียบได้กับตนเองในชาติก่อนได้
หลัวเซียนนั้นประเมินตนเองต่ำเกินไป พลังฝีมือของถังกั๋วชิน อยู่ในระดับเดียวกับเ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ฝีมือของจั่นเจายิ่งไม่ต้องกล่าวถึง พลังฝีมือของซุนอวี้ยิ่งสูงส่งนัก หากหลัวเซียนบอกกับผู้อื่นว่า ในอีกยี่สิบปีจะมีพลังฝีมือเหนือกว่าเ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ผู้ที่ฟังคงคิดว่าหลัวเซียนฝึกวิชาจนสติเลอะเลือนไปหมดแล้ว
ความจริงแล้ว ในแผ่นดินนี้ ไม่แน่ว่ามีเด็กหนุ่มอายุสิบห้าคนใด ที่มีพลังฝีมือเทียบเท่ากับหลัวเซียนในตอนนี้
หลัวเซียนยังไม่ทราบว่าตนเองสมควรทำเช่นไรกับยาเม็ดเก้าไพศาลที่เหลืออยู่สี่เม็ดนี้ดี
“เก็บเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน”
หลัวเซียนนั่งอยู่ด้านนอกอีกสักพักก็กลับเข้าไปที่เรือนรับรอง
เวลาดึกมากแล้ว แต่แสงไฟในพระตำหนักของหลิวไทเฮายังสว่างอยู่ หลิวไทเฮาผ่านวัยสาวมาหลายสิบปีแล้ว แม้ตอนนี้มีตำแหน่งใหญ่โตที่สุดในวังหลัง แต่หลิวไทเฮายังคงไม่สบายพระทัย
นั่นเป็เพราะ เ้าเปาเจิ้งขุนนางตรวจการตัวดี รวมถึงผู้ที่ส่งหลักฐานมาจนถึงเมืองหลวง เื่ราวผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว คนเหล่านี้เหตุใดยังไม่ตายกันไปเสียให้หมดสิ้น เพราะว่าคดีนี้ทำให้วังหลังมีไทเฮาเพิ่มมาอีกหนึ่งพระองค์ ทั้งยังเป็พระมารดาที่แท้จริงของฮ่องเต้ แต่ว่าพระนางเองก็เป็พระมารดาของฮ่องเต้มิใช่หรือ ทรงรักและห่วงใยเลี้ยงดูฝ่าามาอย่างจริงใจ แม้เมื่อคดีสิ้นสุดเื่สับเปลี่ยนทารกจะไม่เกี่ยวข้องกับพระนางก็ตามที ทั้งหมดเป็การกระทำของขันที ที่เกรงว่าหากพระสนมหลิวในขณะนั้นคลอดทารกที่ตายออกมา พระสนมหลิวคงจบสิ้นแล้ว เมื่อเ้านายจบสิ้นตนเองก็คงจบสิ้นไปด้วย จึงสับเปลี่ยนทารกที่ตายกับพระสนมหลี่ จนพระสนมหลี่ถูกขับไล่ออกจากวังไป
แต่หากจะบอกว่าในที่สุดหลิวไทเฮาไม่ทรงทราบเื่ ก็คงมิใช่ผู้ที่ตนเองคลอดออกมา มีหรือผู้เป็มารดาจะจำไม่ได้ แต่ผู้ที่ถูกขับไม่ใช่พระนาง ใยต้องกล่าวออกไปให้มากความ แต่อย่างไรก็ดีเพราะว่าคดีนี้ทำให้ฝ่าาหวาดระแวงพระนาง จนทรงเ็ากับตำหนักนี้
ด้านหน้าของหลิวไทเฮา มีขันทีวัยกลางคนผู้หนึ่งก้มตัวยืนอยู่กลางโถง สองมือประคองถาดไม้มีผ้าสีขาวปกคลุมอยู่ ขันทีชราที่อยู่ด้านข้างหลิวไทเฮากระซิบอย่างแ่เบาที่ข้างหูพระนาง จากนั้นจึงเดินลงมานำถาดไม้ที่ว่า ประคองอยู่ด้านหน้าของหลิวไทเฮา
หลิวไทเฮาเปิดผ้าสีข้าวที่คลุมของบนถาดไม้เอาไว้ บนถาดไม้มีผ้าสีทองลวดลายัเปื้อนเื เก่าคร่ำคราพื้นหนึ่งกับ ผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลวดลาย บนผ้าไหมมีตัวอักษรเขียนเอาไว้ถี่ยิบ เป็จดหมายที่ส่งให้กับเปาเจิ้งในคดีสับเปลี่ยนโอรสเมื่อหลายสิบปีก่อน
“เ้าดู ลายผ้าพื้นนี้ดูไม่เหมือนลายผ้าของทางเหนือ” หลิวไทเฮา ไม่กล้าจับจดหมายผ้าเพียงสังเกตดูเท่านั้น
ขันทีชรากวักมือเรียกขันทีน้อยผู้หนึ่งออกมา กระซิบแ่เบา ไม่นานขันทีน้อยก็นำกรรไกรอันหนึ่งมา ขันทีชราใช้กรรไกรนี้ตัดชายผ้าด้านหนึ่งของจดหมายออกจนเรียบเสมอกัน หากไม่สังเกตอย่างใกล้ชิดจะไม่ทราบว่าจดหมายผ้านี้ถูกตัดออกไป
“ไทเฮา ลายผ้านี้ต้องมีที่มา ผู้ที่เขียนจดหมายนี้ไม่แน่ว่าหาผ้านี้มาจัดทำเป็จดหมายด้วยความบังเอิญหรือ อาจทิ้งเบาะแสบางอย่างเอาไว้ กระหม่อมจะให้คนไปสืบดู”
ลายในผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ปักไว้เป็รูปต้นไม้ ต้นหยาง ในเมื่อมีผู้ส่งจดหมายนี้มาจนได้ แสดงว่ายังมีผู้ที่รู้เื่นี้มีชีวิตอยู่ ไม่แน่ว่าวันหน้าคนผู้นี้จะส่งเื่เล่าอันใดมาอีก มีแต่คนที่ตายแล้วนั้นที่ไม่อาจบอกเล่าเื่ราว
หลิวไทเฮาโบกมือให้ ขันทีชรานำถาดไม้นี้ไปเก็บที่เดิม หลักฐานในคดีที่จบไปแล้วถูกเก็บไว้ในกรมอาญา แต่คดีนี้เกี่ยวข้องกับฮ่องเต้และไทเฮา ทำให้มีการเฝ้าคุมอย่างเข้มงวด จะอย่างไรไม่อาจหลบรอดคนของหลิวไทเฮาไปได้
ค่ำคืนยาวนานนัก หลิวไทเฮาเหนื่อยล้าแล้ว
“พวกเ้าออกไปได้แล้ว”