ทันใดนั้นเอง ก็มีผู้คนเข้าแถวกันเดินออกมา โดยมีฤาษีท่านหนึ่งนำหน้าโดยด้านหลังมีพวกสาวงามเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย ต่างถือพานพุ่ม ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง และมีหีบสมบัติแบกออกมาอีกหลายหีบ แต่ที่น่าสงสัยมีเด็กหนุ่มวัยราว 16 ปีถือพานทองมีผ้าคลุมสิ่งของบางอย่างออกมาท่านฤาษีเอ่ยปากก่อนใคร
“หยุดก่อนเถอะ องค์รัชทายาทน้อย”
อาอู่ยกมือให้ทั้งหมดหยุด แล้วก้าวลงจากหลังม้า เข้าไปไหว้พระฤาษีทันทีเพราะอาอู่รู้ว่าฤาษีท่านนี้มีญานวิเศษ ไม่น้อยไปกว่าอาจารย์ฤาษีอย่างแน่นอน
“ท่านฤาษี ท่านมีอะไรหรือขอรับ”
“ ข้าขอให้ท่านหยุดการฆ่าฟันแต่เท่านี้จะได้ไหม” ฤาษีขอตามตรง อาอู่ได้แต่ถอนหายใจยาวๆ ยังไม่พูดอะไรต่อ
“ พวกเขายอมแพ้แล้ว ราชาอัคราฆ่าตัวตาย ศรีษะอยู่ต่อหน้าท่านแล้ว” ฤาษีเอ่ยมาแบบนี้ ทำเอาอาอู่มองเด็กหนุ่มที่ดึงผ้าออกมา ปรากฏหัวของราชาอัครา อยู่บนพานทองคำ
“ ในเมื่อท่านฤาษีท่านขอมา ข้าคงไม่กล้าปฏิเสธ ต่อไปนี้เมืองราชบุรีได้เป็นเมืองประเทศราชของเมืองศรีวิชัยนับแต่นี้เป็นต้นไป” อาอู่ประกาศก้องไปทั่วเมือง เสียงโห่ร้องยินดีของทหารศรีวิชัยดังก้องไปทั่ว
จากนั้นอาอู่ก็ได้คุยกับท่านฤาษีต่อ ทราบว่าท่านชื่อฤาษีนที ปกติบำเพ็ญอยู่ที่ หุบเขางู ท่านได้มอบเขี้ยวจงอางยักษ์ไว้ให้อาอู่เพื่อไถ่โทษที่ท่านได้เรียกงูให้มาทำร้ายกองทัพของอาอู่ เพราะท่านเคยรับปากกับราชาว่าจะช่วยท่านหนึ่งครั้ง ท่านก็ได้ช่วยแล้วท่านไม่อยากผิดคำสัตย์ จากนั้นอาอู่ก็กราบลาท่านฤาษีนที ก่อนจากไปอาอู่ไปหาแม่ทัพใหญ่ ท่านสังคทัต
“ ข้าคงต้องเก็บธนูเทพของท่านแม่ทัพใหญ่ไปด้วย เพราะข้าสัมผัสได้ว่ามันอันตรายยิ่งนักกับกองทัพของข้า” อาอู่พูดจบก็ให้ทหารไปยึดธนู และลูกธนูมาทั้งหมด จากนั้นก็จากไป ท่ามกลางความคับแค้นใจ ของแม่ทัพใหญ่
จากนั้นอาอู่ก็เดินทัพไปที่เมืองกาญจนบุรี ต่อเพราะไม่อยากปล่อยให้คาราคาซังอีกต่อไป แต่ว่าไปคราวนี้ เจ้าเมืองกาญจนบุรี เข้าแถวหมอบกราบ อาอู่ แล้วเล่าว่า สาเหตุเพราะพวกเขาเป็นเมืองขึ้นของสุพรรณภูมิ ต้องทำตามคำสั่ง อาอู่สั่งว่าต่อไปนี้กาญจนบุรีขึ้นตรงต่อเมืองศรีวิชัยเป็นต้นไป ไม่ใช่เมืองสุพรรณภูมิอีกต่อไป
