บทที่ 51
ซื้อสมบัติบินชิ้นแรก
ผ่านไปสามวันอย่างรวดเร็ว
จางหยุนออกไปล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้ ไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น ถึงอย่างไรจะให้ออกไปล่าสัตว์อสูรทุกครั้งก่อนเรื่องทุกครั้งก็คงจะเป็นไปไม่ได้
ถ้าเกิดว่าออกไปล่าสัตว์อสูรทุกครั้ง จะเกิดเรื่องกับตนเองขึ้นทุกครั้ง เขาคงต้องลองตรวจสอบดวงของตนเองสักหน่อย หรือไม่ก็คิดว่ามีคนที่จ้องจะเล่นงานเขาเลยวางแผนมา
ในกระนั้นการล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้ก็ผ่านไปด้วยดี เพราะแบบนั้นจางหยุนจึงได้ผลเก็บเกี่ยวกลับมาไม่น้อยไปกว่าครั้งที่แล้ว
จางหยุนกลับมาถึงเมืองวายุแดงแล้วก็เดินทางไปยังหอการค้าเหรียญสวรรค์ จากนั้นเขาก็พบเข้ากับเฉินเยว่เช่นเดิม
จางหยุนขายสัตว์อสูรทั้งหมดที่ล่ามาได้ในครั้งนี้ เขาทำเงินจากการล่าสัตว์อสูรได้ใกล้เคียงกับครั้งที่แล้วก็คือหนึ่งพันเหรียญปฐพี
ทำให้เงินเก็บที่เป็นเงินสดของจางหยุนมีรวมสี่พันเหรียญปฐพี ถ้าเกิดรวมกับเงินที่อยู่ในแหวนเก็บของของชายหนุ่มตระกูลหวังอีกราวๆพันเหรียญปฐพี จางหยุนก็ถือเงินสดอยู่ราวๆ ห้าพันเหรียญปฐพี
นั้นทำให้จางหยุนมีเงินพอที่จะซื้อสมบัติบินแล้ว เมื่อทำการขายร่างของสัตว์อสูรเสร็จ จางหยุนก็บอกกับเฉินเยว่ว่าตนเองจะซื้อสมบัติบิน
ทำให้เฉินเยว่แสดงใบหน้ายินดี เพราะทุกๆการซื้อขายของลูกค้า นางก็จะได้รับส่วนแบ่งเช่นเดียวกัน ิยิ่งเป็นการซื้อสมบัติบินที่มีราคาหลายพันเหรียญปฐพี นางย่อมได้รับส่วนแบ่งมากขึ้น
นี่ทำให้นางได้เริ่มแนะนำสมบัติบินชนิดต่างๆ จางหยุนมองความพิเศษของสมบัติบินแต่ละชนิด ถึงแม้จะมีระดับเดียวกัน แต่สมบัติบินแต่ละชนิดย่อมมีความแตกต่างและจุดเด่นที่แตกต่างกัน
สุดท้ายจางหยุนก็เลือกสมบัติบิน ที่มีรูปลักษณ์เป็นเหมือนกับจานค่ายกลขนาดใหญ่ มันมีพื้นที่ให้คนขึ้นไปนั่งได้เพียงแค่สามคนเท่านั้น แต่มันก็มีจุดเด่นที่การป้องกันของมันที่มีความแข็งแกร่งกว่าสมบัติบินระดับต่ำชิ้นอื่น
การซื้อขายในครั้งนี้จางหยุนต้องจ่ายไปถึงสามพันห้าร้อยเหรียญปฐพี ทำให้เงินในมือของจางหยุนกลับมาเหลือแค่พันห้าร้อยเหรียญปฐพีเท่านั้น
เมื่อทำการซื้อขายสำเร็จ จางหยุนก็เดินทางกลับไปที่บ้านของตนเอง
ในวันต่อมาจางหยุนใช้เวลาในช่วงเช้า ออกไปทดสอบสมบัติบินที่เพิ่งซื้อมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้บินด้วยตนเอง
สมบัติวิเศษประเภทบินแบบนี้ การใช้งานมันก็ไม่ยาก นั้นคือการใส่ปราณวิญญาณเข้าไปในค่ายกลที่ทำสลักเอาไว้บนสมบัติ
สำหรับผู้บำเพ็ญถ้าเกิดว่าอยากจะสามารถเคลื่อนที่บนอากาศได้อย่างอิสระ มีเพียงแค่ต้องก้าวไปจนถึงขอบเขตสำเร็จรากฐานเท่านั้น
ถ้าเกิดว่าก้าวไปสู่ขอบเขตสำเร็จรากฐาน ผู้บำเพ็ญก็จะสามารถบินไป แต่สำหรับผู้บำเพ็ญที่อยู่ใต้กว่าสร้างรากฐาน หรือก็คือขอบเขตผนึกตันเถียนและหลอมกระดูก ถ้าเกิดว่าพวกเขาอยากจะบินได้ก็ต้องใช้สมบัติบินเท่านั้น
ส่วนสิ่งที่ทำให้สมบัติวิเศษนั้นบินได้ มันก็คือค่ายกลที่ถูกสลักและหลอมสร้างเอาไว้บนตัวสมบัติ ถ้าเกิดว่าอยากจะใช้งานมันก็ค่ายใช้ปราณวิญญาณเข้าไปในค่ายกล
