ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 49 - เจ็ดวันใต้หมอก

    ใต้หุบเขาไม่มีดวงอาทิตย์ให้เย่เทียนนับวัน เขาจึงเริ่มนับเวลาด้วยสิ่งอื่นแทน


    นับจากจำนวนครั้งที่วงปราณย้อนทางโคจรได้ นับจากความเจ็บข้างลำตัวซ้ายที่ค่อยๆ จางลง นับจากลมหายใจของไป๋หลีอิงซึ่งบางช่วงเบาจนเขาต้องเงี่ยหูฟัง และนับจากหมอกดำด้านนอกที่ยังคงนิ่งอยู่เหมือนสัตว์ร้ายซึ่งหยุดกัดกรง แต่ไม่เคยละสายตาจากสิ่งที่อยู่ข้างใน


    วันแรกหลังจากไป๋หลีอิงสอนเรื่องก้าวแรก เย่เทียนแทบไม่อาจเรียกสิ่งที่ตนทำว่า “ก้าว” ได้เต็มปาก


    นางวาดเส้นจันทร์เสี้ยวไว้บนพื้นหิน ปลายด้านหนึ่งอยู่ใต้เท้าซ้าย อีกปลายอยู่ห่างจากเท้าขวาเพียงครึ่งก้าว ไป๋หลีอิงไม่ได้บอกชื่อวิชา ไม่ได้สาธิตท่าที่งดงามให้น่าตื่นตา นางเพียงให้เขายืนอยู่บนเส้นนั้น แล้วทำสิ่งที่ฟังดูง่ายที่สุดในโลก


    ยกเท้า


    วางลง


    แต่สำหรับเย่เทียน นั่นยากกว่าการถูกเข็มจันทร์แทงเสียอีก เพราะนางให้ฝึกขยับเท้าโดยโคจรวงปราณย้อนทางไปด้วย


    ทันทีที่เขายกเท้าขวาขึ้น วงปราณในท้องชะงัก ทางซ่อนข้างลำตัวซ้ายตึงขึ้น ไหล่ซ้ายพยายามชดเชยน้ำหนักโดยไม่รู้ตัว เพียงขยับเล็กน้อย ปราณหยาบที่หมุนอยู่ก็แตกออกเป็นไออุ่นกระจัดกระจาย เย่เทียนเสียหลัก ฝ่ามือยันพื้นหินทันก่อนหน้าจะกระแทกลงไปเต็มแรง


    ไป๋หลีอิงมองเขาจากข้างแท่นหิน สีหน้าซีดแต่สายตายังนิ่ง


    “เจ้าใช้ไหล่เดิน”


    เย่เทียนยันตัวลุกขึ้นช้า ๆ “ข้านึกว่าข้าใช้เท้า”


    “ร่างเจ้าคิดอย่างนั้น แต่ปราณของเจ้าไม่คิด”


    ประโยคนั้นทำให้เขาเงียบลง เขากลับไปยืนบนเส้นจันทร์เสี้ยวอีกครั้ง คราวนี้ไม่รีบยกเท้า เขาปล่อยวงปราณย้อนทางหมุนช้า ๆ ท้องน้อยรับแรงต่ำ ทางซ่อนรับปราณหยาบ แล้ววกกลับเข้าทางหลัก พยายามจับให้ได้ว่าจุดใดในร่างเริ่มเอียงก่อนที่เท้าจะขยับ


    ครั้งที่สอง เขาล้มอีก


    ครั้งที่สาม เขาก้าวได้ครึ่งคืบ แต่เข่าขวานำแรงเร็วเกินไป ทำให้วงในร่างบิด


    ครั้งที่สี่ เขายืนอยู่นานเกินไปจนกลายเป็นเกร็ง ปราณหยาบไม่ไหล


    ครั้งที่ห้า เขารู้ตัวก่อนล้มว่าผิดตรงไหน แต่ก็ยังล้มอยู่ดี


    ไป๋หลีอิงไม่ปลอบ ไม่เร่ง ไม่ดุซ้ำ นางเพียงให้เขากลับไปยืนที่เดิมทุกครั้ง เย่เทียนเริ่มเข้าใจว่านางไม่ได้ฝึกให้เขา “เคลื่อนไหวเร็ว” แต่กำลังฝึกให้ร่างของเขาไม่ทรยศต่อวงปราณย้อนทางในจังหวะที่ต้องเคลื่อน


    ค่ำวันแรก หากใต้หุบเขานับว่ามีค่ำ เย่เทียนทำได้เพียงก้าวครึ่งก้าวโดยไม่ล้ม


    และครึ่งก้าวนั้นทำให้เขาเหนื่อยเหมือนถูกบังคับให้วิ่งรอบลานฝึกทั้งคืน


    วันที่สอง ไป๋หลีอิงไม่ได้ให้เขาก้าวทันที นางให้เขายืนเฉย ๆ บนเส้นจันทร์เสี้ยว แล้วหมุนวงปราณย้อนทางโดยไม่ให้เงาบนพื้นขยับ


    เย่เทียนมองเงาของตนเองบนพื้นหินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเข้าใจว่าแสงจากวงอักขระรอบตัวทำให้เห็นเงาของเขาเอียงตามการเคลื่อนไหวเล็กน้อยเวลาโคจรปราณ


    ไป๋หลีอิงใช้เงาแทนกระจก


    นางไม่ต้องจับเขาทุกครั้ง ไม่ต้องเตือนทุกลมหายใจ เงาของเขาฟ้องแทนหมดแล้ว


    หลังฝึกไปได้พักใหญ่ เย่เทียนเริ่มจับได้ว่า ก่อนวงปราณย้อนทางจะเสียสมดุล เงาบนพื้นจะเบี้ยวไปทางซ้ายเล็กน้อยเสมอ นั่นไม่ใช่เพราะแสง แต่เพราะเขายังเผลอใช้แรงด้านซ้ายแบกร่างมากเกินไป พอรู้เช่นนั้น เขาจึงค่อย ๆ ลดแรงจากไหล่ ปล่อยน้ำหนักลงต่ำ และให้ทางซ่อนรับแรงแทนกล้ามเนื้อ


    ก้าวแรกจึงมั่นคงขึ้นเพียงนิดเดียว


    นิดเดียวจริง ๆ


    แต่เป็นนิดเดียวที่เขารู้สึกได้ด้วยร่างทั้งหมด


    วันที่สาม ไป๋หลีอิงให้เขาก้าวบนเส้นจันทร์เสี้ยวโดยไม่มองพื้น


    เย่เทียนไม่เข้าใจตอนแรก แต่เมื่อปิดตาลง เขาพบว่าเส้นแสงที่เคยมองเห็นไม่ได้หายไปจากความรู้สึก มันกลายเป็นแรงเย็นจาง ๆ ใต้ฝ่าเท้า เขาต้องใช้วงปราณย้อนทางจับตำแหน่งของเส้นนั้น ไม่ใช่ใช้ตา


    ครั้งแรก เขาก้าวพ้นเส้นทันที


    ปลายเท้าขวาเหยียบเลยจุดไปเกือบครึ่งฝ่ามือ วงปราณสะดุด ความเจ็บแล่นจากชายโครงขึ้นถึงคอ เขารีบหยุดก่อนจะล้ม แต่ก็รู้สึกได้ว่าทางซ่อนปวดตื้อขึ้นมา


    ไป๋หลีอิงเลื่อนถ้วยหินที่มีน้ำค้างจันทร์เย็นเหลือเพียงก้นถ้วยเข้ามาใกล้ แต่ยังไม่ใช้กับเขาทันที


    “จำความเจ็บนี้ไว้” นางกล่าว “ไม่ใช่ทุกความเจ็บต้องรักษา ความเจ็บนี้มีไว้บอกว่าเจ้าก้าวผิด”


    เย่เทียนพยักหน้า เขาปิดตาอีกครั้ง


    คราวนี้เขาก้าวช้าลงจนแทบไม่เหมือนก้าว เท้าขวาเลื่อนออกไปตามแรงเย็นใต้พื้น วงปราณในท้องน้อยเกือบแตก เขาหยุดค้างกลางอากาศ เหงื่อเย็นซึมตามขมับ กล้ามเนื้อขาสั่นเพราะต้องค้างท่านั้นไว้นานเกินไป


    เขาค่อย ๆ ปรับลมหายใจ ปล่อยแรงจากไหล่ลงต่ำ ผ่านทางซ่อน แล้ววกกลับเข้าสู่ทางหลัก เมื่อวงปราณกลับมาครบหนึ่งรอบ เท้าขวาจึงแตะพื้นหินอย่างเงียบเชียบ


