ครืนนน... ตูม!
เสียงกำแพงศิลาบะซอลต์เลื่อนบดขยี้กันดังสนั่นกึกก้องไปทั่วโถงถ้ำใต้ขุนเขา พื้นที่ปลอดภัยที่เคยพอกว้างขวางบัดนี้ถูกกลไกค่ายกลบีบอัดจนเหลือเพียงลานหินแปดเหลี่ยมขนาดไม่ถึงร้อยเมตรใจกลางแกนขุนเขา ม่านหมอกกำมะถันสีเทาเข้มคละคลุ้งผสมโรงกับไอความร้อนที่พวยพุ่งออกมาตามรอยแยกของผืนดิน ทำให้อากาศภายในนั้นหนักอึ้งและร้อนระอุประหนึ่งอยู่ภายในปล่องภูเขาไฟที่ใกล้ระเบิดเต็มที
เบื้องหน้าของสมาชิกทีมห้องรวม 4 อย่างอาลอน, ชาลัค, คาเอล และโบเฟอร์ เงาร่างมหึมาสูงเกือบสองเมตรก้าวเดินฝ่าม่านควันออกมาด้วยท่วงท่าคุกคาม เขาคือ ‘ครอส’ เจ้าของฉายา มงกุฎผู้เฝ้าประตู ยอดมงกุฎอันดับ 10 ผู้ทรงพลัง
สภาพของครอสในยามนี้ดูสยดสยอง เส้นเลือดสีดำอมม่วงปูดพองขึ้นที่ขมับและลำคอ ผลจากการอัดฉีดยามืด REAGENT_X-MIRAGE เกินขนาดจนแทบจะกลายพันธุ์ นัยน์ตาของเขาแดงฉานดุจสัตว์ร้ายที่ไร้สติ ในท่อนแขนขวาที่ถูกดัดแปลงมาเป็นพิเศษถึง 4 ข้างนั้นควงดาบยาวความถี่สูงไว้แน่น เสียงกลไกการทำงานของมันส่งเสียง กริ๊ก... กริ๊ก... ดังระรัวประหนึ่งเสียงนับถอยหลังสู่ความตาย
วิ้ง—!
ออร่าปราณ “คลื่นเสียงสะเทือน” (Sonic Resonance Qi) ระดับแก่นเเท้ แผ่ซ่านออกมาจากร่างของยักษ์ร้าย แรงกดอากาศมหาศาลทำให้พื้นศิลาบะซอลต์รอบข้างปริแตกเป็นทางยาว เสียงสั่นสะเทือนนั้นบีบเค้นประสาทหูจนท่อแก้วลำเลียงมานารอบโถงถ้ำระเบิดเป็นผุยผง
“ไม่มีทางให้พวกแกหนีอีกแล้ว พวกขยะห้องรวม 4!” ครอสคำราม เสียงของเขาต่ำและแหบพร่าราวกับหินบด “ในพื้นที่แคบๆ แบบนี้... ดาบทั้งสี่ของข้าจะสับกระดูกพวกแกให้เละคาวงกตนี่แหละ!”
“ใครบอกว่าพวกกูจะหนีวะ!”
ชาลัคแผดเสียงก้อง! ปราณพสุธาระดับหล่อหลอมขั้นปลายระเบิดออกจนเกราะไหล่ส่องแสงวาบ ยักษ์หนุ่มพุ่งร่างกำยำเข้าใส่แนวหน้าอย่างไม่เกรงกลัว หมัดไอน้ำซูเปอร์ชาร์จถูกซัดออกไปปะทะกับดาบความถี่สูงของครอสอย่างจัง!
ตูมมมมม!
แรงอัดอากาศมหาศาลทำให้คลื่นเสียงสะเทือนระเบิดกระจายออกรอบทิศทาง แม้ชาลัคจะถูกแรงสะท้อนจนถอยร่นไปหลายก้าวและเกราะไหล่พสุธาจะเริ่มมีรอยร้าว แต่เขาก็ยังคงปักหลักยึดพื้นที่แนวหน้าไว้แน่นหนา ประดุจปราการเหล็กที่ไม่ยอมให้ศัตรูข้ามผ่านไปถึงเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ด้านหลัง
“คาเอล! โบเฟอร์! จัดการมันเลย!” ชาลัคตะโกนสั่งการ
คาเอลขยับนิ้วอย่างรวดเร็วเหนือแผงคีย์บอร์ดโฮโลแกรมที่ข้อมือ เขายิงไมโครประจุแจมเมอร์เข้าใส่ในจังหวะที่แม่นยำ คลื่นรบกวนพุ่งเข้าแทรกซึมระบบค่ายกลเสียงของครอสจนเกิดเสียงวี้ดดังลั่น ทำให้คลื่นเสียงสะเทือนที่เคยทรงพลังชะงักติดขัดไปชั่วขณะ
ทางด้านโบเฟอร์ก็ไม่รอช้า เขาล้วงขวดสารเคมีแปรธาตุจากกระเป๋ามิติแล้วขว้างออกไปสุดแรง ขวดแก้วแตกกระจายที่ฝ่าเท้าของครอส ปลดปล่อยโคลนกรดและทรายแปรธาตุให้ไหลเข้าพันธนาการท่อนขาของยักษ์ร้ายไว้กับพื้นดินอย่างเหนียวแน่น
“เยี่ยมมาก!” ทั้งสองประสานเสียงขานรับผลลัพธ์ที่ได้
ครอสแผดร้องด้วยความคลั่งแค้นที่ถูกพวกที่เขาตราหน้าว่าขยะกักขังไว้ได้ แม้ขาจะขยับไม่ได้และวงจรปราณจะถูกรบกวน แต่เขากลับเค้นแรงดันปราณ x-MIRAGE จนระเบิดพุ่งสูงขึ้นไปอีกระดับ แขนกลทั้งสี่สั่นสะท้านด้วยพลังงานมหาศาล
“ไอ้พวกลูกกระจ๊อกป้อมสนิม!” ครอสคำรามลั่นพร้อมเงื้อดาบทั้งสี่เล่มขึ้นเหนือหัว คลื่นเสียงสะเทือนสีครามเข้มควบแน่นจนกลายเป็นวงสังหารทรงกลมที่แผ่รังสีแห่งการทำลายล้าง “ตายไปซะให้หมด!”
ท่ามกลางพายุคลื่นเสียงที่พร้อมจะบดขยี้ทุกชีวิต อาลอน กลับก้าวเดินออกมาข้างหน้าด้วยความเชี่ยวชาญ ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งประหนึ่งรูปสลักหิน นัยน์ตาสองสีคู่นั้นจ้องมองไปยังศัตรูเบื้องหน้าโดยปราศจากความหวั่นเกรง
เลนส์ตาจักรกลซีกซ้าย [System 377] หมุนปรับโฟกัสกะพริบแสงสีฟ้าหม่น ประมวลผลวิถีเวกเตอร์คลื่นสั่นพ้องของดาบทั้งสี่อย่างรวดเร็ว
[ตรวจพบเวกเตอร์เป้าหมาย... เริ่มต้นโปรโตคอลสลายแรงสั่นพ้อง]
[ปรับค่าเกราะสเปกตรัมผกผันเสร็จสิ้น... 100%]
อาลอนยกแขนซ้าย [Blood-Spectrum Core] ขึ้นสู่ระดับอก แขนเหล็กไหลรมดำที่ผสานเข้ากับผลึกศิลาโลหิตเทวะเริ่มหมุนวน ปลดปล่อยออร่าปราณสเปกตรัมสีรุ้งที่เข้มข้นและเสถียรออกมาโอบล้อมร่างกาย
คลื่นสเปกตรัมสีรุ้งนั้นหมุนวนในทิศทางผกผันกับความถี่เสียงของครอสอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อตัวเป็น “เกราะสเปกตรัมผกผัน” (Null-Resonance Barrier) ปราการพลังงานที่พร้อมจะสะท้อนพลังทำลายล้างทั้งหมดกลับไปยังผู้ที่สร้างมันขึ้นมา
“จะยิงก็รีบยิง ครอส...” อาลอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าแฝงไปด้วยอำนาจอันหนักแน่น “เพราะดาบสี่เล่มของแก... จะต้องหักลงที่นี่แหละ”