เมื่อค่ายกลเปิดใช้งานแล้ว มันก็จะสามารถเคลื่อนบนอากาศได้ จางหยุนเริ่มฝึกการใช้สมบัติบินครั้งแรก เมื่อเขาขึ้นไปเหยียบบนสมบัติก็เริ่มเปิดใช้งานค่ายกล จากนั้นสมบัติบินของเขาที่มีรูปลักษณ์เป็นจานค่ายกลก็เริ่มลอยขึ้นจากพื้น จากนั้นก็เคลื่อนที่อย่างมั่นคงขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อสูงขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว จางหยุนก็เริ่มควบคุมให้มันพุ่งไปด้านหน้า การสั่งการค่ายกลให้สมบัติขับเคลื่อนไปทางที่ต้องการไม่ยาก มันใช้ปราณวิญญาณในการกระตุกค่ายกลให้มันเคลื่อนไปยังทิศทางที่ต้องการก็พอ
ในช่วงแรกการบังคับควบคุมนั้นยากพอสมควร แต่หลังจากที่ผ่านไปสักพักการควบคุมมันก็ง่ายขึ้น
ที่จริงหลักการในการควบคุมมันก็ไม่ได้ต่างจากการใช้จิตสั่งการเลย เพราะว่าเขาใช้จิตสั่งการปราณวิญญาณปราณวิญญาณก็ไปสั่งการค่ายกลอีกที
เพราะแบบนั้นสมบัติชิ้นนี้ก็แทบจะเคลื่อนไหวตามจิตที่นึกคิด เพียงแต่ว่าในช่วงแรกๆอาจทำให้คุณชินต้องฝึกฝนไปเรื่อยๆ การควบคุมมันเองก็อาจจะง่ายขึ้น
ถึงแม้ว่าการบังคับจะต้องฝึกฝนอีกไม่น้อย แต่สิ่งที่มันทำให้จางหยุนพึงพอใจมากที่สุด ก็น่าจะเป็นความเร็ว
ด้วยความเร็วในการเคลื่อนที่ระดับนี้ จางหยุนรู้ได้ในทันทีว่าถ้าเกิดว่าใช้เดินทางไปยังเขตที่เขาล่าสัตว์อสูรประจำอาจจะใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วยาม ทั้งที่ปกติแล้วถ้าเดินทางด้วยความเร็วของตนเองอาจจะต้องใช้เวลาถึงครึ่งวัน
ถึงแม้ว่าตอนนี้ถ้าเกิดว่าความเร็วสูงสุดของสมบัติวิเศษประเภทบินขั้นต่ำชิ้นนี้ จะมีความรวดเร็วเท่ากับการเคลื่อนไหวเต็มที่ของขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลาง ทั้งที่จางหยุนเองก็เป็นขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลางเหมือนกัน
แต่ว่าการเคลื่อนที่บนฟ้านั้นไม่มีสิ่งกีดขว้าง ไม่ต้องเดินทางตามเส้นทาง ผนวกกับการเดินทางแบบนี้ไม่ต้องพักเหนื่อย มันสามารถสำแดงความเร็วที่จุดสูงสุดได้ตลอดเวลา เพราะแบบนั้นเวลาที่ใช้เดินทางครึ่งวันถึงเหลือไม่ถึงชั่วยามไม่ใช่เรื่องแปลก
หลังจากที่ทดสอบความเร็วแล้วจางหยุนก็พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นเขาก็เดินทางกลับไปยังเมืองวายุแดง แล้วก็เริ่มทำตามกิจวัตรประจำวันของตนเอง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกเจ็ดวัน ถึงเวลาที่จางหยุนต้องออกไปล่าสัตว์อสูรอีกครั้ง
ในตอนนี้เขาได้รับสมบัติบินมาแล้ว ต่อไปจางหยุนมีความคิดที่จะเก็บเงินหาซื้อเคล็ดวิชา
เพราะในตอนนี้จางหยุนมีเพียงแค่เคล็ดวิชาอย่างสามดาบสะบั้นอย่างเดียว
ในตอนที่ตรวจดูแหวนเก็บของของชายหนุ่มจากตระกูลหวัง ในตอนนั้นจางหยุนหวังอยู่ไม่น้อยที่จะได้รับตำราเคล็ดวิชาที่มีระดับไม่ธรรมดา
เพียงแต่ว่าอีกฝ่ายกับไม่มีตำราเคล็ดวิชาสักเล่ม เกรงว่าวิชาที่พวกตระกูลใหญ่พวกนี้ฝึกฝนจะไม่ได้รับอนุญาติให้เอาออกมาด้านนอก
ที่จริงเหล่าผู้บำเพ็ญที่จางหยุนสังหารแทบจะทุกคน พวกมันแทบจะไม่พกตำราเคล็ดวิชาติดตัวเลย นี่อาจจะเป็นเพราะว่าออกมาด้านนอกเมืองนั้นอันตราย พวกมันทุกคนรู้ว่าตนเองอาจจะไม่ได้กลับไป เพราะแบบนั้นเลยไม่มีผู้ใดพกเคล็ดวิชาที่เป็นของสำคัญมาด้วย พวกเขาอาจจะคิดว่าถ้าเกิดตนเองตายไป ก็จะได้เหลือเคล็ดวิชานั้นเอาไว้ให้ผู้สืบทอดในครอบครัวของตนเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากสำหรับจางหยุนที่ไม่มีโอกาสปล้นชิงเคล็ดวิชาของผู้อื่น