เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 155 ประลองความตาย

            เมื่อฝูงชนได้ยินสิ่งที่หลินเฟิงกล่าว พวกเขาก็เริ่มพูดคุยกันมีหลายคนที่เคยได้ยินเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นที่นี่ และยังมีบางคนที่เคยเห็นมันด้วยตาตัวเอง

            ตอนนี้เองสีหน้าของชายหนุ่มคนนั้นกับผู้ดูแลก็เปลี่ยนไป ดวงตาของพวกเขาฉายแววเย็นชา

            เมื่อเห็นว่าผู้ดูแลยังคงนิ่งเงียบ หลินเฟิงจึงหันไปหามู่ฟ่านและกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินกลับที่นั่งของตัวเองว่า “เจ้ารีบเข้าไปเถอะ การต่อสู้ครั้งนี้ได้ถูกจัดฉากไว้เรียบร้อยแล้วนี่เจ้าก็แค่ออกท่าออกทางให้เป็นธรรมชาติก็พอ ไปเลยสิ แสดงให้ทุกคนเห็นว่าศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ทรงพลังขนาดไหนและสามารถจัดการกับสิงโตเพลิงได้ง่ายดายเพียงใด”

            เมื่อได้ยินประโยคนี้ฝูงชนก็พากันตกตะลึงขึ้นมา หลินเฟิงพูดชัดเจนขนาดนี้ต่อให้โง่แค่ไหนก็เข้าใจ ดูเหมือนว่าผู้ดูแลกับอีกฝ่ายจะสมรู้ร่วมคิดกัน!!! พวกเขาจงใจจัดฉากการต่อสู้ในรอบนี้ เพื่อประกาศศักดาศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ตอนนี้เองที่ในใจของผู้คนเกิดความรู้สึกเหยียดหยามลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่

            เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของนิกาย ถึงกับสร้างสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นมา?! ช่างน่าสมเพชเสียจริง

             เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆทำให้ศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่และผู้ดูแลมีสีหน้าปั้นยากคำพูดของหลินเฟิงไม่เพียงจี้ใจดำพวกเขาเท่านั้น แต่ยังทำลายหน้าตาของพวกเขาอีกด้วย!!!

            “หุบปากของเจ้าไปซะ!!! ถึงกับกล้ากลับดำเป็นขาวช่างใส่ร้ายผู้คนได้แยบยลจริงๆ” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ส่งเสียงตะโกนอย่างเหลืออด

            หลินเฟิงจ้องมองชายหนุ่มคนนั้นแล้วหัวเราะออกมา “นี่คือสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์จากตระกูลชนชั้นสูงทำกันสินะ? เจ้ากับลานประลองเชลยแห่งนี้คงมีความเกี่ยวข้องกันไม่น้อยหากเจ้าบอกว่าให้ไปทางทิศตะวันตก คนที่นี่คงไม่กล้าไปทางทิศตะวันออก! ถ้าเจ้าต้องการมอบสิงโตเพลิงให้กับสหาย ก็ไปทำกันที่อื่นสิ จะมาที่นี่ให้ยุ่งยากทำไม?!”

            “โอ้… เกือบลืมไป ถ้ามอบให้ตรงๆ ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็คงไม่ได้หน้าสินะ”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างไม่แยแส แต่น้ำเสียงและคำพูดของเขาล้วนเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเหยียดหยาม

            ผู้คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับคำพูดของหลินเฟิงถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะก้าวร้าวไปสักหน่อย แต่มันก็เป็นความจริง เห็นได้ชัดจากน้ำเสียงที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดคุยกับผู้ดูแลมันทั้งห้วนและเข้มงวดราวกับพูดกับลูกน้อง สถานะของชายหนุ่มคนนั้นคงไม่ธรรมดา ดังนั้นผู้ดูแลจึงไม่กล้าขัดคำสั่งเขาและเลือกให้มู่ฟ่านเข้าไปต่อสู้แทนที่จะเป็นหลินเฟิงทั้งๆ ที่มู่ฟ่านมาช้ากว่าหลินเฟิง

             นี่เป็นการจัดฉากชัดๆ เป็นการต่อสู้ที่ไม่ยุติธรรม

            ดวงตาของชายหนุ่มคนนั้นวาวโรจน์ขึ้น แต่ตอนนี้เองมู่ฟ่านที่มองหน้าหลินเฟิงอยู่ก็กล่าวขึ้นมาว่า “ในเมื่อเจ้าข้องใจขนาดนี้พวกเรามาประลองกันสักรอบดีไหม?! ผู้ชนะจะได้เข้าไปสู้กับสิงโตเพลิงนั่น”

            “เจ้ามีเหตุผลอะไรถึงจะมาสู้กับข้า?”

            หลินเฟิงกล่าวขณะเหลือบมองมู่ฟ่าน “ไม่ใช่เจ้าอ้างว่าตัวเองมาถึงก่อนข้าดังนั้นจึงสมควรประลองก่อนหรือ?! แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้กลับลำกลางคันเล่า?! หรือว่าพวกเจ้าแอบวางแผนร้ายอะไรลับหลังอยู่ ถึงได้พูดเช่นนี้ออกมา???”

            คำพูดของหลินเฟิงช่างสมบูรณ์แบบ จนแทบทำให้มู่ฟ่านและคนอื่นกลายเป็นวายร้ายที่น่ารังเกียจไปไม่ต้องสงสัยเลยว่าต่อให้เขาเอาชนะอีกฝ่ายได้ แต่ชัยชนะในครั้งนี้ นอกจากไม่ช่วยยกระดับชื่อเสียงของนิกายแล้วยังสร้างความอัปยศให้กับนิกายอีกด้วย ซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่มู่ฟ่านต้องการ

            มู่ฟ่านแสยะยิ้มก่อนกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าก็แค่เก่งแต่ปากเท่านั้นสินะ พอเอาจริงขึ้นมาก็คงเป็นแค่หนูที่ขี้ขลาด!!!”

            “ใช่แล้ว! เก่งแต่ปากเท่านั้นแหละ เจ้ามันก็แค่คนขี้ขลาดขนาดหน้าที่แท้จริงยังไม่กล้าเปิดเผยเลย!!!”

            “ฮ่าๆๆ มันจะมาเทียบกับศิษย์พี่มู่ฟ่านได้ยังไง? ศิษย์พี่มู่ฟ่านเป็นถึงอัจฉริยะจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่เชียวนะ ก็แค่สิงโตเพลิงตัวหนึ่งศิษย์พี่มู่ฟ่านเอาชนะมันได้ง่ายๆ อยู่แล้ว”

            ศิษย์แต่ละคนจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ต่างพากันถือหางสหายของตัวเองประหนึ่งว่ามู่ฟ่านเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่เก่งที่สุดในโลก และเหยียดหยามหลินเฟิงว่าเป็นเพียงคนขี้ขลาด

            หลินเฟิงปรายตามองคนเหล่านั้นด้วยสายตาดูแคลน รอจนคนพวกนั้นพูดจบจึงกล่าวขึ้นช้าๆว่า “ดูเหมือนว่าลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่จะเต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและข้าคงเป็นเพียงแค่คนโง่เขลา!”

            “ใช่! เจ้ามันไม่ประมาณตนกล้าดียังไงถึงมายั่วยุศิษย์พี่มู่ฟ่าน!” เมื่อเห็นท่าทางโอนอ่อนของหลินเฟิงพวกเขาก็ยิ่งได้ใจและคิดว่าหลินเฟิงคงไม่กล้ารับคำท้าจากมู่ฟ่าน

            แต่หลินเฟิงกลับแสยะยิ้มและกล่าวออกมาว่า “ข้าอยากรู้นักว่าผู้บ่มเพาะจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่จะแน่สักแค่ไหน?”

            เมื่อได้ยินประโยคนี้ศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็แสดงสีหน้าดูถูกออกมา เจ้ารับคำท้า? ช่างรนหาที่ตายเสียจริง!!!

            ฝูงชนมองหลินเฟิงสลับกับมู่ฟ่านไปมาอย่างตื่นเต้นจากนั้นหลินเฟิงก็พูดขึ้นว่า “เจ้ากับข้าจะเข้าไปประลองความตาย ใครชนะคนนั้นรอด แต่ถ้าแพ้คนนั้นตาย!!! เจ้าว่าไง?”

            เมื่อพูดจบ บรรยากาศของลานประลองเชลยก็กลายเป็นเงียบงัน โดยเฉพาะศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ พวกเขาตาโตด้วยความตกใจ

            ประลองความตาย ใครชนะคนนั้นรอดแต่ถ้าแพ้คนนั้นตาย

            นี่นะเหรอ?! คำพูดของคนขี้ขลาด?

            ผู้คนมากมายพากันอ้าปากค้างและจ้องมองหลินเฟิง ช่างบ้าระห่ำยิ่งนัก!เขาไม่เพียงแค่ยอมรับการประลอง แต่ยังต้องการประลองแบบเอาชีวิตเข้าแลกหรือว่าเขามั่นใจว่าตัวเองจะเป็นผู้ชนะ?!

            มู่ฟ่านจ้องเขม็งไปที่หลินเฟิง ต้องอวดดีขนาดไหนถึงกล้าเสนอการประลองความตาย?

            เมื่อหลินเฟิงเห็นว่าไม่มีใครกล่าวอะไรจึงพูดต่อไปว่า “ไม่ต้องกังวล ข้ามีเพียงปากเป็นอาวุธและประเมินตัวเองสูงไปอย่างไรก็ตามเจ้าเป็นถึงศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่อันยิ่งใหญ่ในเมื่อเจ้าเสนอให้ประลองเพื่อกู้หน้าคืน ข้าเพียงแค่เปิดโอกาสให้ศิษย์ที่น่าเกรงขามจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ สามารถเอาชนะข้าได้อย่างง่ายดาย คงไม่มีเหตุผลอะไรที่เจ้าต้องปฏิเสธหรอกนะ”

            น้ำเสียงของหลินเฟิงช่างหยิ่งยโสทำให้ศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ต่างกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ แล้วมองไปที่หลินเฟิงด้วยสายตาคล้ายอยากฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ

            หลังจากนั้นพวกเขาก็หันไปมองมู่ฟ่านตอนนี้ศักดิ์ศรีของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ทั้งหมดอยู่ในมือของเขาแล้ว

            เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมา ทำให้มู่ฟ่านรู้สึกกดดันเป็นอย่างมากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขาไม่มีทางเลือก การเอาชนะหลินเฟิงเป็นเพียงทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าเขาแข็งแกร่งและสามารถปกป้องชื่อเสียงของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ได้หากเขาไม่สู้เขาก็ไม่อาจเชิดหน้าได้อีกต่อไป มู่ฟ่านไม่มีทางเลือกอีกแล้ว

            นอกจากนี้มู่ฟ่านยังมองเห็นดวงตาของหลินเฟิงผ่านรูหน้ากาก ดวงตาของเขาสงบนิ่งมากคนที่ยังสงบอยู่ได้ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ นับว่าน่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

            หลินเฟิงกล้าท้าประลองความตายกับเขา เป็นไปได้ไหมว่าหลินเฟิงมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะเอาชนะเขาได้จริงๆ?

            มู่ฟ่านเชื่อมั่นในพลังและพรสวรรค์ของตัวเองมาก แต่ท่าทางไม่ยี่หระของหลินเฟิงทำให้เขาอดวิตกขึ้นมาไม่ได้ เขารู้สึกกดดันมาก

            มู่ฟ่านกัดฟันกล่าวว่า “ข้ายอมรับคำท้าประลองความตายกับเจ้า”

            “ตอนนี้เข้าไปในลานประลองได้แล้ว”

            มู่ฟ่านกล่าวอย่างเย็นชาขณะเดินเข้าไปด้านใน

            “ช้าก่อน”

            ทันใดนั้น หลินเฟิงก็พูดขึ้นกะทันกัน ทำให้มู่ฟ่านหยุดเดินแล้วหันกลับมา “มีอะไร?”

            “ก็อย่างที่ข้าพูด พวกเจ้ากับผู้ดูแลเป็นพวกเดียวกันหากข้าเข้าไปในลานประลอง ก็เท่ากับอยู่ในสถานที่ปิดตาย เกิดพวกเจ้ารุมข้าขึ้นมาข้าไม่แย่เอาหรือ!” หลินเฟิงกล่าวออกมาช้าๆ ทว่าชัดเจน

            ผู้ดูแลขมวดคิ้วและถามหลินเฟิงด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? เจ้าคิดว่าข้าจะเข้าไปแทรกแซงการต่อสู้และทำร้ายเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

            “ข้าเคยได้ยินมาว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนถ้ามันเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำไมจะเกิดขึ้นอีกครั้งไม่ได้?!”

            ผู้ดูแลถึงกับพูดไม่ออก เขาจ้องเขม็งไปที่หลินเฟิงและถามว่า “งั้นเจ้าคิดว่ายังไง?”

            “ข้าต้องการให้คนอื่นมาตัดสินการประลองในครั้งนี้และแน่นอนว่าต้องไม่ใช่ศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่และคนของลานประลองเชลย”

            “หึ! แล้วเราจะหาคนที่เจ้าว่ามาจากไหน? ไร้สาระสิ้นดี!!! ตกลงเจ้าจะสู้หรือไม่สู้?” มู่ฟ่านกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

            ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนลอยออกมาจากฝูงชนว่า

            “ข้าจะเป็นผู้ตัดสินให้เอง”

            ทุกสายตาหันไปมองตามต้นเสียง อัฒจันทร์แถวหลังๆมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนขึ้นมา

            เขาดูเป็นมิตรและสุภาพมาก บนใบหน้าของเขามีแต่รอยยิ้ม ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากเข้าหา แต่กลิ่นอายบนร่างของเขากลับทำให้ผู้คนรู้สึกต่ำต้อยอย่างช่วยไม่ได้

            ดวงตาของชายหนุ่มที่มาจากตระกูลชนชั้นสูงพลันเบิกกว้างขึ้นมาเมื่อมองเห็นชายหนุ่มคนนั้น

            นั่นเขา! ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้?!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน