สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 ตอนที่ 265 ความสนุกเกิดขึ้นแล้ว

        กู้เฉาโถงยืนอยู่บนที่สูงแล้วมองออกไปด้านนอกด้วยสีหน้าที่หนักอึ้ง

 

        “นายท่าน ข้อได้เปรียบของเราในตอนนี้คือยังพอเหลือเวลาอยู่บ้างราชาอาจไม่ทรงรู้ว่านายท่านรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ฉะนั้นจึงรับสั่งให้ท่านมอบตัวเสี่ยวชีเต้าให้ระหว่างนี้ก็คือช่วงเวลาที่พวกเราสามารถใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ก่อนนายท่านจะเรียกข้ามา คาดว่าเรื่องที่ควรจัดการก็คงทำไปหมดแล้ว ขั้นแรกก็คือเชิญใต้เท้าในหน่วยทหารและยอดฝีมือในโรงจวี้ฉ่างอีกขั้นก็คือการเปิดเผยตัวตนของเสี่ยวชีเต้า”

 

        เขามองไปยังอันเจิง “การเตรียมการขั้นแรกต้องส่งผลต่อสิ่งที่ราชาทรงเตรียมไว้แน่นอนฉะนั้นหากข้าเดาไม่ผิด ตำหนักวิหารสวรรค์ต้องอ้างว่าท่านและสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เป็นกบฏแล้วให้ฆ่าทุกคนซะ”

 

        อันเจิงพยักหน้ารับ “เพราะเวลาเร่งรีบมากอีกทั้งคนของเราก็เยอะจนหนีไม่ได้ แต่ถึงกระนั้น พวกเรายังมีทางเลือกอยู่เหมือนกันที่ตราประทับท้าทายสวรรค์ถูกเก็บเป็นความลับมานานขนาดนี้นั่นก็เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในวันนี้นั่นเอง คนที่สามารถจากไปก็รีบไปซะ ส่วนคนที่ไม่อาจหนีไปได้ยังมีทางเลือกสุดท้ายคือตราประทับท้าทายสวรรค์”

 

        กู้เฉาโถงพูดขึ้น “ฉะนั้นอย่างน้อยพวกเราไม่มีทางพ่ายแพ้อย่างอนาถแน่”

 

        เขามองออกไปด้านนอก “จำนวนคนที่ราชาทรงใช้ได้มีน้อย...หากตัวตนของเสี่ยวชีเต้าเปิดเผยละก็ตระกูลใหญ่ในเมืองต้องคอยจับตามอง แต่ก็คงไม่กล้าลงมืออะไรส่วนทางด้านตำหนักจิงเซี่ยวอาจเข้ามาแทรกแซงทันที แต่ด้วยพระนิสัยของไทเฮา ต้องทรงรอให้ราชาไม่มีกำลังต่อสู้แล้วค่อยออกมาแน่ทางด้านหน่วยทหาร...ตอนนี้คงต้องรอดูว่าใต้เท้าในหน่วยทหารจะคิดอย่างไรแล้วล่ะ”

 

        ขณะกำลังพูดอยู่นั้น คนจำนวนกว่าพันคนก็เดินมาทางสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อย่างเร่งรีบที่ด้านหน้ามีแม่ทัพหวังไคไท่เป็นผู้นำ ส่วนคนที่ควบคุมทหารก็คือแม่ทัพฟางเต้าจือ

 

        พวกเขาเดินเข้ามาเร็วมากอีกทั้งทหารเหล่านี้ถูกฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีพวกเขาจึงเดินเข้ามาอย่างเป็นระเบียบและไม่วุ่นวายเลยสักนิด

 

        “ให้เข้ามา!”อันเจิงสั่งการให้คนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เปิดประตูใหญ่

 

        ทหารจำนวนไม่ต่ำกว่าพันคนหลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำแล้วยืนเป็นระเบียบอยู่ด้านข้าง ท่านเสนาบดีเฉินไจ่เหยียน แม่ทัพหวังไคไท่และแม่ทัพฟางเต้าจือแทบจะวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าที่ขาวซีด

 

        ผ่านไปหลายนาที ขบวนของโรงจวี้ฉ่างก็มาถึงดูแล้วมีเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น แต่คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ฝึกพลังวัตรทั้งสิ้น

 

        “ที่เจ้าพูดเป็นความจริงรึ?!”

 

       เฉินไจ่เหยียนมองไปยังอันเจิงด้วยสายตาที่คาดไม่ถึงจากนั้นก็หันไปมองเสี่ยวชีเต้า “นี่คือ...สวรรค์ปรานีแคว้นเยี่ยนของเรา!”

 

        สีหน้าของจวงเฟยเฟยก็ดูแย่ไม่แพ้กัน “อาศัยแค่พวกเราจะต่อกรกับตำหนักจิงเซี่ยวได้หรือ?ข้อได้เปรียบของพวกเราในตอนนี้ก็คือ ไทเฮาอาจทรงนึกไม่ถึงว่าเจ้าจะเตรียมการเช่นนี้แต่เมื่อนางรู้เรื่องทั้งหมด บางทีกำลังคนที่เรามีอาจต้านทานนางไม่ได้”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “ทางด้านราชาต้องทรงรับสั่งให้กรมราชทัณฑ์มาเป็นอันดับแรกข้าส่งคนไปหาถางไทเช้อก่อนแล้ว เรื่องแบบนี้ถางไทเช้อต้องไม่มีทางร่วมด้วยแน่นอนนอกจากกำลังทหารม้าแล้ว กรมราชทัณฑ์ก็ไม่มีอำนาจอย่างอื่นอีกฉะนั้นการโจมตีแรกก็คือคนที่ราชาทรงส่งมา...ราชาทรงฝึกคนเหล่านี้ด้วยตัวเองและซ่อนตัวพวกเขาเอาไว้ฉะนั้นพวกเขาคงไม่มีทางคัดค้านคำสั่งของพระองค์แน่ แต่ถึงกระนั้นการรับมือกับพวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องยาก อาศัยแค่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของข้าก็เพียงพอแล้วส่วนคนที่ต่อกรด้วยยากคือยอดฝีมือที่ตำหนักจิงเซี่ยวส่งมา”

 

        จวงเฟยเฟยหันไปมองเสี่ยวชีเต้าแวบหนึ่ง“เด็กคนนี้มีชะตาชีวิตที่ยากลำบาก...แต่ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้พวกเราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้วหากราชาทรงถูกควบคุมแล้วจริง ๆ ใต้เท้าทุกคนในหน่วยทหารและข้าต้องถูกกำจัดแน่นอน”

 

        อันเจิงขานรับ “ด่านแรกคือคนของราชาด่านที่สองคือทหารหลวง...ซึ่งไม่น่าเกรงกลัวมากนักตอนนี้ข้าจะซ่อนตัวเสี่ยวชีเต้าไว้ในตราประทับท้าทายสวรรค์จากนั้นก็คิดวิธีสร้างตัวปลอมขึ้นแล้วดึงดูดยอดฝีมือจากไป...หากเป็นไปได้ละก็ข้าอยากไปตำหนักจิงเซี่ยว”

 

        สีหน้าจวงเฟยเฟยเปลี่ยนไปทันที“เจ้าว่าอะไรนะ?!”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “อย่าเพิ่งรีบร้อนหากทางด้านไทเฮาทรงรวบรวมกำลังคนมาโจมตีสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ละก็การจะใช้อาวุธที่ข้ามีมารับมือก็ไม่ใช่ปัญหา แต่หากข้าสามารถเข้าตำหนักจิงเซี่ยวและจัดการไทเฮาได้ละก็ตระกูลใหญ่ที่จับตาดูต้องลงมือด้วยแน่ ตอนนี้พวกเขาอยากปกป้องอำนาจที่มีฉะนั้นพวกเขาไม่มีทางลงมือก่อน แต่หากไทเฮาถูกข้าจับได้เมื่อไหร่ พวกเขาต้องออกตัวอยู่ข้างเราแน่”

 

        “พูดน่ะง่าย แต่มันทำยาก!”

 

        “ทุกคนต่างรู้ว่ามันไม่ง่าย ฉะนั้นมันก็เป็นเพียงโอกาสหนึ่งเท่านั้น”

 

        จวงเฟยเฟยส่ายหน้า “เจ้าอาจไม่ชนะ”

 

        “ลองแล้วค่อยว่ากัน”

 

        ขณะกำลังคุยกันอยู่นั้น ขบวนถีจี้จากกรมราชทัณฑ์ก็กำลังเดินเข้ามาในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ผู้นำขบวนก็คือถางไทเช้อที่เป็นหัวหน้าถีจี้นั่นเอง เขาขี่ม้ามาถึงหน้าประตูสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จากนั้นก็มองธนูจำนวนมากที่อยู่บนกำแพง อีกทั้งด้านบนยังมีของประหลาดบางอย่างวางอยู่แล้วเขาก็ถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ “ท่านปั๋ว ท่านก่อเรื่องขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ข้าลำบากใจจริง ๆ”

 

        อันเจิงยืนอยู่บนกำแพงสูงแล้วพยายามทำให้ตัวเองดูพลิ้วไหว“ใต้เท้าถางไท ข้าไม่ได้อยากก่อเรื่อง แต่เพราะถูกบีบบังคับให้เลือกเช่นนี้ข้าขอความคิดเห็นจากเรื่องนี้ด้วย”

 

        ถางไทเช้อมองไปยังรอบ ๆ“ข้าจะมีความคิดเห็นอะไรได้? ข้าและถีจี้จำนวนร้อยคนสู้พวกเจ้าไม่ไหวอยู่แล้วฉะนั้นข้าจะกลับไปรายงานกับท่านเสนาบดีของกรมราชทัณฑ์ส่วนเจ้าก็เล็งธนูมาที่ข้าสองสามดอกก็พอ ไม่เช่นนั้นข้าคงรายงานเรื่องนี้ไม่ได้”

 

        อันเจิงยิ้ม “ข้าจะไม่เสียลูกธนูให้เจ้าแม้แต่ดอกเดียวรีบกลับไปซะ”

 

        ถางไทเช้อหันกลับไปสั่งการ“พวกเจ้าต่างก็เห็นแล้ว สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ป้องกันอย่างดีพวกเราไม่อาจโจมตีเข้าไปได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการสูญเสียกำลังคนเป็นจำนวนมาก รู้แล้วสินะว่าต้องกลับไปรายงานอย่างไร?”

 

        ทหารถีจี้ต่างก็พยักหน้าพร้อม ๆ กัน“ต้องรู้อยู่แล้ว”

 

        ถางไทเช้อหัวเราะเสียงดัง“รีบไสหัวกลับไปเถอะ พวกเจ้าต่างก็เป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมทั้งนั้น จำไว้ล่ะหลังจากกลับไปรายงานตัวแล้วก็ซ่อนตัวเงียบ ๆ ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าตายเร็วเกินไป”

 

        “แล้วใต้เท้าล่ะ?” ถีจี้คนหนึ่งถามขึ้น

 

        “ข้าไม่ใช่หัวหน้าถีจี้อีกแล้วพวกเจ้าจะบอกว่าข้าทรยศก็ดี หรือจะพูดอะไรก็ได้ เพียงแค่กลับไปรายงานเท่านั้นก็พอ”

 

        เขากระโดดลงมาจากหลังม้า แล้วเดินไปหน้าประตูสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์“ข้าเลือกทางของตัวเอง”

 

        ทหารถีจี้ต่างก็ยกมือคารวะ“ขอให้ใต้เท้าปลอดภัย ข้าน้อยจะรอการกลับมาของใต้เท้า”

 

        ถางไทเช้อให้อันเจิงเปิดประตูจากนั้นก็โบกมือให้คนอื่นที่อยู่ด้านนอก “ไสหัวไปเถอะ ๆ”

 

        ทหารถีจี้กว่าร้อยคนกลับขบวนจากนั้นก็กระจายหายไปกันหมด

 

       อันเจิงมองไปยังถางไทเช้อด้วยความไม่เข้าใจ “นี่...ไม่เหมือนนิสัยของเจ้าเลยนะเจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมกับข้า ในเมื่อเจ้ายังมีกิจการที่ใหญ่โตรออยู่”

 

        ถางไทเช้อยิ้ม “ถึงข้าเป็นหัวหน้าถีจี้ของกรมราชทัณฑ์แต่ก่อนหน้านี้ข้าก็เป็นเพียงคนทำการค้าเท่านั้น คนทำการค้าจะหาเงินได้อย่างไร?แน่นอนว่าต้องเป็นการวางแผน...ข้าก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ข้ามักรู้สึกว่าเจ้าจะชนะหากเจ้าชนะขึ้นมาจริง ๆ อีกหน่อยกิจการของข้าในแคว้นเยี่ยนต้องรุ่งเรืองอย่างแน่นอนหรือหากเจ้าแพ้ ข้าก็ยังเป็นคนของจักรวรรดิต้าซีอยู่ เพียงแค่เข้าไปดูแลโรงชิงไจต่อให้จะเป็นไทเฮาก็ไม่กล้าทำอะไรข้าแน่”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “ไม่ว่าอย่างไรความเป็นไปได้ที่จะชนะก็มีไม่มาก”

 

        “กิจการหนึ่ง...หากมีคนเข้าร่วมด้วยกันสิบคนอย่างมากคนสิบคนนี้ก็ได้ผลประโยชน์เพียงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้นแต่หากอีกเก้าคนเลือกอีกฝ่ายแล้วฝ่ายของข้าชนะ อย่างนั้นข้าก็จะได้รับผลประโยชน์คนเดียวเต็มๆ...แต่พูดเรื่องพวกนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าเจ้าต้องมีวิธีรับมือแน่นอนใช่หรือไม่?”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ไม่มีจริง ๆ”

 

        ถางไทเช้อชะงักไป “เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันหรือไม่?”

 

        อันเจิงยักไหล่ “รีบไป...ไม่ส่งนะ”

 

        ถางไทเช้อหัวเราะเบา ๆ“ไม่ว่าจะเดินไปส่งหรือไม่ข้าก็ไม่ไป พาข้าไปดูราชาในอนาคตหน่อยได้หรือไม่ข้าต้องให้เขารู้ว่ามีข้าอยู่ด้วย วันหนึ่งในอนาคตไม่แน่ข้าอาจเป็นเสนาบดีคนใหม่ของกรมราชทัณฑ์”

 

        อันเจิงยกมือคารวะ“เชิญท่านเสนาบดีเดินไปด้านหลังก็จะเจอใต้เท้าเฉินแล้ว ส่วนราชาในอนาคตเจ้าไม่มีทางได้เจอ ข้าซ่อนเขาไว้แล้ว แต่เจ้าวางใจเถอะข้าจะบอกเขาว่าเจ้าก็ร่วมปกป้องเขาเช่นกัน”

 

        ถางไทเช้อโบกมือไปมา “ช่างเถอะ ๆไม่สนใจเจ้าดีกว่า...เรื่องในวันนี้ถือว่าเจ้าติดหนี้บุญคุณข้าหนึ่งครั้งเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าต้องมา? ข้าไม่สนใจเรื่องของแคว้นเยี่ยนแม้แต่นิดเดียวที่ข้าอยู่ในกรมราชทัณฑ์ก็เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงเท่านั้นต่อให้แคว้นเยี่ยนจะถูกทำลาย ข้าก็ยังสามารถไปอยู่ที่อื่นได้ เช่น...แคว้นจ้าวแคว้นโยว แคว้นป้าและแคว้นฮัน แคว้นไหนก็มีกิจการของข้าทั้งนั้น หรือต่อให้จะกลับจักรวรรดิต้าซีด้วยกำลังที่ข้ามีในตอนนี้ ข้าก็มีพื้นที่ในตระกูลถางไทเช่นกัน ที่ข้ามาก็เพราะเห็นความสำคัญของเจ้า”

 

        เขายิ้มแล้วพูด“คนทำการค้าจะได้เงินก้อนเล็กต้องดูเหตุการณ์ตรงหน้า แต่หากอยากได้เงินก้อนโตต้องดูระยะยาวคนอย่างเจ้า อนาคตต้องเป็นใหญ่เป็นโต วันนี้ข้าช่วยเจ้า ต่อไปเจ้าต้องช่วยข้าแน่”

 

        อันเจิงหัวเราะ“พูดหมดก็ไม่มีความหมายแล้วสิ”

 

        “ข้าเป็นคนทำการค้าแต่ข้าไม่ใช่ไส้ศึก หากมีเรื่องอะไรก็ต้องพูดตรงไปตรงมาดีกว่าแกล้งพูดเรื่องความสัมพันธ์ของพี่น้อง เจ้ารู้หรือไม่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงที่สุดคืออะไร? นั่นก็คือการมีผลประโยชน์ร่วมกัน”

 

        อันเจิงยกมือคารวะ “อย่างไรก็ขอบคุณ”

 

        “เก็บคำว่าขอบคุณไว้เถอะอีกหน่อยเจ้ายังต้องช่วยข้า”

 

        ในขณะนี้เองทหารม้าสวมชุดสีดำก็เดินเข้ามา คนที่เป็นผู้นำก็คือขันทีที่ชื่อเซียงจุนนั่นเองเขากระโดดลงมาจากหลังม้า จากนั้นก็มองไปยังสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ที่คุ้มกันอย่างดีแล้วอ่านฎีกาหนึ่งรอบเนื้อหาด้านในก็คือ เพราะอะไรอันเจิงถึงใช้ความชื่นชอบที่ราชาทรงมีให้มาทำเรื่องเช่นนี้อีกทั้งยังคิดจะกบฏด้วย ว่าด้วยกฎหมายของแคว้นเยี่ยนอันเจิงต้องถูกประหารเก้าชั่วโคตร แต่เพราะราชาทรงมีจิตใจเมตตาฉะนั้นขอเพียงคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แยกย้ายกันไป เรื่องนี้ก็จะจบเพียงเท่านี้

 

       อันเจิงหันไปมองกู้เฉาโถงที่ยืนด้านข้างแวบหนึ่ง“ยังมีเวลามาเขียนเรื่องพวกนี้อีก...”

 

        กู้เฉาโถงยิ้ม “อย่างไรก็ต้องทำให้ตัวเองดูดีไว้ก่อนอยู่แล้ว”

 

        เขาเปิดของในมือตัวเองออกหลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งเขาก็ยื่นให้อันเจิง “ให้คนที่เสียงดัง ๆ มาอ่านหน่อย”

 

        อันเจิงหัวเราะอย่างอดไม่ได้แล้วเรียกหลางจิ้งเข้ามาหลางจิ้งอ่านเนื้อหาที่กู้เฉาโถงเขียนหนึ่งรอบเพียงครู่เดียวก็กดทับเสียงของเซียงจุนไปหมดแล้วบทความที่กู้เฉาโถงเขียนก็คือฟ้องร้องฟ้าดิน ตัวอักษรมีทั้งหมดหนึ่งพันกว่าตัวอีกทั้งความหมายของทุกตัวก็คมเฉียบมาก

 

        จากนั้นอันเจิงก็หันไปมองกู้เฉาโถง “เจ้าก็ยังมีเวลามาเขียนบทความนี้อีกรึ...”

 

        กู้เฉาโถงตอบกลับ“บอกแล้วว่าต้องดูดีไว้ก่อน...”

 

        เซียงจุนไม่อาจอ่านฎีกาต่อได้ เขาจึงตะโกนขึ้น“ส่งตัวอันเจิงและเด็กที่ปลอมแปลงเป็นบุตรชายของรัชทายาทออกมาแล้วพวกเจ้าจะมีโอกาสรอดตาย แต่หากคัดค้าน...”

 

        เมื่อเขาพูดถึงตรงนี้ ตู้โซ่วโซ่วก็หยิบก้อนหินปาลงไป“พูดมากจริง!”

 

        เซียงจุนถอยไปด้านหลังแล้วหันไปเขม่นหน้าตู้โซ่วโซ่วอย่างดุร้าย จากนั้นก็ชี้ไปด้านหน้า “ฆ่าไม่เว้น!”

 

        ผู้ฝึกพลังวัตรจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยคนที่ราชาทรงหามาอย่างลับๆ เริ่มพุ่งไปตามทางเข้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์

 

        ผู้เฒ่าฮั่วที่นั่งดูดท่อยาสูบอยู่บนที่สูงก็โบกมือเรียกตู้โซ่วโซ่ว“มา ๆ ๆ ครั้งแรกที่จะใช้มัน ข้าจะให้เจ้าเป็นคนเปิดฉากก่อน”

 

       ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะแล้ววิ่งเข้าไปยืนข้างผู้เฒ่าฮั่ว

 

        ด้านหน้าผู้เฒ่าฮั่วมีของที่คล้ายคลึงกับธนูขนาดใหญ่ทว่ากลับมีกระบอกอันหนึ่งด้วย ด้านในมีของอัดแน่นมาก ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ผู้เฒ่าฮั่วชี้ไปยังด้านหน้า“อนาคตของชิ้นนี้สามารถดัดแปลงไปใช้ในสงครามได้ ถือว่าข้ามอบให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายละกันแต่คนที่จะใช้ของชิ้นนี้ต้องเป็นชายกำยำร่างใหญ่เท่านั้น”

 

        ตู้โซ่วโซ่วยิ้ม “สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มีเงิน!”

 

        จากนั้นเขาก็ปล่อยเชือกแล้วลูกกระสุนก็พุ่งออกไป

 

        ลำแสงสีเขียวขนาดใหญ่พุ่งออกไปจากกระบอกหลังจากมันพุ่งออกไปกลางอากาศ ลำแสงสีเขียวก็แตกออกทันทีแล้วกระจายพุ่งต่อไปด้านหน้านั่นคือหยกแห่งวิญญาณระดับสีเขียวหลายสิบเม็ดที่ผสมเหล็กกล้าเข้าไปด้วย

 

        ระเบิดเพียงครั้งเดียวพื้นดินด้านหน้าในรัศมีหลายร้อยเมตรก็ถูกกวาดล้างทั้งหมด!

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

นิยาย แฟนตาซี
146K 253
Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
173K 135
จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

นิยาย แฟนตาซี
2.76M 3640
บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
1.35M 933
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
3.72M 1271
เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

นิยาย แฟนตาซี
1K 34
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
5K 89
ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
207K 185