ผู้กอบกู้

    ตอนที่ 29 ภารกิจ

            ภายในห้องทำงานของกาเวน


            กาเวนกับการินนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกันโดยมีโต๊ะคั่นกลาง


            กาเวนเอ่ยเสียงเรียบ


            “ลูกคิดยังเกี่ยวกับการบุกของคาปราในครั้งนี้?”


            การินมุ่นคิ้วคิดอยู่ครู่เดียวก็กล่าวตอบ


            “ผมเองก็คิดแบบท่านพ่อการบุกของคาปราเป็นเหมือนคำเตือนให้เราห้ามเข้าไปวุ่นวายที่ป่าวงกตสัตว์ร้ายระดับทวีปที่ท่านกลาซิสเจอเมื่อหนึ่งพันปีก่อนก็ไม่คิดจะสู้กับท่านคล้ายกับกังวลว่าการต่อสู้จะไปกระทบกับอะไรสักอย่าง”


            กาเวนพยักหน้า


            “อืม...แล้วลูกคิดว่าเราควรทำยังไง?”


            การินจ้องเข้าไปที่นัยน์ตาสีม่วงของกาเวนชายหนุ่มยิ้มชืด


            “ดูเหมือนท่านพ่อมีแผนการอยู่แล้ว”


            กาเวนหัวเราะลูกชายของเขาฉลาดซะจริง


            “พ่ออยากรู้ว่าลูกจะคิดเหมือนพ่อไหม”


            การินคิดอยู่เกือบนาทีจึงพูดออกมา


            “การที่มันส่งสัตว์ร้ายระดับทวีปออกมาเตือนพวกเราแบบไม่เสียดายก็แปลว่าทางนั้นคงยังมีสัตว์ร้ายระดับทวีปอยู่อีกนอกจากตัวที่วางแผนอย่างน้อยก็ต้องมีอีกหนึ่งตัวมันคงรู้ว่าเราคิดได้ถึงจุดนี้อยู่แล้วถึงได้ส่งคาปรามา เราบุกเข้าไปตรง ๆก็มีแต่แพ้ แต่ถ้าให้อยู่เฉย ๆ รอให้สิ่งที่มันวางแผนสำเร็จก็ไม่ได้ อันตรายที่แท้จริงคงเป็นสิ่งที่มันวางแผนไว้แต่การที่มันไม่อยากให้มีสิ่งไปรบกวนก็เป็นจุดอ่อนเหมือนกันถ้าอย่างนั้น...”


            การินเงียบไปแล้วมองไปที่กาเวน


            ชายวัยกลางคนพยักหน้า


            “ลูกคิดเหมือนพ่อเลยแต่ว่าแผนนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะดูเหมือนสัตว์ร้ายตัวนั้นจะมีพลังตรวจจับที่ทรงพลังไม่แพ้แจ็ค”


            การินนิ่งเงียบไปนานแล้วชายหนุ่มเม้มริมฝีปากหัวเราะออกมา


            กาเวนขมวดคิ้วมองมาที่ลูกชายตนเอง


            การินหยุดหัวเราะแล้วเปลี่ยนมาเป็นสีหน้าจริงจัง


            “ถ้าจะให้พูดถึงใครที่พลังแผ่จิตสัมผัสไม่พบตัวก็อยู่ตรงหน้าท่านพ่อยังไงล่ะครับ”


            กาเวนชะงักจ้องการินเขม็งชายวัยกลางคนเงียบไปหลายนาทีก่อนจะถอนหายใจ


            “ลูกคิดดีแล้วใช่ไหม?”


            การินพยักหน้าหนักแน่น


            กาเวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง


            “ทำไมไม่รอให้ตัวลูกเป็นผู้มีรอยประทับระดับทวีปก่อนล่ะ?”


            การินส่ายหน้าเบาๆ


            “นับตั้งแต่ที่ผมกลายเป็นผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรก็ผ่านเกินหนึ่งปีแล้วด้วยพรสวรรค์ที่ผมได้รับมาจากระฆังตัวผมควรเป็นระดับทวีปนานแล้วแต่ที่ตัวของผมไม่เลื่อนเป็นระดับทวีปดูเหมือนมันจะมีเงื่อนไขบางอย่างอยู่ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ บางทีมันอาจเกี่ยวกับพลังพื้นฐานของรอยประทับตรงกลางหน้าอกของผมที่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร”


            โดยปกติแล้วผู้มีรอยประทับทุกคนเมื่อรอยประทับตื่นขึ้นมาจะได้รับพลังพื้นฐานมาหนึ่งอย่างและความสามารถหนึ่งอย่าง


            ยกตัวอย่างเช่นอลิสตอนที่รอยประทับของเธอตื่นขึ้นมาเป็นผู้มีรอยประทับระดับทั่วไปเธอได้รับพลังพื้นฐานคือการสร้างเปลวเพลิงส่วนความสามารถที่ได้รับคือการแผ่จิตสัมผัส


            หรือการันที่มีพลังพื้นฐานคือการสร้างสายฟ้าความสามารถที่ได้รับคือควบแน่นสายฟ้าให้หนาแน่นรุนแรงขึ้น


            ตอนระดับทั่วไปรอยประทับที่อยู่กลางหลังการินมอบพลังพื้นฐานคือสร้างนักรบจิตวิญญาณความสามารถที่ได้รับคือการทำให้นักรบจิตวิญญาณล่องหนได้


            แต่รอยประทับกลางแผ่นอกของชายหนุ่มนั้นเขาไม่รู้ว่าพลังพื้นฐานที่ได้รับคืออะไรส่วนความสามารถที่ได้รับคือการเพิ่มพลังกาย


            กาเวนที่ได้ยินก็เงียบงันไปก่อนจะถอนหายใจกล่าว


            “เดือนนี้ไปอยู่กับหนูอลิสและอาโนลให้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้เถอะ”


            การินยิ้มก่อนที่ร่างจะจางหายไป


            ...


            บ้านท่านตาท่านยายของการินศาลาริมน้ำ


            อลิสนั่งบนม้านั่งตัวยาวภายในศาลาในอ้อมอกมีอาโนลที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ หญิงสาวฮัมเพลงพื้นเมืองเบา ๆพลางมองคลื่นน้ำกระเพื่อมในแม่น้ำ


            ทันใดนั้นพลันมีร่างคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นจากความความว่างเปล่านั่งข้างเธอโดยไม่รีรอคนผู้นั้นเอาศีรษะมาซบไหล่อลิสทันที


            อลิสค่อย ๆหันหน้ากลับกล่าวยิ้ม ๆ


            “เสร็จธุระกับท่านพ่อแล้วเหรอ?”


            นับตั้งแต่เจอกับการินอลิสยิ้มบ่อยขึ้นมากโดยเฉพาะตอนนี้ที่มีอาโนลเธอแทบจะยิ้มบ่อยเหมือนคนทั่วไปแล้ว


            หญิงสาวที่เคยได้รับฉายาว่าเจ้าหญิงผู้เย็นชาเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้คงมีใครหลายคนยากจะเชื่อเป็นแน่


            “อืม”


            การินตอบแผ่วเบาชายหนุ่มมองทารกน้อยก็ยิ้มกว้าง


            “ขี้เซาจริงๆ”


            “เหมือนใครล่ะ?”


            อลิสเอียงคอมองชายหนุ่ม


            การินหัวเราะ


            จากนั้นทั้งคู่ก็เงียบไป


            นานเท่าไหร่ไม่รู้จู่ ๆ การินก็พูดขึ้น


            “ฉันรักอลิสนะ”


            อลิสรู้สึกตั้งตัวไม่ทันเล็กน้อยแต่ไม่นานเธอก็ยิ้มกว้าง


            “ฉันก็รักการินเหมือนกัน”


            อาโนลตื่นขึ้นขึ้นมาตอนไหนไม่รู้หัวเราะขึ้นมาก


            การินกับอลิสพลันหัวเราะตาม


            เวลากลางคืน


            อลิสเปิดประเข้าไปในห้องนอนซึ่งมีการินนอนอยู่บนเตียงอยู่


            เธอเพิ่งไปดูอาโนลที่ห้องท่านตาท่านยายมาไม่ใช่ว่าเธอกับการินไม่อยากให้อาโนลมานอนด้วยแต่เป็นเพราะบ่อยครั้งท่านตาท่านยายจะมาขออาโนลไปนอนด้วยแสดงให้เห็นว่าพวกท่านเอ็นดูเหลนคนนี้มากแค่ไหน


            อลิสทิ้งตัวลงไปบนเตียงนอนแต่กลับพบว่าชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงก่อนแล้วไม่มีปฏิกิริยาอะไรหญิงสาวหันไปมองก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังเหม่อมองเพดานนิ่งใบหน้าคล้ายครุ่นคิดอะไรสักอย่างอยู่


            “มีอะไรรึเปล่า?”


            เธอถามด้วยความกังวลตั้งแต่ตอนที่การินกลับจากทำธุระกับกาเวนบรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มก็แปลกไปแต่อลิสไม่รู้ว่าแปลกยังไงนี่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้หากการินไม่คิดจะบอก


            การินพลันหลุดออกจากภวังค์ชายหนุ่มหันมาจ้องหญิงสาวที่จ้องเขาอยู่ก่อนแล้วการินนิ่งไปครู่หนึ่งก็ดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด


            “วันนี้ฉันไปคุยกับท่านพ่อเรื่องที่ว่าจะเอายังไงต่อกับสัตว์ร้ายที่อยู่ในป่าวงกต”


            อลิสพยักหน้าก่อนไปการินได้บอกกับเธอแล้วว่าจะไปคุยเรื่องนี้กับกาเวน


            ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วเล่าสิ่งที่เขาคุยในวันนี้กับกาเวนให้อลิสฟัง


            อลิสพลันเบิกตากว้างกอดชายหนุ่มแน่นนัยน์ตาสั่นระริกคล้ายกับว่าอีกไม่นานหยดน้ำตาจะร่วงออกมา


            “อย่าไปนะ...”


            หญิงสาวกล่าวเสียงสั่น


            การินลูบเส้นผมที่ยาวขึ้นของอีกฝ่ายชายหนุ่มส่ายหน้าช้า ๆ


            “เรื่องนี้มีแค่ฉันคนเดียวที่ทำได้มีแค่ฉันเท่านั้นที่หลบจิตสัมผัสของพวกมันได้มีแค่ฉันเท่านั้นที่จะลอบเข้าไปในป่าวงกตเพื่อหาทางทำลายแผนการของสัตว์ร้ายตัวนั้นได้...”


            น้ำตาอลิสร่วงลงตั้งแต่การินเริ่มพูดแล้วหญิงสาวร้องไห้สะอื้นอยู่ในอ้อมอกของชายหนุ่ม


            การินบรรจงจูบลงที่หน้าผากอลิส


            “เดี๋ยวนี้ขี้แยจังเลยนะ”


            “กะ...ก็...ฮึก...นะ...นาย...ฮือ...”


            อลิสพูดไม่เป็นภาษา


            การินหัวเราะแผ่วเบา


            “อย่างร้องนะฉันไม่ได้จะไปตายสักหน่อย ก่อนเข้าไปฉันจะทิ้งนักรบจิตวิญญาณไว้นอกป่าวงกตหนึ่งตัวถ้ามันคับขันจริง ๆ ฉันก็หนีได้สบายมาก”


            อลิสสงบลงเล็กน้อยเมื่อได้ยิน


            ทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบ


            แสงจันทร์สลัว ๆลอดผ่านผ้าม่านบางเข้ามา การินพลันหัวเราะออกมาชายหนุ่มพลิกร่างอลิสให้ขึ้นมาคร่อมร่างของตนเองพร้อมกล่าว


            “ไม่ต้องห่วงหรอกฉันรอดมาได้อยู่แล้ว ตอนนี้เลิกเศร้าแล้วมาทำน้องให้อาโนลดีกว่าครั้งนี้ฉันอยากได้ลูกสาว”


            …


            วันต่อมาการินได้ตัดสินใจบอกเรื่องที่ตัวเขาต้องไปทำภารกิจที่ป่าวงกตให้ทุกคนในครอบครัวฟังเมื่อได้ยินทุกคนต่างเงียบงันแม้อยากเอ่ยปากห้ามแต่ก็รู้ว่าเรื่องสำคัญมากและการินก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว


            บรรยากาศเปลี่ยนเป็นหดหู่ท่านตาท่านยายมาอยู่กับการินในช่วงกลางวันนานขึ้น กาเวน อเดล จาเรนริน่ามาหาการินที่บ้านท่านตาท่านยายวันเว้นวัน กระทั่งการันก็มาด้วยส่วนอลิสนั้นตัวติดอยู่กับการินตลอดเวลา


            เรื่องที่การินจะออกไปทำภารกิจทำลายแผนการของสัตว์ร้ายระดับทวีปที่ป่าวงกตมีเพียงคนระดับสูงของสี่ตระกูลผู้ปกครองและสิบสองตระกูลชั้นสูงเท่านั้นที่รู้เดิมทีเคยมีคนเสนอความเห็นว่าจะประกาศให้คนทั่วทั้งเมืองรู้ถึงความเสียสละของการินให้คนทั่วทั้งเมืองกลาซิสรู้แต่การินบอกว่าตนขอไปเงียบ ๆ ดีกว่าเพราะไม่ชอบความวุ่นวาย


            หนึ่งเดือนถัดมา


            การินอยู่หน้าประตูเมืองเขตตะวันออกอลิสยินประกบการินไม่ห่างในอ้อมอกมีอาโนลซึ่งนอนหลับปุ๋ยอยู่รอบข้างมีคนในครอบครัวยืนอยู่ กระทั่งท่านตากับท่านยายก็ยังมาไม่ไกลจากจุดที่การินอยู่มีคนจากสี่ตระกูลผู้ปกครองและสิบสองตระกูลชั้นสูงยืนมองมาพวกเขาต่างมาส่งการินต่อให้เป็นคนที่ไม่สนิทกันแต่เมื่อการินยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อมวลมนุษย์พวกเขาจึงรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งไม่มากก็น้อย


            “หวังว่าหมอนั่นจะปลอดภัยนะไม่อย่างนั้นอลิสคงเสียใจมาก”


            มาเรียกล่าวเสียงกระซิบกับเฟย์ผู้ยืนอยู่ด้านข้างชายหนุ่มเพียงพยักหน้าแล้วไม่พูดอะไร


            หลังจากบอกลากับทุกคนในครอบครัวไปทีละคนแล้วการินหันมามองอลิสเป็นคนสุดท้ายชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรกับหญิงสาวเพียงจ้องเธอด้วยสายตาเท่านั้น


            อลิสจ้องมองดวงตาของชายหนุ่มที่ทำให้เธอหลงใหลความรู้สึกที่อีกฝ่ายบอกผ่านดวงตาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขารู้สึกยังไง เธอเม้มริมฝีปากเดินเข้าไปชิดตัวชายหนุ่มเอาหน้าผากแปะลงไปที่แผ่นอกของการินเนิ่นนานไม่ขยับ


            ประกายในดวงตาการินสั่นไหวเล็กน้อยเขาจับไหล่อลิสแล้วก้มลงไปจูบบนหน้าผากอาโนล จากนั้นจึงจูบไปที่หน้าผากอลิสมุมปากยิ้มขึ้นเอ่ยเพียงประโยคเดียว


            “แล้วฉันจะกลับมานะ”


            พูดจบร่างของชายหนุ่มก็จางหายไป


            ไหล่ของอลิสสั่นสะท้านเบาๆ อยู่เนิ่นนาน


            ริน่าเข้าไปซบกับกาเวนน้ำตาร่วงผล๊อยอย่างห้ามไม่ได้ชายวัยกลางคนดวงตาเปียกชื้นแต่ด้วยความเป็นคนเข้มแข็งจึงห้ามน้ำตาตัวเองไว้ได้


            ท่านตากับท่ายยายเงียบงันทั้งคู่จับมือกันไว้แน่น


            จาเรนลูบศีรษะเทียร์น่าที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นชายชราถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า


            การันมองขึ้นไปบนท้องฟ้ากล่าวเสียงแผ่ว


            “กลับมาให้ได้นะน้องชาย...”