“เสี่ยวหู่ เ้าออกไปเตรียมรถม้าเถอะ” กู้หนิงบอก
“ได้ขอรับ ว่าแต่พี่หญิงหนิง เราจะไม่กลับมาที่หมู่บ้านป่าหมอกอีกแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” เสี่ยวหู่ถาม
“ทำไมหรือ? หรือว่าเ้าอยากอยู่ที่นี่”
“ไม่ใช่อย่างนั้นขอรับ ข้าเห็นท่านนำอัฐิของท่านน้าหลินติดตัวไปด้วย ถ้า...ถ้าหากว่าข้านำอัฐิของท่านพ่อกับท่านแม่ไปด้วย...”
“ได้สิ เ้าอยากเอาอะไรไปด้วยก็ได้ทั้งนั้น ส่วนเื่ที่ว่าเราจะได้กลับมาหมู่บ้านป่าหมอกนี้อีกหรือเปล่า อันนี้ข้าก็บอกไม่ได้เหมือนกัน รู้แค่ว่าภายในห้าปีนี้เราคงไม่ได้กลับมาที่นี่อีก”
“เช่นนั้นข้าจะไปนำอัฐิของท่านพ่อกับท่านแม่ไปด้วยนะขอรับ”
เมื่อเหลือกู้หนิงกับกู้อันอยู่ในห้องแค่สองคน สองพี่น้องต่างก็หยิบแหวนปานจื่อออกมา จากนั้นพวกเขาก็ลูบแหวนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วภาพตรงหน้าของกู้หนิงก็ปรากฏทุ่งกว้างที่เป็ฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ ส่วนภาพตรงหน้ากู้อันเป็ห้างสรรพสินค้า
ทั้งคู่ลืมตาขึ้นมาแล้วพูดพร้อมกัน
“มิติของข้าเป็ฟาร์มปศุสัตว์” กู้หนิงบอก
“พี่หญิง! มิติของข้าเป็ห้างสรรพสินค้าขอรับ” กู้อันพูดอย่างตื่นเต้น “เช่นนั้นก็หมายความว่ามิติของเราเป็กิจการที่เราแอบเปิดเอาไว้เพื่อที่เราจะให้คุณพ่อไปใช้ชีวิตอันแสนสงบ หลังจากที่เราจะให้คุณพ่อวางมือจากกิจการคาสิโนใช่หรือไม่ขอรับ”
“คงเป็อย่างนั้น” กู้หนิงทำท่าคิดก่อนจะถามความเห็นของน้องชาย “เมื่อคืนข้าฝันว่าเราสามารถเชื่อมต่อมิติด้วยกันได้ เพียงแค่เราหยดเืลงในชามแล้วก็เอาแหวนปานจื่อแช่ลงไป เ้าอยากจะเชื่อมต่อมิติของเราเข้าด้วยกันหรือไม่”
“มีอะไรต้องคิดอีกขอรับ มิติของข้า ข้าย่อมยินดีจะแบ่งปันมันกับท่านอยู่แล้ว” กู้อันตอบอย่างไม่เสียเวลาคิด
“ถ้างั้นเราก็มาเชื่อมมิติกันเถอะ แล้วค่อยเข้าไปดูว่าในมิติยังมีเงื่อนไขอะไรอีก”
กู้หนิงตักน้ำสะอาดใส่ชาม แล้วนางก็กรีดนิ้วและหยดเืของตัวเองลงไป กู้อันทำตามพี่สาว จากนั้นทั้งคู่ก็นำแหวนปานจื่อสีชมพูและแหวนปานชื่อสีขาวแช่ลงไปในชาม ไม่นานแสงสว่างก็ปรากฏขึ้น
สองพี่น้องถูกดูดเข้าไปในมิติ และภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่ด้านหนึ่ง และอีกด้านหนึ่งเป็ทุ่งหญ้าและไร่นาที่เต็มไปด้วยผลผลิตมากมาย
ชาติที่แล้วก่อนที่กู้หนิงกับกู้อันจะเดินทางกลับประเทศ พวกเขาได้เตรียมแผนเพื่อที่จะให้คุณพ่อวางมือจากธุรกิจคาสิโนแล้วไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย กู้หนิงเลือกที่จะทำฟาร์มเพราะเธอรู้ว่าคุณพ่อชอบขี่ม้า และคุณพ่อยังชอบพื้นที่ที่มีสีเขียว
