ภายในห้องทำงานของกาเวน
กาเวนกับการินนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกันโดยมีโต๊ะคั่นกลาง
กาเวนเอ่ยเสียงเรียบ
“ลูกคิดยังเกี่ยวกับการบุกของคาปราในครั้งนี้?”
การินมุ่นคิ้วคิดอยู่ครู่เดียวก็กล่าวตอบ
“ผมเองก็คิดแบบท่านพ่อการบุกของคาปราเป็นเหมือนคำเตือนให้เราห้ามเข้าไปวุ่นวายที่ป่าวงกตสัตว์ร้ายระดับทวีปที่ท่านกลาซิสเจอเมื่อหนึ่งพันปีก่อนก็ไม่คิดจะสู้กับท่านคล้ายกับกังวลว่าการต่อสู้จะไปกระทบกับอะไรสักอย่าง”
กาเวนพยักหน้า
“อืม...แล้วลูกคิดว่าเราควรทำยังไง?”
การินจ้องเข้าไปที่นัยน์ตาสีม่วงของกาเวนชายหนุ่มยิ้มชืด
“ดูเหมือนท่านพ่อมีแผนการอยู่แล้ว”
กาเวนหัวเราะลูกชายของเขาฉลาดซะจริง
“พ่ออยากรู้ว่าลูกจะคิดเหมือนพ่อไหม”
การินคิดอยู่เกือบนาทีจึงพูดออกมา
“การที่มันส่งสัตว์ร้ายระดับทวีปออกมาเตือนพวกเราแบบไม่เสียดายก็แปลว่าทางนั้นคงยังมีสัตว์ร้ายระดับทวีปอยู่อีกนอกจากตัวที่วางแผนอย่างน้อยก็ต้องมีอีกหนึ่งตัวมันคงรู้ว่าเราคิดได้ถึงจุดนี้อยู่แล้วถึงได้ส่งคาปรามา เราบุกเข้าไปตรง ๆก็มีแต่แพ้ แต่ถ้าให้อยู่เฉย ๆ รอให้สิ่งที่มันวางแผนสำเร็จก็ไม่ได้ อันตรายที่แท้จริงคงเป็นสิ่งที่มันวางแผนไว้แต่การที่มันไม่อยากให้มีสิ่งไปรบกวนก็เป็นจุดอ่อนเหมือนกันถ้าอย่างนั้น...”
การินเงียบไปแล้วมองไปที่กาเวน
ชายวัยกลางคนพยักหน้า
“ลูกคิดเหมือนพ่อเลยแต่ว่าแผนนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะดูเหมือนสัตว์ร้ายตัวนั้นจะมีพลังตรวจจับที่ทรงพลังไม่แพ้แจ็ค”
การินนิ่งเงียบไปนานแล้วชายหนุ่มเม้มริมฝีปากหัวเราะออกมา
กาเวนขมวดคิ้วมองมาที่ลูกชายตนเอง
การินหยุดหัวเราะแล้วเปลี่ยนมาเป็นสีหน้าจริงจัง
“ถ้าจะให้พูดถึงใครที่พลังแผ่จิตสัมผัสไม่พบตัวก็อยู่ตรงหน้าท่านพ่อยังไงล่ะครับ”
กาเวนชะงักจ้องการินเขม็งชายวัยกลางคนเงียบไปหลายนาทีก่อนจะถอนหายใจ
“ลูกคิดดีแล้วใช่ไหม?”
การินพยักหน้าหนักแน่น
กาเวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“ทำไมไม่รอให้ตัวลูกเป็นผู้มีรอยประทับระดับทวีปก่อนล่ะ?”
การินส่ายหน้าเบาๆ
“นับตั้งแต่ที่ผมกลายเป็นผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรก็ผ่านเกินหนึ่งปีแล้วด้วยพรสวรรค์ที่ผมได้รับมาจากระฆังตัวผมควรเป็นระดับทวีปนานแล้วแต่ที่ตัวของผมไม่เลื่อนเป็นระดับทวีปดูเหมือนมันจะมีเงื่อนไขบางอย่างอยู่ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ บางทีมันอาจเกี่ยวกับพลังพื้นฐานของรอยประทับตรงกลางหน้าอกของผมที่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร”
โดยปกติแล้วผู้มีรอยประทับทุกคนเมื่อรอยประทับตื่นขึ้นมาจะได้รับพลังพื้นฐานมาหนึ่งอย่างและความสามารถหนึ่งอย่าง
ยกตัวอย่างเช่นอลิสตอนที่รอยประทับของเธอตื่นขึ้นมาเป็นผู้มีรอยประทับระดับทั่วไปเธอได้รับพลังพื้นฐานคือการสร้างเปลวเพลิงส่วนความสามารถที่ได้รับคือการแผ่จิตสัมผัส
หรือการันที่มีพลังพื้นฐานคือการสร้างสายฟ้าความสามารถที่ได้รับคือควบแน่นสายฟ้าให้หนาแน่นรุนแรงขึ้น
ตอนระดับทั่วไปรอยประทับที่อยู่กลางหลังการินมอบพลังพื้นฐานคือสร้างนักรบจิตวิญญาณความสามารถที่ได้รับคือการทำให้นักรบจิตวิญญาณล่องหนได้
แต่รอยประทับกลางแผ่นอกของชายหนุ่มนั้นเขาไม่รู้ว่าพลังพื้นฐานที่ได้รับคืออะไรส่วนความสามารถที่ได้รับคือการเพิ่มพลังกาย
กาเวนที่ได้ยินก็เงียบงันไปก่อนจะถอนหายใจกล่าว
“เดือนนี้ไปอยู่กับหนูอลิสและอาโนลให้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้เถอะ”
การินยิ้มก่อนที่ร่างจะจางหายไป
...
บ้านท่านตาท่านยายของการินศาลาริมน้ำ
อลิสนั่งบนม้านั่งตัวยาวภายในศาลาในอ้อมอกมีอาโนลที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ หญิงสาวฮัมเพลงพื้นเมืองเบา ๆพลางมองคลื่นน้ำกระเพื่อมในแม่น้ำ
ทันใดนั้นพลันมีร่างคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นจากความความว่างเปล่านั่งข้างเธอโดยไม่รีรอคนผู้นั้นเอาศีรษะมาซบไหล่อลิสทันที
อลิสค่อย ๆหันหน้ากลับกล่าวยิ้ม ๆ
“เสร็จธุระกับท่านพ่อแล้วเหรอ?”
นับตั้งแต่เจอกับการินอลิสยิ้มบ่อยขึ้นมากโดยเฉพาะตอนนี้ที่มีอาโนลเธอแทบจะยิ้มบ่อยเหมือนคนทั่วไปแล้ว
หญิงสาวที่เคยได้รับฉายาว่าเจ้าหญิงผู้เย็นชาเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้คงมีใครหลายคนยากจะเชื่อเป็นแน่
“อืม”
การินตอบแผ่วเบาชายหนุ่มมองทารกน้อยก็ยิ้มกว้าง
“ขี้เซาจริงๆ”
“เหมือนใครล่ะ?”
อลิสเอียงคอมองชายหนุ่ม
การินหัวเราะ
จากนั้นทั้งคู่ก็เงียบไป
นานเท่าไหร่ไม่รู้จู่ ๆ การินก็พูดขึ้น
“ฉันรักอลิสนะ”
อลิสรู้สึกตั้งตัวไม่ทันเล็กน้อยแต่ไม่นานเธอก็ยิ้มกว้าง
“ฉันก็รักการินเหมือนกัน”
อาโนลตื่นขึ้นขึ้นมาตอนไหนไม่รู้หัวเราะขึ้นมาก
การินกับอลิสพลันหัวเราะตาม
เวลากลางคืน
อลิสเปิดประเข้าไปในห้องนอนซึ่งมีการินนอนอยู่บนเตียงอยู่
เธอเพิ่งไปดูอาโนลที่ห้องท่านตาท่านยายมาไม่ใช่ว่าเธอกับการินไม่อยากให้อาโนลมานอนด้วยแต่เป็นเพราะบ่อยครั้งท่านตาท่านยายจะมาขออาโนลไปนอนด้วยแสดงให้เห็นว่าพวกท่านเอ็นดูเหลนคนนี้มากแค่ไหน
อลิสทิ้งตัวลงไปบนเตียงนอนแต่กลับพบว่าชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงก่อนแล้วไม่มีปฏิกิริยาอะไรหญิงสาวหันไปมองก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังเหม่อมองเพดานนิ่งใบหน้าคล้ายครุ่นคิดอะไรสักอย่างอยู่
“มีอะไรรึเปล่า?”
เธอถามด้วยความกังวลตั้งแต่ตอนที่การินกลับจากทำธุระกับกาเวนบรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มก็แปลกไปแต่อลิสไม่รู้ว่าแปลกยังไงนี่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้หากการินไม่คิดจะบอก
การินพลันหลุดออกจากภวังค์ชายหนุ่มหันมาจ้องหญิงสาวที่จ้องเขาอยู่ก่อนแล้วการินนิ่งไปครู่หนึ่งก็ดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด
“วันนี้ฉันไปคุยกับท่านพ่อเรื่องที่ว่าจะเอายังไงต่อกับสัตว์ร้ายที่อยู่ในป่าวงกต”
อลิสพยักหน้าก่อนไปการินได้บอกกับเธอแล้วว่าจะไปคุยเรื่องนี้กับกาเวน
ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วเล่าสิ่งที่เขาคุยในวันนี้กับกาเวนให้อลิสฟัง
อลิสพลันเบิกตากว้างกอดชายหนุ่มแน่นนัยน์ตาสั่นระริกคล้ายกับว่าอีกไม่นานหยดน้ำตาจะร่วงออกมา
“อย่าไปนะ...”
หญิงสาวกล่าวเสียงสั่น
การินลูบเส้นผมที่ยาวขึ้นของอีกฝ่ายชายหนุ่มส่ายหน้าช้า ๆ
“เรื่องนี้มีแค่ฉันคนเดียวที่ทำได้มีแค่ฉันเท่านั้นที่หลบจิตสัมผัสของพวกมันได้มีแค่ฉันเท่านั้นที่จะลอบเข้าไปในป่าวงกตเพื่อหาทางทำลายแผนการของสัตว์ร้ายตัวนั้นได้...”
น้ำตาอลิสร่วงลงตั้งแต่การินเริ่มพูดแล้วหญิงสาวร้องไห้สะอื้นอยู่ในอ้อมอกของชายหนุ่ม
การินบรรจงจูบลงที่หน้าผากอลิส
“เดี๋ยวนี้ขี้แยจังเลยนะ”
“กะ...ก็...ฮึก...นะ...นาย...ฮือ...”
อลิสพูดไม่เป็นภาษา
การินหัวเราะแผ่วเบา
“อย่างร้องนะฉันไม่ได้จะไปตายสักหน่อย ก่อนเข้าไปฉันจะทิ้งนักรบจิตวิญญาณไว้นอกป่าวงกตหนึ่งตัวถ้ามันคับขันจริง ๆ ฉันก็หนีได้สบายมาก”
อลิสสงบลงเล็กน้อยเมื่อได้ยิน
ทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบ
แสงจันทร์สลัว ๆลอดผ่านผ้าม่านบางเข้ามา การินพลันหัวเราะออกมาชายหนุ่มพลิกร่างอลิสให้ขึ้นมาคร่อมร่างของตนเองพร้อมกล่าว
“ไม่ต้องห่วงหรอกฉันรอดมาได้อยู่แล้ว ตอนนี้เลิกเศร้าแล้วมาทำน้องให้อาโนลดีกว่าครั้งนี้ฉันอยากได้ลูกสาว”
…
วันต่อมาการินได้ตัดสินใจบอกเรื่องที่ตัวเขาต้องไปทำภารกิจที่ป่าวงกตให้ทุกคนในครอบครัวฟังเมื่อได้ยินทุกคนต่างเงียบงันแม้อยากเอ่ยปากห้ามแต่ก็รู้ว่าเรื่องสำคัญมากและการินก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว
บรรยากาศเปลี่ยนเป็นหดหู่ท่านตาท่านยายมาอยู่กับการินในช่วงกลางวันนานขึ้น กาเวน อเดล จาเรนริน่ามาหาการินที่บ้านท่านตาท่านยายวันเว้นวัน กระทั่งการันก็มาด้วยส่วนอลิสนั้นตัวติดอยู่กับการินตลอดเวลา
เรื่องที่การินจะออกไปทำภารกิจทำลายแผนการของสัตว์ร้ายระดับทวีปที่ป่าวงกตมีเพียงคนระดับสูงของสี่ตระกูลผู้ปกครองและสิบสองตระกูลชั้นสูงเท่านั้นที่รู้เดิมทีเคยมีคนเสนอความเห็นว่าจะประกาศให้คนทั่วทั้งเมืองรู้ถึงความเสียสละของการินให้คนทั่วทั้งเมืองกลาซิสรู้แต่การินบอกว่าตนขอไปเงียบ ๆ ดีกว่าเพราะไม่ชอบความวุ่นวาย
หนึ่งเดือนถัดมา
การินอยู่หน้าประตูเมืองเขตตะวันออกอลิสยินประกบการินไม่ห่างในอ้อมอกมีอาโนลซึ่งนอนหลับปุ๋ยอยู่รอบข้างมีคนในครอบครัวยืนอยู่ กระทั่งท่านตากับท่านยายก็ยังมาไม่ไกลจากจุดที่การินอยู่มีคนจากสี่ตระกูลผู้ปกครองและสิบสองตระกูลชั้นสูงยืนมองมาพวกเขาต่างมาส่งการินต่อให้เป็นคนที่ไม่สนิทกันแต่เมื่อการินยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อมวลมนุษย์พวกเขาจึงรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งไม่มากก็น้อย
“หวังว่าหมอนั่นจะปลอดภัยนะไม่อย่างนั้นอลิสคงเสียใจมาก”
มาเรียกล่าวเสียงกระซิบกับเฟย์ผู้ยืนอยู่ด้านข้างชายหนุ่มเพียงพยักหน้าแล้วไม่พูดอะไร
หลังจากบอกลากับทุกคนในครอบครัวไปทีละคนแล้วการินหันมามองอลิสเป็นคนสุดท้ายชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรกับหญิงสาวเพียงจ้องเธอด้วยสายตาเท่านั้น
อลิสจ้องมองดวงตาของชายหนุ่มที่ทำให้เธอหลงใหลความรู้สึกที่อีกฝ่ายบอกผ่านดวงตาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขารู้สึกยังไง เธอเม้มริมฝีปากเดินเข้าไปชิดตัวชายหนุ่มเอาหน้าผากแปะลงไปที่แผ่นอกของการินเนิ่นนานไม่ขยับ
ประกายในดวงตาการินสั่นไหวเล็กน้อยเขาจับไหล่อลิสแล้วก้มลงไปจูบบนหน้าผากอาโนล จากนั้นจึงจูบไปที่หน้าผากอลิสมุมปากยิ้มขึ้นเอ่ยเพียงประโยคเดียว
“แล้วฉันจะกลับมานะ”
พูดจบร่างของชายหนุ่มก็จางหายไป
ไหล่ของอลิสสั่นสะท้านเบาๆ อยู่เนิ่นนาน
ริน่าเข้าไปซบกับกาเวนน้ำตาร่วงผล๊อยอย่างห้ามไม่ได้ชายวัยกลางคนดวงตาเปียกชื้นแต่ด้วยความเป็นคนเข้มแข็งจึงห้ามน้ำตาตัวเองไว้ได้
ท่านตากับท่ายยายเงียบงันทั้งคู่จับมือกันไว้แน่น
จาเรนลูบศีรษะเทียร์น่าที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นชายชราถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า
การันมองขึ้นไปบนท้องฟ้ากล่าวเสียงแผ่ว
“กลับมาให้ได้นะน้องชาย...”