หวังซื่อล้มตัวลงนอน ก่อนจะหันแผ่นหลังให้กับผู้เป็นสามี ตั้งแต่แต่งงานกันมา พวกตนสองคนนอนร่วมเตียงกันนับครั้งได้ การนอนเคียงคู่กันในครั้งนี้สร้างความอึดอัดมิน้อย
“คืนนี้อากาศอาจจะหนาวมาก เจ้าขยับเข้ามาใกล้ข้าก็ได้นะ”
หวังซื่อไม่ใส่ใจคำพูดจาเรื่อยเปื่อยของเขา อากาศร้อนขนาดนี้จะเอาความหนาวมาจากที่ใด
“ร่างกายข้าทนต่ออากาศหนาว ท่านพ่อท่านแม่และบรรดาพี่น้องต่างบอกว่า ยามใดที่หนาวเพียงเข้ามาอยู่ใกล้ข้าก็จะให้ความรู้สึกอบอุ่นทันที ร่างกายของข้าอาจมีความพิเศษบางอย่างกระมัง”
ฮั่วหนานอันยังคงโอ้อวดความพิเศษของร่างกายตนเองต่อ
“ข้าเคยได้ยินว่าเมืองชายทะเล ยามกลางวันร้อนจนร่างแทบไหม้ ส่วนยามกลางคืนหนาวจับขั้วหัวใจ หากเจ้าไม่อยากทนหนาว ขยับเข้ามาใกล้ข้าอีกนิดเถิด”
บอกให้ภรรยาขยับเข้าหา กลับเป็นฮั่วหนานอันที่แอบขยับเข้าไปใกล้ภรรยาที่ยังคงนอนนิ่ง
“พรุ่งนี้จะต้องเดินทางเข้าตัวอำเภอ ควรนอนได้แล้วกระมัง” นี่คือประโยคปิดปากไม่ให้ฮั่วหนานอันพูดจาเรื่อยเปื่อยต่อ
ฮั่วหนานอันทำได้เพียงนอนมองแผ่นหลังที่จดจำได้ว่าขาวเนียนเพียงใด สกุลอื่นภรรยานั้นเชื่อฟังสามีเหนือสิ่งอื่นใด แต่ภรรยาของตนเฉยเมยราวกับน้ำแข็งในทะเลสาบหน้าหนาว
ยื่นมือออกไปตรงหน้า เพื่อต้องการแตะแผ่นหลังภรรยา กลับต้องหยุดชะงักค้าง แล้วเลื่อนไปจับปลายผมสลวยที่แผ่อยู่บนแผ่นหลังแทน
ยามได้หลับนอนร่วมเตียงกับภรรยา ฮั่วหนานอันคิดว่าตนเองฝันอยู่ตลอดเวลา มิอยากเชื่อว่าจะได้เคียงคู่กับนางในฝัน หากไม่ถูกสถานการณ์บีบบังคับ ป่านนี้นางอาจสมหวังกับบุรุษอื่นที่นางและครอบครัวพึงพอใจ
ฮั่วหนานอันแอบหัวเราะภายในใจ พลางคิดว่าหญิงงามต้องคู่กับบุรุษรูปงามอย่างตนน่ะถูกต้องแล้ว มดปลวกพวกนั้นมีหรือจะคู่ควรเท่าเขา
ค่ำคืนที่ร้อนอบอ้าว ไม่มีอากาศหนาวมาเยือนแม้แต่น้อย ฮั่วหนานอันกลับนอนหลับสบายคล้ายกับว่าตนเองกำลังนอนอยู่ภายใต้ผ้าห่ม ในช่วงสารทฤดู
ในขณะที่นอนก็ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าจนถึงเช้า ความฝันอันแสนหวานทำให้บุรุษอย่างฮั่วหนานอันไม่ยอมตื่นจากฝัน
ฮั่วหมิงจูกับพี่สาวนั่งมองบิดาทำท่าทางเหมือนกับโอบสิ่งใดสักอย่าง ริมฝีปากยื่นออกมาคล้ายกับหมู สลับกับแย้มรอยยิ้มกว้าง
“ข้าคิดว่าท่านพ่อกำลังฝันว่าตนเองกลายเป็นหมู” ฮั่วเจินจูบอกกับน้องสาว
ฮั่วหมิงจูลอบถอนหายใจ การกระทำลักษณะนี้ฝันว่าตนเองเป็นหมูที่ไหนกัน ท่านแม่กับท่านพ่อนอนด้วยกันเพียงคืนเดียว ท่านพ่อมีความสุขเพียงนี้เชียวหรือ ตะวันขึ้นสายโด่ง กลับยังคงนอนฝันหวาน
“พวกเจ้ามัวแต่นั่งมองอะไรกัน ปลุกพ่อของเจ้าได้แล้ว”
หวังซื่อตะโกนบอกบุตรสาวทั้งสอง ที่มัวแต่นั่งมองการกระทำน่าละอายของเขา
เสียงดังสะท้านแก้วหู ปลุกให้ฮั่วหนานอันสะดุ้งตื่นจากฝันหวาน พอปรับสายตากับความสว่างได้ พบว่าบุตรสาวทั้งสองนั่งเท้าคางมองตนอยู่ข้างเตียง
“พวกเจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่” ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอน ยกมือขึ้นลูบใบหน้า
“มานานพอเห็นท่านทำท่าทางเลียนแบบหมู” ฮั่วเจินจูยังคงเชื่อว่าท่าทางที่บิดาทำ เป็นการลอกเลียนแบบหมู
มือที่ยกขึ้นลูบใบหน้าค่อยๆ เลื่อนลง หันมองบุตรสาวคนโตที่บอกว่าตนทำท่าทางเลียนแบบหมู หรือว่าความฝันอันแสนหวานเมื่อสักครู่จะแสดงออกให้ผู้อื่นเห็น
“ท่านพ่อ นี่มันยามใดแล้ว เมื่อไหร่พวกเราจะได้เดินทางไปยังตัวอำเภอเสียที” ฮั่วหมิงจูงอแงขึ้น เพื่อช่วยไม่ให้บิดาอับอายมากจนเกินไป
“พวกเจ้ารอสักประเดี๋ยว พ่อจะรีบไปล้างหน้า”
ฮั่วหนานอันรีบลุกขึ้นจากเตียง แล้ววิ่งไปล้างหน้าสีฟัน เปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่อย่างเร่งรีบ ขนาดมื้อเช้ายังต้องห่อไปกินบนเกวียน
วัวเทียมเกวียนของหัวหน้าหมู่บ้าน จอดอยู่หน้าบ้านฮั่วเป็นที่เรียบร้อย หลังจากนั้นไม่นาน ฮั่วหนานอันพาคนในครอบครัวนั่งเกวียนเข้าไปยังตัวอำเภอ โดยมีเสี่ยวเฟิงเป็นคนบังคับวัวเทียมเกวียนสองตัวให้ออกเดินทาง
“เสียดายแม่นมเจียงไม่ได้เดินทางมาพร้อมกับพวกเราด้วย”
ฮั่วหมิงจูแสนเสียดายที่แม่นมเจียงเลือกอยู่ดูแลบ้าน ไม่ได้เดินทางมาเที่ยวเล่นในตัวอำเภอเหมือนพวกตน เด็กน้อยนอนหนุนตักบิดาอยู่บนเกวียน เท้าเล็ก ๆ ขยับไปมา สายตาจ้องมองหลังคาเทียมเกวียนที่ใช้ผ้าคลุม
“ตอนกลับพวกเราค่อยซื้อของไปฝากแม่นมเจียงก็ได้” ฮั่วหนานอันใช้พัดโบกคลายอากาศร้อนให้กับบุตรสาวคนเล็ก ส่วนบุตรสาวคนโตมีภรรยาเป็นผู้โบกพัดคลายความร้อนให้
“ท่านพ่อ วันนี้พวกเราจะเข้าเมืองไปทำอันใดหรือเจ้าคะ”
ฮั่วเจินจูเชื่อว่าท่านพ่อพาพวกตนเข้าไปในตัวอำเภอ คงมิใช่ไปเที่ยวเล่นอย่างเดียว ครอบครัวพวกตนมิได้มั่งมีเหมือนแต่ก่อน การเที่ยวเล่นถือว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลืองสำหรับชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกตน
ฮั่วหนานอันยกยิ้มมุมปาก ล้วงหยกออกมาจากหน้าอก แล้วแกว่งไปตรงหน้าของบุตรสาวคนโต
“ไอ๊หยา! ท่านพ่อนำหยกแขวนมาจากที่ใดเจ้าคะ” เป็นฮั่วหมิงจูยื่นมือน้อยๆ มาจับหยกแขวนที่แกว่งไปแกว่งมาอยู่ในอากาศ
“พ่อคาดว่าหยกแขวนอันนี้จะเป็นของนายอำเภอหลี่”
“ท่านไปเอามันมาได้อย่างไร” หวังซื่อหรี่สายตากดดันสามี ครั้งที่แล้วเขารีดไถเงินจากรองแม่ทัพสวี่มาสองร้อยตำลึง ครั้งนี้ยังมีหยกแขวนของอดีตนายอำเภอ
“ข้าพบมันอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน จึงรีบเก็บขึ้นมาแล้วซ่อนมันเอาไว้ ของราคาแพงอย่างหยกแขวนคงมีแค่นายอำเภอหลี่ที่ครอบครองมัน ถึงอย่างไรนายอำเภอหลี่ก็ตายไปแล้ว คงไม่ลุกขึ้นมาทวงมันคืนหรอก”
ตบหน้าอกให้กับความฉลาดและโชคดีของตนเอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ฮั่วหนานอันยังเป็นบุรุษที่มักจะพบเจอโชคลาภโดยบังเอิญอยู่เสมอ
“ท่านพ่อกระทำความผิด พวกเราไม่ควรเอาของผู้อื่น แม้ว่าจะเป็นสิ่งของที่เก็บได้ก็ตาม ยิ่งรู้ว่าเจ้าของคือใคร พวกเราควรนำมันไปคืน”
ฮั่วเจินจูถูกพร่ำสอนให้ซื่อตรงมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก นางไม่เห็นด้วยกับการกระทำของบิดา ต่อให้พวกตนอดอยากมากเพียงใด ก็มิควรเอาของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ยิ่งเป็นของสกุลที่ถูกทางการยึดทรัพย์ พวกตนสมควรโยนทิ้งไป มิเช่นนั้นความผิดอาจมาตกอยู่ที่ตัวได้
คำพูดของบุตรสาวคนโต สร้างความเจ็บปวดให้กับฮั่วหนานอันบริเวณหัวใจ ที่ฮั่วหนานอันเจ็บปวดมิใช่สำนึกในความผิดแต่อย่างใด เขาเจ็บปวดที่ไม่ได้สั่งสอนบุตรสาวคนโตให้ดีกว่านี้
“เจินเอ๋อร์ พ่อเสียใจที่ผ่านมาไม่ได้มีเวลาพร่ำสอนเจ้า ต่อแต่นี้เจ้าจงมาเรียนรู้หลักการใช้ชีวิตกับพ่อ เติบใหญ่ขึ้นจะได้ยืนหยัดอยู่ในฝูงหมาป่าได้อย่างมั่นคง” ยื่นมือไปตบหลังมือของบุตรสาวคนโตที่นอนหนุนตักภรรยาอยู่
“หมิงเอ๋อร์ บอกพี่สาวเจ้าไป เกิดเป็นบุตรของคนอย่างฮั่วหนานอัน สิ่งที่ต้องจดจำเอาไว้ให้ดีคืออะไร”
ฮั่วหมิงจูเห็นสายตาและใบหน้าภาคภูมิใจของบิดา ก็ผุดลุกขึ้นนั่ง
“เป็นบุตรของท่านพ่อ ต้องจดจำเอาไว้ให้ดีว่า ผู้อื่นทำผิด นั่นคือความผิดของพวกเขา หากเจ้าทำผิด หาใช่ความผิดของเจ้า แต่เป็นความผิดของผู้อื่น”
“ยอดเยี่ยมมาก เจ้าจำที่พ่อสอนได้ทุกตัวอักษร เด็กฉลาดอย่างเจ้า เติบใหญ่ขึ้นมาต้องเป็นหนึ่งไม่มีสอง” วางมือบนศีรษะของบุตรสาวคนเล็กด้วยความภาคภูมิใจ
ฮั่วหนานอันภาคภูมิใจในสิ่งที่สอนบุตรสาวคนเล็ก ไม่หันมองเลยว่าตอนนี้ภรรยารู้สึกอย่างไรกับคำสอนของเขา