Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 96 ญาณแห่งวารี

                    สายเลือด...พลังของสายเลือดสีฟ้าสกุลเฟิงที่เกิดการย้อนคืนในร่างของถังเฟยหู่นับว่าเกินความคาดหมายของเขาไปไกลนักก่อนหน้านี้สายเลือดของเขาผสมปนเประหว่างสองตระกูลอยู่ภายในร่างของเขาจนส่งผลให้เขามีดวงตาสองสีตั้งแต่วัยเด็กแต่หลังจากเกิดการกลายพันธุ์เขาก็ไม่คิดเลยว่าสายเลือดดั้งเดิมจะสามารถย้อนคืน


                    อีกทั้งสายเลือดในตอนนี้ยังดูเข้มข้นยิ่งกว่าตอนอยู่เมืองฟูเจี้ยนเสียอีกนั่นเพราะสายเลือดทั้งหมดที่เคยมีได้หลอมรวมเข้ากับพลังมารจนเกิดสายเลือดสีม่วงที่กลายพันธุ์นั่นขึ้นมาแต่ใครเล่าจะคิดว่าสายเลือดที่รวมเป็นหนึ่งจะกลับสามารถแปรสภาพทั้งหมดให้กลับคืนสู่พื้นฐานดั้งเดิมได้อีกครั้ง


                    นั่นก็เท่ากับว่าสายเลือดที่แปรผันกลับไปย่อมมากเสียกว่าตอนที่สองสายเลือดแยกจากกันเป็นเอกเทศอยู่ภายในร่างของเขาอย่างแน่นอน! แต่เขากลับดีใจได้เพียงชั่วครู่เท่านั้นในตอนนั้นเองที่พลังสายเลือดอัสนีในร่างเริ่มลดน้อยถอยลงพลานุภาพที่เคยมีได้เริ่มสูญสลายลงไปเรื่อยๆจนถึงจุดต่ำสุด


                    พลังสายเลือดที่เคยไหลเวียนในกายก็ค่อยๆกลับมาเป็นสายเลือดสีม่วงที่กลายพันธุ์อีกครั้งและแขนข้างซ้ายของเขาตอนนี้ไม่มีเปลวเพลิงจากเพลิงโลหิตลุกไหม้อีกแล้วรอยสักมารได้เจือจางจนหายไปเพราะปราณมรณะที่ถูกเผาผลาญจนแทบหมดสิ้นร่างกายของเขาได้รับภาระมาอย่างหนักและในที่สุดทั้งหมดก็สิ้นสุดลง


                    ตู้มมมม!


                    เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้งพื้นที่ภายในบริเวณนี้ยังคงเต็มไปด้วยหินหลอมเหลวที่กำลังปะทุอยู่อย่างต่อเนื่อง เขาจะต้องเร่งรีบจากไปโดยเร็วที่สุดเพื่อจะได้ไม่ต้องพบเจอคนจากสำนักเดียวกันแต่ในขณะที่เขากำลังก้าวเดินนั้นเองที่เขารู้สึกถึงความแปลกประหลาดจากภายในร่างกายความเจ็บปวดทั้งหลายได้เข้าจู่โจมเขาจากภายใน


                    ถังเฟยหู่สัมผัสได้ถึงเลือดที่อยู่ในลำคอแต่เขาได้ฝืนร่างกายของตนและกลืนเลือดนั่นกลับลงไปแขนทั้งสองข้างของเขาในตอนนั้นเองได้เกิดร่างรอยบาดแผลและรอยปริแตกจำนวนมากขึ้นมาเลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผลฉกรรจ์บนแขนทั้งสอง เรี่ยวแรงทั้งหมดบนแขนทั้งสองข้างได้หมดลงและห้อยไว้ข้างลำตัวจนไม่อาจยกขึ้นไว้


                    “เหอะๆร่างกายรับภาระหนักจนเกินไป…หากพลาดเพียงนิดเดียวอาจจะได้ตายเป็นครั้งที่สองแน่....” เมื่อกล่าวเสร็จเขาก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นแต่เขาไม่อาจนอนทิ้งร่างภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ได้!ไม่ว่าหินหลอมเหลวที่กำลังปะทุขึ้นทุกขณะหรือจะเป็นเหล่าศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ก็ตาม


