ตอนที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ความมืดมิดก็มลายหายไปจากจิตใต้สำนึก แสงสว่างเบาบางจากด้านนอกกลับเข้ามาอยู่ในการมองเห็นอีกครั้ง
เซี่ยฮุยกวาดตามองไปรอบ ๆ ก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในภูเขาสูงแห่งหนึ่ง
ร่างของเขาถูกห้อมล้อมด้วยต้นหญ้าสีเขียวชอุ่ม ไร้ซึ่งเสียงทิชากรบินล้อเคียงคลอ นอกจากความเงียบสงัดก็ไม่พบว่ามีสิ่งอื่นใดปรากฏให้เห็น
“ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย?”
เซี่ยฮุยแหงนหน้ามองด้านบน...นี่ยังดึกอยู่เลย!
ท้องฟ้าที่อยู่เบื้องบนเป็นฉากของช่วงเวลากลางดึก สิ่งที่ประดับอยู่ด้านบนนั้นมีเพียงพระจันทร์สีแดงเท่านั้น
แสงสีแดงเข้มจากพระจันทร์สาดส่องลงมาจึงทำให้เขาสามารถมองเห็นทุกอย่างที่อยู่รอบตัวได้ สถานที่แห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยเส้นด้ายสีแดงบาง ๆ หนึ่งชั้น ดูแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย
เซี่ยฮุยแอบหยิกแขนตัวเอง ความรู้สึกเจ็บปวดกำลังบอกเขาว่าเขาไม่ได้ฝันไป
หลังจากเลิกหยิกแขนตัวเอง เขายกนาฬิกาสีดำที่อยู่บนข้อมือขึ้นมาดู สิ่งนี้ทำให้เซี่ยฮุยมั่นใจได้ว่าเขาไม่ได้ถูกส่งไปยังโลกใบใหม่
สอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้? วาร์ป? สถานที่ทดสอบ? .......
คำเหล่านี้ผุดขึ้นมาในหัวของเขา ความสับสนอลหม่านภายในใจของเขาก็กลับมากระจ่างชัดทันที
เขารีบเปิดสายรัดข้อมือของตัวเอง ภายในนี้มีโปรแกรมใหม่ที่เพิ่งถูกติดตั้งโดยสมาคมศิลปะการต่อสู้ แอปพลิเคชันเสริมเพื่อบันทึกคะแนนของการทดสอบนี้
ในฐานะที่เป็นแอปพลิเคชันเสริม ประโยชน์ของมันจึงมีไว้เพื่อแจ้งภารกิจ หลังจากที่ผ่านภารกิจผู้เข้ารับการทดสอบก็จะได้รับคะแนนตามลำดับ
“ภารกิจที่หนึ่ง: การทดสอบในครั้งนี้เป็นภารกิจทีม ด่านแรก...ท่านต้องเดินทางไปให้ถึงจุดรวมตัวอย่างปลอดภัย เป้าหมายของท่านคือ: โรงเรียนร้าง”
เซี่ยฮุยอ่านเนื้อหาภารกิจที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นเขาก็กดเปิดแผนที่ที่อยู่บนสายรัดข้อมือ ด้านบนมีจุดสีแดงหนึ่งจุดที่กำลังกะพริบอยู่
ตอนที่เขาขยายแผนที่ให้ใหญ่ขึ้นก็พบว่าจุดสีแดงที่เห็นคือจุดรวมตัวของทุกคน
ไกลขนาดนี้เลยเหรอ?