ส่วนกู้อันเลือกสร้างสรรพสินค้า เพราะเขารู้ดีว่าเวลาที่คุณพ่ออยากพาพวกเขาไปชอปปิง คุณพ่อมักจะเลือกเวลาที่ห้างใกล้ปิด เพราะเวลานั้นจะไม่ค่อยมีคนมาเดินห้างมากนัก หากมีห้างสรรพสินค้าเป็ของตัวเอง คุณพ่อจะมาเดินชอปปิงเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างไรเขาก็เป็เ้าของ จะสั่งให้เปิดปิดห้างเวลาใดก็สะดวกทั้งนั้น
“ไม่นึกว่าความฝันจะเป็จริง เราเชื่อมมิติกันได้จริงๆ ด้วย” กู้หนิงพูดขึ้น “ทั้งฟาร์มทั้งห้างสรรพสินค้าเป็สิ่งที่เราสร้างไว้ให้คุณพ่อทั้งนั้น น่าเสียดายที่เรายังไม่ทันจะบอกคุณพ่อ แต่เราสองคนกลับต้องทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณเสียก่อน”
“นั่นสิขอรับ ถ้าตอนนั้นคุณพ่อรู้ว่าเราสร้างสถานที่สำหรับเกษียณไว้ให้ คุณพ่อต้องดีใจมากแน่ๆ”
“ช่างเถอะ ยังไงเราก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี เรามาใช้ชีวิตในโลกนี้ให้มีความสุขกันดีกว่า” กู้หนิงบอกน้องชาย
“เฮ้อ...ถ้าข้ารู้ว่าแหวนปานจื่อจะเป็มิติของเรา ข้าคงขอให้ท่านแม่เอามันออกมาตั้งนานแล้ว ท่านแม่จะได้มีเงินไปโรงหมอ” กู้อันถอนหายใจ
“ต่อให้เราหาเงินได้เยอะ ท่านแม่ก็ไม่ยอมออกจากหมู่บ้านไปไหนหรอก เ้าก็รู้ว่าท่านแม่รู้สึกผิดกับแม่ใหญ่ และที่ท่านแม่ยอมให้เราเดินทางไปเมืองหลวงก็เพราะท่านแม่เป็ห่วงเราและอยากให้เรากลับไปใช้ชีวิตตามสถานะที่แท้จริง”
“ท่านแม่ก็คิดมากเกินไป จริงอยู่ว่าสิ่งที่นางทำนั้นมันผิด แต่ท่านพ่อกับแม่ใหญ่ก็ไม่ได้ใจร้าย ถ้าท่านแม่ไม่มัวแต่กังวลกับคำพูดของคนอื่น นางก็คงไม่ต้องออกมาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเช่นนี้” กู้อันถอนหายใจเมื่อพูดถึงมารดา “ยุคนี้ไม่เหมือนยุคที่เราจากมาเสียหน่อยที่ต้องคำนึงถึงเื่ผัวเดียวเมียเดียว ท่านพ่อกับแม่ใหญ่ยังยกให้นางเป็ภรรยาที่เท่าเทียมด้วยซ้ำ นางยังจะคิดมากทำไมอีก”
“ช่างเถอะ ยังไงเราก็ไม่มีทางเข้าใจความคิดของนางหรอก” กู้หนิงหรี่ตามองน้องชาย “แต่ที่เ้าพูดมามันหมายความว่ายังไง ยุคนี้ไม่ได้คำนึงถึงเื่ผัวเดียวเมียเดียวอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าพูดผิดหรือไงกัน” กู้อันมองพี่สาวแล้วทำตาโต “พี่หญิง! ท่านกำลังคิดอะไรอยู่ ท่านคิดว่าที่ข้าพูดอย่างนั้นเพราะข้าอยากมีภรรยาหลายคนหรือขอรับ ไม่ๆๆ ท่านเลิกคิดเื่นั้นไปได้เลย มีเมียเยอะก็ปวดหัว ถึงแม้ข้าจะทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณ แต่ข้าก็ยังจะยึดมั่นกับปณิธานเดิมคือข้าจะมีเมียแค่คนเดียว เหมือนกับคุณพ่อที่มีแต่คุณแม่ของเราไง”
“คิดได้อย่างนั้นก็ดี ยังไงข้าก็ไม่สนับสนุนให้เ้าแต่งภรรยาหลายคน”
กู้อันยิ้มถาม “พี่หญิง แล้วถ้าว่าที่พี่เขยของข้าอยากแต่งภรรยาหลายคนเล่า ท่านจะทำยังไง”
กู้หนิงกอดอกแล้วคิด “อืม...ข้าก็คงจะ...ซ้อมเขาจนกว่าเขาจะเลิกบ้ากาม หรือไม่ก็ทุบกล่องดวงใจของเขาให้เขาใช้การไม่ได้ไปตลอดชีวิตเลย”
กู้อันถึงกับรีบหุบขา “แล้วท่านไม่กลัวว่าท่านจะมีลูกไม่ได้หรือ? คนในยุคนี้ให้สำคัญกับการมีทายาทมากเลยนะ”
“ตอนนี้เราเพิ่งอายุเท่าไหร่กัน ข้ายังไม่ถึงวัยปักปิ่นเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเื่แต่งงานยังเป็เื่ที่ไกลตัว” กู้หนิงบอกปัด
“นั่นสินะ เรายังไม่รู้เลยว่าพอไปถึงจวนโหวแล้วเราต้องเจอกับอะไรบ้าง เื่แต่งงานเป็เื่ที่ไกลตัวจริงๆ” กู้อันเห็นด้วย
“ไปเถอะ ป่านนี้เสี่ยวหู่คงร้อนใจแย่แล้วที่หาเราไม่เจอ”
กู้หนิงกับกู้อันออกมาจากมิติก็ได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งไปทั่วบ้าน พอพวกเขาทั้งสองคนเดินออกจากห้องก็เห็นเสี่ยวหู่วิ่งวนรอบบ้านอย่างหน้าตาตื่น
“อาหู่ เ้าวิ่งทำไมกัน” กู้อันถาม
“พี่หญิงหนิง พี่ใหญ่อัน พวกท่านไปไหนมาหรือขอรับ” เสี่ยวหู่รีบวิ่งมายืนอยู่ตรงหน้าคู่แฝด “ข้าไปเอาเถ้ากระดูกท่านพ่อกับท่านแม่ แต่พอกลับมาก็ไม่เห็นพวกท่านแล้ว ข้าคิดว่าพวกท่านทิ้งข้าแล้วแอบไปเมืองหลวงกันแค่สองคนเสียแล้วขอรับ”
“ข้ากับเสี่ยวอันเดินไปหลังบ้าน พวกเราไปดูแปลงผักที่ท่านแม่เคยปลูกไว้เป็ครั้งสุดท้าย” กู้หนิงแสร้งถอนหายใจ “ไม่รู้ว่าออกจากหมู่บ้านไปคราวนี้จะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่ ข้าก็เลยรู้สึกใจหายอยู่นิดหน่อย แล้วเ้าเล่าอาหู่ ได้ไปร่ำลาสหายแล้วหรือยัง”
เสี่ยวหู่ทำเสียงขึ้นจมูก “ร่ำลาอะไรกัน พวกท่านเดินออกไปดูข้างนอกกันก่อนดีหรือไม่”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร” กู้หนิงขมวดคิ้ว
“พวกท่านออกไปดูเองเถอะ ข้าจะไปรอที่รถม้า” เสี่ยวหู่เดินหันหลังออกจากบ้านไป
กู้หนิงกับกู้อันจึงเดินตาม และภาพที่เห็นทำให้พวกเขาเข้าใจได้ในทันที มีคนในหมู่บ้านมายืนส่งพวกเขาอยู่เกือบทั้งหมู่บ้าน หน้าตาและรอยยิ้มของแต่ละคนล้วนแสดงออกถึงความยินดี
“พี่หญิง ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้อาลัยอาวรณ์พวกเรา แต่พวกเขากลับอยากให้พวกเราออกจากหมู่บ้านไปเร็วๆ” กู้อันกระซิบถามพี่สาว
“เ้าก็ลองคิดดูว่ามีเด็กในหมู่บ้านคนไหนที่ไม่เคยถูกเ้าจับไปมัดไว้บนต้นไม้ ไก่ของบ้านไหนที่ใจนออกไข่ไม่ได้ ถ้าไม่เพราะเ้าโยนงูเข้าไปในเล้าไก่ของพวกเขา หรือแม้แต่คนทั้งหมู่บ้านมีใครเคยได้กินเนื้อปลาบ้าง ก็เป็เ้าที่ไปพูดเื่พยาธิในท้องอะไรนั่นให้พวกเขาฟัง ยังมี...” กู้หนิงสาธยายวีรกรรมของน้องชายออกมาให้เ้าตัวฟังอยู่สักพัก แม้แต่กู้อันที่เป็คนก่อเื่ยังไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่พี่หญิงพูดมาคือสิ่งที่ตนเองเคยทำไว้ทั้งหมด
“ข้าเกเรขนาดนั้นเลยหรือขอรับ”
“ก็ไม่เชิงหรอก เพราะเ้าไม่เคยไปรังแกใครก่อน แต่คนที่ถูกเ้ารังแกเ่าั้เป็คนที่มาหาเื่ครอบครัวเราก่อนทั้งนั้น” กู้หนิงยิ้มให้น้องชาย “ชาติก่อนเราไม่เคยใช้ชีวิตในวัยเด็กเหมือนเด็กในวัยเดียวกัน มาตอนนี้เ้าก็เลยเอาเื่อายุมาเล่นสนุก แต่ตอนที่กลับไปถึงจวนโหว เ้าจะทำตัวเกเรอย่างนี้ไม่ได้แล้วนะ”
“วีรกรรมท่านก็ไม่น้อยไปกว่าข้านักหรอก ไหนจะไปป่วนงานแต่งจนเ้าบ่าวเ้าสาวต้องยกเลิกงานแต่งไปหลายคู่ หรือแม้แต่ไปอาละวาดจนพวกอันธพาลในเมืองยังเรียกท่านว่าลูกพี่”
“ก็ใครใช้ให้ตาแก่บ้าตัณหาพวกนั้นมาบังคับแต่งงานกับเด็กสาวรุ่นหลานกันเล่า ยังมีพวกนักเลงกลุ่มนั้นอีก มีอย่างที่ไหนมาเที่ยวไถเงินจากชาวบ้านยากจน อยากมีเงินใช้ก็ไปหางานทำเองสิ”
“อ้อ...เช่นนั้นก็หมายความว่าเราเป็ผู้ผดุงความยุติธรรมใช่หรือไม่ขอรับ” กู้อันยิ้มทะเล้นให้พี่สาว
กู้หนิงส่ายหน้า ในชาติที่แล้วนางกับน้องชายอายุยี่สิบกว่าปีกันแล้ว แต่พอได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กวัยห้าขวบ จนถึงตอนนี้พวกเขาก็มีอายุเพียงแค่สิบสี่ปีเท่านั้น ความเป็เด็กกับความเป็ผู้ใหญ่ของพวกเขาจึงผสมปนเปกันไปหมด ทำให้บางครั้งความคิดของพวกเขาก็มีมากเกินวัย หรือบางครั้งพวกเขาก็ทำตัวเป็เด็กน้อยแสนเกเร
“กู้หนิง กู้อัน ออกจากหมู่บ้านคราวนี้พวกเ้าคงจะจากไปนานเลยสินะ เราคงคิดถึงพวกเ้ามาก” ลุงเหมาพูดยิ้ม และรอยยิ้มของเขาก็ระบายอยู่เต็มหน้าประหนึ่งว่าเขาได้พบกับเื่ราวที่น่ายินดีที่สุดในชีวิต
“เฮ้อ...” กู้หนิงแสร้งถอนหายใจ “ความจริงแล้วข้ากับน้องชายก็ไม่อยากจากไปไหนเลยเ้าค่ะ ที่เช้าวันนี้ยังไม่ออกเดินทางก็เพราะกำลังคิดอยู่ว่าเราจะอยู่ที่หมู่บ้านป่าหมอกต่อดี หรือว่าจะเดินทางไปเมืองหลวงตามคำสั่งเสียของท่านแม่ดี”
“ข้ากับพี่หญิงคิดว่าเรา...” กู้อันรับลูก เขาแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ “เราจะอยู่ที่หมู่บ้านต่อขอรับ ข้ากับพี่หญิงผูกพันกับหมู่บ้านของเรามาก แค่คิดว่าจะไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่แล้ว เมื่อคืนพวกเราก็แทบจะนอนไม่หลับกันเลย”
“ไม่ได้!” ลุงเหมารีบพูดขึ้น
“ทำไมหรือขอรับ” กู้อันถามพร้อมกะพริบตาปริบๆ เพื่อฟังคำตอบ
หากเป็คนที่ไม่รู้จักคงถูกท่าทางใสซื่อของกู้อันหลอกเข้าให้แล้ว แต่ลุงเหมาและคนในหมู่บ้านไม่หลงกลกับท่าทางนั้นหรอก
ลุงเหมาแสร้งตีหน้าเศร้าและพูดด้วยท่าทางลำบากใจเช่นกัน “คำสั่งเสียของบิดามารดาพวกเ้าจะละเลยไม่ได้ ในเมื่อท่านแม่ของพวกเ้าอยากให้พวกเ้าเดินทางไปเมืองหลวง ถึงแม้พวกเ้าไม่อยากไปแต่ก็ต้องไป ไม่เช่นนั้นิญญาของนางคงอยู่ไม่เป็สุขแน่”
“เดี๋ยวข้าจุดธูปบอกนางก็ได้ขอรับ ท่านแม่รักและตามใจข้ากับพี่หญิงที่สุด ในเมื่อพวกเราไม่อยากจากที่นี่ไป ท่านแม่ต้องเข้าใจอย่างแน่นอน”
“ไม่ได้ ไม่ได้ เ้าจะทำอย่างนั้นไม่ได้” ลุงเหมาอยากจะหาเหตุผลมาพูด แต่เขากลับนึกไม่ออก “กู้หนิง เ้าเป็พี่ เ้าลองอธิบายให้น้องชายเ้าฟังที”
กู้หนิงเห็นว่ากู้อันแกล้งลุงเหมาจนพอใจแล้ว นางจึงยิ้ม “ท่านลุงโปรดวางใจ ข้าจะทำตามคำสั่งเสียของท่านแม่อย่างดี เพียงแต่เสี่ยวอันอาจจะกังวลและเป็ห่วงบ้านเ้าค่ะ”
“ทำไมต้องกังวลด้วยเล่า” หลุงเหมาถาม
“ก็เพราะเมื่อคืนมีหญิงชราคนหนึ่งมาเข้าฝันเสี่ยวอัน นางบอกกับเสี่ยวอันว่าหากมีใครกล้าเข้าไปใช้ประโยชน์หรือยึดเอาที่ดินและบ้านของเราไป นางจะจับคนพวกนั้นหักคอให้หมดเลยเ้าค่ะ”
“หักคอ! เป็...เป็ไปไม่ได้หรอก นั่นเป็แค่ความฝัน” ลุงเหมาพูดตะกุกตะกัก อย่างไรเสียเื่ผีสางเทวดาในยุคนี้ก็เป็สิ่งที่ชาวบ้านไม่กล้าลบหลู่ “อีกอย่างบ้านของเ้าก็ยังอยู่ในสภาพดี มันออกจะน่าเสียดายที่จะปล่อยให้มันร้างไปเฉยๆ”
บ้านของกู้หนิงสร้างด้วยอิฐอย่างดี หากนางกับน้องชายไม่อยู่ ลุงเหมาในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านก็จะย้ายเข้ามาอาศัยแทน และเขาจะจ่ายเงินให้คนในหมู่บ้านเพื่อเป็ค่าซื้อที่ดิน
กู้หนิงรู้เื่นี้เข้าโดยบังเอิญ ในเมื่ออยากจะยึดบ้านของนาง นางก็ควรจะเก็บผลประโยชน์กลับมาสักหน่อย บ้านอิฐที่สร้างใช้เงินไปไม่น้อย อยู่ดีๆ จะปล่อยให้คนอื่นมาชุบมือเปิบได้อย่างไร
“หากมีใคร้าซื้อ ข้ายินดีขายบ้านหลังนี้เ้าค่ะ เพียงแต่หลังจากที่ซื้อบ้านไป พวกท่านต้องตั้งโต๊ะบูชาให้หญิงชราท่านนั้นในทุกๆ ปีอย่าได้ขาด เท่านี้พวกท่านก็จะอาศัยอยู่ในบ้านของข้าได้อย่างสบายใจ” กู้หนิงแสร้งกระซิบให้ลุงเหมาได้ยินคนเดียว “บ้านของข้ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครอง คนที่ได้อยู่อาศัยจะมีแต่ความก้าวหน้า ข้ายินดีขายให้ท่านแค่หนึ่งร้อยตำลึงเ้าค่ะ”
“ได้ หนึ่งร้อยตำลึงก็หนึ่งร้อยตำลึง” ลุงเหมาตอบรับ กู้หนิงกับกู้อันมีความสามารถเพียงใดมีใครไม่รู้บ้าง หากครอบครัวของเขาได้ย้ายมาอาศัยในบ้านหลังนี้ ไม่แน่ว่าภายหน้า ลูกหลานของเขาจะต้องเก่งกาจเหมือนกับสองแฝด ต่อให้ราคาบ้านที่กู้หนิงเสนอมาจะสูงเกือบเท่าราคาบ้านในตัวเมือง แต่เขาก็ยินดีที่จะจ่าย
กู้หนิงทำสัญญาซื้อขายบ้านและรับเงินมาเรียบร้อย จากนั้นนาง น้องชาย และเสี่ยวหู่ก็เดินทางออกจากหมู่บ้านไปอย่างสบายใจ