บทที่205สู่อดีต
คมทวนอันเรืองรองเจิดจ้าแผ่พุ่งพลังอยู่ที่เบื้องหลังอาณาบริเวณถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีทอง ก่อนที่แสงสีทองนั้นจะกลับกลายเป็นดำมืดเย็นเยือกธรรมบาลปัญญาได้คิด ตนคงไม่แคล้วถูกพลังรูปคมทวนนั่นพรากชีวิต และดินแดนแห่งความมืดนี้ก็คงเป็นแดนอนธการที่จะเชื่อมไปสู่โลกหลังความตายตนได้เหยียบย่างสู่แดนปรโลกแล้ว
ความตายย่างใกล้ ผู้ใดก็ล้วนแต่คิดถึงความตายธรรมบาลปัญญามันไม่ได้กลัวตาย แต่มันเสียดายที่มิอาจหาความจริงและคืนความเป็นธรรมต่อผู้ที่เป็นที่รักได้
“ข้าก็ยังคงเป็นคนขี้ขลาดและอ่อนแอเช่นเดิมสร้างความน่าผิดหวังต่อเจ้าแล้ว"
ภาพใบหน้าของประมุขแห่งแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ผุดขึ้นมาในหัวภาพนั้นเป็นภาพเลือนลางดั่งความฝัน แต่ภาพนั้นก็คล้ายนำทางมันไป เสมือนหนึ่งวิญญาณรุ่นพี่มาต้อนรับวิญญาณรุ่นน้องพอธรรมบาลปัญญายื่นมือออกไปค่อยสัมผัสว่าตนนั้นมีกายหยาบอยู่ นี่คือร่างของตน มิใช่สสารหรือดวงวิญญาณตนยังดำรงร่างกายเอาไว้ได้
พอนึกถึงข้อเท็จจริงประการนี้ ธรรมบาลปัญญามันก็ได้มองแผ่นหลังพลังรูปคมทวนที่สมควรจะทะลุร่างของมันกลับเลือนหาย แสงสีทองที่ราวกับหลุดมาจากฟากฟ้าก็ไม่มีพบเพียงวังวนอันดำมืดลึกล้ำที่ดูดกลืนร่างของมันอย่างรวดเร็วเท่านั้น ได้เห็นเช่นนี้ธรรมบาลปัญญาก็ทอประกายตาเจิดจ้าด้วยความหวัง
“หรือว่า…”
ฮุ่ยจวินที่บัดนี้ร่างลอยเคว้งสลบเหมือดมิได้สติก็เคลื่อนผ่านร่างของธรรมบาลปัญญาไปธรรมบาลปัญญาค่อยได้สังเกตุเห็นมัน
“เจ้าทำได้แล้ว"
ธรรมบาลปัญญากล่าวไปพลางยื่นมือหวังคว้าจับร่างที่ลอยเคว้งของฮุ่ยจวินไปพลางแต่วังวนที่มีภาพของประมุขแดนเเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์รุนแรงนัก ดึงดูดนำพาความนึกคิดและพาร่างของชายชราให้ลอยเข้าหาอย่างรวดเร็วส่งให้ร่างที่สลบอยู่ของฮุ่ยจวินหลุดเข้าไปในวังวนอันดำมืดไกลขึ้นเรื่อยๆ ไกลจนธรรมบาลปัญญามิอาจไขว่คว้าถึง
ธรรมบาลปัญญาใช้เวลาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับผาอดีตมาอย่างมากมายสมมุติฐานที่มันคาดไว้ก็เป็นจริงและกำลังเกิดขึ้นตรงหน้า มันในตอนนี้หลุดเข้ามาในห้วงแห่งอดีตแล้วเป็นห้วงแห่งอดีตในระยะสั้นๆ โดยมีความรู้สึกนึกคิดและตัวตนของจุดหมายนำทาง มันกำลังจะคืนกลับไปในช่วงเวลาที่แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ประสบเหตุทว่าร่างที่สลบไสลไม่ได้สติของฮุ่ยจวินกำลังหลุดไปยังอดีตที่ใดก็มิอาจทราบได้ ใช่มันจะหลุดไปยังอดีตอนันตกาลที่ไม่มีจุดสิ้นสุดหรือไม่!
ธรรมบาลปัญญารู้สึกเศร้าใจที่ความปรารถนาตนกลับนำพาคนบริสุทธิ์ผู้หนึ่งมาพบกับเรื่องเลวร้ายบุรุษชราเมื่อศึกษาวิธีเข้ามาย่อมศึกษาวิธีที่จะออกจากอดีตด้วย ซึ่งวิธีนั้นฮุ่ยจวินจะรู้ได้อย่างไรมันเพียงถ่ายทอดสมมุติฐานแห่งการเข้าสู่อดีต แต่มันยังไม่ทันมีเวลาได้อธิบายวิธีออกจากอดีตก็ถูกเหตุการณ์เป็นตายกร้ำกรายแล้วและประการสำคัญที่มันยังมิได้บอกกล่าวต่อฮุ่ยจวินก็คือ
กฎแห่งอดีตมิอาจแตะต้อง!
อดีตเห็นได้แต่มิอาจเปลี่ยนแปลง เพราะหากเปลี่ยนแปลงนั่นจะนำพาความวุ่นวายสู่กฎเกณฑ์อันแท้จริงและมันจะทำลายตัวตนของผู้ที่แทรกแซงอดีต
การมาของธรรมบาลปัญญาในครานี้มีจุดประสงค์เดียวมันแม้จะเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ แต่มันจะมาเพื่อรู้และตัดสินใจ นี่ความความตั้งใจแรกเริ่มของมัน
แต่ถึงสมองจะเตือนตัวเองเช่นนั้น ทว่าใจลึกๆในการเสี่ยงหาวิธีคืนกลับสู่อดีตแท้จริงแล้วมันก็ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นเพียงหลุดพ้นจากวังวนแห่งความมืดภาพแห่งความโกลาหลปรากฏสู่จักษุสายตา เสียงต่อสู้ดังสนั่นหวั่นไหว วจนะยุทธ์อันแสนคุ้นเคยปกครอบไปทั่วอาณาบริเวณธรรมบาลปัญญามันก็ลืมเรื่องฮุ่ยจวิน สลัดความคิดแรกเริ่ม แล้วฝืนลงมืออย่างไม่ลังเล
แรกปรากฏมันก็รับรู้แล้วว่าเป็นฝีมือใคร รับรู้แล้วว่าสิ่งที่มันคิดตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันตรงหน้าทำให้มันยากจะทำใจให้นิ่งเฉย มันฉีกชุดคลุมพันรอบใบหน้าผ้าคลุมผืนนี้สามารถใช้ปกปิดตัวตน ทว่ามันกลับมิอาจใช้หลบซ่อนกฎเกณฑ์แห่งอดีต ขณะที่มันฝืนอดีตลงมือหวังช่วยประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ประกายแสงหนึ่งจากความว่างเปล่าก็เล่นงานมันอย่างหนักหน่วงทันที ร่างกายแทบแหลกสลายจากนั้นภาพแห่งอดีตตรงหน้าก็หมุนวนกลับกลายเป็นดำมืดอีกครั้ง ร่างที่ราวกับจะแหลกสลายของธรรมบาลปัญญาถูกส่งออกมาจากอดีตชั่วพริบตามันคืนกลับมายังปัจจุบัน อยู่ในแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือแต่เพียงซากปรักหักพังและความว่างเปล่า
ธรรมบาลปัญญากระอักโลหิตคำใหญ่ มันมองไปที่แดนตะวันออกอย่างเจ็บใจสิ่งที่เห็นนอกจากคนของวิหารยุทธ์ที่กระทำชั่วในอดีต มันยังเห็นตัวตนหนึ่งร่วมอยู่ด้วย!
ธรรมบาลปัญญาเพียงแรกเข้าสู่อดีตก็ฝืนกฎเกณฑ์เพราะฝืนกฎเกณฑ์มันถึงได้ถูกส่งกลับและถูกกฎเกณฑ์ทำร้าย การฝืนกฎเกณฑ์นี้เหมือนไม่เกิดผลทว่าหนึ่งพลังที่มันลงมือออกไปในเสี้ยววิ กลับบังเอิญว่าได้ช่วยผลักดันให้คนกลุ่มหนึ่งได้หนีรอดอย่างฉิวเฉียดซึ่งคนกลุ่มนั้นก็คือ ท่านย่าและพี่น้องบุญธรรมของฮุ่ยจวิน รวมถึงเสวี่ยนฉี ศิษย์เอกของประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์นางนั้นด้วย
เหตุและผลของการรอดชีวิตของคนเหล่านี้ กลับเกี่ยวพันต่อเหตุการณ์การย้อนอดีตของสองตัวตนที่แท้การมาผาอดีตของฮุ่ยจวิน กลับกลายเป็นการช่วยชีวิตท่านย่าของตนในแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่นึกฝัน
ธรรมบาลปัญญาเสมอมามิเคยถูกความแค้นเข้าครอบงำเสมอมามักใช้ปัญญาจัดการกับทุกเหตุผลได้เสมอ แต่ภาพเหตุการณ์ในอดีตอันแสนอยุติธรรมนี้ภาพที่เกิดอย่างไร้เหตุผลและไร้ความปราณีนี้ ทำให้มันมิอาจทำใจให้เยือกเย็นได้อีกต่อไปผาอดีตคือต้นตอแห่งทุกอย่าง นิกายเทวะวจนะมีดีแค่เพียงเปลือก หากมันไม่นึกถึงหนทางกลับของฮุ่ยจวินมันคงจะลอบบุกเดี่ยวคืนกลับไปทำลายผาอดีตบัดเดี๋ยวนี้ แม้ต้องแลกด้วยสิบชีวิตก็ตาม
“เจ้าเป็นคนฉลาด หวังว่าจะออกมาได้อย่างปลอดภัย"
ธรรมบาลปัญญาพึมพำถึงฮุ่ยจวินอย่างแผ่วเบาสิ่งที่บุรุษชรากลัวที่สุดไม่ใช่ชายหนุ่มจะติดอยู่ในอดีตช่วงเวลาใด แต่มันกลัวว่าชายหนุ่มจะไปฝืนอดีตหรือแปรเปลี่ยนเหตุการณ์สำคัญที่อาจใหญ่หลวงจนทำให้มันไม่สามารถมีชีวิตคืนกลับสู่ปัจจุบันได้อีก
ฝืนน้อยคือวิธีการกลับที่ปลอดภัยแต่หากฝืนมากก็คงเจ็บเจียนตายเช่นตนหรือไม่ก็ถูกกฎเกณฑ์ทำลายร่างแหลกสลายมิอาจกลับเป็นเช่นนี้การตกอยู่ในห้วงอดีตแห่งอนันตกาลยังดีกว่า คนเราเมื่อมีชีวิตจึงมีหนทาง
ตอนนี้ในสมองของธรรมบาลปัญญามีเรื่องให้คิดมากมายแต่มันยังทำได้แค่เพียงคิด เพราะอาการบาดเจ็บจากการฝืนกฎเกณฑ์แห่งอดีตได้ทำให้มันหมดสติในเวลาต่อมา
ธรรมบาลปัญญาสิ้นสติ เป็นจังหวะเดียวกันกับฮุ่ยจวินที่ฟื้นคืนสติ
“ที่นี่ที่ไหน?”
เสียงแหบพร่าของบุรุษหนุ่มดังขึ้นพร้อมกับภาพหลังคาเก่าโทรมหลังหนึ่งที่ปรากฏสู่ครรลองจักษุสายตาเมื่อได้คืนสติและได้มองสิ่งตรงหน้าอย่างแจ่มชัด ภาพหลังคาและผนังห้องตรงหน้านี้ช่างคุ้นเคยต่อความทรงจำของมันนักเหมือนมันเคยพบเจอหรือสัมผัสมาก่อน มันจึงลุกออกจากเตียงแล้วเดินไปยังเบื้องนอกค่อยเห็นว่าที่นี่ก็คือเหลาสุราเล็กๆแห่งหนึ่งที่อยู่แถวชานเมืองค่อนไปทางป่าใหญ่ เท่านี้ฮุ่ยจวินก็ร้องอ้อขึ้นมาในใจ มันจดจำเรื่องราวในอดีตได้ที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่คุ้นตา แต่ที่นี่คือสถานที่ที่มันกับพี่ใหญ่ปู้ชิงเถาเคยมาพึ่งพาอาศัยที่นี่คือเหลาสุราของสตรีกลางคนภรรยาของดาบโค้งไร้สำนึกไม่ผิดแน่
แล้วฮุ่ยจวินก็ขมวดคิ้วพร้อมพึมพำแผ่วเบา
“มิใช่ว่านางพาบุตรชายย้ายถิ่นฐานตามผู้เป็นสามีไปแล้วหรือ"
ขณะที่ชายหนุ่มกล่าววาจาพึมพำอยู่นั้น สตรีวัยกลางคนนางหนึ่งก็อุ้มทารกชายวัยแรกเกิดเดินเข้ามา
“ท่านได้สติแล้วหรือ ดื่มกินอาหารซักเล็กน้อยก่อนไปเถิด"
เป็นสตรีนางนั้นจริงๆ ทว่านางกลับทำตัวราวกับว่าไม่เคยรู้จักกับตนมาก่อนและจะว่าไปนางยังดูอ่อนเยาว์ลงไปหลายปี และที่สำคัญบุตรชายนางที่ตนพบและเคยช่วยรักษาชีวิตเป็นเด็กชายวัยหกขวบแต่ว่าจนถึงตอนนี้ตนยังไม่เห็นบุตรชายผู้นั้นของนาง เพียงพบทารกชายในอ้อมแขนนางเท่านั้น
สตรีกลางคนเห็นสีหน้างุนงงของฮุ่ยจวิน นางจึงเข้าใจว่าชายหนุ่มคงสงสัยว่าตนเป็นใครและมันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร นางจึงอธิบาย
“ข้าพบท่านนอนสลบอยู่ที่ชายป่า จึงได้ช่วยพามาที่นี่”
ฮุ่ยจวินครุ่นคิดข้อเท็จจริงประการหนึ่งค่อยเอ่ยถาม
“นี่บุตรชายคนแรกของท่านอย่างนั้นหรือ"
สตรีกลางคนงุนงงต่อคำถาม แต่ก็พยักหน้าตอบรับฮุ่ยจวินเห็นเช่นนั้นก็คำนวณจากอายุของเด็กชายและย้อนคิดถึงเรื่องราวที่ตนกับธรรมบาลปัญญาประสบนึกถึงห้วงแห่งความเป็นตายจากวจนะยุทธ์รูปคมทวนนั้นแผ่พุ่งประชิดร่าง ช่วงวินาทีความเป็นตายช่วงที่ตนกำลังจดจ่อหาทางผสานเข้าถึงกับความซับซ้อนของผาอดีต จังหวะที่จะไม่รอดแล้วตนได้ฝืนกฎเกณฑ์จนเส้นทางแห่งมหาวิถีเจ็ดดาราทะลวงออกอย่างไม่นึกฝัน สิ่งที่มันพยายามมาตลอดกฎเกณฑ์ที่จำเป็นในการฝ่าทะลวงกลับถูกสลักอยู่ในผาอดีต การมาเห็นผาอดีต การได้สัมผัสกับกฎเกณฑ์การได้ค้นหาแนวทางก้าวข้ามผาแห่งนั้นเพื่อเติมเต็มมุกสุกใส เหล่านี้กลับกลายเป็นขัดเกลาชายหนุ่มอย่างเหนือความคาดหมายผาอดีตตอบรับในสายเลือดของมันอย่างปาฏิหาริย์ ราวกับว่าผาอดีตแห่งนี้เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งสายเลือดของมันก็ปานสิ่งเหล่านี้รวมถึงภูมิปฏิภาณของมันจึงนำพาให้ดวงดาราในกายทะลวงเกือบบรรลุไปถึงขั้นสุดดวงดาราตำแหน่งหัวใจทะลวงไปถึงบริเวณใบหน้า ในช่วงเวลาสั้นๆ ฮุ่ยจวินกลับเปิดจุดทะลวงด่านไปถึงดาราดวงที่หก!
เพราะเบิกดาราดวงที่หก มันจึงสามารถก้าวข้ามกฎเกณฑ์แห่งผาอดีตทำให้มันสามารถหาวิถีทางถมพลังญาณใส่ในมุกสุกใสจนเต็ม และนั่นทำให้เส้นทางแห่งอดีตเปิดขึ้นในชั่วพริบตา
“นี่เรากลับมายังยุคอดีตจริงๆ?”
ฮุ่ยจวินมองทารกก่อนมองสตรีกลางคน ค่อยพึมพำอย่างต่อเนื่อง
“คำนวณดูแล้วน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เรารับภารกิจนำขบวนของมู่ผิงเยว่ไปยังทุ่งร้างสินะ”
เห็นฮุ่ยจวินพึมพำกับตนเอง สตรีกลางคนก็ได้แต่มองมันอย่างไม่เข้าใจเป็นฮุ่ยจวินที่ผสานมือให้แก่นางเป็นการขอบคุณ พลางกล่าวว่า
“ไม่ว่าตอนใดท่านก็นับเป็นผู้ที่มากด้วยน้ำใจและเมตตาปราณีอยู่เสมอจงยึดมั่นในความดีนี้ แล้วชีวิตท่านจะมีแต่ความสุขในภายภาคหน้า"
สตรีกลางคนมองฮุ่ยจวินอย่างงุนงง ในใจของนางเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมเกี่ยวกับสามีที่เป็นนักฆ่าชั่วชีวิตนี้จึงไม่รู้ว่าจะมีความสุขได้หรือไม่
ฮุ่ยจวินเห็นสีหน้าแววตาของนาง มันก็รับรู้ในความคิดหลังลาจากมันจึงได้ทิ้งสิ่งมีค่ามีราคาชิ้นหนึ่งเพื่อหวังให้นางได้ใช้เป็นทุนทำร้านและจุนเจือไปได้อีกหลายปีข้างหน้าอย่างน้อยให้นางกับบุตรชายมีชีวิตที่ไม่แร้งแค้นหรือทุกข์ใจมากนักจนกว่าตัวของตนในอดีตห้าปีจะมาพบนาง
“ท่านจะมีความสุขแน่”
ทั้งที่ชายหนุ่มเป็นบุคคลแปลกหน้าที่พึ่งพบเจอแต่สตรีกลางคนกลับรู้สึกถึงความเชื่อใจและวางใจอย่างบอกไม่ถูก เสมือนหนึ่งว่าบุรุษหนุ่มคล้ายเป็นคนในครอบครัวของนางผู้หนึ่ง
“รักษาตัวด้วย"
หลังคำอวยพร ฮุ่ยจวินก็ได้ลาจาก มันมุ่งหน้าไปยังแคว้นซานบ้านเกิดตนมันไม่รู้ว่านี่เป็นความฝันหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ มันอยากกลับไปหาท่านลุงและพบหน้าฮุ่ยไป๋อีกซักครั้งแม้นี่จะเป็นความฝันหรืออดีตที่มิอาจแปรเปลี่ยนได้ก็ตาม
ระหว่างทางกลับบ้าน ฮุ่ยจวินได้แวะยังร้านผ้าขนาดใหญ่ในเมืองเลือกซื้อชุดแพรเงินมันวาวมีริ้วลวดลายมังกรที่โดดเด่นเป็นสง่า ทั้งยังตัดผมเผ้ายาวปะบ่าและดัดจนดูหยักศกเล็กน้อยเมื่อเปลี่ยนชุดคลุมใหม่ จัดแจงหน้าผมใหม่ มันก็ยิ่งดูหล่อเหลาดั่งคุณชายเจ้าสำอางขึ้นมาทันตาเพื่อไม่ให้ตัวตนของตนถูกเปิดเผยในอดีต มันก็มิอาจดำรงอยู่ในสภาพเก่าๆ ได้
เมื่อเป็นที่แน่ใจว่าตนในตอนนี้ดูไม่เหมือนตนในอดีตมันจึงได้มุ่งเดินทางไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ติดกับเขาเถาหมิงซานทันใด ที่ตรงนั้นมีหมู่บ้านเถาซานหมู่บ้านอันเป็นถิ่นเกิดของมัน บ้านที่ไม่ได้กลับมานานแล้ว บ้านที่ในยุคปัจจุบันหลงเหลือแต่เพียงเถ้าถ่าน