เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 84 การรวมตัวจากทั่วสารทิศ

            วันนี้ที่ฟางซิ่นเอ่ยปากเตือนนางเห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เป็นห่วงนางจริงๆนางเองก็รู้สึกประทับใจ หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งนางก็ตอบออกมาว่า“ทุกวันนี้ข้าทำงานเป็นแม่ครัวในจวนสกุลอวิ๋น สัญญาการจ้างงานยังไม่ครบกำหนดหากจะจากไปด้วยตนเองเกรงว่าจะไม่เหมาะสมเท่าไรนัก อีกอย่างครอบครัวข้ายังมีพ่อ แม่พี่ชาย หลานชายและหลานสาวก็ยังเด็กคงไม่สะดวกที่จะย้ายไปไหนข้าลองคิดดูแล้วปีสองปีที่ผ่านมานี้ก็ราบเรียบจนเกินไปมิสู้รอให้ครบเวลาตามสัญญาจ้างงานก่อนจากนั้นค่อยวางแผนก็แล้วกัน!”

            ภายในที่ราบลุ่มระหว่างภูเขาแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่มีภูเขาล้อมรอบเอาไว้สามด้านต่อให้สงครามจะปะทุขึ้นมา ก็คงไม่มาถึงที่นี่ได้อย่างรวดเร็ว

            แต่หากว่าในตอนนี้เคลื่อนไหวขึ้นเหนือหรือหนีลงใต้อย่างสุ่มสี่สุ่มห้ามีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องเผชิญหน้ากับเหล่าผู้ลี้ภัยจากทิศเหนือหรือไม่ก็เหล่ากบฏก็เป็นได้ดังนั้นการอยู่ที่นี่คงจะเป็นเรื่องที่ปลอดภัยมากกว่า

            ฟางซิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขารู้สึกว่าสถานที่ของกงจื้อหมิงแห่งนี้น่าจะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกแล้วหากติงเหว่ยติดตามกงจื้อหมิงก็จะไม่มีอันตรายใดๆ และเขาเองก็วางใจไปกว่าครึ่ง

            เขาพึมพำกับตนเองไปมาและในที่สุดก็เอ่ยปากกำชับออกมาสองสามประโยค “เจ้าเตรียมเงินค่าเดินทางติดตัวไว้สักหน่อยวิชาเข็มบินของเจ้าก็ฝึกให้เยอะๆ ต่อให้เจ้าจะไม่คิดถึงตนเองแต่ก็ต้องคิดถึงอันเกอเอ๋อร์ด้วย!ในโลกที่โกลาหลวุ่นวาย เจ้าที่เป็นหญิงสาวอ่อนแอคนหนึ่งและยังมีลูกด้วยอีกคนจะไม่ให้คนอื่นเป็นกังวลใจได้ยังไง! ข้า…”เขาพูดแล้วก็สะอึกจากนั้นก็แสร้งทำเป็นยิ้มอย่างสบายๆ ออกมา“จากไปครานี้ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกครั้งเมื่อไร เจ้าจะต้องดูแลตนเองและอันเกอเอ๋อร์ให้ดีกินอิ่มนอนหลับ อย่าให้ข้าเจอคราวหน้าแล้วเจ้ากลับ เอ่อ อันเกอเอ๋อร์ผอมลงไม่งั้นข้าคงจะสงสารแย่!”

            น้ำเสียงของเขาพูดแบบทีเล่นทีจริงแต่สายตาที่เขามองไปที่ติงเหว่ยกลับดูใส่ใจมากเป็นพิเศษ

            ติงเหว่ยรู้สึกตกตะลึงและรู้สึกแปลกๆเล็กน้อย แต่เพียงครู่เดียวนางก็รู้สึกว่าตนเองคงจะคิดมากเกินไปนางรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากและตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “ตกลง พี่ฟางการเดินทางขึ้นเหนือครานี้เกรงว่าจะไม่ราบรื่นเท่าไรนัก อีกอย่างสถานที่อย่างเมืองหลวงแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยสงบสุขท่านจะต้องระมัดระวังให้มาก!”

            ฟางซิ่นยิ้มออกมาเขายื่นฝ่ามือใหญ่ๆ ของเขาออกไปราวกับจะไปลูบเส้นผมของนางแต่สุดท้ายก็ตกลงที่บ่าของนางแทน เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รักษาตัวด้วย!ไว้เจอกันใหม่วันหน้า!เจ้าอย่าลืมว่าเจ้ายังติดค้างตอนจบของเรื่องเล่ากับข้าอยู่ด้วย”

            ติงเหว่ยพยักหน้าน้อยๆเขาเองก็ยิ้มออกมาอย่างสง่างามและหันหลังก้าวยาวๆ ออกไปแผ่นหลังของเขากลับมามีท่าทีเจ้าเสน่ห์และแข็งแกร่งเช่นเดิมราวกับว่าไม่เห็นความหนักใจและความลำบากใจของเขาอีกต่อไป

            ติงเหว่ยหัวเราะออกมาและถูกท่าทางเช่นนั้นย้อมใจไปด้วยนางรู้สึกว่าอารมณ์เศร้าของการจากลาได้เบาบางลงสักหน่อย

            ทว่าเวลาไม่อาจปล่อยให้ล่าช้าได้อีกต่อไปบ่ายวันนั้นฟางซิ่นก็เก็บข้าวของและออกเดินทางทันที

            เนื่องจากกงจื้อหมิงยังเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวกนักจึงไปส่งฟางซิ่นแค่ที่หน้าประตูใหญ่ ติงเหว่ยเองก็ยืนอยู่ข้างกายเขาด้วย

            ฟางซิ่นโบกมืออย่างเป็นธรรมชาติขึ้นไปบนหลังม้าและสะบัดแส้ จากนั้นก็ควบม้าออกไปทันที เพียงแค่พริบตาเดียวเขาก็เลี้ยวขึ้นถนนสายหลักและไม่เห็นเงาของเขาอีกเลย

            ……

            เขาเร่งเดินทางอยู่หลายวันการเดินทางครั้งนี้ดูหดหู่กว่าครั้งก่อนมาก ที่ข้างทางมีคนเร่ร่อนสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นจำนวนไม่น้อยบางครั้งยังได้เห็นศพที่มีกลิ่นเหม็นจนแทบจะทนไม่ไหว

            ความรู้สึกของฟางซิ่นตอนนี้จริงจังมากขึ้นเรื่อยๆในความจริงแล้วการที่เขาเดินทางคนเดียวเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย ทว่าเขาหนึ่งคนกับม้าหนึ่งตัวพร้อมมีกระบี่ติดตัวเวลาที่เขาเห็นคนเร่ร่อนจำนวนมากเขาก็ดึงกระบี่ออกมาจากฝักท่าทางที่ดูน่าเกรงขามภายใต้แสงอาทิตย์บวกกับท่าทีที่ดูไม่สนใจไยดีเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้มทำให้คนที่พบเห็นต่างก็หวาดกลัวจนตัวสั่นแม้กระทั่งคนที่มีเจตนาร้ายก็ไม่กล้าดูถูกเขาเลยแม้แต่น้อย

            ด้วยเหตุนี้เขาจึงมาถึงเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย

            เนื่องจากเขาไม่ต้องการตกเป็นที่สนใจของผู้คนเขาจึงปลอมตัวและแอบเข้าไปทางประตูด้านหลังจวนของอัครมหาเสนาบดี

            ตอนแรกที่เขาไปหากงจื้อหมิงถือว่าเขาไปโดยไม่ได้บอกลาวันรุ่งขึ้นอัครมหาเสนาบดีฟางเห็นจดหมายที่ลูกชายทิ้งเอาไว้เขาอดไม่ได้ที่จะโมโหเป็นอย่างมาก ทว่าเขาก็ไม่ได้ส่งคนไปตาม และรอข่าวอย่างเงียบๆอยู่ทางนี้

            แต่มาวันนี้่เขาได้ยินว่าฟางซิ่นกลับมาที่จวนเขาก็รู้ได้ทันทีว่าที่ฟางซิ่นกลับมาครั้งนี้จะต้องนำพายุแห่งการนองเลือดกลับมาด้วยแน่ๆ

            ทั่วทั้งแผ่นดินกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างมากมาย!

            อัครมหาเสนาบดีหลับตาทว่ากลับหายใจอย่างสงบนิ่ง เขาค่อยๆ ฝึกคัดพู่กันจีนในห้องหนังสืออย่างไม่เร่งรีบ

            ผู้อาวุโสหวีเคราไว้อย่างเรียบร้อยและเป็นเงางามใบหน้าผอมบางดูอ่อนโยน เขาแต่งกายด้วยชุดอยู่บ้านสบายๆ และเอนตัวอยู่หน้าโต๊ะหนังสือราวกับว่าทั้งร่างกายและจิตใจกำลังทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการฝึกคัดพู่กันจีนโดยไม่ถูกโลกภายนอกรบกวนเลยแม้แต่น้อย

            บ่าวรับใช้ที่ติดตามเขามาหลายปีกำลังมีสีหน้าทุกข์ใจดวงตาเล็กๆ ของเขากะพริบไปมา และมองสีหน้าของท่านผู้อาวุโสอย่างระมัดระวัง

            ในเวลานี้มีเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังมาจากข้างนอกแล้วเสียงของฟางซิ่นที่ไม่พอใจก็ดังขึ้นมา “หลีกทางไป โช่วเหล่าโถว [1]อยู่ข้างในใช่ไหม ข้าจะเข้าไป!”

            แค่เพียงประโยคง่ายๆประโยคเดียวก็ทำให้อารมณ์ของอัครมหาเสนาบดีฟางที่เพิ่งจะดีขึ้นมาถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิง

            มือขวาของเขาสั่นเทาหยดน้ำหมึกหยดหนึ่งตกลงไปทำให้กระดาษเนื้อดีเปื้อน

            คงไม่ต้องพูดว่าการฝึกเขียนมาค่อนวันสูญเปล่าไปเสียแล้ว

            อัครมหาเสนาบดีฟางโกรธจนเครายกขึ้นมาและตะโกนออกไปทางหน้าต่างว่า “จับเจ้าลูกเนรคุณเข้ามาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

            ผู้ติดตามหลายคนได้ยินคำสั่งแล้วก็สบตากันไปมาจากนั้นก็พากันไปจับฟางซิ่นเข้ามาในห้องหนังสือ

            ฟางซิ่นกลับไม่ได้มีอารมณ์ฉุนเฉียวเหมือนเมื่อก่อนร่างกายและใบหน้าของเขามีท่าทีที่อ่อนล้าและเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางแขนของเขาถูกบิดขึ้นและจับกดลงไปบนพื้น ดูแล้วเจ็บปวดไม่น้อย แต่เขากลับยิ้มออกมาจากใจดวงตาของเขาราวกับว่ามีเปลวไฟเล็กๆ กำลังลุกโชน ฟางซิ่นมองไปที่บิดาของเขาแล้วพูดออกมาทีละคำว่า“ท่านพ่อ ข้ามีจดหมายมาส่ง!”

            ต้องเป็นข่าวคราวของเจ้าเด็กเทียนเป่าคนนั้นแน่!

            หัวใจของอัครมหาเสนาบดีฟางเต้นรัวเขาโบกมืออย่างสบายๆ “ทุกคนออกไปให้หมด!” ใบหน้าของเขายังนิ่งสงบเช่นเคย ทว่าปลายนิ้วของเขากลับสั่นเล็กน้อยเผยให้เห็นความคิดที่แท้จริงของเขา

            สวรรค์สิ่งต่างๆ กำลังจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ!

            พ่อลูกหารือกันในห้องอ่านหนังสือตลอดทั้งช่วงบ่าย

            ในค่ำคืนนั้นนกพิราบขาวจำนวนนับไม่ถ้วนบินออกจากหลังจวนอัครมหาเสนาบดีพวกมันบินไปทุกทิศทุกทางทั่วทั้งแผ่นดิน...

            ……

            ไม่กี่วันต่อมาหลังกลางดึกในเรือนของครอบครัวชาวนาเล็กๆแห่งหนึ่งที่บริเวณห่างไกลด้านนอกเมืองหลวง จู่ๆก็มีคนสวมเสื้อคลุมมารวมตัวกันอย่างลึกลับ พวกเขาแต่งตัวอย่างมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า

            โชคดีที่เรือนของครอบครัวชาวนาแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทางตอนเหนือสุดของหมู่บ้านและล้อมรอบไปด้วยพื้นที่เพาะปลูกทั้งซ้ายขวาและหน้าหลัง อีกทั้งยังเป็นเวลากลางดึกนอกจากเสียงสุนัขหอนก็ไม่มีใครสนใจเลยแม้แต่น้อย

            ที่ประตูเรือนเล็กๆมีเด็กหนุ่มรูปร่างสง่างามคอยต้อนรับอยู่ที่หน้าประตู ตัวเขาเองก็ปิดบังใบหน้าและร่างกายอย่างมิดชิดเวลาที่มีคนมาเขาจะถามด้วยเสียงเบาๆ หนึ่งประโยค ส่วนคนที่มาก็ตอบอะไรบางอย่างแล้วเขาก็จะเชิญเข้าประตูไป

            หลังจากนั้นไม่นานลานเล็กๆ ในเรือนก็เต็มไปด้วยผู้คน รวมทั้งหมดประมาณสิบสามสิบสี่คน

            ฟางซิ่นรออยู่ในห้องตลอดและตอนนี้เขาก็เดินออกมา

            เขาเองก็แต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งชุดทว่าเขากลับถอดผ้าคลุมใบหน้าออก เปิดเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา

            เสียงพูดคุยและเสียงรบกวนที่แผ่วเบาหายไปในทันทีทุกคนเงยหน้าขึ้นมองคุณชายรูปงามเพียงคนเดียวของจวนอัครมหาเสนาบดี

            ฟางซิ่นมองไปรอบๆและเห็นว่าพวกเขาล้วนแต่เป็นแม่ทัพใหญ่ที่เคยเป็นสหายที่สนิทมากที่สุดในอดีตของเพื่อนรักในใจของเขาก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก

            ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูดกลับมีเสียงหนึ่งถามขึ้นมาอย่างโผงผางด้วยความใจร้อนว่า “คุณชายฟางข่าวที่ท่านบอกเป็นเรื่องจริงหรือไม่ นายท่านของข้าไม่ได้ตายจริงๆ หรือ?”

            เดิมทีเขาเป็นคนที่มีนิสัยไม่ค่อยสนใจไยดีอะไรเสียงของเขาก็ดังราวกับฟ้าผ่า ดวงตาทั้งสองข้างของเขาใหญ่ราวกับกระดิ่งทองแดงมองตรงไปที่ฟางซิ่นอย่างแน่วแน่ดูแล้วน่ากลัวไม่น้อย

            คนผู้นี้ในตอนที่กงจื้อหมิงดื่มยาพิษมรณะปลอมเขาก็คือแม่ทัพอวี้ฉือที่กำลังยืนเฝ้ายามอยู่ข้างๆ ครั้งนั้นที่กงจื้อหมิงแกล้งตายเขาเองก็ไม่รู้ความจริงจนถึงตอนที่จัดพิธีศพของกงจื้อหมิง ชายหนุ่มร่างใหญ่เช่นเขากลับน้ำตาไหลออกมา ร้องไห้จนสายตัวแทบขาดทำให้ทุกคนที่เห็นต่างก็เจ็บปวดและเศร้าใจไปตามๆ กัน

            หากจะพูดกันอย่างจริงจังนี่ก็เป็นหนึ่งในผู้ใต้บังคับบัญชาที่ซื่อสัตย์ที่สุดของกงจื้อหมิง

            ในภายหลังมีข่าวลือออกมาว่าอาลักษณ์วัยกลางคนและหลิวพัวจวินที่เป็นที่ปรึกษาชื่อเสียงโด่งดังในซีเฮ่าทรยศต่อนายท่านเขาแอบแปรพักตร์ไปเข้าร่วมกับฮ่องเต้พระองค์ใหม่ และลอบวางยาพิษนายท่าน ตอนนั้นเขาก็ยังบุกไปถึงหน้าบ้านสกุลหลิวเพื่อต้องการสังหารหลิวพัวจวินเพื่อแก้แค้นให้นายน้อยคงไม่ต้องบอกว่าสุดท้ายเขาก็ถูกลงโทษอย่างหนักและถูกริบคืนอำนาจทางการทหารหากไม่เป็นเพราะว่าแม่ทัพกลุ่มหนึ่งได้ขอร้องแทนเขาเอาไว้เกรงว่าแม่ทัพที่น่าเกรงขามอย่างเขาก็คงจะตายอยู่ที่ไช่ชื่อโค่ว [2] ไปแล้ว

            แน่นอนว่านอกจากอวี้ฉือแล้วก็ยังมีคนอื่นๆที่ต้องการแก้แค้นแทนนายท่านของพวกเขาแต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นหากว่าพวกเขาก้าวผิดแม้แต่นิดเดียวก็เท่ากับว่าพวกเขาจะแพ้ทั้งกระดาน

            คนหลายสิบคนนี้ต่างก็เป็นแม่ทัพติดตามกงจื้อหมิงและมีความดีความชอบในการรบจนได้ชัยชนะตอนแรกฟางซิ่นเองก็ดีใจอย่างมาก ทว่าเขาเองก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นพวกเขาติดร่างแหทั้งๆที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นเขาจึงคอยเกลี้ยกล่อมทุกคนว่าให้อดทนและรอคอยต่อไปตอนนั้นเขาก็ไม่รู้ว่ากำลังรอคอยอะไรอยู่ ทว่าวันนี้เขารู้แล้วรอวันที่นายท่านของพวกเขาที่เป็นดั่งพญาหงส์สู่นิพพาน อาบอัคคีฟื้นชีวา!

            ดวงตาที่เป็นประกายของฟางซิ่นมองไปยังสีหน้าที่มีความหวังของทุกคนเขาเงยหน้าขึ้นและหัวเราะอย่างมีความสุขมาก เสียงของเขาตอบอย่างชัดเจนเป็นที่สุด“แน่นอน เขายังมีชีวิตอยู่แน่นอน!”

            จู่ๆก็มีเสียงดังปัง และทุกคนต่างก็แตกตื่นดวงตาของบางคนเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความประหลาดใจ บางคนก็ยกหมัดขึ้นและทุบลงไปที่หน้าอกอย่างแรง

            ฟางซิ่นยกมือข้างขวาขึ้นและบริเวณโดยรอบทั้งหมดก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง

            และมีแม่ทัพคนหนึ่งคิดถึงเรื่องวันนั้นขึ้นมาเขาอดไม่ได้ที่จะถามว่า “คุณชายฟาง ท่านมีหลักฐานอะไร?หากมาพูดลอยๆ โดยไร้หลักฐาน ทั้งยังเป็นเรื่องที่สำคัญขนาดนี้จะให้พวกเราเชื่อท่านได้ยังไง!”

            หลังจากได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความเงียบสงบเล็กน้อยและบางคนก็ส่งเสียงออกมาสำทับด้วยทันที

            ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เชื่อแต่ความจริงแล้วเป็นข่าวที่น่าตกใจเกินไปต่างหาก ตอนแรกพวกเขาต่างก็เห็นกับตาตนเองว่านายท่านสิ้นลมและยังตามไปส่งศพด้วยตัวพวกเขาเอง แล้วเหตุใดหลังจากที่ผ่านมาหลายปีกลับมีการส่งข่าวว่าเขายังมีอยู่ชีวิตกันล่ะ?

            ฟางซิ่นเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาภายใต้แสงจันทร์ที่สุกสกาว ร่างกายที่สูงเพรียวของเขาใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งเอ่ยขึ้น “ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ข้าฟางเหวินหลานกล้าที่จะเรียกพวกท่านมารวมตัวกันที่นี่ และข้ายังมาด้วยตนเองเพียงผู้เดียวนี่แหละคือข้อพิสูจน์”

            เขามองไปที่ด้านข้างรอบๆและเห็นว่าบางคนยังไม่ยอมแพ้ เขาจึงหยิบตราประทับและจดหมายออกมาไว้ในมือซ้าย และตะโกนออกมาอย่างรุนแรงว่า“นี่คือจดหมายที่นายท่านของพวกเจ้าเขียนเองกับมือและตราประทับส่วนตัว ยังจะเป็นของปลอมอีกอย่างนั้นหรือ!พวกเจ้ายังรออะไรกัน? ยังไม่รีบทำความเคารพนายท่านอีกเพื่อเป็นการแสดงความซื่อสัตย์ต่อนายท่าน!”

            ตราประทับส่วนตัวชิ้นนั้นก็คือสิ่งที่อันเกอเอ๋อร์จับในงานพิธีจวาโจวและใส่เอาไว้ในปากของเขาครั้งนั้นที่จัดพิธีศพของกงจื้อหมิง ตราประทับส่วนตัวหายไปอย่างไร้ร่องรอยและแม่ทัพใหญ่เหล่านี้ต่างก็รู้เรื่องทั้งหมด ยามนั้นก็มีการบ่นกันในใจก็แค่จากกันไปนานและได้กลับมาพบกันใหม่เป็นครั้งแรกจึงไม่มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบทว่าวันนี้กลับมีความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก และยิ่งไปกว่านั้นยังมีจดหมายที่กงจื้อหมิงเขียนด้วยมือของเขาเองสิ่งนี้ไม่มีทางเป็นของปลอมอย่างแน่นอน!

            แม่ทัพอวี้ฉือทนไม่ไหวอีกต่อไปเขาคุกเข่าลงกับพื้นและตะโกนเสียงดัง“ข้าน้อยอวี้ฉือขอแสดงความยินดีกับชีวิตใหม่ของนายท่าน ในชาตินี้ข้าน้อยขอตามปรนนิบัติรับใช้จะไม่มีทางเปลี่ยนใจอย่างแน่นอน! ต่อให้จะต้องเสียสละศีรษะนี้ไปด้วยก็ตาม ยังไงก็ต้องปกป้องให้นายท่านปลอดภัย!”

            แม่ทัพคนอื่นๆโต้ตอบช้าไปสักเล็กน้อย ทว่าพวกเขาต่างก็คุกเข่าลงทันทีและตะโกนคำสาบานออกมาเสียงดัง   

            ฟางซิ่นพยักหน้าอย่างพอใจยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร แม่ทัพอวี้ฉือก็ลุกขึ้นอีกครั้งและรีบถามอย่างร้อนใจว่า“คุณชายฟาง ตอนนี้นายท่านอยู่ที่ไหน ข้างกายของเขามีคนคอยปกป้องอยู่หรือไม่มิสู้ให้ข้าไปเป็นองครักษ์ข้างกายนายท่านสถานการณ์ในทุกวันนี้ข้างกายของนายน้อยคงจะไม่ปลอดภัย!”

            คนอื่นๆก็ทยอยกันแสดงความคิดเห็นว่า “ข้าเองก็จะไปเหมือนกันครั้งนี้ข้าจะไม่ยอมห่างกายนายท่านเลยแม้แต่สามฉือ!”

            -----------------------------------------

            [1] โช่วเหล่าโถว 臭老头 หมายถึงคำด่าพวกปัญญาชนในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม

            [2] ไช่ชื่อโค่ว 菜市口หมายถึงหน้าตลาด ซึ่งเป็นสถานที่ตัดสินโทษในสมัยโบราณ เพื่อให้คนมากมายได้เห็นและไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828