จากนั้นก็ได้นำทรัพย์สินที่ เมืองกาญจนบุรีได้ขนมาให้อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อกลับเมืองหลวงต่อไป กลับมาคราวนี้อาอู่ได้จัดสรร ทรัพย์สินที่ได้มาแจกจ่ายให้กับผู้นำเหล่าทหาร ให้ไปแจกทหารภายใต้สังกัดของทุกคน จากนั้นก็ขอตัวลาองค์ราชาไชยแสน เพื่อที่จะกลับไปเรียนที่สำนักตักศิลาต่อ และได้นำกำลัง2พันกลับไปคืนที่เกาะเมืองสยาม
แต่ว่าทางผ่านนั้นต้องแวะเมืองสุพรรณภูมิ สักหน่อย อาอู่คิดจะจัดการกับเมืองสุพรรณภูมิเป็นที่ต่อไป เลยนำกำลังเชลยอีกที่เป็นทหาร สี่พันคนตามไปด้วยกลายเป็นมีกำลังเพิ่มมาอีกกลายเป็น หก พันคน จากนั้นก็เดินทางมาถึงเมืองสุพรรณภูมิ
“ พี่เดชที่เมืองสุพรรณภูมิมีลักษณะเป็นอย่างไรบ้างเวลานี้”
“ เมื่อประมาณ 300 กว่าปีก่อนทางบรรพบุรุษได้ประสบภัยน้ำท่วมดินตะกอนไหลมาสะสมเป็นจำนวนมาทำให้ทำการเพาะปลูกไม่ได้ และแม่น้ำท่าจีนฝั่งนี้ได้ตื้นเขินเป็นอันมาก จึงได้ทำการย้ายเมืองหลวงเดิมจากฝั่งแม่น้ำท่าจีนตะวันออก มาฝั่งตะวันตกเพื่อสร้างเมืองใหม่ใช้ชื่อว่าเมืองสุพรรณภูมิ โดยยังให้เชื้อพระวงศ์ยังครองเมืองเก่านั้นมาโดยตลอด มาปัจจุบันเสด็จพ่อของข้าให้เสด็จอาเมฆินทร์ ครองเมืองหลวงเก่าที่ชื่อว่าเมืองอู่ทองกองทหารที่เข้าร่วมโจมตีเมืองศรีวิชัยนั่นคือกองทหารของเมืองอู่ทอง ที่มีเสด็จอาเมฆินทร์ปกครองอยู่”
“ แล้วเสด็จพ่อของท่านล่วงรู้เรื่องนี้หรือไม่” อาอู่ถาม
“ เรื่องนี้ข้าไม่แน่ใจ เพราะว่าเสด็จพ่อไม่ค่อยให้ความสำคัญกับดินแดนแถบนี้เท่าไร” พี่เดชตอบตามจริง
“ แล้วเมืองหลวงมีโครงสร้างอย่างไรบ้าง” อาอู่ถามอีก
“ หลังจากย้ายมาที่เมืองใหม่ ทางขอมสมัยมีอำนาจเหนือดินแดนแถบนี้ก็ส่งผู้คนมาทำการอภิเษกสมรสกับเจ้าเมืองสุพรรณภูมิ เพื่อให้กลายเป็นผืนปฐพีเดียวกันอยู่หลายคู่เสด็จย่าของเป็นเจ้าหญิงจากหลวงพระบาง มาอภิเษกสมรสและได้กำเนิด เสด็จพ่อของข้าขึ้นมา จากนั้นเสด็จย่า ก็ได้คัดเลือกสาวงามจาก หลวงพระบางมาเป็นสนมให้เสด็จพ่ออีกหลายคน หนึ่งในนั้น คือเสด็จแม่ของข้า แต่หลังจากของหมดอำนาจไปจากดินแดนแถบนี้ เหล่าเชื้อพระวงศ์ที่มีเชื้อสายหลวงพระบาง ก็ได้ถูกดูถูกเกลียดชังจากราชวงศ์สุพรรณภูมิเดิมซึ่งสืบเชื้อสายมอญ จึงได้ถูกกลั่นแกล้ง เหมือนเช่นข้าและน้อง โดยมีผู้ที่เกลียดชังพวกเรามากที่สุดก็คือพระมเหสีเอกที่เป็นแม่ขององค์รัชทายาท และองค์ชายสี่