                    ถังเฟยหู่ได้เรียกทาสอสูรของตนออกมาจากห้วงวิญญาณใจกลางตันเถียนละอองปราณสีฟ้าได้กระจายออกจากร่างของเขาและรวมตัวอยู่ที่เบื้องหน้าละอองปราณเหล่านั้นได้ก่อร่างขึ้นจนกกลายเป็นอสรพิษวารีในทุกสุด เกล็ดสีฟ้าของมันสะท้อนเข้ากับแสงสีของหินหลอมเหลวที่กำลังปะทุอยู่ในขณะนั้นมองไปแล้วดูงดงามมิใช่น้อย


                    “เร็วเข้า!รีบพาข้าหนีไปให้เร็วที่สุด!” ถังเฟยหู่เร่งสั่งให้การอสรพิษวารีในทันทีเขายังคงพอครองสติได้อยู่บ้างเมื่อเห็นดังนั้นอสรพิษวารีจึงได้ใช้หัวของมันช้อนร่างของถังเฟยหู่ให้มาอยู่บนหัวของมันก่อนที่จะแหวกว่ายออกไปอย่างรวดเร็ว


                    ใบหน้าของอสรพิษวารีแสดงออกถึงความทรมานอยู่บ้างตัวของมันนั้นเป็นสัตว์อสูรธาตุวารีแต่กลับต้องมาแหวกว่ายน้ำท่ามกลางหินหลอมเหลวที่กำลังปะทุขึ้นมาจากใต้พิภพพลังของมันนับว่าถูกใช้ออกไปอย่างรวดเร็วมากเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ร่างของอสรพิษวารีพุ่งทะยานออกไปทางเบื้องหน้าโดยไม่หยุดและหลบหลีกหินหลอมที่ที่พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นเบื้องล่างอย่างชำนาญร่างของมันหลบหลีกไปมาได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็ว และเกือบมีหลายครั้งที่ถังเฟยหู่เกือบจะกระเด็นล่วงหล่นจากร่างของมันแต่ถังเฟยหู่เองก็พยายามที่จะใช้เรี่ยวแรงที่เหลือน้อยนิดพยายามคว้าตัวอสรพิษวารีไว้


                    และในท้ายที่สุดและหนึ่งคนหนึ่งอสูรก็สามารถหลบหนีออกไปจากออกจากสนามรบที่กลายเป็นทะเลเพลิงจากหินหลอมเหลวที่ปะทุขึ้นมาซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่เบื้องบนของหุบเขาที่กำลังถล่มทลายร่างของคนเก้าคนในชุดสีดำกำลังยืนชมการต่อสู้ของถังเฟยหู่และต๊กโกวฉิวหลงมานานแล้ว


                    คนเหล่านั้นก็คือซินถงและศิษย์พรรคอสูรที่ได้เดินทางเข้ามาในแดนลับทะเลปีศาจด้วยความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสกุ้ยหลงเส้นผมสีขาวของซินถงปลิวไสวไปกับห้วงน้ำที่ขยับเคลื่อนไหวราวกับดูมีชีวิตนั่นยิ่งดูขับเน้นให้ภาพลักษณ์ของซินถงยิ่งดูลึกลับมากขึ้น


                    ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มผู้มีดวงตาเหมือนเหยี่ยวได้ก้าวเดินออกมาเบื้องหน้าอยู่ด้านข้างของซินถงและกล่าวขึ้น“หัวหน้า…ให้ข้าตามไปหรือไม่?ชายคนนี้มีเรื่องน่าสงสัยหลายเรื่องมากนัก…เขาหลอมรวมร่างเข้ากับสัตว์อสูรอีกทั้งยังใช้ปราณเก้าเยือกแข็งของเผ่าซีเซี่ยเราอีก….หรือว่าเขาจะเป็นคนของเผ่าเราที่แฝงตัวในฟูเฉียน?”


                    แต่ซินถงนั้นกลับส่ายหน้าปฏิเสธและกล่าวออกไป“หมิงเจ๋อ…เจ้าอย่าได้สนใจชายคนนี้ให้มากเลย…ถึงอย่างไรภารกิจของพวกเราก็ต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก็น็”ซินถงได้กล่าวกับชายหนุ่มตาเหยี่ยวด้านข้างผู้มีนามว่าหมิงเจ๋อนางได้หันไปมองยังทิศทางที่ถังเฟยหู่และอสรพิษวารีพุ่งไป


                    ซินถงได้ยกนิ้วขึ้นมาและชี้ไปยังทิศทางนั้น“ตามบันทึกที่ตกทอดมาภายในพรรคอสูรของเรา…ที่แห่งนั้นสมควรจะเป็นสถานที่ตั้งของวังเจ้าสมุทร….หนึ่งในสิบแปดวังมารของบรรพชนจอมมาร พวกเราต้องเร่งรีบเดินทางเสียแล้วก่อนที่คนของต้าหลิงจะไปถึง”


                    “ขอรับ!”ศิษย์พรรคอสูรเจ็ดคนที่เหลือและหมิงเจ๋อได้ตอบรับคำของนาง


                    แต่ในตอนนั้นเองที่หมิงเจ๋อได้ตวัดสายตาออกไปทางเบื้องหลังดวงตาสีเหลืองของเขาเปล่งแสงเรืองรองออกมาสายเลือดดวงตาของเขาถูกโคจรออกมาอย่างเต็มที่ดวงตาสีเหลืองของเขาได้เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นตาของวิหค ภาพที่เขาเห็นพลันขยายใหญ่ขึ้นและเห็นกว้างไกลขึ้นอย่างมากเขาได้พบเห็นศิษย์สำนักเสียงสวรรค์จำนวนมากเริ่มรุกคืบเข้าสู่หุบเขาแห่งนี้แล้ว


                    “เรียนท่านหัวหน้า…พวกต้าหลิงเริ่มเคลื่อนไหวแล้วขอรับ” หมิงเจ๋อกล่าว


                    ซินถงพยักหน้ารับ“เช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางเถอะ”เมื่อสิ้นคำกล่าวของซินถงร่างของคนทั้งเก้าคนก็ได้เคลื่อนร่างออกจากหุบเขาแห่งนั้นในทันทีซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่การระเบิดของหินหลอมเหลวเริ่มลดน้อยถอยลงและสงบลงกว่าหลายส่วนนั่นจึงทำให้ศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ทั้งหมดเดินทางเข้าสู่หุบเขา


                    “ศิษย์พี่ต๊กโกว!”


                    “ศิษย์พี่ต๊กโกว! ท่านได้ยินไหม!”


                    “ศิษย์พี่ต๊กโกว! ท่านอยู่ไหน!”


                    เสียงของศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ดังขึ้นเพื่อเรียกศิษย์พี่ของพวกเขา แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจหาต๊กโกวฉิวหลงได้เจอถึงแม้การระเบิดของหินหลอมเหลวจะเริ่มสงบลงอย่างรวดเร็วเพราะขาดแรงสนับสนุนจากจระเข้เพลิงปีศาจและถูกธาตุน้ำในห้วงทะเลปีศาจกลบฝังไปจนสงบเสียสิ้น...แต่พวกเขาก็ไม่อาจพบร่างของศิษย์พี่ได้เลย


                    “ตรงนั้น!”ตอนนั้นเองที่มีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนขึ้นเขาได้พบเห็นเงาเค้าโครงประหลาดบนพื้นเขาเร่งรีบวิ่งเข้าไปพร้อมกับศิษย์คนอื่นในสำนัก แต่เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้เงาร่างนั้นกลับต้องตกใจถึงสุดขีดกับภาพที่เห็น


                    “ศิษย์พี่!!!!!” เสียงตะโกนของพวกเขาดังขึ้นอย่างพร้อมกันภาพที่พวกเขาเห็นคือร่างของต๊กโกวฉิวหลงที่นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้นใบหน้าก่อนตายของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด บนแผ่นหลังของต๊กโกวฉิวหลงปรากฏรอยแผลขนาดใหญ่เลือดเนื้อและกระดูกโผล่พ้นแผ่นหลังของเขา...


                    ร่างกายบางส่วนของต๊กโกวฉิวหลงรวมถึงแขนของเขาถูกหินหลอมเหลวเผาไหม้ไปเสียสิ้นแล้วสำหรับศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ที่เคารพในตัวต๊กโกวฉิวหลงแล้ว…นี่ราวกับโลกทั้งใบของพวกเขาถล่มลงมาไม่ปานน้ำตาของพวกเขาไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้แต่หยางถิงก็ยังมีใบหน้าเศร้าสร้อยกว่าหลายส่วนถึงอย่างไรนางและต๊กโกวฉิวหลงก็เติบโตมาในสำนักเดียวกัน เห็นหน้ากันตลอดหลายปี…เห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ก็ย่อมต้องมีความเสียใจบ้างไม่มากก็น้อย


                    ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้พุ่งตัวเข้าไปใกล้ร่างของต๊กโกวฉิวหลงและยืนอยู่บนหินหลอมเหลวที่กลายเป็นหินเพราะสูญเสียความร้อนไปร่างของต๊กโกวฉิวหลงเองบางส่วนก็จมอยู่ในชั้นหินเหล่านั้นที่เกิดจากหินหลอมเหลวที่เย็นตัวลง


                    หยางถิงนำพิณโบราณของตนออกมาและใช้วรยุทธ์พิณเจ็ดสายไร้เงาทำลายชั้นหินที่เย็นตัวลงรอบร่างของต๊กโกวฉิวหลงเพื่อที่จะนำร่างของเขาออกมาได้จากนั้นศิษย์ทั้งหลายจึงได้นำร่างของเขาออกมาจากสนามรบแห่งสุดท้ายของเขา…


                   

                    ทางด้านถังเฟยหู่ที่หอบหิ้วร่างอันบาดเจ็บหนักของเขาจากไปไกลกว่าสามวันในที่สุดเขาก็วางใจและหยุดพักลงในถ้ำแห่งหนึ่งเขาได้เก็บอสรพิษวารีกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณเพื่อให้มันได้พักผ่อน ถังเฟยหู่ได้นำพาร่างกายที่บาดเจ็บของตนเข้ามาด้านในสุดของถ้ำและพิงมันไว้ด้วยแผ่นหลังของตน


                    เขาได้โคจรปราณภายในร่างและให้มันไหลเวียนไปตามจุดชีพจรและอวัยวะต่างๆทั่วทั้งร่างเพื่อพยายามฟื้นคืนพลังและรักษาอาการบาดเจ็บให้ได้มากที่สุดหลังจากผ่านกว่าสองวันเขาก็ได้ฟื้นคืนอาการบาดเจ็บขึ้นมาจนพอขยับเคลื่อนไหวได้บ้างแล้วในตอนนั้นเองเขาได้ขยับมืออย่างยากลำบากเพื่อสัมผัสกำไลมิติบนข้อมือ


                    เขาได้ส่งปราณและจิตสัมผัสของตนเองเข้าไปด้านในเพื่อตามหาของบางอย่างและเขาก็หามันเจอในที่สุด!ยาแปดดารากระจ่างฟ้าที่ได้รับมาจากศิษย์สำนักแปดดารายาชนิดนี้มีผลในการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บและฟื้นคืนลมปราณ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่เขาจำเป็นต้องทำในตอนนี้


                    ยาแปดดารากระจ่างฟ้านับว่ากลายเป็นยาช่วยชีวิตของเขาอย่างแท้จริงในตอนนี้เขาได้หยิบเม็ดยาขึ้นมาหนึ่งเม็ดและใส่เข้าปากของตนในทันที ยาแปดดารากระจ่างฟ้าไหลลื่นลงคออย่างง่ายดายเม็ดยาได้สลายกลายเป็นของเหลวและถูกร่างกายของเขาดูดซึมเข้าสู่เส้นชีพจรอย่างรวดเร็ว


                    ถังเฟยหู่ฝืนอาการบาดเจ็บของตนและโคจรลมปราณเพื่อชักนำยาแปดดารากระจ่างฟ้าที่กลายเป็นของเหลวไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บและฟื้นฟูปราณที่สูญเสียไปในการต่อสู้ยาวิเศษชนิดนี้นับว่ามีสรรพคุณที่ดีเลิศยิ่งนักผ่านไปหลายชั่วยามร่างกายของเขาก็เริ่มฟื้นฟูจนดีขึ้นมาก


                    “ฝีมือการปรุงยาของผู้อาวุโสสำนักแปดดาราช่างร้ายกาจยิ่งนักอาการบาดเจ็บของข้าฟื้นคืนมากว่าหนึ่งในห้าส่วนหากทำการรักษาแบบนี้ไปเรื่อยๆคิดว่าอีกไม่กี่วันก็คงจะหายดี…” ถังเฟยหู่กล่าวกับตนเองพร้อมกับนำยาแปดดารากระจ่างฟ้าอีกเม็ดขึ้นมาและโยนยาเม็ดนั้นกลับเข้าสู่ปากอีกครั้ง


                    ในครานี้การรักษาของยาแปดดารากระจ่างฟ้ารวดเร็วกว่าครั้งก่อนหน้านี้นั่นก็เพราะอาการบาดเจ็บต่างๆภายในร่างของเขาเริ่มทุเลาเบาบางลงแล้วอีกทั้งเวลาที่ใช้ในการดูดซึมสรรพคุณของยายังใช้เวลาน้อยลงมากอีกด้วย อาการบาดเจ็บบนแขนทั้งสองข้างที่หนักที่สุดก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า


                    ถังเฟยหู่ยังคงใช้ยาแปดดารากระจ่างฟ้าออกไปอย่างต่อเนื่องอีกถึงสามเม็ดโดยไม่เสียดายเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตนให้เร็วที่สุดและเมื่อเขาหายดีแล้วยังไม่ลืมที่จะตรวจร่างกายของตนอีกครั้งพร้อมกับฝังเข็มเพื่อกรุยชีพจรและเส้นลมปราณภายในร่างของตนเพื่อป้องกันลมปราณติดขัดขณะต่อสู้อีกด้วย


                    ถังเฟยหู่ได้เดินออกไปจากถ้ำที่เขาพักอาศัยและเรียกอสรพิษวารีออกมาอีกครั้งเขาได้ลูบไปยังศีรษะของมัน “ขอบใจเจ้ามาก...หากไม่ได้เจ้าข้าคงยากจะหนีออกมาจากสถานการณ์เช่นนั้นได้” เขาได้กล่าวขอบคุณทาสอสูรของตนออกมาด้วยใจจริงจากนั้นเขาจึงค่อยกระโดดขึ้นไปอยู่บนหัวของมันจากนั้นจึงค่อยออกเดินทางต่อ


                    “สภาพร่างกายฟื้นฟูเต็มที่...ลมปราณฟื้นคืนเต็มเปี่ยม...แต่ปราณมรณะยังฟื้นคืนได้ไม่เต็มที่…ปราณมรณะเป็นขั้วพลังที่ผิดแผกจากธรรมชาติ การฟื้นคืนของมันในตอนนี้หวังพึ่งมุกมารทั้งสามในการก่อเกิดพลังแห่งความตายไม่อาจฟื้นคืนได้โดยการดูดกลืนพลังวิญญาณในธรรมชาติได้….” ถังเฟยหู่ขบคิดเกี่ยวกับพลังปราณมรณะในร่างกายของเขาซึ่งพลังนี้เป็นตัวแปรสำคัญในการเอาชีวิตรอดของเขามาหลายครั้ง


                    ถังเฟยหู่ใช้เวลาในระหว่างเดินทางเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์มรณะแทนที่จะเป็นฝ่ามือธุลีจันทราหรือปราณเก้าเยือกแข็งเขาจำเป็นต้องเพิ่มอัตราการฟื้นคืนของปราณมรณะโดยเร็วที่สุด!


                    ชายหนุ่มได้อยู่ในห้วงสมาธิและทำความเข้าใจกับปราณมรณะอย่างต่อเนื่องในครั้งแรกที่เขาพบเจอกับความตาย มุกมารทั้งสามของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงและทำงานแทนหัวใจที่หยุดเต้นของเขาในครั้งนี้เมื่อต่อสู้กับต๊กโกวฉิวหลงด้วยทุกอย่างที่เขามีในตอนนี้แม้จะสามารถชนะคนที่อยู่ในขอบเขตสูงกว่าหนึ่งช่วงชั้นได้…แต่หากพลาดเพียงนิดเดียวคนที่ตายก็คือตัวเขาเอง


                    การบาดเจ็บหนักในครั้งนี้ทำให้เขาได้เข้าใกล้ความตายอีกครั้งหนึ่งความเข้าใจและศึกษาในศาสตร์มรณะของเขานับว่ามีความก้าวหน้าเหนือกว่าครั้งก่อนนักการเดินทางในครานี้ของเขานับว่าราบรื่นยิ่งนัก อุปสรรคต่างๆระหว่างทางนับว่าแทบจะไม่พบเห็นเลยอาจจะเพราะเขาหยุดพักเพื่อฟื้นฟูร่างกายอยู่หลายวันจึงทำให้กลุ่มอื่นผ่านเส้นทางที่เขากำลังใช้ไปหมดแล้วอุปสรรคต่างๆจึงถูกกำจัดเสียสิ้น


                    ถังเฟยหู่ได้ใช้เวลาในช่วงนี้เพื่อทำความเข้าใจพลังมรณะอย่างหักโหมโดยที่ไม่รู้ตัวนั้นเองที่ภายในห้วงวิญญาณของเขาได้ก่อเกิดจุดสีดำม่วงขนาดเล็กความรู้แจ้งในศาสตร์มรณะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เขาได้หลอมรวมความรู้ต่างๆและความเข้าใจของตนเองในการหาวิธีเพิ่มพูนพลังปราณมรณะที่สูญเสียไป


                    ขั้นพื้นฐานของลมปราณมารไร้ลักษณ์นั้นเดิมทีคือการดูดกลืนพลังแห่งความตายจากสภาพแวดล้อมวิญญาณคนตายที่เต็มไปด้วยจิตด้านลบ จากห้วงมรณะที่พลังวิญญาณปนเปื้อน แต่สภาวะเหล่านั้นมิใช่หาได้อย่างง่ายดายแต่เมื่อดูดกลืนพลังเหล่านั้นจนสร้างมุกมารภายในร่างและจะสามารถเติมเต็มพลังมรณะเหล่านั้นได้ด้วยตนเองแต่กระบวนเหล่านั้นกลับเชื่องช้าจนเกินไป….


                    ในตอนนั้นเองที่เขาได้นึกถึงกระบวนท่านึงในฝ่ามือธุลีจันทราซึ่งนั่นก็คือฝ่ามือจันทรารวมศูนย์ เขาได้ทบทวนวิชานี้ในห้วงแห่งความทรงจำอีกครั้งหนึ่งอีกทั้งเขาได้ศึกษาชุดวิชาขั้วตรงข้ามอย่างฝ่ามือสุริยันผลาญดาราอีกด้วย ในชุดวิชานี้ก็ยังมีกระบวนท่าอย่างสุริยันรวมศูนย์ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของจันทรารวมศูนย์


                    “หากศึกษาจันทรารวมศูนย์และสุริยันรวมศูนย์กับการดูดกลืนปราณมรณะได้บางทีปัญหาเรื่องการฟื้นฟูปราณมรณะอาจถูกแก้ไข…แต่ปัญหาก็ยังคงเป็นการหาพลังวิญญาณอันปนเปื้อนในธรรมชาติ” ถังเฟยหู่ยังคงขบคิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป


                    การศึกษาและบ่มเพาะด้วยปราณมารไร้ลักษณ์ของเขายังคงก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสิ่งใดขัดขวางมากว่าหนึ่งเดือนแล้วโดยเขาได้สั่งให้อสรพิษวารีลดความเร็วลงอีกหลายส่วนเพื่อจะได้เดินทางตามหลังกลุ่มคนที่ล่วงหน้าไปก่อนเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางและฝึกตน


                    แม้ทรัพยากรระหว่างเดินทางจะถูกกลุ่มคนด้านหน้าช่วงชิงไปหมดแล้วแต่สำหรับถังเฟยหู่ในตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะต่อสู้กับคนจำนวนมากบางทีคนด้านหน้าอาจจะเป็นศิษย์พี่น้องของสำนักเขาเสียด้วยซ้ำไปซึ่งคนทั้งหมดเหล่านั้นนับว่ามีจำนวนที่มากจนเกินไปไม่เหมือนกับตอนที่เขาช่วงชิงทรัพยากรและสิ่งของจากสำนักแปดดารากลุ่มเล็ก


                    ส่วนการปรับใช้ฝ่ามือสุริยันรวมศูนย์และจันทรารวมศูนย์เข้ากับพลังแห่งความตายนับไม่ค่อยก้าวหน้าเสียเท่าไหรนักระดับความเข้าใจและความลึกซึ้งยังต่ำจนเกินไป แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถศึกษาพลังแห่งความก้าวตายจนก้าวหน้าขึ้นบ้างเล็กน้อยและในระหว่างหนึ่งเดือนมานี้มุกมารทั้งสามก็ฟื้นคืนพลังจนเต็มเปี่ยมอีกครั้ง


                    อีกทั้งการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่องในแดนลับทะเลปีศาจที่มีพลังวิญญาณเต็มเปี่ยมทุกอณูยังทำให้เขาบรรลุขอบเขตปราณขั้นเก้าระดับต่ำอีกด้วยเมื่อความก้าวหน้าต่ำจนเกินไปดังนั้นถังเฟยหู่จึงได้เริ่มกลับมาฝึกฝนศาสตร์วารีเหมันต์อีกครั้งหนึ่งอีกทั้งเขายังมีความสนใจในการผสานแขนเพลิงโลหิตของกายหยาบมารเข้ากับวิชาฝ่ามือธุลีจันทราอีกด้วยพลังที่ขัดแย้งและหักล้างกันมีพลังทำลายล้างที่สูงสุดกู่จนเขาพลิกกลับมาชนะได้


                    เบื้องหลังสองธาตุที่ขัดแย้งและพิฆาตกันก็คือพลังในศาสตร์ทำลายล้างเขาพยายามที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับมันมากขึ้นและลดผลร้ายของมันเวลาใช้ แต่พลังของธาตุทำลายล้างนั้นรุนแรงจนเกินไปดั่งเช่นวิชาตาไฟทองคำที่เป็นวรยุทธ์ระดับสูง แม้แต่ผู้อาวุโสคุมกฎของสำนักเสียงสวรรค์ยังไม่อาจฝึกฝนจนสำเร็จ


                    “อสรพิษวารี…พวกเราสมควรจะเปลี่ยนเส้นทางได้แล้ว”ถังเฟยหู่ได้กล่าวขึ้นกับทาสอสูรของตนในระหว่างนั่งพักในถ้ำแห่งหนึ่ง พลังของเขาได้ฟื้นคืนมาจนสมบูรณ์พร้อมอีกทั้งพลังโดยรวมยังมีมากขึ้นกว่าเก่าเสียอีกประสบการณ์จากการต่อสู้จริงอีกทั้งการสัมผัสเฉียดใกล้กับความตายก็ได้ทำให้เขามีความเข้าใจอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น


                    ถังเฟยหู่และอสรพิษวารีได้ออกเดินทางไปในเส้นทางที่แตกต่างจากกลุ่มคนที่เขากำลังติดตามอยู่เบื้องหลังมากว่าร่วมเดือนหนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรบุกตะลุยไปในทิศทางที่ยังเต็มไปด้วยอุปสรรคและสิ่งอันตรายทั้งหลายสัตว์อสูรจำนวนมากที่เขาพบเจอระหว่างทางถูกนำมาเป็นหินลับคมให้กับเขาเพื่อบรรลุขีดพลังที่สูงขึ้น


                    จะมีการฝึกวรยุทธ์ใดดีเท่ากับการต่อสู้จริงถังเฟยหู่และอสรพิษวารีได้ต่อสู้กับสัตว์อสูรทะเลจำนวนมากเพื่อฝึกฝีมือ อีกทั้งเขายังมอบผลึกอสูรที่เก็บได้ระหว่างต่อสู้ทั้งหมดจากศพสัตว์อสูรที่ตายลงให้แก่อสรพิษวารีเพื่อให้มันพัฒนาจนแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย


                    หากอสรพิษวารีแข็งแกร่งขึ้นเขาก็จะได้รับประโยชน์มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นทักษะและความชำนาญในการต่อสู้ใต้ทะเลของมันหรือแม้แต่ความรวดเร็วในการเดินทางหลังจากผ่านการเดินทางไปอีกร่วมเดือน ในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาให้อสรพิษวารีเข้าสู่ระดับสามอีกทั้งยังสามารถต่อสู้เข้าขากับเขาได้เป็นอย่างดี


                    การต่อสู้ร่วมกันของถังเฟยหู่และอสรพิษวารีทำให้พลังโดยรวมนับว่าสูงขึ้นกว่าเดิมมากนักบางทีหากให้เขากลับไปสู้กับต๊กโกวฉิวหลงอีกครั้งก็อาจจะสามารถต่อสู้ได้สบายขึ้นกว่าเดิมมากนักแต่ในระหว่างที่เดินทางกับอสรพิษวารีนั่นเองที่เขาได้พบกับทรัพยากรที่สำคัญบางประเภทนั่นก็คือดอกแก่นแท้วารีจำนวนสามต้น เขาได้เก็บพวกมันใส่ไว้ในกำไลมิติเป็นอย่างดีเพื่อหาโอกาสจะใช้มัน


                    ในตอนนี้ร่างของอสรพิษวารีมีขนาดที่ใหญ่โตขึ้นและดูงดงามมากขึ้นเกล็ดของมันเรียงตัวกันอย่างสวยงาม นอกจากรูปร่างแล้วพลังของมันยังมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นทั้งความเร็วและความสามารถในการต่อสู้มากขึ้น


                    ถังเฟยหู่ได้ขึ้นไปนั่งอยู่บนหัวของอสรพิษวารีและออกเดินทางอย่างรวดเร็วอสรพิษวารีสามารถแหวกว่ายได้รวดเร็วและพุ่งตัวไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูที่รวดเร็วเมื่อร่างของมันแหวกว่ายผ่านไปก็ราวกับบังเกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่ที่ม้วนตัวอยู่รอบร่างกายของมันราวกับเป็นวังวนน้ำชนิดหนึ่งที่ทำให้มันเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น


                    ถังเฟยหู่ได้ค้นพบว่านี่คือความสามารถใหม่ของอสรพิษวารีหลังจากที่พัฒนาสู่ระดับสามหลังจากที่มันเข้าสู่ระดับใหม่ก็สามารถควบคุมห้วงน้ำโดยรอบร่างกายของมันได้ส่วนหนึ่งและยังสามารถใช้พลังนั่นร่วมกับการโจมตีได้อีกด้วย