เมื่อเห็นตำแหน่งที่ต้องไป เซี่ยฮุยก็แอบพึมพำอยู่ภายในใจ
แม้ว่าด้านบนแผนที่จะไม่ได้ระบุตัวเลขที่แน่นอนว่าอยู่ไกลจากจุดที่เขายืนอยู่มากขนาดไหน แต่จากการมองเห็นของเขาที่ยืนอยู่บนภูเขาสูงเปิดกว้างเช่นนี้ ตำแหน่งที่เขายืนอยู่ไม่สามารถมองเห็นสิ่งก่อสร้างใด ๆ แม้แต่แห่งเดียว
เขาต้องรีบไปให้ถึงจุดรวมตัว และต้องผ่านการเดินทางระยะไกลนี้ให้ได้
ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
เซี่ยฮุยถอนหายใจเฮือกใหญ่
ด้านบนภูเขาสูง ไม่มีทั้งร้านค้าและไม่มีหมู่บ้าน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีรถรับส่งแถวนี้
ถ้าหากต้องเดินทางไปที่นั่น คงต้องพึ่งพาขาทั้งสองข้างของตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้
หลังจากจำพิกัดของเป้าหมายได้แล้ว เซี่ยฮุยก็ปิดแผนที่ลง ภายในใจก็ได้แต่แอบบ่นโชคของตัวเอง
เขาถูกส่งให้มาอยู่ในจุดที่ห่างจากจุดรวมตัวมากขนาดนี้ ซวยชะมัดเลย
ลงเขา!
เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ เซี่ยฮุยกวาดตามองไปรอบ ๆ ก็พบว่ามีแต่ต้นหญ้าสูงสีเขียวชอุ่ม ไม่มีถนนให้เขาเห็นแม้แต่เส้นเดียว
หลังจากมั่นใจตำแหน่งที่แน่นอนแล้วเขาก็สาวเท้าเดินไปด้านหน้าอย่างไม่ลังเล
บนโลกไม่มีสิ่งที่เรียกว่าถนน เมื่อเท้าเหยียบลงตรงไหน ตรงนั้นก็คือถนน
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง เซี่ยฮุยก็พบว่ายิ่งเข้าใกล้ตีนเขามากเท่าไหร่ ต้นไม้ใบหญ้าก็เริ่มลดลงมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เมื่อต้นไม้และหญ้าสูงที่บดบังการมองเห็นลดลง ก็ช่วยให้การมองเห็นของเขาชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“นี่คือถนนเหรอ?”
เขาเดินตรงไปยังเป้าหมาย หลังจากเดินไปได้ราว ๆ 50 เมตร ถนนหนึ่งเส้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเซี่ยฮุย สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
คิดไม่ถึงเลยว่าสถานที่ที่อยู่ห่างไกลขนาดนี้จะมีถนนด้วย อย่าบอกนะว่าเคยมีคนมาสถานที่ที่อับโคจรแบบนี้?
เขาไม่ได้คิดสงสัยมากไปกว่านี้ มีถนนก็ดีเหมือนกันเพราะช่วยประหยัดพลังลมปราณให้เขาเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเขาก็ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้อีก
เท้าของเขาเหยียบลงบนพื้นดินอ่อนนุ่ม พื้นที่มีหญ้าน้อยลงทำให้ความเร็วในการเดินของเซี่ยฮุยเพิ่มขึ้น
ตอนที่เขาเดินลงมาถึงตีนเขาก็พบว่าถนนกว้างขวางมากขึ้นแล้ว
เซี่ยฮุยเหลือบมองแผนที่ย่อส่วนก็พบว่าถนนเส้นนี้ยืดไปจนถึงจุดรวมตัวที่เขากำลังจะไป ภายในใจก็แอบรู้สึกสงสัยขึ้นมา
บังเอิญเกินไปหรือเปล่าเนี่ย!
เซี่ยฮุยแอบระวังตัวอย่างเงียบ ๆ เขาพยายามรักษาความเร็วเพื่อเดินผ่านถนนเส้นนี้ให้เร็วที่สุด
หืม?!
เซี่ยฮุยก็หยุดชะงักอย่างฉับพลัน
เพราะจู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบมากเกินไป อีกทั้งยังไม่สามารถรู้สึกได้ถึงสิ่งมีชีวิตแม้แต่คนเดียว
บรรยากาศก็เริ่มอึมครึมมากขึ้น สิ่งนี้ทำให้ลมหายใจของเขาติดขัดเล็กน้อย
อีกอย่าง...
ที่นี่มีแต่หลุมฝังศพทั้งนั้นเลย!?
เซี่ยฮุยมองไปข้างทางที่เขากำลังยืนอยู่ เขาก็พบว่าข้าง ๆ มีเนินเขายกตัวสูงขึ้นและขยายออกไปราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด
สถานที่แห่งนี้ราวกับดินที่ถูกกองทับถมกันแต่ไม่มีป้ายใด ๆ สิ่งแรกที่เซี่ยฮุยนึกถึงคือมันคือหลุมฝังศพ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแบบผิดปกติเช่นนี้ ต้องเกิดเรื่องไม่ปกติตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
วินาทีที่ประโยคนี้แล่นเข้ามาในหัว เซี่ยฮุยก็หยุดเดินทันที ขนบนตัวของเขาลุกซู่พร้อมกับลางสังหรณ์ไม่ดีที่ผุดขึ้นมาในใจ
เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ!
เนินเขาที่ลากยาวออกไปถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นจวนขนาดใหญ่
ด้านบนประตูใหญ่มีโคมไฟและพู่ห้อยอยู่ อีกทั้งยังติดกระดาษสีแดงที่มีคำว่า “囍 (มงคลคู่) ” นี่เป็นฉากของงานมงคลชัด ๆ
แต่เซี่ยฮุยกลับรู้สึกได้ว่ามันย้อนแย้งกับความเป็นจริงมาก
บรรยากาศในเวลานี้ไม่ได้มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตแม้แต่น้อย ทุกอย่างเงียบสงบจนดูผิดปกติ
“ปัง!”
“ปัง!”
“ตึง ๆ!”
ตอนที่สมองของเซี่ยฮุยกำลังประมวลผลถึงความแปลกประหลาดเกี่ยวกับจวนแห่งนี้
จู่ ๆ ก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้น
เขาหันไปมองข้าง ๆ ก็พบว่ามีเกี้ยวเจ้าสาวที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตปรากฏขึ้น
มีคนกำลังแบกเกี้ยวอยู่ทั้งหมดแปดคน พวกเขาสวมใส่ด้วยเสื้อแจ็คเก็ตผ้าซาตินชนิดพิเศษ
ใบหน้าของพวกเขาถูกโบกด้วยแป้งฝุ่นสีขาวจนหนา แก้มทั้งสองข้างถูกทาด้วยบลัชออนสีแดง ปากของพวกเขาก็เป็นสีแดงเช่นกัน สีแดงเหล่านั้นดูชัดเจนราวกับเลือดอย่างไรอย่างนั้น
คนแปดคนแบกเกี้ยวขนาดใหญ่?
เซี่ยฮุยแอบชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นเขาก็มองฉากตรงหน้าต่อไป
ด้านหน้าเกี้ยวมีผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเจ้าสาวเดินนำอยู่ ในมือของเธอถือผ้าเช็ดหน้าที่มีตัวอักษร “喜 (มีความสุข) ” ปักอยู่ ร่างอรชรอ้อนแอ้นของเธอก้าวไปด้านหน้า ใบหน้าของเธอถูกแต่งแต้มด้วยแป้งจนค่อนไปทางวอก
เซี่ยฮุยยืนมองฉากตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ไหวติง
ตอนที่เกี้ยวถูกชายแปดคนแบกผ่านออกมาจากหญ้าสูง ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
ชายหนุ่มหน้าหล่อสองคนเป่าปี่ปากใหญ่ หลังจากหยุดยืนตรงหน้าเขาก็ลากเสียงพูดด้วยเสียงยืดยาว
“เชิญเจ้าบ่าวขึ้นเกี้ยวครับ!”
ผู้แบกเกี้ยววางเกี้ยวลง จากนั้นก็เอียงเกี้ยวมาข้าง ๆ เพื่อให้เขาขึ้นไป
“เชิญเจ้าบ่าวขึ้นเกี้ยวครับ!”
“เชิญเจ้าบ่าวขึ้นเกี้ยวครับ!”
เสียงเชิญขึ้นเกี้ยวดังขึ้นติดต่อกันสามครั้ง แต่เซี่ยฮุยกลับยังยืนนิ่งไม่ไหวติง
จู่ ๆ หญิงสาวที่ดูแลเจ้าสาวซึ่งแต่งตัวเกินเบอร์ก็ยิ้มออกมา เธอก้าวเท้ามาตรงหน้าเขาและโน้มตัวลง
“เชิญเจ้าบ่าวขึ้นเกี้ยวค่ะ ไม่เช่นนั้นอาจจะเสียฤกษ์ได้นะคะ”
“ฉันคือเจ้าบ่าวเหรอ?”
สมองของเขาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ เซี่ยฮุยยืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่พูดและไม่เคลื่อนไหว
ภายในใจของเขาแอบยิ้มด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น : ดูเหมือนว่าโชคของฉันจะไม่ดีเท่าไหร่เลยนะ มาเจอกับอันตรายเข้าแล้วสิ
เมื่อก่อนคนที่ต้องนั่งอยู่บนเกี้ยวคือเจ้าสาว แต่ที่นี่กลับเปลี่ยนเป็นเจ้าบ่าวที่นั่งอยู่บนนั้น ช่างเป็นเรื่องแปลกจริง ๆ!
ไม่รู้ว่าผ่านไปไหนเท่าไหร่ บรรยากาศที่อยู่รอบตัวก็เปลี่ยนไปจากเดิม ทางเดินที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ได้หายไปแล้ว
เขาหันหลังกลับไปมองก็พบว่าทางเดินที่อยู่ด้านหลังหายไปเช่นกัน
ตอนนี้เหลือเพียงพื้นหญ้าที่ไม่สามารถมองเห็นสองข้างทางได้ ห่างออกไปมีหมอกครึ้มปกคลุมไปทั่วจนมองไม่เห็นอะไรเลย
“ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกมันคิดจะทำอะไรกันแน่”
คิดเช่นนี้ เซี่ยฮุยก็แอบรวบรวมพลังภายในร่างกายอย่างเงียบ ๆ ถ้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาก็พร้อมที่จะอัดพวกมันให้เละ
“เชิญเจ้าบ่าวขึ้นเกี้ยวครับ”
......
ไม่มีสิ่งอื่นเกิดขึ้นระหว่างนี้ มีเพียงคำพูดนี้ที่ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาหน้าขาวสองคนยังคงตะโกนยังพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่หยุดราวกับแผ่นเสียงตกร่อง
ถ้าหากไม่ขึ้นไปบนเกี้ยว เราก็คงต้องจนมุมอยู่ที่นี่สินะ?
คิดของเซี่ยฮุยค่อย ๆ ขมวดเข้าด้วยกันจนทำให้ระหว่างหัวคิ้วเกิดรอยย่นขึ้นสามขีด
ถ้าหากยังปล่อยให้เสียเวลาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนทำให้เขาไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดรวมตัวได้ เขาก็จะสอบตกการทดสอบในครั้งนี้
“หึ!”
คิดเช่นนี้ เซี่ยฮุยก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความเดือดดาลที่ปะทุขึ้นกลางใจ
ไม่ว่าพวกแกจะเป็นตัวประหลาดรูปแบบไหน ฉันก็เคยจัดการมาหมดแล้ว!
เซี่ยฮุยเปล่งเสียงหึออกมา เขาตัดสินใจได้แล้วว่าจะไม่เสียเวลากับพวกมันต่อไป
เขามองไปยังเกี้ยวที่อยู่ตรงหน้าและก้าวเท้าเข้าไป ตอนที่มาหยุดอยู่ตรงหน้าเกี้ยวคันนี้ สกิลป้าวเฉวียนของเขาก็ซัดเขาใส่เกี้ยวทันที
วินาทีต่อมาร่างกายของเขาก็ขยับอีกครั้งพร้อมกับลมวายุขนาดใหญ่ เขาปล่อยพลังทั้งหมดที่มีเพื่อซัดไปที่เกี้ยวที่มีความประณีตคันนั้น
“ตูม!”
เสียงระเบิดดังขึ้น วินาทีต่อมาหมัดของเขาก็ทำให้เกี้ยวที่อยู่ตรงหน้าแตกเป็นเสี่ยง ๆ ภายในชั่วพริบตา
ร่างของเซี่ยฮุยวิ่งผ่านเกี้ยวคันนั้นไป จากนั้นก็มาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าประตูจวนหลังใหญ่
“แอ๊ด!”
ยังไม่ทันที่เซี่ยฮุยจะหันกลับไปมองเกี้ยวที่อยู่ด้านหลังเหล่านั้น ประตูใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าเขาก็เปิดออกอัตโนมัติ
ด้านในนั้นมีลานกว้างซึ่งมีขนาดใหญ่มาก มีผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่กันอย่างคึกคัก มีการจัดเลี้ยงกันแบบโล่งแจ้ง และมีโต๊ะถูกเตรียมไว้ไม่ต่ำกว่าหลักร้อย
ภายในงานเลี้ยงมีแขกเข้ามานั่งกันจนเต็มแล้ว และดูเหมือนว่าจะไม่หลงเหลือที่ว่างแม้แต่ตัวเดียว
“เจ้าบ่าวมาถึงแล้ว ยังไม่รีบออกไปต้อนรับอีก”
ผู้ดูแลเจ้าสาวเดินมายืนอยู่ข้าง ๆ เซี่ยฮุยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ เธอตะโกนเสียงดังเพื่อเรียกคนอื่น ๆ จากนั้นแขกที่นั่งอยู่ภายในงานก็รีบเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา
มีแขกบางส่วนที่ดื่มเหล้าไปเยอะพอสมควร คิ้วของเซี่ยฮุยก็เลิกขึ้นอีกครั้ง
แขกภายในงานไม่มีใครมีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์แม้แต่คนเดียว ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่มีใบหน้าขาวโพลนเป็นกระดาษ ก็มีลิ้นยาวราวกับงู นอกจากนี้ดวงตาทั้งสองข้างยังโบ๋ลึก สภาพของพวกมันดูแปลกประหลาดจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้...
ที่แท้มันก็เป็นงานแต่งงานของพวกผี ดังนั้นแขกที่กำลังนั่งดื่มเหล้าสังสรรค์อยู่จึงเป็นเหล่าภูตผีปีศาจ
เดิมทีเขาคิดว่าถ้าทำลายเกี้ยวสำเร็จแล้ว เขาอาจจะหนีออกไปจากที่นี่ได้ คิดไม่ถึงเลยว่าเขาต้องมาเจอกับสิ่งนี้
“วันนี้ถือเป็นงานมงคลครั้งใหญ่ ทำไมเจ้าบ่าวยังแต่งตัวแบบนี้อีกล่ะ เร็วเข้า ๆ ๆ รีบใส่ชุดเจ้าบ่าวแล้วเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเถอะ”
เซี่ยฮุยถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวเพื่อขัดขืนอีกฝ่าย
ทว่าเขาก็พบว่าเพียงแค่วินาทีเดียว หญิงสาวคนนั้นก็สวมใส่เสื้อคลุมสีแดงให้เขาเสร็จเรียบร้อยโดยที่เขายังไม่ทันได้โต้ตอบอะไรกลับไป
“แหม...เจ้าบ่าวคงเขินสินะ”
หญิงสาวคนนั้นยิ้มโดยไม่ได้สนใจว่าเซี่ยฮุยจะคิดอย่างไร จากนั้นเธอก็รีบคะยั้นคะยอเขา “แค่สวมใส่ชุดแต่งงานก็ถือว่าเป็นสามีภรรยากันแล้ว เอาล่ะ รีบเข้าไปทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเถอะ”
ระหว่างที่พูด เธอก็ดันเขาให้เข้าไปข้างในบ้าน
ระหว่างทางเซี่ยฮุยคิดอยากจะต่อต้านตลอด แต่ทุกครั้งที่เขาพยายามจะเรียกพลังส่งไปที่หมัดของเขา เขาก็จะรู้สึกได้ถึงพลังความเย็นที่ถูกส่งมาจากร่างของหญิงสาวที่กำลังผลักเข้าให้เข้าไปด้านใน ด้วยเหตุนี้พลังที่เขามีจึงถูกควบคุมไว้จนไม่สามารถต่อต้านได้
หลังจากพยายามอยู่ครู่ใหญ่ก็พบว่าเขาไม่สามารถหลุดออกจากพลังที่เย็นยะเยือกนี้ได้ เซี่ยฮุยจึงต้องล้มเลิกความคิดนี้ชั่วคราว
เพราะจู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า ภายในบ้านมีภูตผีปีศาจมากมายขนาดนั้น ต่อให้เขาหนีออกไปได้ พวกมันก็ต้องไล่ล่าเขาอยู่ดี
เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะต่อต้าน รวมถึงควบคุมพลังของตัวเองให้ต่ำลง
หลังจากสงบสติอารมณ์ตัวเองได้แล้ว เขาก็ออกเดินทางต่อโดยมีหญิงสาวคอยผลักอยู่ด้านหลัง
ตอนที่เดินเข้ามาใกล้ห้องโถงใหญ่ สมองของเซี่ยฮุยก็เริ่มทำงานอีกครั้ง เขาเหลือบมองแผนที่ย่อส่วนด้วยความระมัดระวัง ภายในห้องโถงที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมีจุดสีแดงขนาดใหญ่กะพริบอยู่หนึ่งจุด
อันตราย!
อันตรายมาก!
ในใจของเขามีแต่คำว่าอันตรายพลุ่งพล่านอยู่ในนั้นอย่างบ้าคลั่ง แต่เมื่อเขาเห็นว่าสกิลที่มีอยู่ในสถานะเปิดใช้งานได้ เขาก็กลับมาสงบอีกครั้ง ระบบไม่ได้ปิดกั้นการต่อสู้ ถึงแม้ว่าพลังทางกายภาพของเขาจะถูกปิดกั้น แต่สกิลยังสามารถใช้งานได้ปกติ ดังนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่จะสร้างอันตรายให้กับเขาได้
คิดเช่นนี้เขาก็อยากจะลองความสามารถของเจ้าสาวขึ้นมาแล้วสิ
เขายืดตัวตรงและเดินเข้าไปด้านในห้องโถงด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้หญิงสาวคนนั้นดันให้เดินเข้าไปด้านในอีก
หลังจากเดินเข้ามาใกล้ห้องโถง เสียงแตรและเพลงบรรเลงก็ดังขึ้น มีทั้งเสียงแตรและเสียงกลองเล่นกันสนุกสนาน เป็นการสร้างบรรยากาศให้เหมือนกับเป็นงานรื่นเริงได้ดีจริง ๆ
ระหว่างที่เดิน เซี่ยฮุยก็เปิดระบบร้านค้าขึ้นมา เขาจำได้ว่าในร้านค้ามีของมากมายที่สามารถใช้กับพวกภูตผีปีศาจได้
ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ แต่กันไว้ก็ยังดีกว่ามาแก้ภายหลัง เอาเป็นซื้อมาก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที
เพียงไม่กี่อึดใจ เซี่ยฮุยก็เหลือบมองไอเท็มที่อยู่ในกระเป๋าของตัวเอง
เขาแอบรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยที่ต้องเสียเงินจำนวนหนึ่งไป แต่เมื่อมาคิด ๆ ดูว่าถ้าหากเขาสามารถกำจัดปีศาจที่อยู่ภายในห้องโถงได้ เขาคงจะกอบโกยจากพวกมันได้ไม่น้อย คิดเช่นนี้มุมปากของเขาก็กระตุกยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“พวกชั้นต่ำ...กล้ามาควบคุมพลังของฉัน อีกเดี๋ยวได้เห็นดีกันแน่”