“เดี๋ยวนะเหวินหลิง นี่เธอกำลังพูดบ้าอะไรออกมา ดูก็รู้ว่าพวกมันไม่ปกติ แต่เธอกลับเสนอตัวเป็เบี้ยให้มันเนี่ยนะ ฮึ่ม! โดยเฉพาะไอ้หมูตอนนี่ หน้าตาอย่างกับพวกโอตาคุ หน้าสิว หยี๋! เห็นแล้ว...”
แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะพล่ามไปมากกว่านี้ คอหอยของเขาได้ถูกคว้าเอาไปโดยมือข้างหนึ่ง ตัวถูกยกลอย ในสภาพสองมืดปัดป้อน ดิ้นรนพยายามออกจากมืออันอวบอิ่มและเต็มไปด้วยชั้นไขมันหนา
“ฉันบอกให้นายพูดเหรอ และอีกอย่าง นายเป็ใครถึงได้กล้ามาวิจารณ์หน้าตาของฉัน” เย่หยางไม่ใช่คนจิตใจดี และด้วยโลกที่มาถึงจุดจบ การปรานีต่อคนแปลกหน้าและเลือกที่จะปล่อยไปนับว่าเป็ความคิดอันโง่เขลา อีกอย่างคือ หมอนี่มันวอนั้แ่แรกแล้ว
เพื่อนของชายหนุ่มสองคนไม่กล้าเข้าไปช่วย
โดยเฉพาะผู้หญิงตัวเล็กสูงเพียง 1.50 เมตรนั่น เธอไม่แม้กระทั่งแสดงความสงสาร เพียงเผยอรอยยิ้มมุมปาก คล้ายว่าสมควรแล้วที่เขาโดน
“เย่หยาง พอได้แล้วน่าเพื่อน เดี๋ยวหมอนี่ก็ตายหรอก” อู๋เฟยไม่เคยเห็นเย่หยางเป็แบบนี้มาก่อน ใจจริงก็กลัว โดยเฉพาะหลังจากได้รับเมล็ดพันธุ์จนกลายเป็'เบี้ย'จึงััได้ผ่านทางออร่าที่เชื่อมถึงกัน ว่าเย่หยางแข็งแกร่งมาก เพียงแต่ด้วยความเป็เพื่อน เขาจึงมีความกล้าเข้าไปไกล่เกลี่ยสถานการณ์
เย่หยางโยนนักเรียนปากสุนัขไว้บนพื้น หันกลับมาสนใจสาวน้อยในชุดนักเรียนสีดำ สวมกระโปรงสั้น ถุงเท้าสีขาวยาวถึงน่องขา
หากบอกว่าเธอดูน่ารักจนอยากปกป้องก็คงไม่ผิด นั่นคือสิ่งที่คนนอกเห็นแหละนะ แต่สำหรับเย่หยาง ผู้หญิงคนนี้ต่างไปจากที่เห็น โดยเฉพาะรอยยิ้มนั่น ดูไปแล้วไม่ใช่ประเภทไร้เดียงสา
“เธอชื่ออะไร” เขาถาม พร้อมกับพินิจเรือนร่างั้แ่หัวจรดเท้าพลางแสยะยิ้มมุมปาก
“เหวินหลิงค่ะ เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปี 1 โรงเรียนเจ่อเจียง” เด็กสาวตอบฉะฉาน
เย่หยางพยักหน้า บนฝ่ามือปรากฏเมล็ดพันธุ์สีดำ มันแผ่ออร่าเสื่อมทราม กดดันและอึดอัดจนน่าขนลุก
“ถ้าหากเธออยากจะเป็เบี้ยของฉัน เธอจะต้องฟังคำสั่งฉันทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่ฉันอยากทำเื่อย่างว่า เข้าใจไหม!”
คำพูดของเย่หยางทำให้เพื่อนสนิทสองคนอย่างหวงหลงและอู๋เฟยตกตะลึง
ั้แ่เมื่อไหร่กันที่เย่หยางมีความกล้า ถึงขนาดพูดเื่ต่ำช้าต่อหน้าผู้หญิงตัวเล็กตรงๆ
ก่อนหน้านั้นในโรงเรียนมัธยมปลายฮัวหลัน หวงหลงจำได้ว่า เย่หยางเคยแอบชอบรุ่นพี่ปี 3 ไป๋หลิน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็เทพธิดาแห่งรั้วโรงเรียน
ด้วยความที่เธอเป็นักเรียนดีเด่นที่สุดในชั้นเรียน กอปรกับฝึกศิลปะการป้องกันตัวจากโรงยิมส์ เห็นว่าเก่งเื่ดาบและการใช้เท้า จึงไม่มีใครคิดอยากจีบ เพราะกลัวว่าสักวันหนึ่งอาจถูกเธอแทงไส้ทะลักจนเสียชีวิต
แต่อย่างใดก็ดี ต่อให้ภาพลักษณ์จะถูกมองแบบนั้นความนิยมของเทพธิดาไป๋หลินกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย และหนึ่งในคนที่ชื่นชอบเธอมากที่สุดก็คือเพื่อนของเขา เย่หยางนั่นเอง
“ได้ค่ะ ขอแค่ให้เหวินหลิงได้ติดตามคุณไป จะให้ทำอะไรก็ได้” เด็กสาวตอบ ดวงตาแน่วแน่ไม่อ่อนไหว คล้ายกับว่าเธอได้เตรียมใจกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เย่หยางพยักหน้า ผลักเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในมือให้เธอ
สำหรับเหวินหลิง เธอมองเมล็ดพันธุ์อันเสื่อมทรามตรงหน้าด้วยใจถวิลหา คล้ายกับว่าหลังจากที่ผสานเข้ากับมัน เธอจะถูกปลดจากโซ่ตรวน กลายเป็คนใหม่
เหวินหลิงปล่อยให้เมล็ดพันธุ์ความมืดเข้าไปในร่างกาย หลังจากนั้นจึงลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปใกล้ๆ เย่หยางอย่างว่านอนสอนง่าย
หลังจากมีคนแรกย่อมมีคนที่สอง
หนึ่งในนักเรียนที่เข้ามาเล่นเกม เป็ชายหัวล้าน ร่างกายสูงใหญ่ราว 1.99 เมตร ตัวใหญ่กว่าเย่หยางจนต้องแหงนหน้ามอง แต่อย่างใดก็ดี ต่อหน้าเย่หยางเขาทำได้เพียงคุกเข่าอย่างนอบน้อม
เย่หยางไม่คิดอะไรมาก มอบเมล็ดพันธุ์ให้คนแปลกหน้ารายที่สอง
เขามีชื่อว่าหม่าหู หน้าตาดูโง่เง่า มีดีแค่สูงใหญ่
สำหรับคนอื่นอาจจะคิดว่าเขาโง่ที่มอบพลังให้คนไม่รู้จัก แต่สำหรับเย่หยาง เมื่อกลายเป็เบี้ยก็เหมือนกับถูกล่ามด้วยโซ่นั่นแหละ คิดจะขัดขืนเมล็ดพันธุ์ที่ฝังอยู่ในใจ มีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่!
จัดการเสร็จ เย่หยางมองเบี้ยทั้ง 4 คน มีรอยยิ้มผุดขึ้นมุมปาก
“พวกนาย ตอนนี้โลกได้มาถึงจุดจบแล้ว ด้วยการเสด็จเยือนของเทวทูต ฉันไม่รู้ว่ามันจะเปลี่ยนอะไรไปบ้าง แต่ที่รู้ๆ คือตอนนี้อาหารเป็สิ่งสำคัญ ดังนั้นฉันจึงอยากให้พวกนายลงไปชั้นล่าง ช่วยแคชเชียร์สาว...เอ่อ เป่ยเจียว เก็บอาหารทั้งหมดใส่ลงไปในกระเป๋า จากนั้นเราจะออกเดินทาง”
ขาดคำเย่หยางไม่รอคำตอบ เขาเลี้ยวตรงหัวมุม เดินขึ้นบันไดไปยังดาดฟ้าชั้นสาม
เมื่อขึ้นมาจะพบกับเฉินคุนที่นั่งระโหยโรยแรงอยู่ใกล้ๆ ประตู
เย่หยางเงยหน้ามองท้องฟ้า พบว่าตอนนี้ขนนกสีดำได้หายไปหมดแล้ว แทนที่ด้วยเสียงปืนและเสียงกรีดร้องจากด้านล่างแทน
“บ่ายหนึ่งแล้วสินะ ด้านล่างนั่นคงวุ่นวายพอตัว โดยเฉพาะตำรวจ...” เย่หยางคำนวณเวลา เพราะจากประสบการณ์ ขนนกสีดำจะตกเฉพาะ่เที่ยงวันของทุกๆ วัน
พอถึงเวลาบ่ายหนึ่ง ขนนกจะหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
่แรกหลายฝ่ายคาดว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะเทวทูตเกิดจากขนนกสีดำััร่างกายมนุษย์ ดังนั้น่หลังเวลาดังกล่าว จึงไม่มีใครกล้าย่างกรายออกมานอกบ้าน แต่ยังมีบางส่วน คิดอยากกลายเป็ราชันจึงขอเสี่ยงดวง
แต่อย่างใดก็ดี นั่นคือ่แรกของการเสด็จเยือน ไม่ได้หมายความว่าอนาคต ขนนกจะมาในรูปแบบเดิม หรือเทวทูตจะอยู่ในลำดับเดิม
ทุกสิ่งย่อมมีการพัฒนาและล่มสลาย เช่นเดียวกับมนุษย์
เย่หยางมองชายวัยกลางคนที่ร่างกายกำลังสั่นเทา หิ้วปีกด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะหัวเราะแล้วยิ้ม
“โชคดีจังนะเฉินคุนที่รอดมาได้ คนอื่นวิ่งหนีตายกันให้วุ่น เพื่อหลบหนีขนนกและเทวทูต แต่นาย...นั่งอยู่บนดาดฟ้าโดยไม่ถูกขนนกเลยสักอัน”
ไม่ว่ามันจะเป็เพราะโชคหรือเื่บังเอิญ สำหรับเย่หยาง การที่เฉินคุนมีชีวิตรอดย่อมเป็ผลดีต่อเขา ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะว่าเขาจะได้ทรมานมันเหมือนกับสิ่งที่มันเคยทำกับเขายังไงล่ะ!
“อย่าฆ่าฉัน ได้โปรดเถอะ ยอมแล้ว ฉันยอมแล้ว ดังนั้นได้โปรด...” เฉินคุนอ้อนวอนทั้งน้ำตา ไม่เหลือมาดราชันที่เคยรู้จัก
สำหรับเย่หยาง อนาคตที่เขาจากมา เฉินคุนมีเพียงความชั่วช้า หื่นกระหาย ต่ำทราม ไม่ใช่ไอ้พวกขี้แพ้อ้อนวอนร้องขอชีวิตแบบนี้หรอก ดังนั้นกล่าวสำหรับเย่หยาง การเห็นเฉินคุนตกอยู่ในความสิ้นหวังจึงนับเป็ความสุขอย่างหนึ่ง
“ไม่ต้องกลัว ฉันยังไม่ให้แกตายหรอก เพราะแกต้องเป็หมาให้ฉัน!”
“ได้ครับ ผมจะเป็หมา ผมจะเป็หมา!”
เย่หยางไม่มัวเสียเวลากับเฉินคุนมากไป เขาให้เมล็คพันธุ์แห่งความมืด เพราะคิดว่ามันคงจะดีกว่าหากให้หมอนี่ตายเร็วเกินไป และการเดินทางต่อจากนี้อาจเกิดเื่ไม่คาดฝัน ดังนั้นถ้าหากเฉินคุนเป็ตัวถ่วง มันคงไม่เป็ผลดีต่อกลุ่ม
เฉินคุนไม่สามารถขัดขืนได้อยู่แล้ว
หลังจากที่เขาได้เห็นการต่อสู้ของเย่หยางกับเทวทูต นั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์คนไหนสามารถทำได้ นอกจากปีศาจ ดังนั้นในมุมมองของเขา เย่หยางจึงไม่ต่างจากปีศาจ เป็พวกเดียวกับเทวทูต!
มือขวาเฉินคุนแหลกละเอียด ใช้การได้เพียงข้างเดียว ต่อให้เขาได้รับเมล็ดพันธุ์จากเย่หยาง ผลลัพธ์ยังคงไม่เปลี่ยน และต่อให้เขาจะโกรธหรือรู้สึกไม่พอใจในตัวเย่หยางยังไง สุดท้ายทำได้เพียงคิด ไม่งั้นอาจตายเหมือนกับเทวทูตตก์
......
เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง
เย่หยางมองกระเป๋าหลายใบที่เต็มไปด้วยของกินของใช้
ในส่วนนี้ถือว่าพวกเขาทำงานได้ดี โดยเฉพาะเหวินหลิง เด็กนี่นอกจากจะเป็อาหารตาในบางครั้งก็มีประโยชน์
เย่หยางหันไปมองเป่ยเจียว
สำหรับคนที่เคยฝ่าฟันอุปสรรคด้วยกัน เขาจะปล่อยเธออยู่ในร้านได้ยังไง จึงพาไปด้วย และให้เมล็ดพันธุ์ความมืด
สำหรับชายหนุ่มที่หาเื่เย่หยาง พูดจาเสียหาย เขาไม่ให้ความสนใจหรือหันกลับไปมองเป็ครั้งที่สอง แต่ด้วยความเป็เพื่อน เหวินหลิงจึงกระซิบบอกว่า
“ราชันเย่...จริงอยู่ที่ป๋อฉานดูไร้ประโยชน์ แต่สถานการณ์แบบนี้นี่แหละ คนอย่างเขาเลยดูมีประโยชน์”
“โฮ่...ไหนว่าต่อสิ”
“รู้ไหมคะว่าทำไมพวกพระเอกนางเอกในหนังซอมบี้ถึงรอดมาถึงตอนจบ ก็เพราะตัวประกอบในเนื้อเื่คือเหยื่อล่อชั้นดีไงคะ และในความคิดของฉัน ป๋อฉานก็เป็หนึ่งในตัวประกอบที่ว่า”
คำพูดของเหวินหลิงไม่ทำให้เย่หยางกลัว กลับกันเขาค่อนข้างประทับใจ เพราะถ้าหากเธอมีจิตใจอ่อนหวานเหมือนหน้าตา ในยุคนี้ที่มีเทวทูตเดินดินเต็มถนน เธอคงเป็คนแรกๆ ที่เสียชีวิต
เย่หยางยอมรับข้อเสนอ แต่ถึงอย่างนั้นเขาไม่ได้ให้ป๋อฉานเป็เบี้ย
“เปิดประตู”
ด้วยคำสั่งราชัน เป่ยเจียว หม่าหู รีบนำสิ่งของกีดกั้นหน้าประตูร้านสะดวกซื้อออก
ในขณะที่หวงหลง อู๋เฟยและเหวินหลิงใจเต้นตึกตัก กระชับเป้สะพายหลังแน่น เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้กับเทวทูตข้างนอก