    คราวนี้เงาบนพื้นไม่สั่น


    เย่เทียนลืมตาขึ้นช้า ๆ


    ไป๋หลีอิงมองเส้นจันทร์เสี้ยวบนพื้น แล้วกล่าวว่า “หนึ่งก้าว”


    เพียงเท่านั้น


    แต่เย่เทียนรู้ว่า ตั้งแต่ตกลงมาถึงใต้หุบเขา นี่เป็นครั้งแรกที่เขา “ก้าว” ด้วยวิธีของตนเองจริง ๆ


    วันที่สี่ อาการบาดเจ็บของไป๋หลีอิงกำเริบ


    มันเกิดขึ้นหลังจากนางพยายามลุกไปตรวจชั้นหินด้านหนึ่งของหุบเขา นางไม่ได้อธิบายว่าตรวจสิ่งใด เพียงใช้ปลายนิ้วแตะรอยดำบนผนังหินหลายจุด สีหน้าของนางนิ่งมากจนเย่เทียนไม่ทันรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ กระทั่งนางเดินกลับมาถึงแท่นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนขอบหิน และลมหายใจสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด


    เย่เทียนรีบเข้าไปใกล้ แต่หยุดห่างหนึ่งก้าว


    เขาจำได้ว่านางไม่ชอบให้คนแตะตัวโดยไม่จำเป็น และที่สำคัญ เขาไม่รู้ว่าบาดแผลของนางเป็นแบบใด หากช่วยผิดอาจกลายเป็นทำร้าย


    “ต้องทำอะไร” เขาถาม


    ไป๋หลีอิงโยนขวดโอสถสีขาวให้เขาก่อนหลับตาลง ริมฝีปากซีดจนแทบไร้สี “หยดลงน้ำสามหยด ห้ามมากกว่านั้น”


    เขาไม่เสียเวลาถามซ้ำ รีบเติมน้ำในถ้วยหินแล้วหยดของเหลวลงไปทีละหยด ก่อนจะยื่นให้นาง


    ไป๋หลีอิงรับถ้วยไป แต่เมื่อนิ้วของนางแตะถ้วย เขาเห็นว่านางจับได้ไม่มั่นคง เย่เทียนจึงประคองก้นถ้วยไว้เงียบ ๆ ไม่พูดว่าให้ข้าช่วยไหม ไม่ถามว่านางไหวหรือไม่ เพียงประคองไว้จนกระทั่งนางดื่มหมด


    หลังจากนั้นนางนั่งพิงแท่นหิน หลับตาอยู่นาน เย่เทียนนั่งอยู่ด้านข้าง ไม่กล้ารบกวน มีเพียงเสียงบรรยากาศรอบด้าน และเสียงลมหายใจของนางซึ่งค่อย ๆ กลับมาเป็นจังหวะยาวขึ้น


    เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถาม “บาดแผลของท่านจะดีขึ้นหรือไม่”


    “ดีขึ้นพอให้ยังสอนเจ้าได้”


    “ข้าไม่ได้ถามเรื่องนั้น”


    คราวนี้ไป๋หลีอิงลืมตาขึ้นเล็กน้อย นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แววตาไม่ได้เย็นลง แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนจนผิดตัวตน


    “ยังไม่ตายง่าย ๆ”


    คำตอบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เย่เทียนอยากได้ทั้งหมด แต่เขาเข้าใจว่านั่นอาจเป็นคำตอบที่มากที่สุดแล้วในตอนนี้ เขาจึงลุกไปชุบน้ำใส่ผ้าผืนเดิม แล้ววางไว้ข้างมือนางเหมือนครั้งก่อน


    คราวนี้ไป๋หลีอิงมองผ้านั้นเพียงไม่นาน


    “ขอบใจ”


    สองคำสั้น ๆ ทำให้เย่เทียนชะงักไปชั่วขณะ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะรู้ว่าคำนี้ออกจากปากนางไม่ง่าย เขาเพียงพยักหน้า แล้วถอยไปนั่งที่เดิม


    วันนั้นนางไม่ให้เขาฝึกหนักอีก


    แต่ในความเงียบหลังจากนั้น ไป๋หลีอิงเริ่มถามเรื่องเมืองชิงหลาน


    นางถามด้วยคำถามกว้าง ๆ ตระกูลใหญ่ในเมืองมีกี่ตระกูล รุ่นเยาว์ส่วนมากอยู่ระดับใด คนทั่วไปมองผู้ใช้เวทอย่างไร มีใครเคยออกจากเมืองไปสำนักใหญ่หรือไม่ เย่เทียนตอบเท่าที่รู้ เขาพูดถึงตระกูลเย่ ตระกูลหาน ลานฝึก การประลองภายใน และความจริงที่ว่าผู้ฝึกที่แตะระดับก่อปราณในรุ่นเยาว์ของเมืองเล็กเช่นชิงหลานก็มีฝีมือมากพอให้คนพูดถึงเป็นวัน ๆ แล้ว


    ยิ่งพูด เขายิ่งรู้สึกว่าคำตอบของตนเล็กลงเรื่อย ๆ


    เหมือนหยิบก้อนกรวดจากลานบ้านไปวางต่อหน้าคนที่เคยเห็นภูเขาทั้งลูก


    หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง เย่เทียนถามสิ่งที่ติดอยู่ในใจ


    “ในที่ของท่าน…เด็กอายุเท่าข้าแข็งแกร่งกว่าคนในชิงหลานมากหรือไม่”


    ไป๋หลีอิงมองเขาอยู่นาน ก่อนตอบอย่างเรียบง่าย


    “มาก”


    คำเดียวสั้นๆ แต่กลับทำให้เย่เทียนเงียบลง


    นางกล่าวต่อ “หากเกิดในตระกูลที่มีรากฐานจริง เด็กอายุเท่าเจ้าย่อมมีอาจารย์คอยชี้ตั้งแต่ยังเล็ก มีโอสถประคองชีพจร มีตำราวรยุทธ์ร้อยพันให้เลือกสรร มีผู้ใหญ่ที่รู้ว่าควรเปิดชีพจรทางใดก่อนทางใดหลัง คนในวัยเดียวกับเจ้าส่วนใหญ่ก้าวพ้นระดับเปิดชีพจรไปนานแล้ว”


    เย่เทียนฟังแล้วรู้สึกเหมือนลมหายใจในอกหนักขึ้นเล็กน้อย เมืองชิงหลานที่เขาเคยคิดว่ากว้างใหญ่ พลันเล็กลงจนคล้ายลานฝึกเล็ก ๆ แห่งหนึ่งใต้เงาภูเขา


    “เช่นนั้นข้า…”


    “ช้ากว่าพวกเขา” ไป๋หลีอิงกล่าวโดยไม่หลบเลี่ยง “หากวัดด้วยระดับพลังเพียงอย่างเดียว”


    เย่เทียนเงยหน้าขึ้น


    “แต่รากฐานที่เจ้ากำลังสร้าง ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเขา” นางกล่าว “คนที่เริ่มเร็วกว่าเจ้าอาจมีมาก แต่คนที่เดินทางเดียวกับเจ้า ข้ายังไม่เคยเห็น”


    เย่เทียนไม่ได้รู้สึกดีขึ้นทันที คำว่า “ช้ากว่า” ยังหนักอยู่ในอกเขา แต่มันไม่ใช่ความสิ้นหวัง มันเหมือนคนที่เพิ่งรู้ว่าภูเขาข้างหน้าสูงกว่าที่คิดมาก ทว่าขณะเดียวกันก็เพิ่งรู้ว่าทางที่ตนเดินอยู่ไม่ได้เหมือนทางของคนอื่น


    โลกด้านนอกกว้างกว่าเมืองชิงหลานมาก


    และเขายังอยู่ต่ำกว่าคนอีกมากมาย


    แต่ต่ำกว่าไม่ได้แปลว่าไร้ทาง


    ไป๋หลีอิงเอนหลังพิงแท่นหิน ลมหายใจยังอ่อนจากอาการกำเริบ แต่เสียงของนางมั่นคงขึ้นเล็กน้อย “วันหนึ่งถ้าเจ้าออกไปจากเมืองของเจ้า อย่าเอาเสียงปรบมือในเมืองเล็กไปวัดโลกกว้าง และอย่าเอาระดับของคนโลกกว้างมาเป็นกำแพงกั้นตัวเอง”


    เย่เทียนฟังแล้วนิ่งอยู่นาน


    ประโยคนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกยิ่งใหญ่ขึ้น แต่มันกันไม่ให้เขาหดเล็กลงจนเหลือเพียงฝุ่น


    “ถ้าเช่นนั้น ข้าคงต้องเดินให้ไกลกว่าที่เคยคิด” เขากล่าว


    ไป๋หลีอิงหลับตาลง “ก่อนเดินไกล เรียนรู้ก้าวแรกให้ไม่ล้มเสียก่อน”


    เย่เทียนมองเส้นจันทร์เสี้ยวบนพื้น แล้วพยักหน้า


    วันที่ห้า เย่เทียนก้าวบนเส้นจันทร์เสี้ยวได้สามครั้งติดต่อกันโดยโคจรวงปราณย้อนทางไปด้วย


    ไม่ใช่สามก้าวเต็ม เป็นเพียงสามครั้งของการยกเท้า วางเท้า และคืนวงปราณกลับจุดเดิม แต่สำหรับเขา มันมากกว่าการเดินธรรมดา ทุกครั้งที่เท้าแตะพื้นโดยเงาที่สะท้อนไม่สั่น เขารู้สึกว่าร่างเริ่มฟังเขามากขึ้นอีกนิด


    ไป๋หลีอิงยังไม่บอกชื่อท่า


    นางเพียงขีดเส้นใหม่บนพื้น เส้นนี้ยาวขึ้นเล็กน้อย และให้เขาฝึกเรื่อยๆต่อไป


    วันนี้เขาฝึกจนขาแทบหมดแรง ทว่าครั้งหนึ่ง ระหว่างก้าวออกไปตามเส้นใหม่ เขารู้สึกเหมือนเงาของตนบนพื้นช้ากว่าร่างจริงเพียงครึ่งลมหายใจ


    มันเป็นความรู้สึกสั้นมากจนเกือบเหมือนภาพลวง เย่เทียนหยุดทันที หัวใจเต้นแรงขึ้น


    ไป๋หลีอิงลืมตาขึ้น


    “รู้สึกแล้วหรือ”


    “เงาข้าช้าไปครึ่งจังหวะ”


    นางมองพื้นหินอยู่ครู่หนึ่ง “ยังไม่ใช่ แต่ใกล้เคียง”


    “นี่คือท่าเท้าที่ท่านพยายามสอนข้า?”


    “ใช่”


    เขาเลือกจำความรู้สึกนั้นไว้ ความรู้สึกที่ร่างก้าวออกไปก่อนเงาตามทันเพียงเสี้ยวเดียว


    วันที่หก วงปราณย้อนทางของเขาหมุนได้สิบรอบ


    ไม่ใช่สิบรอบที่สมบูรณ์ ทุกสามหรือสี่รอบเขายังต้องหยุดปรับลมหายใจ บางครั้งทางซ่อนข้างลำตัวซ้ายปวดขึ้นมา บางครั้งความเย็นในท้องน้อยเคาะเตือนเหมือนมีสิ่งใดอยู่ลึกลงไปขยับตาม แต่เขาเริ่มรู้ทันร่างกายตัวเอง เขาเริ่มแยกออกว่าความเจ็บใดเป็นร่องทางที่ยังสด ความเย็นใดเป็นอันตราย และจังหวะใดควรหยุดก่อนคำสั่งของไป๋หลีอิงมาถึง


    หลังรอบที่สิบ เขาลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าซีดเล็กน้อย แต่แววตานิ่งกว่าเดิม


    ไป๋หลีอิงพิจารณาเขาอยู่ครู่หนึ่ง


    “เจ้าทำได้ดีขึ้นมาก เจ้าเริ่มรู้จักร่างกายตนเองดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องให้ข้าสั่งทุกครั้งแล้ว”


    คำพูดนั้นทำให้เขาเงียบลง ความหมายของมันชัดเจน ไป๋หลีอิงจะไม่อยู่ข้างเขาตลอดไป ไม่ว่าจะเพราะนางมีที่ต้องกลับ หรือเพราะเขาต้องกลับเมืองของตน วันหนึ่งเขาต้องรู้ขอบเขตของร่างโดยไม่มีเสียงของนางคอยบอกว่า หยุด


