ซางหยินที่นางสนใจไม่ใช่รูปร่างหน้าตาของหรือความรู้สึกชายหญิงนางสนใจความรู้ที่อู๋เซิ่งครอบครองต่างหากหากได้คำชี้แนะจากอู๋เซิ่งนางก็จะแข็งแกร่งขึ้นได้
“น้องเล็กเจ้าเหนื่อยหรือไม่เจ้าช่วยพวกข้าฝึกฝนมากพอแล้วพักผ่อนสักหน่อยไหม”ต้วนหนิงเอ๋อกดร่างของอู๋เซิ่งลงให้นอนหนุนตักของนาง
“ไอ้เจ้าหมอนี่มันน่าอิจฉาเกินไปแล้ว”ศิษย์สำนักอสูรผู้ชายพากันกัดฟันด้วยความอิจฉา
“ก็ดีเหมือนกัน”อู๋เซิ่งรู้ว่าคนของสำนักอสูรตั้งใจจะหาประโยชน์จากความรู้ของเขาดังนั้นเขาจึงไม่ปฏิเสธเมื่อต้วนหนิงเอ๋อให้เขาพักผ่อน
“.....”ซางหยินได้แต่ยกยิ้มและไม่ได้กล่าวอะไรอีกนางเพียงนั่งหลับตาอยู่เงียบๆเท่านั้น
ส่วนพวกฉินอู่เหยาก็ใช้โอกาสนี้นั่งล้อมอู๋เซิ่งเอาไว้ไม่ให้ใครมารบกวนแต่ว่าอู๋เซิ่งไม่ได้หลับจริงๆในห้องดวงจิต รูปร่างของดวงจิตของอู๋เซิ่งนั้นคือดอกบัว9 ชั้น 72 กรีบ ตอนนี้มันมีความกระจ่างใสเหมือนกับแก้วทั้งงดงามและน่าประทับใจ
“ดวงจิตของข้ามาถึงระดับวิญญาณขั้นกลางแล้วดูเหมือนจะต้องตามหาสมุนไพรเพื่อปรุงยาให้ได้ไม่งั้นจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะยกระดับดวงจิตของข้าเพียงแต่มันจะไม่มีปัญหาแน่เหรอเมื่อข้าทะลวงวิญญาณข้าจะต้องก่อรูปวิญญาณของตัวเองขึ้นมาถึงตอนนั้นมันจะขัดแย้งกับพลังจิตของข้าหรือไม่” อู๋เซิ่งขบคิด
เวลาผ่านไปเมื่อตกเย็นผู้อาวุโสสำนักอสูรและเมี่ยวจื่อก็ลงความเห็นว่าควรจะพักในเมืองก่อนจะออกเดินทางต่อ
“ข้างหน้ามีเมืองแห่งหนึ่งอยู่พวกเราไปพักสักคืนตอนเช้าค่อยออกเดินทางหลังจากทานอาหารแล้ว”เมี่ยวจื่อกล่าว
หลังจากที่ลงถึงเมืองพวกอู๋เซิ่งก็รีบไปจองที่พักก่อนแล้วค่อยออกไปหาอาหารทานด้วยสถานะของแต่ละคนย่อมมีศิลาวิญญาณติดตัวกันมาบ้างอยู่แล้วดังนั้นการซื้อของต่างๆจึงไม่ใช่ปัญหา
“ได้ยินว่าเมืองแห่งนี้อยู่ในอาณาเขตของสำนักเฟยหยางไม่ใช่หรือและตระกูลที่ขึ้นตรงต่อสำนักเฟยหยางคือตระกูลจิน” หว่านเอ๋อกล่าว
“ไม่ผิดเมืองแห่งนี้เป็นหนึ่งในอาณาเขตของสำนักเฟยหยาง แต่หลังจากออกจากเมืองแห่งนี้ได้แล้วพวกเราก็จะออกจากอาณาเขตของภูมิภาคใต้ดังนั้นผู้อาวุโสทั้งสองจึงเลือกพักในเมืองดีกว่าเดินทางในตอนกลางคืน”ฉินอู่เหยากล่าว
“เพราะอะไร”หานอีกล่าว
“เจ้าโง่เดินทางตอนกลางคืนในอาณาเขตของศัตรูเท่ากับบอกให้พวกนักฆ่ามาลอบสังหารพวกเราหนะสิส่วนในเมืองถึงอย่างไรพวกนักฆ่าก็ลงมือไม่ได้ง่ายๆยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกสำนักเฟยหยางหากพวกนั้นลงมือโดยไม่คิดผลคือพวกเขาประกาศสงครามกับสำนักทั้งสองเจ้าคิดว่าสำนักเฟยหยางแบกรับสงครามกับสองสำนักพร้อมๆกันไหวหรือเปล่าละ” จี้เต้ากล่าว
“เอ่อนั่น”หานอีได้แต่เกาหัวแก้เขิน
“หลังจากซื้อของเสร็จก็รีบกลับกันเถอะดูเหมือนตัวตนของเราจะค่อนข้างสดุดตา” อู๋เซิ่งกล่าว
อู๋เซิ่งสัมผัสได้ถึงสายตาจำนวนมากมองมาที่พวกเขาแน่นอนว่าในกลุ่มของพวกเขามีแต่หญิงงามล่มเมืองอยู่ไม่ตกเป็นเป้าสายตานั่นแหละแปลก
“ข้าเห็นด้วย”ฉินอู่เหยากล่าว
ขณะที่พวกอู๋เซิ่งซื้อของที่จำเป็นแล้วเตรียมตัวเดินทางกลับก็พบว่ามีชายอ้วนและหญิงอ้วนสองคนนำกลุ่มคนกำลังเดินสวนกับพวกอู๋เซิ่ง
“หยุดก่อน”ชายอ้วนยื่นมือออกมาขวางทางพวกอู๋เซิ่งไว้
“มีอะไร”จี้เต้าเค้นเสียง
“พวกเจ้าเป็นใครมาจากไหนข้าจำไม่เคยได้ว่าในเมืองของข้ามีคนแบบพวกเจ้า” ชายอ้วนมองไปยังพวกฉินอู่เหยาด้วยแววตาหยาดเยิ้ม
“พวกเรากำลังเดินทางและแวะพักหนึ่งคืนตอนเช้าพวกเราก็จะออกเดินทางกันต่อ” อู๋เซิ่งกล่าว
“แบบนั้นไม่ได้นะในเมืองของข้าห้ามคนนอกเข้ามาในตอนกลางคืนหากอยากจะพักในเมืองของข้าจะต้องทำตามกฎของข้าเอาอย่างงี้เป็นอย่างไรให้พวกนางตามข้ากลับจวนเจ้าเมือง ตอนเช้าข้าจะส่งพวกนางกลับมา”ชายอ้วนยกยิ้มอย่างชั่วร้าย
“เจ้าอยากตายงั้นเหรอ”จี้เจ้าเผยจิตสังหารออกมา
“บังอาจเจ้าไม่รู้หรือยังไงว่าคุณชายของพวกข้าคือใคร” ทหารคนหนึ่งชี้หอกไปทางจี้เต้าทันที
“ข้าไม่สนว่าพวกเจ้ามาจากไหนแต่ในเมืองแห่งนี้ข้าสามารถตัดสินชีวิตของพวกเจ้าได้ หากพวกเจ้าไม่ส่งพวกนางมาก็อย่าหวังว่าจะออกจากเมืองของข้าได้เลย”ชายอ้วนเผยเจตนาฆ่าออกมา
“ท่านพี่ข้าขอเจ้าหนุ่มนั่นด้วย”หญิงอ้วนชี้ไปทางอู๋เซิ่ง
“นางตัวอัปลักษณ์กล้าคิดร้ายต่อน้องเล็กของข้างั้นเหรอ”ต้วนหนิงเอ๋อเองก็ตั้งท่าเตรียมสู้แล้ว
“ในเมื่อพวกเจ้าไม่คิดจะทำตามคำของข้าทหารจับตัวพวกมันไปทั้งหมด” ชายอ้วนกล่าว
“เฮ้อใครจะคิดละว่าปัญหาจะมาหาถึงที่” อู๋เซิ่งถอนหายใจ
พริบตานั้นเองลมหายใจของอู๋เซิ่งก็กลายเป็นไอเย็นแผ่กระจายออกไปแช่แข็งพื้นที่รอบๆทั้งหมดแม้แต่ร่างของทหารก็ไม่เว้นถึงอย่างไรคนเหล่านี้อยากมากก็แค่ระดับวิญญาณขั้นกลางและก่อกำเนิดเท่านั้น
“หากให้ข้าเดาเจ้าคงเป็นนายน้อยของตระกูลจินสินะการที่วางอำนาจและทำตัวยโสแบบนี้คงไม่เคยเจอกับความโหดร้ายภายนอกเลยใช่หรือไม่”อู๋เซิ่งเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายที่ถูกแช่แข็งด้วยรอยยิ้มที่เย็นชามากๆ
“ถอยออกไปจากนายน้อยเดี๋ยวนี้”เสียงคำรามดังขึ้น
ชายชราคนหนึ่งพุ่งออกมาพร้อมกับโจมตีออกไปพวกอู๋เซิ่งตกใจเพราะอีกฝ่ายเป็นระดับตัดวิญญาณขั้นต้น พวกอู๋เซิ่งช่วยกันสร้างม่านพลังป้องกันการโจมตีเอาไว้ได้แต่ก็ถอยหลังไปอย่างต่อเนื่อง
“พวกเจ้าตระกูลจินกล้าทำร้ายข้าวันนี้ข้าจะให้สำนักอสูรบุกโจมตีเมืองแห่งนี้ให้กลายเป็นทะเลเลือด” จี้เต้าคำรามออกมาด้วยความโกรธ
ผู้คนที่มองอยู่ห่างๆตกใจพวกเขารู้อยู่แล้วว่าคนของพวกอู๋เซิ่งไม่ธรรมดาคนกลุ่มนี้แม้อายุจะน้อยแต่ก็มีพลังที่แข็งแกร่งแถมหน้าตาก็ดูดีกันทุกคนไม่มีทางไม่มีเบื้องหลังแน่
“ตระกูลจินแหย่รังแตนเข้าให้แล้วเมืองแห่งนี้อยู่ใกล้กับสำนักอสูรมากกว่าสำนักเฟยหยางเสียอีก” หลายคนพากันถอยห่างออกไป
“สาวหาวที่นี่คืออาณาเขตของสำนักเฟยหยางต่อให้สำนักอสูรบุกเข้ามาพวกข้าก็ไม่กลัว”ชายชราสลายพลังของอู๋เซิ่งออกทำให้ชายอ้วนและหญิงอ้วนเป็นอิสระ
“ฆ่าผู้ชายทุกคนซะและจับผู้หญิงมาให้ข้า”ชายร่างอ้วนคำราม
“ดูเหมือนพวกเจ้าจะไม่หวาดกลัวความตายจริงๆสินะ”เสียงที่เย็นชาดังขึ้น
เมี่ยวจื่อและผู้อาวุโสสำนักอสูรปรากฏทั้งคู่ต่างแผ่กลิ่นอายของระดับตัดวิญญาณขั้นสูงออกมา
“ตัดวิญญาณขั้นสูง”ชายชราของตระกูลจินตกใจ
“ทำไมพวกเจ้ายิ่งใหญ่มากงั้นเหรอ ตอนแรกก็ไม่คิดจะทำอะไรมากและดูอยู่เงียบๆแต่ในเมื่อผู้อาวุโสอย่างเจ้ากล้าออกมารังแกศิษย์ของพวกเรางั้นข้าก็ไม่ขอเกรงใจหรอกนะ” ผู้อาวุโสสำนักอสูรลงมือ
ทันใดนั้นเองหมีกรงเล็บทองคำก็ปรากฏออกมาสัตว์อสูรของผู้อาวุโสคนนี้เองก็อยู่ระดับตัดวิญญาณเช่นกันแถมยังมีขนาดตัวที่ใหญ่มากอีกด้วย
“นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด”คนรับใช้ของตระกูลจินรีบกล่าวทันที
“บัดซบนี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย” นายน้อยและคุณหนูตระกูลจินกลายเป็นหวาดกลัว
“สหายโปรดเมตตาด้วย”เจ้าเมืองและผู้นำตระกูลจินรีบปรากฏตัวออกมาทันที พลังของเขาเป็นแค่ระดับตัดวิญญาณขั้นกลางเท่านั้นดังนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเมี่ยวจื่อจึงได้แสดงความเคารพออกมา
“บอกเหตุผลมาว่าทำไมถึงต้องเมตตาเจ้าต้องรู้ก่อนว่าคนของเจ้าไม่เพียงแต่ทำร้ายศิษย์ของข้าแต่ยังดูหมิ่นสำนักอสูรของข้าอีกนี่เป็นเรื่องที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้” ผู้อาวุโสสำนักอสูรกล่าว
“เรื่องนี้ข้าจะลงโทษคนของข้าอย่างแน่นอนและข้าจะชดใช้ให้กับพวกท่านด้วย” เจ้าเมืองกล่าว
“ชดใช้ชดใช้ยังไง”
“ข้ายินดีมอบศิลาวิญญาณ5000 ก้อนเป็นการขอโทษ” เจ้าเมืองยื่นกล่องไม้ที่เต็มไปด้วยศิลาวิญญาณ5000 ก้อนให้กับพวกเมี่ยวจื่อทันที
“หึคราวนี้ถือว่ารอดตัวไป แต่ว่าถึงอย่างไรคนของเจ้าก็ยโสเกินไปข้าขอลงโทษสักเล็กน้อยก็แล้วกัน”เมี่ยวจื่อเค้นเสียงและโบกมือ
“อ๊ากกกกกกกกกก”คนรับใช้ระดับจัดวิญญาณกรีดร้องออกมาเพราะขาทั้งสองข้างของเขาถูกทำให้กลายเป็นน้ำแข็งและแตกสลายตอนนี้เขาไม่มีขาแล้ว
“นี่!!!!!!!!!!!!”เจ้าเมืองตกใจ ระดับตัดวิญญาณที่ไม่มีขาพลังย่อมลดลงอย่างมากถึงตอนนั้นชายชราคนนี้จะยังมีประโยชน์อยู่อีกเหรอ
“ไปกันเถอะ”เมี่ยวจื่อกล่าว
พวกนายน้อยตระกูลจินได้แต่หวาดกลัวและมองพวกอู๋เซิ่งด้วยความโกรธแค้นพวกเขาไม่เคยถูกทำให้อับอายแบบนี้มาก่อนเลย
“ท่านพ่อท่านจะปล่อยพวกมันไปแบบนี้ไม่ได้นะ”นายน้อยตระกูลจินคำราม
“เพี๊ย!!!!!!!!!!!!!!”
เสียงตบดังสนั่นเจ้าเมืองมองบุตรชายและบุตรสาวของตนด้วยความโกรธเขาไม่คิดว่าการปล่อยให้ทั้งสองใช้อำนาจกดขี่ผู้คนวันหนึ่งจะต้องมาเจอตออย่างสำนักอสูรแบบนี้
“พวกเจ้ารู้ไหมว่าสำนักอสูรน่ากลัวแค่ไหนถึงตอนนี้สำนักอสูรจะไม่แสดงความทะเยอทะยานและขัดแย้งกับสำนักเฟยหยางแต่พวกเขาไม่ได้อ่อนแอเจ้าดูผู้อาวุโสคนนั้นลำพังแค่ตัวเขาคนเดียวก็สามารถทำลายพวกเราได้แล้วต่อให้ท่านปู่เจ้าออกมาช่วยข้าก็ทำได้เพียงแค่ยื้อเวลาเท่านั้นไหนจะหญิงสาวนางนั้นอีกเพียงแค่โบกมือก็สามารถทำลายขาของระดับตัดวิญญาณขั้นต้นได้ง่ายๆเจ้าคิดว่าตระกูลจินสามารถเอาชนะทั้งสองคนได้หรือไม่”เจ้าเมืองคำราม
“ท่านพ่อข้าผิดไปแล้ว”คุณหนูตระกูลจินรีบคุกเข่าทันที
“ข้าต้องเสียทรัพยากรเกือบทั้งหมดให้พวกเขาเพื่อรักษาชีวิตของพวกเจ้าและพวกเจ้าอย่าคิดว่าสำนักเฟยหยางจะส่งกำลังเสริมมาทัน เมื่อเทียบกันแล้วกำลังเสริมของสำนักอสูรต่างหากที่จะมาถึงก่อนสำนักเฟยหยาง”เจ้าเมืองถอนหายใจ
“แต่ถึงอย่างไรพวกเราจะไม่ทำอะไรเลยงั้นเหรอ”นายน้อยตระกูลจินยังไม่ยอมแพ้
“หากเจ้ายังไม่อยากตายก็ลืมเรื่องนี้ไปซะพวกเราอย่าได้ไปยุ่งกับสำนักอสูรเลยมันไม่คุ้ม” เจ้าเมืองหันหลังจากไป
“ข้าไม่ยอมรับข้าไม่เชื่อว่าสำนักเฟยหยางและท่านปู่จะปล่อยผ่านไป” นายน้อยตระกูลจินรีบกลับที่พักและให้คนนำข้อความที่เขาเขียนไปส่งให้กับศิษย์ของสำนักเฟยหยางของเมืองข้างๆทันที