                    เขาได้ลองใช้ความสามารถเหล่าของอสรพิษวารีในการผสานเข้ากับฝ่ามือธุลีจันทราเพื่อเพิ่มอานุภาพและมีผลอำพรางการโจมตีเขาได้ทดลองใช้วังวนน้ำของอสรพิษวารีในการอำพรางฝ่ามือแสงจันทราทะยานฟ้าหรือแม้แต่ตอนที่เขาขับขี่อสรพิษวารีก็ได้ลองใช้จันทรารวมศูนย์ในการรวบรวมพลังวิญญาณธาตุน้ำเข้ามาเพื่อช่วยอสรพิษวารีในการควบคุมห้วงน้ำได้ง่ายขึ้น


                    วิธีการต่อสู้ในตอนนี้ของเขาก็ทำให้นึกถึงวิธีการต่อสู้ของเฟิงหงหู่ที่ฟูเจี้ยนผู้มีฐานะเป็นน้องชายและศัตรูคู่แค้นของเขาผู้นี้ผสานการโจมตีเข้ากับจิตวิญญาณของตนเองและยังขีดเขียนอาคมออกมาเพื่อหนุนเสริมจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวให้ใช้กระบวนท่าการโจมตีอันร้ายกาจออกมา


                    แม้ไม่อยากจะยอมรับก็ตามแต่การต่อสู้ของเฟิงหงหู่นับว่ามีประสิทธิภาพและร้ายกาจเป็นอย่างมากเขาเชื่อว่าหากอีกฝ่ายลงมืออย่างจริงจังตัวเขาคงจะตายไปนานแล้ว แต่เพราะเฟิงหงหู่ต้องการลงมือในเวลาที่เหมาะสมเพื่อช่วงชิงดวงชะตาของถังเฟยหู่จึงทำให้อีกฝ่ายไม่ฆ่าชายหนุ่มโดยง่ายและนั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องดีในคราวเคราะห์ที่ทำให้เขามีโอกาสรอดชีวิตและเป็นโอกาสในการแก้แค้นอีกด้วย!


                    ถังเฟยหู่และอสรพิษวารีได้เดินทางมาจนถึงบริเวณช่องเขาแห่งหนึ่ง เขาได้สั่งให้อสรพิษวารีใช้วังวนน้ำครอบคลุมร่างและพุ่งชนใส่หินที่เปราะบางบริเวณนั้นวังวนน้ำรอบกายของอสรพิษวารีหมุนอย่างรวดเร็วและพุ่งไปด้านหน้าด้วยความรวดเร็วและรุนแรงราวกับลูกศรวังวนน้ำขุดเจาะไปเข้าไปในชั้นหินเรื่อยๆจนเกิดถ้ำหขนาดเล็กขึ้นมา


                    เขาและอสรพิษวารีได้เข้าไปพักอาศัยในถ้ำนั้นโดยไม่ลืมที่จะนำก้อนหินที่เกิดจากการขุดเจาะมาบิดบังอำพรางทางเข้าไว้ร่างของอสรพิษวารีขดอยู่รอบกายของถังเฟยหู่ที่นั่งสมาธิอยู่ตรงกลางเพื่อปกป้องร่างของเจ้านายในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้หยิบดอกแก่นแท้วารีจำนวนสองต้นจากกำไลมิติออกมา


                    กลิ่นหอมของดอกแก่นแท้วารีกระจายออกโดยรอบกลิ่นของมันเมื่อสูดดมแล้วให้ความรู้สึกที่สงบนิ่งและเย็นสบายดุจดั่งมีสายน้ำไหลผ่านรอบกายดอกแก่นแท้วารีเป็นทรัพยากรที่หายากในศาสตร์พลังวารีที่เพิ่มอัตราความเข้าใจและเพิ่มความเข้าใจต่อญาณแห่งวารีและเพิ่มโอกาสญาณนี้เพิ่มขึ้นหลายส่วน


                    “หากบรรลุซึ่งญาณแห่งวารี...พลังโดยรวมของฝ่ามือธุลีจันทราน่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน” ถังเฟยหู่กล่าวกับตนเองก่อนที่จะหันกลับไปมองยังอสรพิษวารี “เจ้าเองก็จำเป็นจะต้องเข้าใจและลึกซึ้งในพลังวารีให้มากขึ้นเพื่อความอยู่รอดของพวกเรา” เมื่อกล่าวเสร็จถังเฟยหู่ได้มอบดอกแก่นแท้วาวีให้แก่ทาสอสูรของตน....

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน