เรือนร่างของโอเกอร์ล่องลอยขึ้นสู่ห้วงอากาศประหนึ่งว่าไม่มีแรงโน้มถ่วง ท่ามกลางทุกสายตาที่จับจ้องมองมา ใบหน้าของกวีที่อยู่เบื้องล่างกลับนิ่งสงบและเ็าในขณะเดียวกัน
ไม่มีผู้ใดคาดคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หากวัดกันด้วยหมัดต่อหมัด กวีที่มีร่างกายผอมบางย่อมมิใช่คู่มือของโอเกอร์
เรือนร่างของั์ร้ายสีครามได้ร่วงหล่นลงสู่พื้นพลางส่งเสียงดังลั่น กลุ่มทรายลอยฟุ้งขึ้นมารอบกายเขา แม้กระทั่งโอเกอร์เองก็มิอาจล่วงรู้ ว่าด้วยกลวิธีอันใดจึงทำให้เขาถูกจับโยนขึ้นฟ้าประหนึ่งว่าเป็ก้อนหิน
“ผู้ชนะคือท่านกวี !!”
เสียงของแอนนาพลันถูกเปล่งขึ้นมาดังก้องกังวาน มือขวาชูขึ้นอยู่เหนือศีรษะเพื่อประกาศกร้าวถึงชัยชนะของกวี
รอยยิ้มบาง ๆ ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ ในจำนวนผู้พนันทั้งหมด กลับมีเพียงแอนนาเท่านั้นที่ลงเดิมพันข้างกวี
ถึงกระนั้น ผู้ชนะกลับแลดูเหนื่อยหอบและงุนงงใน่เวลาเดียวกัน
“นี่เรามีพลังมากถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อไหร่”
กระทั่งตัวกวีเองก็มิอาจล่วงรู้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นช่างรวดเร็วและจบลงเพียงแค่เสี้ยวพริบตา
ในขณะที่โอเกอร์ยังคงนอนทอดกายไม่ไหวติง มิใช่ว่าเขาหมดสติ หากแต่ว่าเขานั้นกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง
.
< ทักษะการต่อสู้ที่เราไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อน แน่นอนว่าคงจะเป็ทักษะจากต่างโลก เคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนแปลงทิศทางของแรง ถือว่าเป็ทักษะที่ใช้ประโยชน์และพลิกแพลงได้ในหลากหลายสถานการณ์ >
.
โอเกอร์พยายามมองหาเหตุผล ทว่ามันกลับมีบางสิ่งที่ตัวเขา้าใส่ใจมากที่สุด
.
< ไม่ผิดอย่างแน่นอน นั่นคือพลังมานา เพียงชั่วครู่ที่ท่านกวีใกล้จะััแขนของเรา พลังงานก็ได้ปกคลุมมือทั้งสองข้างของท่าน แต่แล้วทำไมกันล่ะ.. >
.
< ทำไมมันถึงมีสีเทา ? >
.
หลากหลายความคิดได้ปรากฏขึ้นมาอยู่ในหัวของโอเกอร์ แววตาของเขาแลดูเคร่งเครียด ชายผู้นี้จำต้องรู้บางสิ่งที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพลังลึกลับของกวี
ทว่าเขากลับหยุดยั้งทุกความคิดให้ชะงักลง สองมือค่อย ๆ ดันตัวเพื่อลุกขึ้นยืน ครู่ต่อมาจึงเร่งฝีเท้าก้าวเดินมาหากวีพร้อมมุมปากได้แขวนรอยยิ้มเอาไว้บางๆ
“ยินดีด้วยครับ ไม่นึกเลยว่าผมจะพ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ไม่ทราบว่าการโจมตีเมื่อครู่เรียกว่าอะไรครับ ?”
เสียงของโอเกอร์ถูกเปล่งขึ้นพร้อมมือขวายื่นออกไปอย่างเป็มิตร
ชายผู้นี้ช่างคู่ควรแก่ชื่อยอดนักรบ แม้ว่าตนจะแข็งแกร่งและเป็ที่น่านับถือในหมู่ลูกน้อง ทว่าเมื่อยามใดที่เขานั้นสิ้นท่าให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ตัวโอเกอร์กลับน้อมรับความพ่ายแพ้โดยไม่ถือตัว
คำพูดของเขาไร้ซึ่งเจตนามุ่งร้ายใดๆ ทำให้กวีจึงตื้นตันใจอย่างไม่รู้สาเหตุ มือขวาพลันยื่นออกไปเพื่อจับมือกับโอเกอร์ด้วยท่าทีอันนอบน้อมและถ่อมตน
“ไม่เลยครับ ผมเทียบอะไรไม่ได้กับคุณแม้แต่น้อย เพราะหากคุณโอเกอร์ใช้พลังทั้งหมดที่มี ตัวผมก็คงจะพ่ายแพ้อย่างหมดรูปไปแล้ว ส่วนคำตอบสำหรับคำถามเมื่อครู่ ท่วงท่าที่ผมพึ่งใช้ไปเรียกว่าไอคิโด้ครับ”
ทุกสายตาของบรรดาผู้ชมต่างจับจ้องไปที่กันและกัน สีหน้าของเขาแลดูงุนงง ไม่มีผู้ใดที่ล่วงรู้ถึงศาสตร์ลึกลับที่กวีพึ่งเอ่ยไป
“ไอคิ- อะไรนะ เฮ้พวก แกรู้จักรึเปล่า ?”
“ไม่เลยว่ะ เ้าหนูนั่นมันพูดอะไรของมัน ชั้นเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เหล่านักรบของแอนนาริเริ่มบทสนทนาโต้ตอบ ทว่าคงมิใช่เื่แปลก เพราะศาสตร์การต่อสู้ดังกล่าวมีพื้นเพมาจากโลกใบเดิมที่กวีเคยอยู่
“เอาล่ะๆ! เวลาสนุกของพวกนายหมดลงแล้ว ทีนี้ก็กลับไปทำงานกันซะ เราไม่ได้มีเวลาทั้งวันกันหรอกนะ !!”
เสียงของแอนนาดังก้องกังวาน พลันสิ้นเสียงของนายหญิง เหล่านักรบทั้งหลายก็หาได้หลงเหลือทางเลือกใดอื่น สองเท้าเร่งมุ่งตรงไปตามทางของตน เพียงในหนึ่งนาที ณ ลานกว้างแห่งนี้ก็เหลือรูปลักษณ์ของมนุษย์แค่เพียงสามคน
หน้าที่หลักของเหล่าทหารคือการคุ้มกันนายหญิงของตน สิ่งที่ควรพึงกระทำจึงมีไม่กี่อย่าง หนึ่งคือการเฝ้ายามรอบค่ายพักแรม สองคือการเดินตรวจตราในยามค่ำคืน สามคือการล่าสัตว์อสูรเพื่อเพิ่มเสบียง หากมีโอกาสก็นำอวัยวะของพวกมันไปแลกเปลี่ยนเป็เงินตราที่เมืองรอบนอก
“ท่านกวีไปพักก่อนเถอะครับ ตอนนี้ผมมีเื่สำคัญต้องคุยกับท่านแอนนา”
สีหน้าของโอเกอร์แปรเปลี่ยนไปในขณะที่ว่ากล่าว เช่นเดียวกันกับองค์หญิง เมื่อถ้อยคำสิ้นสุดลง ทั้งสองก็จึงหายลับเข้าไปในที่พักแรมของแอนนากันเพียงสองคน
จำต้องมีเื่บางอย่างที่สำคัญที่มิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้ ยกตัวอย่างเช่น..
‘เื่ของชายที่มีนามว่าซิลเวอร์’
ถึงกระนั้น เื่นี้ก็หาใช่สิ่งที่คนนอกเช่นกวีควรเข้าไปยุ่ง
“เอาเถอะ ถ้าท่านแอนนาอยากจะเล่า เดี๋ยวเธอก็คงเล่าให้ฟังเอง ตอนนี้เรารีบไปช่วยคนอื่น ๆ ทำงานดีกว่า”
สิ้นเสียงของเขา สองเท้าก็จึงมุ่งไปยังทิศทางที่มีเหล่าพลทหารในทันที
สัตว์อสูรร่างั์ได้ถูกแล่ออกเป็ส่วนๆ เหล่าพวกพ้องของแอนนาทุกคนปฏิบัติตัวกับเขาอย่างเป็มิตร อาจเป็เพราะการต่อสู้เมื่อครู่นี้ ทำให้กวีจึงเป็ที่รู้จักในวงกว้างเพียง่เวลาไม่นานนัก
รูปลักษณ์ของสัตว์อสูรมีความคล้ายคลึงกับสุนัขจิ้งจอก ขนสีเทาปกคลุมอยู่ทั่วกายของมัน เหนือศีรษะมีเขาคู่ใหญ่สีทมิฬ ร่างกายของมันใหญ่โตราวช้างตัวหนึ่ง มันคือสัตว์อสูรท้องถิ่นที่มีนามว่าจิ้งจอกทะเลทรายั์
บนโลกใบนี้มิได้มีเพียงเผ่ามนุษย์ที่อยู่ ณ จุดยอดสุดของห่วงโซ่อาหาร ยังมีเหล่าสัตว์อสูรที่โลกมาั้แ่ก่อนที่มนุษย์จะเริ่มก่อร่างสร้างรากฐาน โดยพวกมันได้ถูกแบ่งแยกออกเป็สองประเภท
หนึ่งคืออสูรท้องถิ่น
สองคืออสูรดันเจี้ยน
ทะเลทรายอาวาเลสคือแหล่งรวมสัตว์อสูรท้องถิ่นั้แ่ระดับหนึ่งจนถึงสาม ทว่ากลับมิได้เป็ที่นิยมมากเท่าใดนัก ด้วยเวลา เงินทอง และแรงกายที่สูญเสียไป ทะเลทรายอาวาเลสจึงมีเพียงนักบุกเบิกฝึกหัดที่เดินทางเข้ามาเพียงเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์
แต่ก็ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทะเลทรายอาวาเลสจึงเป็แหล่งกบดานที่ผู้ใดจะไม่ชายตามองมา
ถึงกระนั้น มันก็มีกลุ่มคนอีกหลายกลุ่มซึ่งมีความคิดในทำนองเดียวกัน จึงมีกลุ่มโจรอีกหลายชื่อที่ยามนี้กำลังกบดานมิได้แตกต่างไปจากพวกเธอ
กวีเฝ้ารับฟังเื่เล่าจากเหล่าทหารอย่างเพลิดเพลิน แต่แล้วกลับมีหนึ่งคำถามได้ปรากฏขึ้นมาในหัวอย่างฉับพลัน
“เท่าที่ผมฟังมา คุณโอเกอร์เองก็เคยเป็นักบุกเบิกมาก่อนใช่ไหมครับ ?” เมื่อนั้นกวีจึงเร่งเอ่ยถามกลับไปในทันที
“ถูกต้อง” แล้วหนึ่งในทหารก็ได้เร่งเอ่ยตอบ “ก่อนที่ท่านโอเกอร์จะได้หลบหนีมากับแอนนาเมื่อราวสองปีก่อน ตัวท่านเคยเป็ถึงนักบุกเบิกระดับทองขั้นที่หนึ่ง ซึ่งสัตว์อสูรที่พวกเราล่ามาได้ทั้งหมดล้วนเป็ฝีมือของท่านโอเกอร์ ลำพังพวกเราย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้กับพวกมัน ช่างโชคดีจริง ๆ ที่มีท่านคอยอยู่ข้างกายของพวกเรา”
นักบุกเบิกมีตัวตนและถูกจ้างวานโดยสมาคมนักบุกเบิก ไม่เพียงแค่ล่าสัตว์อสูร ยังมีผู้คนอีกมากมายที่้าไหว้วานพวกเขาให้จัดการปัญหาต่างๆ เช่นการกวาดล้างกลุ่มโจร สำรวจสถานที่ลับแล หรือแม้แต่การทำหน้าที่เป็คนคุ้มกัน ถึงกระนั้นทุกภารกิจจำต้องมีตัวแทนของสมาคมเป็ผู้คัดกรองเสียก่อน
นักบุกเบิกถูกแบ่งออกเป็แปดระดับ เริ่มต้นจากล่างสุดไปยังจุดที่สูงที่สุด
ระดับที่หนึ่งคือระดับทองแดง
ระดับที่สองคือระดับเงิน
ระดับที่สามคือระดับทอง
ระดับที่สี่คือระดับทองคำบริสุทธิ์
ระดับที่ห้าคือระดับทองคำทมิฬ
ระดับที่หกคือระดับเพชร
ระดับที่เจ็ดคือระดับออบซิเดียน
และระดับสุดท้ายก็คือระดับแร่อดามันทิก้า
มิได้มีเพียงเท่านั้น แต่ละระดับจะมีระดับขั้นแยกย่อยอีกห้าขั้น ยิ่งเป็ระดับที่สูงขึ้นไป การเลื่อนจากระดับเดิมไปสู่อีกระดับจะยิ่งทวีคูณความยากขึ้นไปอีกเท่าตัว
ถึงกระนั้น เมื่อเทียบกับผลตอบแทนและชื่อเสียงที่ได้รับ ก็นับได้ว่าเป็การลงทุนลงแรงที่คุ้มค่าไม่น้อย
ความสนใจของกวีในเื่นักบุกเบิกยิ่งเพิ่มทวียิ่งขึ้นไปอีก หากไม่นับเื่ที่ตนถูกทรมานอย่างแสนสาหัส โลกใบนี้ก็คือสถานที่ซึ่งเปรียบได้ดังเกมแฟนตาซี ยังมีอีกหลายสิ่งที่น่าจับตามองและคู่ควรแก่การค้นหา
ราวครึ่งค่อนวันต่อมา
ดวงตะวันที่เคยลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะเมื่อยามบ่าย ขณะนี้มันเริ่มร่วงโรยพร้อมท้องนภาได้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีดำ
กวีและเหล่าทหารราวห้าคนนั่งล้อมรอบกองไฟ ถึงกระนั้น แอนนาและโอเกอร์กลับยังไม่ออกมาจากที่พักแรม ภายในสถานที่เร้นลับยังมีแสงไฟกะพริบอยู่
กวีจ้องมองไปยังที่พักแรมของแอนนา ในใจเฝ้าคิดพลางรู้สึกฉงนสงสัย
“ซิลเวอร์คือใครกันแน่ครับ ?”
ได้ยินชื่อของชายแปลกหน้าจากปากของกวี เหล่าทหารทั้งห้าคนต่างก็จดจ้องมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง
ทันใดนั้น พลทหารนายหนึ่งก็ได้ยื่นหน้าเข้ามาพร้อมเปล่งเสียงกระซิบ
“อย่าไปบอกท่านแอนนาว่าพวกเขาบอกนายล่ะ”
กวีเร่งพยักหน้าในทันที
“แรกเริ่มเดิมที พวกเราทั้งหมดคือทหารของอาณาจักรนอทัส พวกเราได้ร่วมทางกับท่านแอนนา โดยมีท่านโอเกอร์และท่านซิลเวอร์เป็ผู้หว่านล้อมพวกเราภายหลังการหลบหนี คนที่ชื่อซิลเวอร์ก็ไม่ได้ต่างไปจากท่านโอเกอร์ ทั้งสองคือนักบุกเบิกระดับทองขั้นที่หนึ่ง”
เมื่อสิ้นเสียง ชายอีกคนหนึ่งก็ได้เริ่มพูดต่อ
“การหลบหนีไปได้ด้วยดี พวกเรากบดานที่ทะเลทรายอาวาเลสมาร่วมสองปี จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อราว ๆ หนึ่งปีก่อน ท่านแอนนาได้ออกไปทำธุระข้างนอกกับทั้งสองคน ไม่มีใครในหมู่พวกเรารู้ว่าพวกท่านไปที่ไหน แต่เมื่อตกเย็น กลับมีเพียงท่านซิลเวอร์ที่กลับมาเพียงลำพังในสภาพที่มีาแฉกรรจ์คล้ายถูกคมดาบเชือดเฉือนที่กลางอก”
ชายคนนั้นหยุดพูดเพื่อจิบน้ำ ทำให้ชายอีกคนข้าง ๆ จึงเป็ฝ่ายพูดต่อ
“ชั้นเองก็อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นเหมือนกัน สีหน้าของท่านซิลเวอร์แลดูลุกลี้ลุกลน เขาแทบไม่สนใจาแด้วยซ้ำ เขาเอาแต่วิ่งมาไม่สนใจอะไร พร้อมกับพูดอะไรสักอย่างประมาณว่า..”
‘ท่านแอนนากับโอเกอร์กำลังแย่ ไม่ต้องเป็ห่วงชั้น พวกนายรีบไปช่วยพวกเธอซะ !!’
เหล่าทหารจ้องหน้ากันสักครู่หนึ่ง สีหน้าของพวกเขาราวกับกำลังหนักใจ กระนั้นแลดูว่าเื่ราวนี้จะมิได้จบลงเพียงเท่านี้
และแล้วชายอีกคนก็เริ่มเอ่ยพูด
“เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเราทุกคนจึงเร่งออกไปช่วยเหลือด้วยกำลังพลทั้งหมดที่มี แต่แล้วเมื่อเดินทางไปได้ราวหนึ่งไมล์ พวกเรากลับพบท่านแอนนาและท่านโอเกอร์ ทั้งสองไม่ได้มีาแใดๆ มิได้มีผู้ใดไล่ตามมา เพียงแต่ท่านแอนนากลับวิ่งตรงเข้ามาหาพวกเราด้วยความโกรธพร้อมกับกล่าวว่า..”
‘ไอ้ซิลเวอร์อยู่ที่ไหน ?!!’
กวีเริ่มต้นครุ่นคิด เพราะหากสิ่งที่พลทหารเหล่านี้พูดมาเป็ความจริง นั่นก็อาจเป็่เวลาให้หลังนับจากที่ตัวเขาเดินทางมาถึงโลกใบนี้แล้วก็ได้
หลายสิ่งหลายอย่างได้ถูกประมวลผลอยู่ในหัวของเขา แต่แล้วกลับพบข้อเท็จจริงข้อที่น่าใ
“ผมอยากจะถามอะไรสักหน่อย” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นเพื่อเอ่ยถาม “ในวันที่เกิดเื่ ไม่ทราบว่ามีเหตุการณ์อื่นเกิดขึ้นด้วยไหมครับ ยกตัวอย่างเช่น..”
‘มีใครบางคนถูกตรึงกางเขนอยู่ ณ ใจกลางที่สาธารณะ’
พลันสิ้นสุดคำเอ่ยถามของกวี เหล่าทหารจึงเหลียวมองกันอยู่ครู่ใหญ่ สักพักหนึ่งในนั้นก็เริ่มต้นพูด
“ดูเหมือนว่าจะใช่ พวกเราบางส่วนที่เข้าไปในเมืองข้าง ๆ ก็ได้ยินข่าวมาเช่นกัน ว่ามีชายปริศนาถูกจับตรึงบนไม้กางเขนที่ประเทศอินดูเอล ตอนแรกที่ได้ยินก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน เพราะั้แ่สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนถูกร่างขึ้น กฎหมายด้านการทารุณกรรมก็มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี”
พอได้ยินเช่นนั้น พลทหารอีกคนก็จึงพูดเสริมว่า
“ก็คงไม่แปลก เพราะในบรรดาสามค้อนแห่งกูรันก้า ประเทศอินดูเอลขึ้นชื่อเื่การนับถือศาสนาที่เคร่งครัด และยิ่งตัวการคือจ้าวลัทธิฮูโม่ด้วยแล้ว ถึงจะเป็เื่ที่ผิดแปลกแค่ไหน ยังไงพวกชาวบ้านก็ยอมเชื่อกันอยู่ดี แต่ก็แปลกนะ เพราะไม่มีใครรู้จักหรือเคยเห็นหน้าค่าตาของเด็กหนุ่มที่ถูกแขวนอยู่บนไม้กางเขนเลยสักคน ยิ่งอยู่สูงขนาดนั้น คงไม่มีทางเห็นหน้าชัด ๆ ได้อยู่แล้ว”
แลดูว่าจะมีบางสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในวันนั้นองค์หญิงแอนนาและผู้พิทักษ์ทั้งสองคงลอบเข้าไปเพื่อช่วยเหลือกวี
เมื่อนำข้อมูลและหลักฐานมาประกอบให้เป็รูปเป็ร่าง อาจเป็ไปได้ว่าหนึ่งคือการหักหลังของซิลเวอร์ และสองคือการลักลอบเข้าช่วยเหลือกวี ทั้งสองเื่อาจมีบางสิ่งที่เชื่อมโยงเข้าหากัน
.
< ถ้าทุกอย่างเป็อย่างที่เราคิด เป้าหมายของทั้งสามคนก็คือการช่วยเหลือเรา แต่ท่านแอนนาไม่ใช่คนโง่ การที่ทั้งสามคนไปอยู่ที่อาณาจักรอินดูเอลในวันที่เราถูกจับตรึงกางเขน ก็แสดงว่าท่านแอนนาจะต้องเตรียมแผนช่วยเหลือเอาไว้แล้วอย่างแน่นอน แต่เพราะอะไรกันล่ะ ทำไมซิลเวอร์จึงเลือกทรยศ ในวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? >
.
กวีพยายามเค้นสมองเพื่อครุ่นคิดอะไรต่อมิอะไรอยู่ในหัว แต่แล้วทุกการขบคิดกลับหยุดชะงักลงในฉับพลัน เมื่อเสียงของแอนนาได้ก้องกังวานขึ้นมาจากบริเวณด้านหลัง
“หยุดเล่าเื่ของคนพรรค์นั้นให้ท่านกวีฟังได้แล้ว นี่ก็ถึงเวลาเย็นแล้ว รีบไปเตรียมอาหารซะ !”
สิ้นเสียงของเธอ เหล่าทหารทั้งห้าพลันเร่งลุกขึ้นยืน เพียงไม่นานทั้งหมดก็เร่งปลีกตัวออกไปโดยปราศจากถ้อยคำโต้แย้งใด ๆ
แอนนาและโอเกอร์นั่งลงอยู่ฝั่งตรงข้ามของกวี
เวลายามเย็นของทะเลทรายอาวาเลสหนาวเหน็บแตกต่างจากเมื่อตอนกลางวัน ทั้งสองจึงยื่นมือออกไปเพื่อรับเอาความร้อนจากกองไฟ
ความเงียบงันพลันเข้าปกคลุมในชั่วครู่ขณะ ยามนี้กวีรู้สึกผิดเล็กน้อย
ถึงกระนั้น ตัวแอนนากลับมิได้ใส่ใจในเื่ดังกล่าวเท่าใดนัก
“ชั้นกับโอเกอร์กำลังช่วยกันตามหาร่องรอยของซิลเวอร์ค่ะ ดูเหมือนว่าเ้านั่นจะปรากฏตัวขึ้นมาในละแวกนี้ พวกเราจึงเริ่มต้นค้นหาจุดที่มันน่าจะกบดานจนถึงเย็น แต่สุดท้ายแล้วก็คว้าน้ำเหลวอยู่ดี”
สีหน้าของเธอเปี่ยมไปด้วยความผิดหวัง ขอบตาดำคล้ำราวกับว่าเธอโหมงานจนลืมเวลาหลับนอน
ในอีกด้านหนึ่ง ลึกลงไปภายในจิตใจของโอเกอร์กลับมีความลังเล เขาคือคนที่รักพวกพ้องประหนึ่งว่าเป็ครอบครัว ในใจยามนี้คงรู้สึกเ็ปและทุกข์ทรมานประหนึ่งว่ากำลังถูกเปลวเพลิงแผดเผา
“เอาเป็ว่า.. พวกเราไปกินข้าวกันก่อน แล้วเื่อื่น ๆ ค่อยว่ากันทีหลังดีกว่าครับ”
โอเกอร์ลุกขึ้นยืนพร้อมเผยรอยยิ้มอันเรียบง่ายออกมาให้ได้เห็น
วันเวลาได้ล่วงผ่านไปต่อ ดวงอาทิตย์อัสดงได้หายลับไปพร้อมดวงจันทราได้ลอยเด่นขึ้นมาแทนที่
ณ กองไฟที่ลุกไหม้ภายในค่ายนักเดินทาง พวกกวีได้ห้อมล้อมอยู่รอบกองไฟพร้อมมีอาหารชุดใหญ่สำหรับมื้อเย็น
ทุกคนต่างสนทนากันอย่างสนุกสนาน อาจเป็เพราะฤทธิ์ของสุรา ทำให้ความเครียดที่เคยมีมาพลันสูญสลายและล่องลอยหายไปตามสายลมในยามค่ำคืน
“ฮ่า ๆ ไอ้หนู ไม่นึกเลยว่าเอ็งจะมีท่าแปลก ๆ แบบนั้นด้วย คราวหน้าช่วยสอนข้าทีสิ !!”
หนึ่งในพลทหารพลันเอ่ยขึ้นพร้อมกลิ่นเหล้าโชยมาเข้าแตะจมูก
“ชั้นด้วย ๆ !!”
“งั้นรวมข้าด้วยคนสิ !!”
ทุกคนต่างเอื้อนเอ่ยออกมาในทำนองเดียวกัน ช่างเป็พวกหน้าไหว้หลังหลอก เมื่อตอนกลางวันยังดูถูกว่ากวีผอมแห้งแรงน้อย เช่นไรเสียก็ไม่มีวันชนะ ทว่าพอมายามนี้กลับยกยอปอปั้นประหนึ่งว่ากวีคือยอดบุรุษ
แม้บรรยากาศโดยรวมจะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข ทว่าสีหน้าของแอนนากลับแลดูเศร้าสลดหม่นหมองแตกต่างจากคนอื่น
“เดี๋ยวชั้นจะไปเอาเหล้ามาเพิ่มให้นะคะ”
แอนนาเริ่มต้นเปล่งวาจา เมื่อเสียงสิ้นสุดลง ตัวเธอได้ลุกขึ้นยืนและจากไปในทันที
กวีจ้องมองแผ่นหลังของเธอจนกระทั่งรูปลักษณ์หายลับไปจากทัศนียภาพ
แม้มิอาจล่วงรู้ถึงความคิดภายในจิตใจ ทว่าเธอคงสับสนวุ่นวายจนอยากจะหลีกหนีจากฝูงชนให้เร็วที่สุด
ไม่เพียงแค่เขาที่จับจ้องไปที่เธอ เพราะแม้แต่โอเกอร์เองก็กำลังเป็ห่วงมิได้แตกต่างไปจากเขา
“คุณโอเกอร์ครับ นี่อาจจะเป็การผิดคำพูดที่กล่าวไว้เมื่อตอนบ่าย แต่ผมขอฟังเื่ของซิลเวอร์ในมุมมองของคุณหน่อยจะได้ไหมครับ ?”
สีหน้าของโอเกอร์แลดูหนักจิตหนักใจ เขาราวกับกำลังแบกรับบางสิ่งที่หนักอึ้งเอาไว้บนบ่า
“นั่นสินะครับ เดิมทีมันก็ไม่ใช่เื่ที่ต้องปิดบังอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าหากจะให้เริ่มเล่า เช่นนั้นก็คงต้องเริ่มจากเมื่อสองปีก่อน ตอนที่ผมและซิลเวอร์ได้พบกับท่านแอนนาเป็ครั้งแรก..”
ย้อนกลับไปเมื่อราวสองปีก่อน ณ ท้องถนนที่ใดสักแห่งในประเทศนอทัส
“พวกแกเจอตัวท่านแอนนารึเปล่า อย่าได้ลืมเชียวล่ะว่าถ้าพวกเราหาท่านไม่เจอ กลับไปเราถูกท่านลูดอฟตัดหัวแน่ !!”
โชคชะตานำพาให้ทุกสิ่งเข้ามาประจบเข้าหากัน โอเกอร์และซิลเวอร์ที่เผอิญเดินทางเข้าไปในเมืองนอทัสพอดิบพอดี
“โอเกอร์ ได้ยินเสียงใช่ไหม !!”
เมื่อได้เห็นเหล่าทหารที่ไล่ตามเธอไป ทั้งสองมิได้แม้แต่จะคิดไตร่ตรองให้ดี ทว่าร่างกายมันก็เคลื่อนไหวไปเองโดยไม่รู้ตัว
เพียงไม่นาน เหล่าทหารที่ไล่ตามมาก็ทุกกำราบ และในท้ายที่สุด ทั้งโอเกอร์และซิลเวอร์ก็ได้ตัดสินใจว่าจะช่วยเหลือและซ่อนตัวเธอ
ทว่าลำพังกำลังของทั้งสองคน ย่อมไม่มีปัญญาจะปกป้องเธอได้จนตลอดรอดฝั่ง พวกเขาจึงติดต่อกับบรรดาทหารที่เคยมีความภักดีต่อราชวงศ์ลูเมนิค นับเป็โชคดีที่ทุกคนล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า้าจะช่วยเหลือ
กองกำลังเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นกลายเป็หนึ่งกองร้อย จุดหมายปลายทางต่อไปคือการหลบหนีไปยังทะเลทรายอาวาเลส
แม้จะมีเื่ของกลุ่มโจรให้ต้องปวดหัว แต่เมื่อเทียบกับกองทัพขอประเทศนอทัสก็นับว่าเป็เื่เล็กน้อย
การกบดานล่วงผ่านไปราวหนึ่งปี โชคยังดีที่ยังไม่มีใครรู้ตัว
จนกระทั่งในอีกหนึ่งปีให้หลัง
โลกทั้งใบได้สั่นะเื เมื่อการอัญเชิญผู้กล้าจากต่างโลกได้สัมฤทธิผลอย่างงดงาม ในตอนแรก ย่อมไม่มีผู้ใดหลงเชื่อเื่ราวที่คล้ายกับนิทานปรัมปราเหล่านี้
เพียงแต่ว่า เมื่อทุกคนได้เห็นถึงการกำเนิดใหม่ของผู้ถือครองศาสตร์แห่งต้นกำเนิดถึงสามคน กลับทำให้บรรดาผู้นำประเทศทั่วโลกต่างก็นั่งไม่ติดเก้าอี้
กระนั้นความจริงข้อหนึ่งกลับถูกปิดบังเอาไว้ ผู้คนโดยทั่วไปได้หารู้ไม่ ว่าเหล่าผู้กล้าที่ถูกอัญเชิญมาจากต่างโลกหาได้มีกันเพียงแค่สามคน..
‘แต่ว่ามันยังมีอีกคน’
กลับสู่ปัจจุบัน
เื่เล่าของโอเกอร์ได้ชี้แจงถึงข้อมูลสำคัญหลายอย่าง หนึ่งคือทั้งเขาและซิลเวอร์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์หญิงแอนนามาั้แ่ต้น ทุกสิ่งล้วนเป็เพียงแค่เื่บังเอิญแทบทั้งสิ้น
แต่ก็น่าชวนให้ขบคิด ว่าหากโอเกอร์และซิลเวอร์มิได้เดินทางไปที่นอทัสในวันนั้น จนป่านนี้ชะตากรรมของแอนนาจะแปรเปลี่ยนไปเช่นไร อาจจำต้องถูกบังคับให้เข้าพิธีสมรสกับชายที่ตนมิได้หลงรัก อาจจำต้องร่วมรักกับคู่สามีเพื่อให้กำเนิดทายาทแม้ตนนั้นจะไม่พร้อม ชีวิตที่เหลือนี้ย่อมราวกับการร่วงหล่นลงสู่ขุมนรกเป็แน่แท้
ในขณะที่กวีกำลังเค้นสมองเพื่อครุ่นคิด โอเกอร์กลับชายหางตาจ้องมาที่เขาราวกับว่า้าเอ่ยถึงบางสิ่ง
“ท่านกวีครับ ผมมีเื่อยากจะเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนั้น..”
กวีเฝ้ารับฟังอย่างใจจด บรรยากาศรอบกายพลันทวีความอึดอัดขึ้นมาอีก สิ่งนี้อาจเป็กุญแจสำคัญที่จะไขความลับทั้งหมดให้กระจ่างชัด
แต่ก็ไม่วายมีมารผจญเข้าแทรก
“แย่แล้วครับท่านโอเกอร์!”
เสียงของใครบางคนได้ดังก้องกังวานขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมื่อลองเหลียวมองไปตามต้นเสียง ก็ปรากฏรูปลักษณ์ของพลทหารนายหนึ่งกำลังเร่งฝีเท้าเข้ามาใกล้ด้วยความแตกตื่น
เขาหยุดยั้งฝีเท้าให้ชะงักลงพลางหายใจเข้าออกประหนึ่งหญิงใกล้คลอด
“เกิดอะไรขึ้น ?” เมื่อนั้นโอเกอร์ก็ไม่รอช้าและเร่งเอ่ยถามกลับไป
เ้าพลทหารก็ไม่รีรอพร้อมเร่งพูดขึ้น
“พวกเรา.. ถูกกลุ่มโจรบุกโจมตีครับ !!”
ณ ประตูค่ายพักแรมทิศเหนือ
ท่ามกลางท้องนภาอันดำมืด ทอดยาวออกไปคือท้องทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา จันทราเต็มดวงคอยส่องสว่างนำทางให้แก่ผู้คนในยามค่ำคืน ด้านข้างประตูมีเหล่าพลทหารของแอนนากำลังแอบซ่อนตัวอยู่หลังที่กำบัง เบื้องหน้าของพวกเขาคือเหล่าศัตรูที่มีจำนวนมากมายราวสองหรือสามร้อยคน
ทุกสายตาของพวกกวีต่างจดจ้องมองไปข้างหน้า ในมือของศัตรูมีอาวุธอยู่หลากหลายชนิด ปืนสั้นและยาว ดาบเล่มใหญ่และเล็ก หรือแม้กระทั่งขวานเล่มโตและธนูเพลิง
“แย่ละสิ พวกมันคือกองโจรงูเห่าดำ”
เสียงของโอเกอร์ถูกเปล่งขึ้นด้วยสีหน้าแลดูเคร่งขรึม เมื่อนั้นทุกคนที่ได้ยินพลันมีดวงตาเบิกกว้างเพราะความตกตะลึงในทันทีทันใด
“พวกมันเป็ใครครับ ?” เมื่อนั้นกวีจึงเริ่มต้นเอ่ยขึ้น
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา มือข้างขวาของโอเกอร์ก็ชี้ออกไปที่ชายคนหนึ่ง
“ท่านเห็นชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าสุดไหมครับ นั่นคือหัวหน้าของพวกมัน ในอดีตเ้านี่คือคนที่แข็งแกร่งมาก มันเคยเป็นักบุกเบิกมาก่อน และยังเคยไต่เต้าขึ้นไปสู่ระดับเงินขั้นที่ห้ามาแล้ว”
กวีลองเพ่งสายตามองไปยังชายที่ถูกกล่าวถึง รูปลักษณ์ของมันใหญ่โตเทียบเคียงได้กับโอเกอร์ กล้ามเนื้อหนาแน่นประหนึ่งนักเพาะกาย มีรอยแผลใหญ่เป็รูปกากบาทอยู่ ณ แก้มซ้าย เส้นผมสีดำยาวประบ่า ใบหน้ามีความดุดันปานนักรบแดนเถื่อน ดวงตามีสีทองส่องประกายราวกับแสงจันทรา
แม้ว่ามันจะมีระดับต่ำกว่าโอเกอร์หนึ่งขั้น ทว่าความกดดันที่แผ่ขยายออกจากร่างกายกลับมากมายมหาศาลจนรู้สึกขนลุก
กลุ่มงูเห่าดำคือกลุ่มโจรมีชื่อในแถบทะเลทรายอาวาเลส แต่ก็ไม่นึกว่าพวกมันจะเพ่งเล็งมาที่กลุ่มของแอนนา
ชายคนหนึ่งได้ก้าวเดินออกมาอยู่เบื้องหน้าของเหล่าโจรหลายร้อยชีวิต
“ตัวข้ามีชื่อซีซ่า เดอะฟูล พวกแกจงยอมจำนนแต่โดยดีหากยังไม่อยากตาย มีเพียงสิ่งเดียวที่พวกข้า้า นั่นคือองค์หญิงแอนนา ลูเมนิคในสภาพที่ยังมีชีวิต พวกเรามาแลกเปลี่ยนกันดีกว่า หากพวกแกยอมส่งตัวเธอมาให้แต่โดยดี พวกข้าก็ยินดีที่จะปล่อยพวกแกไป !!”
เสียงของมันดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ ทว่าสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเนื้อความกลับน่าใเสียยิ่งกว่า หนึ่งคำถามได้ผุดขึ้นมาในหัว ว่าเหตุใดพวกมันจึงล่วงรู้ถึงแหล่งกบดานของบุคคลที่พวกมันกำลังตามหา?
เพียงแต่ว่า ในขณะที่แววตาของทุกคนได้ปรากฏอยู่เพียงความเคร่งเครียด ตัวกวีกลับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาพลางเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ
“ซีซ่า ไอ้หน้าโง่(the fool)”
เพียงไม่นัก กวีพลันหยุดยั้งเสียงหัวเราะของตนให้ชะงักลง เหตุการณ์ในตอนนี้คงมิใช่สิ่งที่สมควรจะขบขัน
“ท่านแอนนา รบกวนด้วยครับ”
ทันใดนั้น เสียงของโอเกอร์ก็ได้ถูกเปล่งออกมา
“เข้าใจแล้ว ชั้นจะรีบลงมือเดี๋ยวนี้แหละ” แอนนาเร่งตอบรับในเร็วพลัน เมื่อเสียงสิ้นสุดลง ดวงตาสองข้างของเธอก็จึงปิดลงในทันที
“ค้างคาวคู่หยินหยาง”
แสงสว่างเล็ก ๆ ได้เปล่งประกายออกมาจากบริเวณเหนือหัวของแอนนา เพียงไม่นานมันได้แปรเปลี่ยนเป็ค้างคาวตาเดียวตัวหนึ่งที่ทั่วกายปกคลุมด้วยขนสีดำ
ศาสตร์เฉพาะของแอนนาคือผู้เลี้ยงค้างคาวแฝด พลันทักษะของเธอเริ่มต้นทำงาน ค้างคาวคู่จะปรากฏตัวออกมาสู่โลกแห่งความจริง
ในขณะที่ใช้งาน แอนนาจำเป็ต้องปิดตาของตนเอง เพื่อเป็การแลกเปลี่ยนกับทัศนียภาพที่เสียไป ตัวเธอจะได้รับความสามารถในการมองเห็นจากดวงตาของเหล่าค้างคาวมาทดแทน
ค้างคาวตาเดียวเร่งกระพือปีกโบยบินขึ้นสู่ท้องนภา
ราวสี่หรือห้านาทีต่อมา
“นี่มันแย่มากเลยค่ะ” เสียงของแอนนาพลันถูกเปล่งขึ้นเมื่อสิ้นสุดการสอดส่องศัตรูจากเบื้องบน
“พวกมันมีมากถึงสองร้อยคน อีกทั้งยังมีทั้งอาวุธที่สามารถโจมตีได้จากระยะใกล้กลางและไกล”
กลุ่มศัตรูได้เตรียมการมาเป็อย่างดีเพื่อรับมือกับกองกำลังของแอนนา ราวกับว่าพวกมันได้แอบเฝ้าสังเกตการณ์มานานก่อนตัดสินใจลงมือ
ชายผู้มีนามว่าซีซ่าได้แหงนหน้ามองขึ้นสู่เบื้องบน สายตาจ้องมองไปยังท้องนภาอันมืดดำจนมิอาจมองเห็นสิ่งใด
สักครู่หนึ่งมันได้ส่งรอยยิ้มให้แก่ค้างคาวตัวน้อยที่โบยบินอยู่เบื้องบน
“อั่ก-”
แอนนาเร่งลืมตาพร้อมอ้วกออกมา สีหน้าของเธอแลดูกระวนกระวายประหนึ่งว่าตนพบเจอกับปีศาจร้าย
การใช้งานทักษะค้างคาวคู่หยินหยางจำต้องมีสมาธิที่มั่นคง เมื่อสมาธิเตลิดไปไกล ตัวค้างคาวก็จะสูญสลายหายไปกลายเป็เพียงอณูแสงสีขาว
“เ้านั่นมันคือสัตว์ประหลาด เราต้องรีบหนี !!”
แอนนามิอาจคงสติให้ตั้งมั่นได้อีก จิตสังหารที่โอนถ่ายมาถึงตัวเธอผ่านค้างคาวตาเดียวช่างแรงกล้ายากเกินจะรับไหว
ซีซ่าได้ก้าวเดินออกมาข้างหน้า รอยยิ้มที่ยกขึ้นเป็ริ้วช่างคล้ายคลึงกับตัวร้ายในนิยายสักเื่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด ครู่ต่อมาก็จึงเปล่งเสียงะโดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณ
“ข้าจะขอพูดอีกเพียงแค่ครั้งเดียว สิ่งที่พวกข้า้ามีเพียงแค่ตัวขององค์หญิงแอนนา หากพวกแกยังไม่อยากตาย จงอย่าได้ขัดขืนและส่งมอบตัวเธอมาซะ !!”
พลังอำนาจที่เหลือล้น วาจาของมันะเืและมีออร่าที่ร้ายกาจปกคลุมอยู่รอบตัวของมัน