    วันที่เจ็ด ไป๋หลีอิงให้เขาพักครึ่งวัน


    เย่เทียนคิดว่านั่นเป็นเพราะตนฝึกหนักเกินไป แต่ต่อมาจึงรู้ว่าเป็นเพราะอาการของนางยังไม่ดีเต็มที่ นางนั่งพิงแท่นหิน หลับตาอยู่นานกว่าทุกวัน มือข้างหนึ่งวางใกล้ซองเข็มจันทร์ แต่ไม่ได้แตะมัน เย่เทียนไม่ได้รบกวน เขาจัดถุงผ้าของนางตามตำแหน่งเดิม เติมน้ำในถ้วยหินไว้ใกล้มือ และนั่งหมุนวงปราณย้อนทางเบา ๆ ด้วยตนเองโดยไม่ให้เกิดเสียง


    ช่วงหลังจากนั้น นางเรียกเขาไปยืนบนเส้นจันทร์เสี้ยวอีกครั้ง


    “เจ็ดวันพอให้ร่างเจ้าจำก้าวแรกได้บางส่วน” นางกล่าว “ตั้งแต่พรุ่งนี้ ข้าจะเริ่มสอนชื่อของมัน”


    เย่เทียนเงยหน้าขึ้นทันที


    “แปลว่าข้าทำได้แล้ว?”


    “แปลว่าเจ้าล้มอย่างมีประโยชน์มาพอสมควร”


    หากเป็นเมื่อก่อน เย่เทียนคงตอบอะไรสักอย่างกลับไป แต่คราวนี้เขาเพียงยิ้มเล็กน้อยแล้วก้มมองเส้นจันทร์เสี้ยวบนพื้น เขารู้ว่านางพูดถูก เขายังไม่ได้เดินอย่างงดงาม ยังไม่ได้ใช้ท่าร่างจริง แต่ความล้มเหลวเจ็ดวันที่ผ่านมาไม่ได้สูญเปล่า ร่างของเขาเริ่มรู้แล้วว่าก้าวแรกควรเริ่มจากที่ใด


    ไม่ใช่จากไหล่


    ไม่ใช่จากเข่า


    ไม่ใช่จากความรีบร้อนอยากกลับขึ้นไปด้านบน


    แต่จากวงปราณย้อนทางที่จมลงต่ำ ผ่านรากซ่อน แล้วปล่อยให้ร่างเคลื่อนตามทางของมันเอง


    ไป๋หลีอิงลุกขึ้นช้า ๆ แม้สีหน้าจะยังซีด แต่นางยืนได้มั่นคงกว่าวันก่อน นางเดินไปที่ขอบเส้นจันทร์เสี้ยว แล้วใช้ปลายเท้าขีดเส้นใหม่ให้ยาวกว่าเดิม เส้นนั้นเลี้ยวผ่านเงามืดบนพื้น ก่อนวกกลับเข้าสู่แสงสีเงิน


    “จำไว้” นางกล่าว “ท่าร่างที่ข้าจะสอนเจ้า ไม่ใช่การวิ่งเร็ว ไม่ใช่การกระโดดไกล และไม่ใช่การหนีอย่างตื่นตระหนก”


    เย่เทียนมองเส้นใหม่บนพื้น หัวใจค่อย ๆ เต้นแรงขึ้น


    “แล้วมันคืออะไร”


    ไป๋หลีอิงมองเงาหมอกด้านนอกวงแสง แววตาของนางสงบ แต่ลึกลงไปคล้ายมีจันทร์บางดวงที่ไม่ส่งเสียง


    “คือการทำให้เงาตามเจ้าไม่ทันหนึ่งลมหายใจ”


    เย่เทียนนิ่งไป


    ประโยคนั้นไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด แต่มันมากพอให้ภาพบางอย่างก่อตัวขึ้นในหัวเขา ร่างที่ไม่พุ่งตรง ไม่แข่งแรง ไม่ปะทะ แต่ก้าวผ่านช่องว่างระหว่างแสงกับเงาในจังหวะที่สิ่งไล่ตามยังไม่รู้ว่าเขาหายไปจากที่เดิมแล้ว


    ไป๋หลีอิงหันกลับมามองเขา


    “พรุ่งนี้ เจ้าจะเรียนย่างเงาลอดจันทร์”

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน