[26] เวิร์คช็อป
หลังจากวันนั้น อลิซก็ยอมย้ายมาอยู่ที่คอนโดแล้วเกาะติดเซ็ทเป็นตังเม แม้จะง่วงแค่ไหนแต่ทุกวันตอนเช้าเมื่อเซ็ทกลับมาจากฟิตเนสอลิซจะรีบตื่นมาส่งเซ็ทไปโรงเรียน ส่งเสียงน่ารักแล้วโบกมือลา“ตั้งใจเรียนนะคะพี่จ๋า!”“บอกตัวเองเถอะยัยตัวแสบ”ตอนเย็น อลิซจะนั่งรอเซ็ทกลับบ้าน เมื่อเซ็ทกลับมาถึงอลิซจะพุ่งเข้าหาแล้วเข้ามาคลอเคลียไม่ต่างจากลูกแมวตัวหนึ่ง จนกระทั่งเผลอหลับก็จะได้เซ็ทอุ้มไปส่งที่ห้องนอน“...งื้มๆ...ฝันดีนะคะพี่ชาย...”“ฝันดีอลิซ”อดัมเห็นพี่น้องรักใคร่กันก็อารมณ์ดีเหลือแสน ยิ้มจนแก้มปริ อีกใจหนึ่งก็อดอิจฉาไม่ได้ที่อลิซดูจะรักเซ็ทมากกว่าตนเอง แถมเซ็ทก็ดูจะให้ความสำคัญกับอลิซยิ่งกว่าพ่อแท้ๆ แบบตัวเองซะอีก...วันๆ หนึ่งของเซ็ทจะผ่านไปแบบเรียบง่าย เนื่องจากว่าตอนอยู่โรงเรียนบูมไม่เข้ามาหาเรื่องเขาแบบแต่ก่อน เพราะต้องเอาเวลาไปตามตื้อมิ้วที่ทำตัวเหินห่างจากเจ้าตัวอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่ามิ้วจะพยายามหาทางบอกเลิกบูมอย่างจริงจัง และเพราะแบบนั้นเจ้าหล่อนเลยยังไม่คิดเข้าหาเขาให้ชื่อเสียงตัวเองเสียหาย“มิ้ว มิ้วเป็นอะไร มิ้วคุยกับบูมหน่อย”“ฉันจะไปส่งงานหลบไปนะบูม”“เดี๋ยวบูมไปส่งให้ก็ได้นะมิ้ว”ส่วนคิวก็ดูจะเริ่มคิดได้ถึงได้ค่อยๆ แยกตัวออกจากกลุ่มของบูมแล้วค่อยๆ ไปตีสนิทกับเพื่อนกลุ่มอื่นแทน ซึ่งก็ทำได้อย่างไม่มีปัญหาเพราะบูมไม่ว่างสนใจใครทั้งนั้นนอกจากมิ้ว แถมคิวยังขยันเข้ามาพูดคุยกับเซ็ทมากขึ้น ทั้งยังเป็นเหมือนตัวกลางที่เข้ามาช่วยประสานรอยร้าวระหว่างเซ็ทกับเพื่อนนักเรียนชาย“เซ็ทไปเล่นบอลด้วยกันมั้ย?”“โทษทีนะคิว วันนี้ต้องไปคุยกับอาจารย์ศิริเพ็ญ ไว้คราวหน้านะ”“ยุ่งน่าดูนะ พยายามเข้าล่ะ”“ขอบใจไว้คราวหลังเดี๋ยวเล่นด้วย”ดังนั้นวันๆ ของเซ็ทที่โรงเรียนก็แค่ต้องยิ้มรับมือกับบรรดาเพื่อนผู้หญิงที่ดูจะขยันเข้าหาเขาก็แค่นั้น ซึ่งหากเซ็ทไม่ตีเนียนอยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้ชาย ก็จะมีห้องพักอาจารย์กับห้องสมุดเป็นที่หลบคนในช่วงพักเที่ยงของทุกวัน“ตรงนี้ใส่อารมณ์อีกหน่อย”“ไม่มากไปเหรอลุง?”ส่วนตอนเย็นเซ็ทจะเข้าไปบริษัทแล้วนั่งถกเรื่องบทกับลุงโชคอยู่พักใหญ่ แวะไปหาครูโต๋เพื่อเสริมทักษะการเต้นและออกกำลังกาย แวะไปหาครูฝนเพื่อทบทวนการร้อง งานทั้งหลายถูกปล่อยผ่านไป เหลือเพียงช่องยูทูปติดตามชีวิตเบื้องหลังของศิลปินที่พี่ตากล้องถ่ายเก็บไว้ถูกอัปโหลดลงไปเรื่อยๆ ให้คนดูไม่ลืมเซ็ทเมื่อดึกหน่อยก็กลับบ้าน นั่งเล่นกับอลิซ พูดคุยกับอดัม นานๆ ก็โทรคุยกับแม่อร ก่อนนอนก็ (ให้โร) ทำการบ้านให้แล้วก็หลับ วนเวียนอยู่แบบนั้นมาหลายวัน จนกระทั่งไม่ใช่วันธรรมดาแบบทุกวันอีกต่อไป......“ไปดีมาดีนะพี่ชาย รีบๆ กลับมานะคะ”“ตอนพี่ไม่อยู่ก็เป็นเด็กดี ขยันๆ อย่าดื้อกับอดัมแล้วก็อย่าซนรู้มั้ย”“หนูไม่ดื้อกับปะป๊าหรอกค่ะ”ด้วยการพูดเกลี้ยกล่อมของเซ็ท อลิซเปลี่ยนมาเรียกอดัมว่าปะป๊าอย่างเต็มปากเต็มคำ ทำเอาอดัมนั่งร้องไห้อยู่เป็นชั่วโมง แถมยังสนิทกับอดัมไม่ต่างจากพ่อกับลูกสาว ทุกวันนี้อดัมก็จะไปส่งอลิซที่ตึกฝั่งประถมก่อนไปสอน และก็ไปรอรับอลิซก่อนจะกลับบ้านพร้อมกันทุกวันอดัมกับอลิซอยู่โรงเรียนเดียวกันแต่คนละตึกก็ถือว่าง่ายต่อการสานสัมพันธ์ในระดับหนึ่งเลย“นานแค่ไหนกว่าจะถ่ายเสร็จเหรอลูก?”“ไม่แน่ใจ แต่ไม่เกินปีหรอก เดี๋ยวผมก็กลับมา มีอะไรก็โทรหาแล้วกันนะ”“พ่อจะรอดูเซ็ทที่ประสบความสำเร็จนะลูก สู้ๆ”“สู้ๆ นะคะพี่”“ไว้เจอกันนะอดัม เดี๋ยวพี่กลับมานะอลิซ”เซ็ทกอดกับอดัมก่อนจะกอดลาอลิซอีกหน หอมแก้มนิ่มไปสองทีแล้วลุกขึ้นยืน เดินออกจากประตูบ้านไปหาเจ๊เจสซี่ที่ยืนคอยอยู่ด้านนอก อลิซเบะปากเช็ดน้ำตาวิ่งออกมาจากห้องแล้วตะโกนดังๆ “รีบกลับมาหาหนูนะคะพี่ชาย!”เซ็ทมองอดัมที่เดินออกมาอุ้มอลิซที่ร้องไห้งอแง เขาส่งยิ้มโบกมือลาแล้วมุ่งหน้าไปที่สนามบิน
ที่สนามบินประเทศไทยมีแฟนๆ หน้าเดิมๆ มาส่งเซ็ทที่หน้าเกท แต่ละคนต่างอวยพรให้ประสบความสำเร็จและการถ่ายทำเป็นไปด้วยดี แม้ว่าเซ็ทจะยังไม่มีผลงานอะไรแต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่คอยติดตามให้กำลังใจอย่างจริงใจ จนเซ็ทอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างแล้วเดินจับมือแฟนๆ ทีละคนจนถึงเวลาขึ้นเครื่อง“ที่พักอยู่ที่ตึกเด็กฝึกของ JNr ฝั่งเกาหลีนะ แต่ถ้ามีถ่ายทำนอกสถานที่ยาวๆ ก็จะกินนอนกับกองถ่ายแทน ยังไงก็เตรียมใจโดนเขม่นไว้สักหน่อยล่ะ”“ไม่มีปัญหาครับ ผมเตรียมใจไว้สักพักแล้ว”เซ็ทกับเจ๊เจสซี่เอาของไปเก็บที่ห้องพักขนาดไม่ใหญ่แต่ยังดีที่ได้นอนคนเดียว ก่อนจะไปสำรวจถนนหนทางในการเดินทางเพื่อที่ว่ายามต้องเดินทางจะได้ไม่สายเพราะหลงระหว่างที่เดินในตึกก็มีเด็กฝึกหลายคนที่หันมองตามเซ็ทเพราะเข้าใจว่าเซ็ทเป็นเด็กฝึกรุ่นใหม่ แต่เพราะเซ็ทเดินประกบคู่กับเจ๊เจสซี่ที่ใจเป็นหญิงแต่ร่างกายเป็นชายที่มีกล้ามเนื้อราวกับนักเพาะกาย ก็ทำเอาเด็กฝึกคนอื่นที่กะเข้ามาสานสัมพันธ์ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กฝึกถอยหนีคงเป็นสายตาแทะโลมมากกว่ารูปร่าง“แหม่ ที่นี่มีเด็กน่ากินเยอะเลยนี่นา”“เจ๊ครับใจเย็นนะ”“น้องเขาฟังภาษาไทยกันไม่ออกหรอกน่า”เซ็ทได้แต่ปล่อยให้เจ๊เจสซี่ส่องหนุ่มตามสบาย แต่ก็สั่งห้ามทำอะไรไปมากกว่าส่องเพราะเกรงว่าจะเสียชื่อไปถึงประเทศไทยเอา
เวิร์คช็อปวันที่หนึ่งบรรดานักแสดงตัวหลักของซีรี่ย์ต้องมารวมตัวกันเพื่อมาฝึกการแสดงร่วมกัน เพื่อที่ว่าวันถ่ายจริงนักแสดงจะไม่เกร็งกันเอง และสามารถแสดงออกมาได้เข้าขากันและเป็นธรรมชาติมากที่สุดทุกคนในห้องนอกเหนือจากเซ็ทเป็นคนเกาหลีล้วน ต่างคนต่างนั่งอยู่คนละมุมเก้าอี้และสังเกตเพื่อนร่วมงานผ่านสายตา ซึ่ง ณ ห้องนี้เจ๊เจสซี่ไม่สามารถตามเข้ามาคอยดูแลเซ็ทได้ จะมีก็แต่ช่างกล้องของกองถ่ายที่จะเข้ามาเก็บภาพช่วงเวิร์คช็อปไว้ฉายเป็นเบื้องหลัง“สวัสดี ฉัน ‘ชเวยูซอง’ รับบทเป็นนักฆ่าตัวร้ายของเรื่อง ยินดีที่ได้รู้จักน้า”หนุ่มเกาหลีหล่อเข้มผมสีดำขลับเป็นคนแรกที่เปิดปากทักทายทุกคนด้วยน้ำเสียงร่าเริง และเพราะมีคนเปิด ก็จำเป็นต้องมีคนตาม ซึ่งก็คือชายวัยกลางคนที่หุ่นหมีนิดๆ “ฉัน ‘อีบุนซู’ รับบทเป็นหัวหน้ากองปราบ ฝากตัวด้วย”“เอ่อ...ฉัน ‘ฮันนาบี’ รับบทนางเอกค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก”หลังจากที่หญิงสาวเพียงคนเดียวในห้องที่ภาพลักษณ์ดูเหมือนสาวมั่นแต่ท่าทางยามพูดจาดูจะนุ่มนิ่มพูดจบ เซ็ทก็พูดต่อ“ผม ‘เซ็ท’ รับบทพระเอกครับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”ก่อนที่บรรดาเพื่อนร่วมงานจะได้ทำการประเมินเซ็ท ที่ไร้ชื่อเสียงที่สุดในห้อง ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกหนด้วยฝีมือคนคุ้นหน้าคุ้นตาในวงการ“ฉัน ‘ปาร์คซอนวอน’ เป็นผู้กำกับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ! เอาล่ะ แนะนำตัวกันแล้วก็มาเริ่มกันเลย!”...เซ็ทนั่งฟังผู้กำกับฝอยเรื่องไร้สาระยาวเหยียดจนแทบหลับ เพราะต้องการให้บรรดานักแสดงเลิกเกร็งและมันก็ได้ผลดีเยี่ยม จนกระทั่งเข้าสู่หัวข้อหลัก“อย่างที่เห็นกันว่าทุกคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว ยกเว้นคนหนึ่งก็คือคนนี้ ตัวเอกที่ได้มาจากการจัดออดิชั่นที่พึ่งจบไปเมื่อประมาณสัปดาห์ก่อน”ผู้กำกับเดินมาซ้อนหลังเซ็ทแล้วผายมือออกเหมือนกำลังภูมิใจนำเสนอ แล้วบรรยายสรรพคุณร้อยแปดพันเก้าเสมือนเซ็ทเป็นนักแสดงมีชื่อ“คนหนุ่มอายุน้อยมากความสามารถ มีเสน่ห์และเข้าถึงตัวละครจนน่าขนหัวลุก ทั้งๆ ที่เป็นมือใหม่สุดๆ แต่ฉันก็ไม่ลังเลที่จะเลือกเขามาเพื่อทำให้ผลงานเรื่องนี้มันเพอร์เฟ็กต์ที่สุด!”“โห ผมอยากเห็นฝีมือเขาแล้วสิ ว่าไงน้องใหม่สักฉากได้มั้ย?”“...อา ครับ”เซ็ทได้แต่พยักหน้ารับคำหนุ่มหล่ออารมณ์ดีที่ดูจะมีประกายวาวโรจน์อยู่ในตา อารมณ์ผสมปนเปกันจนแทบแยกไม่ออก หนึ่งคือความไม่เชื่อและหมั่นไส้ อีกหนึ่งคือความท้าทายและอยากเห็นฝีมือ“งั้นเอาเป็นฉากที่ยูซองได้เจอกับเซ็ท แล้วชวนเซ็ทเข้าร่วมองค์กร เนื่องจากเป็นตอนที่บทยังไม่เสร็จ ดังนั้นบทพูดด้นสดกันตามสบาย”“นายเป็นใคร?”“...”พริบตาต่อมายูซองแผ่รังสีกดดัน น้ำเสียงกดต่ำ ให้ความรู้สึกหน่วงๆ แตกต่างจากตอนกำลังพูดคุยโดยสิ้นเชิง หากแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่ว่าน่ากลัวจนขนหัวลุก เซ็ทยังคงเงียบและก้มหน้า ยูซองคิดในใจว่าเซ็ทคงประหม่าจนแสดงไม่ออก และตัดสินไปแล้วว่าเซ็ทนั้นไม่ได้มีฝีมืออย่างที่ผู้กำกับพูด“นายอยากจะตายเพราะพวกนักเลง หรือจะตายเพราะฉันฆ่านายดี?”“...ตาย...ฆ่า...?”เซ็ทพึมพำราวกับตอบสนองต่อสองคำนั้น เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาคมหม่นไร้ประกายแสงใดๆ อีกทั้งมันยังเต็มไปด้วยความมืดลึกสุดหยั่ง บรรยากาศรอบตัวให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก น้ำเสียงแหบพร่าไร้ชีวิต จนยูซองชะงักลืมต่อบท“...นายจะฆ่าฉันเหรอ?”“...”“...จะฆ่าฉันก็ได้ ...แต่ฉันมีคนที่ต้องฆ่าให้ได้อยู่...นาย...สอนวิธีฆ่าคน...ให้ฉันได้มั้ย?”ดวงตาหม่นแสงมีหยาดน้ำไหลออกมาเพียงหนึ่งหยด ก่อนที่สายตาไร้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความคลั่งแค้น ประหนึ่งว่าพร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต เป็นความรู้สึกกดดันที่ยูซองไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน จนเขาเข่าอ่อนล้มลงไปนั่งกับเก้าอี้“เป็นอะไรมั้ยครับพี่ชเว?”เซ็ทรีบปราดเข้าไปดู บรรยากาศรอบตัวหายวับไปกับตา เสมือนว่าดำลึกลงไปในบทบาทแล้วขึ้นมาเหนือผิวน้ำได้อย่างว่องไวราวกับสั่งได้ ยูซองหอบหายใจเบาๆ บริเวณไรผมเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ แล้วริมฝีปากก็ขยับหัวเราะเสียงดัง“ฮ่าๆๆ สุดยอดๆ เชื่อแล้วครับ เชื่อแล้ว ผู้กำกับไปหาสัตว์ประหลาดแบบนี้มาจากไหนเนี่ย?”“จากออดิชั่นน่ะสิ ไม่มีปัญหาเรื่องฝีมือแล้วนะ”“ไม่มีครับ น้องเขาสุดยอดมาก ผมลืมไปเลยว่าเมื่อกี้กำลังแสดง เหมือนตัวเองยืนอยู่ต่อหน้าพวกบ้าที่ไม่สนใจชีวิตมากกว่า”“แล้วอีกสองคนว่าไง?”“เหมือนถูกดูดเข้าไปในการแสดงเลยล่ะครับ เป็นน้องใหม่ที่น่ากลัวมาก ต้องไปรุ่งได้แน่ๆ”บุนซูมือเก๋าในวงการการแสดงชมจากใจ มองเด็กรุ่นใหม่ด้วยความชื่นชม ในขณะที่นางเอกสาวมือใหม่เอามือปิดหน้าทำท่าจะร้องไห้“ขนลุกเลยล่ะค่ะ นี่แปลว่าคนที่อ่อนเรื่องการแสดงที่สุดในที่นี้คือฉันสินะคะ ฮือ”“อ๋อ เซ็ทอายุสิบหกเท่าบทที่เขาแสดงด้วยล่ะนะ นาบีก็อายุห่างตามบทแบบพอดีซะด้วย เรียกว่าบังเอิญแบบเหมาะเหม็ง อย่าแพ้เด็กเข้าซะล่ะ”“อย่ากดดันกันสิคะผู้กำกับ! โธ่! เด็กสิบหกทำไมถึงได้เก่งขนาดนี้ล่ะคะ!? เดี๋ยวสิ! แล้วฉันจะโดนข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะรึเปล่าคะเนี่ย!?”แล้วนาบีก็ต้องเอามือขยี้หัวกรีดร้อง เรียกเสียงหัวเราะจากคนในห้องได้เป็นอย่างดี
เวิร์คช็อปวันที่ห้าบรรดานักแสดงทั้งตัวหลักและตัวประกอบต่างพากันมาเวิร์คช็อปในวันที่คิวของพวกเขาว่าง หากแต่เซ็ทที่ว่างทุกวันนั้นสามารถมาได้ทุกวัน แล้วก็ไม่วายโดนคนที่มาใหม่ไม่มั่นใจในความสามารถเสมอ“เอ้า เด็กเกสองคนมาลองบทกับพระเอกหน่อย”เซ็ทเดินมาตามคำเรียกของผู้กำกับ นักแสดงประกอบสองคนมองหน้าเซ็ทด้วยความไม่ชอบใจจากใจจริงๆ ไม่ใช่แค่การแสดง หากแต่เซ็ททำเป็นไม่เห็น“แกแม่งขัดหูขัดตาว่ะ รีบๆ ออกจากโรงเรียนไปดิวะ!”นักแสดงประกอบทำท่าปล่อยหมัดใส่หน้าเซ็ท ความจริงกำปั้นต้องหยุดก่อนที่จะโดนหน้า แต่ดูจากความแรงหมัดแล้วอีกฝ่ายตั้งใจให้กระทบหน้าเซ็ทชัดๆ ถึงกระนั้นเซ็ทก็ไม่ได้ตอบโต้ หากแต่ถอยหลังนิดหน่อยให้หมัดนั้นเฉียดหน้าไปเล็กน้อยแล้วแกล้งทำเป็นล้มคนต่อยอึ้งไปเล็กน้อยที่เซ็ทหลบได้ หากแต่เพื่อนก็เข้ามาต่อบท“ถ้าไม่ยอมออกจากโรงเรียนก็จ่ายมาสามแสนวอนไม่งั้นโดนอัดแน่!”“...เงินขนาดนั้น...ฉะ ...ฉันไม่มีหรอก”“ไม่มีก็เตรียมตัวตายซะ!”เซ็ทปัดป้องฝ่าเท้าที่ทำท่าจะกระทืบให้โดนจริงๆ ออกไปให้พ้นตัว เสแสร้งทำเสียงโอดโอยแล้วมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความไม่ยอมแพ้ ตามบทแล้วเด็กเกเรจะต้องไม่พอใจแล้วกระทืบต่อ แต่ทั้งสองคนนั้นยืนนิ่งตัวสั่นงันงก“เฮ้ย! ทำไมไม่เล่นตามบท!?”“ผะ...ผู้กำกับคือผม...ขอโทษครับผมลืมบท!”ทั้งสองคนพร้อมใจกันแก้ตัวแบบนั้น ใครจะกล้าบอกล่ะว่ากลัวสายตาของเด็กอายุสิบหกจนไม่กล้าลงไม้ลงมือต่อ“บทพูดไม่กี่ประโยคก็ลืม การแสดงต้องเป็นยังไงก็ลืม ไม่ชอบใจก็ใช้อารมณ์จะทำร้ายร่างกายจริง หึ ไร้ค่า กลับไปซะ คราวหน้าที่มาถ้าทำไม่ได้อย่างในบทฉันจะไล่ออก!”“ครับ! ขอบคุณสำหรับโอกาสครับ!”คำพูดของผู้กำกับนั้นหมายถึงว่าดูออกถึงสิ่งที่พวกเขาตั้งใจจะทำ นักแสดงประกอบหน้าชาก้มหน้ารับผิด จำเป็นต้องถอยทัพกลับไปก่อน ยังดีที่นี่แค่เวิร์คช็อปไม่ใช่ถ่ายจริง ไม่งั้นผู้กำกับคงไล่พวกเขาออกจากกองทันทีแน่ๆหลังจากสองคนนั้นเดินออกไป นักแสดงคนอื่นที่หันมามองก็รีบกลับไปท่องบทของตัวเอง แล้วผู้กำกับปาร์คซอนวอนก็กวักมือเรียกเซ็ทให้เดินมาหาไม่ต้องรอให้ผู้กำกับพูดอะไรเซ็ทก็ก้มหัวกล่าวอย่างฉะฉาน“ขอโทษด้วยครับ”“รู้ใช่มั้ยว่าผิดพลาดตรงไหน?”“ผมใช้แรงกดดันกับสายตาที่ดุเกินกว่าจะเป็นเด็กอ่อนแอทั่วไปครับ”“รู้แล้วทำทำไม?”“ทั้งๆ ที่เป็นการแสดงแต่สองคนนั้นจงใจจะทำร้ายร่างกายผมจริงๆ แล้วทำให้ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ ผมรับมือได้จึงแสดงต่อ แต่ก็ปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำ ต้องขอโทษด้วยครับ”เซ็ทก้มหัวขอโทษอีกครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจนผู้กำกับต้องถอนหายใจแล้วตบหัวเด็กมันเบาๆ“ถ้าดูออกคราวหน้าก็ขอความช่วยเหลือซะ นี่ฉันเองก็อยู่ คิดเรอะว่าการแสดงแบบนั้นฉันจะดูไม่ออก ถ้าไม่จัดการให้เรียบร้อยถ่ายทำจริงมันจะเป็นปัญหา”“ครับ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ”“ช่างมันๆ ไม่แปลกหรอกที่คนจะไม่ชอบหน้านายเยอะ แต่ฝีมือนายมันก็เป็นของจริง ดังนั้นพยายามเข้าล่ะ”“ครับ ผมจะพยายาม”เซ็ทยิ้มรับคำพูดของผู้กำกับ ชวนให้ปาร์คซอนวอนเอ็นดูเซ็ทเหมือนเอ็นดูลูกหลาน
เวิร์คช็อปวันที่สิบห้าเซ็ทได้เจอบรรดานักแสดงเกือบครบทุกคนแล้ว แต่คนที่เซ็ทจะได้ไปซ้อมบทด้วยบ่อยๆ ก็คือยูซองที่รับบทเป็นนักฆ่าและเป็นอาจารย์ให้เซ็ท กับฮันนาบีนางเอกของเรื่องที่ต้องวิ่งไล่ตามเซ็ท“ผู้กำกับครับ ผมอยากแสดงฉากบู๊เองครับ”“...รู้มั้ยว่ากำลังพูดอะไรอยู่?”“รู้ครับ”เซ็ทพยักหน้ารับหนักแน่น บทบาทของเซ็ทกว่าครึ่งเรื่องคือการบู๊ล้างผลาญระทึกใจ ซึ่งสำหรับเซ็ทที่อายุสิบหกเท่าตัวละครจริงๆ นั้นถูกผู้กำกับและทีมงานคนอื่นๆ ลงความเห็นว่ามันยากเกินไป และเตรียมหาสตั้นท์แมนที่เข้ากับรูปร่างเซ็ทกันแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่เซ็ท ทั้งยูซองและฮันนาบีที่ต้องมีฉากบู๊ต่างก็ใช้สตั้นท์กันทั้งนั้น“ผมอยากให้ผู้กำกับเห็นฝีมือผมก่อนแล้วค่อยตัดสินใจครับ”“...ก็ได้”ปาร์คซอนวอนเห็นเซ็ทจริงจังขนาดนั้นก็ตอบตกลงโดยไม่ทันยั้งคิด มารู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ในห้องซ้อมของพวกนักแสดงคิวบู๊กับสตั้นท์แมนซะแล้วเซ็ทมองประเมินคนรอบข้าง ทุกคนในห้องต่างเป็นสตั้นท์ที่ทำงานมานานและต้องฝึกซ้อมอยู่เสมอ หลายๆ คนหันมองทางเซ็ทและผู้กำกับที่เดินเข้ามาด้วยความสงสัย“ฝากทดสอบเด็กนี่หน่อย”“หน้าอย่างน้องเขาน่าจะเป็นดารามากกว่าสตั้นท์นะครับ” หนึ่งในสตั้นท์แมนว่า ปาร์คซอนวอนก็ได้แต่ปัดๆ มือแล้วตอบไป“เอาน่าลองดู ยั้งมือด้วย อย่าให้เด็กมันเสียโฉมละกัน”เซ็ทเดินไปประจันหน้ากับสตั้นท์แมนคนหนึ่งที่เดินออกมา ดูเหมือนจะเริ่มด้วยการสู้ตัวต่อตัว อีกฝ่ายสวมนวมนิ่มไว้กันเซ็ทจะได้รับบาดเจ็บ“ถ้าโดนชกหรือเตะจะถือว่าจบทันทีนะ หมอนี่จะพยายามยั้งมือไม่ให้ชกโดนก็จริง แต่ถ้าอ่อนหัดเองก็ระวังไว้ล่ะ ถ้างั้นก็เริ่มได้”สิ้นเสียงเซ็ทก็พุ่งเข้าใส่ ความเร็วขณะวิ่งเข้าหาเป็นความเร็วทั่วไปที่มองตามทันได้ไม่ยาก แต่อยู่ๆ เซ็ทก็หักเลี้ยวอย่างกระทันหัน ถีบเท้าพุ่งเข้าจุดอับสายตาแล้วฟาดขาเข้าที่ไหล่ของอีกฝ่าย สตั้นท์กระเด็นไปเล็กน้อยรีบหันกลับมาตั้งท่ารับมืออย่างจริงจัง แต่เซ็ทก็หยุดแล้วพูด“ถ้าเมื่อกี้ซัดเข้าที่กกหูก็จบไปแล้วล่ะครับ”ทั่วห้องต่างอึ้งจนพูดไม่ออก หัวหน้าทีมเข้ามาตบไหล่ลูกน้องให้ใจเย็นลง ไม่งั้นเดี๋ยวจะสติหลุดเข้าไปฟาดงวงฟาดงากับเด็กเข้าซะก่อน“ไอ้หนูนั่นพูดถูก ไม่ว่าเวลาไหนก็ห้ามประมาท จำไว้เป็นบทเรียนซะ”“แต่-...ครับ”“ดูจะมีฝีมือนะ งั้นต่อไปสามหนึ่ง”“ได้ครับ”จากที่เซ็ทแสดงออกไปเมื่อครู่ สตั้นท์คนอื่นจึงระวังตัวเองมากขึ้น ทั้งสามล้อมเซ็ทไว้เป็นสามเหลี่ยม แต่คราวนี้เซ็ทยืนนิ่งไม่ขยับจนกระทั่งมีคนหนึ่งพุ่งเข้าใส่ เป็นคนเดิมที่แพ้ตอนสู้หนึ่งต่อหนึ่ง“กลัวรึไง!?”เซ็ทไม่ตอบหากแต่เอี้ยวตัวหลบหมัดที่ผ่านหัวไป ใช้ขาข้างหนึ่งขัดขาของอีกฝ่ายจนหน้าทิ่ม ใช้หลังของเขายันตัวขึ้นตีหลังกาไปเตะอีกคนที่อยู่อีกฝั่ง เมื่อขาลงพื้นก็อัปเปอร์คัตใส่อีกคนที่พุ่งเข้ามาช่วยเพื่อน ชั่วอึดใจคนสามคนก็ล้มหน้าทิ่มดินกันหมด...อ่อนแอกันจัง...“...พริบตาเดียว”“ผมเปลี่ยนใจแล้ว ไอ้เด็กนี่น่าจะเหมาะกับนักแสดงคิวบู๊สุดๆ” หัวหน้าเหล่าสตั้นท์พูดด้วยดวงตาพราวระยับ ตบมือเสียงดังแล้วว่าต่อ “งั้นต่อไปห้าหนึ่ง”“ขอใช้กระสุนสีได้มั้ยครับ ในเรื่องมันต้องใช้ปืนด้วยน่ะ”“อ้าว นี่มาลองทดสอบเข้าบทหรอกเหรอ ได้สิ แต่พวกนี้มันก็จะใช้ด้วยนะ”“ไม่มีปัญหาครับ ยังไงก็ตามขอพื้นที่ทดสอบเป็นทั้งห้อง แล้วก็สิบต่อหนึ่งก็ได้ครับ”เกิดความเงียบขึ้นรอบตัว แม้แต่หัวหน้าสตั้นท์ที่มองเซ็ทเหมือนเพชรเม็ดงามก็เริ่มหน้าครึ้มลง พวกเขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังโดนดูถูกกันสุดๆ จนเซ็ทต้องรีบขัดแล้วก้มหัวขอโทษ“ผมไม่ได้ดูถูกพวกคุณนะครับ เพียงแต่ผมแค่อยากทดสอบความสามารถของตัวเอง ถ้าทำให้รู้สึกไม่ดีก็ต้องขอโทษด้วยครับ”“...เอาเถอะ ถ้าอยากลองของก็เอา”สตั้นท์ทั้งสิบเข้าประจำที่ที่อีกฝากของเซ็ท ผู้กำกับที่อึ้งไปนานไปยืนดูข้างๆ หัวหน้าสตั้นท์จนตอนนี้ก็ยังไม่ทันเรียกสติคืนได้ สุดท้ายก็ถูกเด็กทำเอาอึ้งจนต้องอ้าปากค้างเซ็ทใช้พื้นที่ระเกะระกะของห้องในการซ่อนตัว เมื่อลอบยิงจากไกลๆ กระสุนสีแต่ละนัดไม่เข้าที่หัวก็เข้ากลางอก หากแต่กระสุนสีของฝ่ายตรงข้ามไม่มีนัดไหนเลยที่จะเฉียดตัวเซ็ท ในขณะเดียวกันหากเข้ามาประชิด เซ็ทก็จะตอบโต้อย่างว่องไวจนอีกฝ่ายต้องลงไปนอนแล้วยิงกระสุดสีอัดหน้าผาก“โธ่เว้ย!”เซ็ทดึงแขนของอีกฝ่ายมาบิดไพล่หลังขัดเท้าให้หน้าทิ่ม แล้วจ่อปืนที่หลังหัวสุดท้ายก็ลั่นไก“เกมส์...โอเวอร์แล้ว”ปัง!!สตั้นท์แมนทั้งสิบต่างมีรอยสีติดอยู่ที่ตัวในขณะที่เซ็ทยังคงตัวขาวสะอาดหมดจด เซ็ทเดินไปขอบคุณและขอโทษที่อาจจะลงมือเกินกว่าเหตุต่อสตั้นท์แมนทุกคนแล้วเดินกลับไปหาผู้กำกับ“แล้ว...ผมเล่นบทบู๊เองได้รึเปล่าครับ?”“...ได้ เตรียมซ้อมบทบู๊ได้เลย”ผู้กำกับรู้สึกถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ของซีรี่ย์เรื่องนี้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว ในขณะเดียวกันเหล่าสตั้นท์แมนก็เริ่มชื่นชมในฝีมือและเปิดใจจนสามารถพูดคุยสนทนากับเซ็ทได้อย่างสนิทสนม ซึ่งเซ็ทก็เต็มใจตอบรับไมตรีนั้นอย่างยิ่ง
‘อย่าใช้อารมณ์เป็นหลักจนหน้าที่ที่ต้องทำเสียหาย’
--------------ขอบคุณสำหรับทุกบาททุกสตางค์ของนักอ่านทุกคนนะคะ สำหรับคนที่ไม่ไหวกับการติดเหรียญ สามารถรออ่านในช่วงปลดเหรียญหรืออ่านฟรีในเว็บเด็กดี (ที่จะลงตามหลัง) ได้ไม่มีปัญหาขึ้นกับความสะดวกค่ะ ซึ่งจะปลดเหรียญหลังจากลงบทใหม่ไปประมาณ 5-7 ตอนหรือประมาณห้าถึงเจ็ดวัน และจะติดเหรียญเฉพาะตอนแบบในช่วงแรกๆ ของเรื่องค่ะ จะสลับติดยังไงนั้นก็จะขึ้นอยู่กับช่วงเนื้อหานะคะ (อ่านวิธีติดซ้ำได้ที่ข้อมูลเนื้อเรื่องค่ะ)ขอบคุณทุกกำลังใจ ทุกการติดตาม ทุกคอมเม้นต์ และทุกรีวิวด้วยนะคะ รักทุกคนเลยค่ะ ^^