สำหรับกองกำลังทหารหลักของเมืองสุพรรณภูมิ นั้น แบ่งออกเป็นสามส่วน แม่ทัพชายแดน มีกองกำลังอยู่ หนึ่งหมื่นห้าพันคน ส่วนแม่ทัพรักษาเมืองหลวง มีอยู่ 5 พันคน ส่วนในวังหลวงมีกำลังองครักษ์อยู่ 3 พันคน โดยมีหัวหน้าองครักษ์เป็นหลานของพระมเหสีศิรินทรา ส่วนกองกำลังรักษาเมืองหลวง และ ชายแดนเมืองสุพรรณภูมิ ล้วนขึ้นตรงต่อราชาพิมานเจ้าเมืองแห่งสุพรรณภูมิ เสด็จพ่อของข้าเอง” พี่เดชอธิบายรายละเอียด
“ แล้วเสด็จพ่อของท่านไม่สืบสาวเอาความเรื่องที่เสด็จแม่ของท่านถูกวางยาพิษจนตายเลยหรือ” อาอู่ถามด้วยความสงสัย
“ แม่ข้าเป็นเพียงนางสนมต่างแดน หลังจากสิ้นเสด็จย่าแล้ว เสด็จแม่ก็ไม่มีใคร หนุนหลังอีก เสด็จพ่ออย่างไรเสีย ก็คงต้องนึกถึงความมั่นคงของอาณาจักรมาก่อน” พี่เดชกล่าวอย่างไม่พอใจ
“ ถ้าเป็นแบบนี้ เราไม่ควรจะใช้กำลัง อีกทั้งราชาพิมาน ก็คือพ่อของพี่เดช บางทีอาจจะไม่มีส่วนรู้เห็นเรื่องที่การยกทัพไปตีเมืองศรีวิชัย ก็เป็นได้ พวกเราไม่ควรใช้กองกำลัง 6 พันคนนี้ พี่เดชสั่งพวกเขากลับไปยังเกาะกลางเมืองสยามไปก่อน ให้พวกเขา ช่วยกันสร้างบ้านที่อยู่อาศัยไปก่อน ส่วนพวกเรา 5 คน เข้าไปเยือนเมืองสุพรรณภูมิของเสด็จพ่อ ของพี่เดชกันเถอะ อยากรู้นักว่าพระมเหสี จะทำหน้าอย่างไร เมื่อพี่เดชกลับไป” อาอู่บอกแค่นี้
แต่เพื่อนๆ ก็รู้สึกแปลกๆ ไม่ว่าอาอู่ไปที่ใด ล้วนสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทุกดินแดน แล้วคราวนี้บอกว่าจะไปเยือนเท่านั้น ทำไมแต่ละคนล้วนจู่ ๆ ก็ขนลุกขึ้นมา ส่วนพี่เดชนั้นกำหมัดแน่น พูดออกมาเบาๆ กับตัวเอง
” ท่านแม่ลูกกลับมาแล้ว ลูกจะแก้แค้นพวกมันจนหมดทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนเดียว”
ทั้งหมดก็มาถึงเมืองสุพรรณภูมิ พี่เดชใช้ตราองค์ชาย 5 พาเข้าเมืองไปโดยไม่ต้องตรวจค้นสิ่งใด จากนั้นเดชก็ได้พาไปที่ บ้านของพี่เดชทีตั้งอยู่นอกวังซึงเป็นบ้านแม่ของพี่เดช ที่ราชาพิมานเคยยกให้เมื่อครั้งเป็นพระสนมใหม่ๆ พอพี่เดชมาถึงก็รู้สึกแปลกๆ ทำไมมีทหารองค์รักษ์มาเฝ้าที่ประตูบ้านของเขา พอจะเดินเข้าไป ทหารยามก็ตะคอกเสียงดัง ว่าห้ามเข้า
“ พวกแกเป็นใคร ที่นี่เป็นบ้านของข้า ทำไมถึงจะเข้าไปไม่ได้” พีเดชเริ่มโมโห
“ เวลานี้บ้านหลังนี้เป็นของท่านรององค์รักษ์ประวิตรแล้ว” ทหารเฝ้าประตูเอ่ยด้วยเสียงอันดัง ทำให้คนในบ้านเปิดประตูออกมาอีก เกือบสิบคนพร้อมถือไม้ เตรียมไล่กลุ่มของอาอู่กลับไป พี่เดชหันมามองหน้าอาอู่ขอความเห็น
“ อัดมัน” จบคำพี่เดชก็สาวหมัดซ้ายขวา เข้าใส่ทหารเฝ้าประตูทั้งสองคนลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นในทันที ส่วนอีกสิบคนยังไม่ทันจะก้าวออกมาจากตัวบ้าน ก็โดนเหล่าเพื่อนๆ ของอาอู่พุ่งเข้าอัดจนน่วม แล้วถูกจับโยนออกจากบ้านไปทั้งหมด
พี่เดชเดินออกไปสำรวจบ้านพบ บ่าวไพร่ ที่เหลือล้วนเป็นคนเก่าแก่ ของแม่แทบทั้งนั้น พี่เดชเลยให้ถามพ่อบ้านว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกมันกล้ามายึดบ้านของเขาที่นี่กัน
“ ตั้งแต่พระสนมจากไป ไม่ถึงสามวันพวกมันก็เข้ามายึดบ้านหลังนี้ แล้วรององครักษ์ประวิตรก็ใช้ที่นี่เป็นบ้านพักไว้ให้อนุภรรยา มาอาศัยอยู่แทน แต่เวลานี้พวกเขาทั้งสองยังไม่กลับจากทำธุระด้านนอก องค์ชายต้องระวังตัวด้วย พวกมันอ้างคำสั่งของพระมเหสีว่าบ้านหลังนี้เป็นของพวกมัน” พ่อบ้านเอ่ยเตือน
“ นำข้าวของเครื่องใช้ ของพวกมันโยนออกไปจากบ้านของข้าให้หมด “ พี่เดชสั่งพ่อบ้านด้วยความโมโห
“ เอายังไงดี คาดว่าพวกมันคงขนคนมาอีกแน่” องค์ชายสาธิตเอ่ยเตือนอีกครั้ง
“ มันมาเท่าไรก็อัดพวกมันเท่านั้น” พี่เดชพูดด้วยอารมณ์ แต่ยังหันไปมองที่อาอู่
“ บ้านหลังนี้เป็นสิทธิ ของพี่เดชอยู่แล้วพวกมันไม่กล้าใช้กองกำลังทหารส่วนกลาง อย่างแน่นอน นอกจากกองกำลังส่วนตัว ฉะนั้นพวกเราอัดมันให้น่วมก็ได้แต่ข้าว่า เอาแค่ตีให้ขาหัก ก็พอ แล้วจับรองหัวหน้าคนนี้เอาไว้ เพื่อล่อปลาใหญ่กว่าให้มันปรากฏ จากนั้นก็ลากคอพวกมันเข้าวังหลวง ทวงความยุติธรรม ลองดูซิว่าเสด็จพ่อของท่าน กับ พระมเหสีจะทำหน้าอย่างไร” อาอู่แสดงความคิดออกไป พี่เดชยิ้มอย่างเห็นด้วย แต่เพื่อนทั้งสาม ทำหน้าตกใจ เอาอีกแล้ว
เลือดนองท้องพระโรงอีกแล้วหรือนี่ แต่ทั้งสามคนก็พยักหน้าทั้งหมด เพราะว่ามั่นใจในตัวอาอู่ เป็นจริงดังที่คาดไว้ รองหัวหน้าองครักษ์ประวิตรนำกำลังคนส่วนตัวมาทั้งหมด เกือบ 60 คน อาวุธดาบครบมือ เดินผ่านประตูเข้าไปในบ้านทั้ง 60 คน พี่เดชปิดประตูไม่ให้คนทั้ง 60 คนได้ออกไป
แล้วจากนั้น อาอู่ก็ใช้ไม้พญาคิ้วดำเปิดงานก่อนคนแรก เปรี้ยง รองหัวหน้าองครักษ์ประวิทย์ โดนฟาดเป็นคนแรกร่างกายลอยไปนอนกับพื้น สลบไปเป็นคนแรก จากนั้นคำว่า ปิดประตูตีแมวเป็นอย่างไร ก็เห็นภาพทันที เปรี้ยง ตูม โครม ๆ ๆ ๆ ๆ
“ หยุด “ อาอู่สั่งให้ปล่อยคนออกไปบ้าง เพื่อให้ไปแจ้งหัวหน้าองครักษ์ ส่วนที่เหลือ ก็ตีจนขาหัก แล้วโยนออกจากบ้านไป ส่วนรองหัวหน้าองครักษ์ให้จับแขวนไว้ที่ต้นไม้หน้าบ้านเพื่อให้ชาวบ้านได้รู้ว่า องค์ชายห้ากลับมาแล้ว
ชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาก็มุงดูผู้คนที่ถูกแขวน แล้วผู้คนที่ถูกตีจนขาหัก ไม่สามารถเดินไปไหนได้ บางคนก็สมน้ำหน้าที่มายึดบ้านองค์ชายห้า โดยที่เจ้าของไม่ได้ยินยอม จนกระทั่ง มีกองกำลังองครักษ์คราวนี้มากัน สองร้อยคน ล้อมบ้านขององค์ชายห้า เอาไว้ แล้วก็หน่วยทหารธนู มากันเกือบห้าสิบคน เรียงหน้าพร้อมยิงทันทีที่ หัวหน้าองค์รักษ์สั่ง
“ องค์ชายห้า ออกมารับความผิดซะ หาไม่พวกเราต้องทำตามหน้าที่” หัวหน้าองครักษ์ตะโกนออกมาเสียงดัง
“ ที่นี่คือจวนที่พักขององค์ชาย 5 ราชโอรสของราชาพิมานแห่งเมืองสุพรรณภูมิพวกเจ้าขวัญกล้าบังอาจยิ่งนัก กล้าหมิ่นเบื้องสูง ลบหลู่องค์ชายห้า หมิ่นพระเกียรติของราชาพิมาน พวกเจ้ารู้ไหม โทษนั้นคือ ประหาร 7 ชั่วโคตร พวกเจ้ากล้าหรือ” เสียงอาอู่ตะโกนออกไปเสียงดังไปทั่วบริเวณ ทำให้ชาวบ้านล้วนออกมาดูกันเต็มพื้นที่ไปหมด ทำให้ทหารองครักษ์เริ่มรู้สึกกังวลใจขึ้นมาบ้างแล้ว
“ องคชายห้า ท่านทำร้ายรองราชองครักษ์ ทำผิดกฏวังหลวง อย่างมาทำเป็นเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง” หัวหน้าองครักษ์ยังพยายามใส่ความต่ออีก
“ นี่มันเป็นบ้านของข้า พวกมันบังอาจมายึดไว้เป็นของส่วนตัว ไม่ฆ่าพวกมันก็ถือว่าเป็นบุญของพวกมันแล้ว” พี่เดชตะโกนออกมา
“ นี่เป็นคำสั่งของพระมเหสี พวกเราต้องทำตามคำสั่ง” พอหัวหน้าองครักษ์พูดจบพวกของอาอู่ก็เดินออกมาจากบ้านกันทั้งหมด
“ เจ้าบอกว่าพระมเหสี เป็นคนสั่งให้มันมายึดบ้านของข้าใช่ไหม” พี่เดชพูดช้าช้า
“ ใช่แล้ว “ พอพูดออกไป หัวหน้าองครักษ์รู้สึกว่ามันมีบางอย่างผิดปกติแต่ไม่รู้ว่าอะไร จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงลมวืดเดียว แล้วมองเห็นอะไรบางอย่างสีดำ ฟาดเข้ามาที่หน้าของเขาทันที ตูม !