Legendary Combination การผสมผสานของตำนาน

    ตอนที่ 69 ความกังวลของทีช

            ตอนที่69 ความกังวลของทีช

             

            “ไอ้น้องบ้า รีบๆ จัดการพวกมันได้แล้ว!”

             

            “ท่านชนาถึงท่านจะเป็นพี่ชายของนายท่าน แต่หากท่านยังพูดจาไร้มารยาทอีกละก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!” เนเมียว หันไปพูดกับชนาด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความเคารพอีกฝ่าย

             

            เนเมียวนั้นถูกอัญเชิญออกมาจากบัตรสุ่มขุนพลโดยชยุตซึ่งในช่วงแรกที่ถูกอัญเชิญออกมานั้นด้วยนิสัยที่หยิ่งในศักดิ์ศรีของเนเมียวและชยุตก็เป็นคนไทยซึ่งถือว่าเป็นศัตรูกันในชาติก่อนเนเมียวจึงคิดจะขัดขืนคำสั่งของชยุตหลายต่อหลายครั้งถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถขัดคำสั่งได้โดยตรงแต่เขายังสามารถแกล้งทำภารกิจแบบชุ่ยๆ ได้

             

            แต่ทว่าชยุตที่ยังอายุน้อยกว่าชนากลับมีความสามารถโดดเด่นกว่าชนาในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะบุคลิกที่ดูลึกลับของเขายิ่งเนเมียวอยู่กับชยุตนานเท่าไหร่เขาก็ยิ่งทึ่งในความสามารถจนเนเมียวนั้นไม่รู้สึกตัวเลยว่าเขาเริ่มให้ความยอมรับและนับถือในตัวของชยุตมากขึ้นเรื่อยๆ

             

            และในวันหนึ่งขณะที่สมาชิกกิลตำหนักอสูรกำลังทำภารกิจเสี่ยงอันตรายภารกิจหนึ่งซึ่งเป็นภารกิจที่อันตรายที่สุดที่กิลตำหนักอสูรเคยทำ ภารกิจที่พวกเขาต้องไปลอบฆ่าบุคคลในตำนาน ‘ซีโร่’และยังเป็นภารกิจเดียวที่กิลตำหนักอสูรทำไม่สำเร็จเพราะในเวลานั้นซีโร่ยังคงอยู่กับทีมLegend Of World

             

            และในวันนั้นเองชยุตก็ได้ใจของเนเมียวไปเต็มๆเพราะเขาเอาชีวิตของเขาเข้าแลกเพื่อให้เนเมี่ยวรอดชีวิตหลังจากวันนั้นเนเมียวจึงสาบานเอาไว้ว่าเขาจะจงรักภักดิ์ดีต่อชยุตและจะทำทุกภารกิจอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อแม้

             

            “ชยุต!” ชนา ที่เห็นว่าแม่ทัพของชยุตไม่ให้เกียรติเขาก็เริ่มโกรธ

             

            แต่ในขณะนั้นเองสุมาอี้ที่ได้รับจดหมายจากทางค่ายทหารได้เดินเข้ามากระซิบที่ข้างหูเขาว่า

             

            “นายท่าน...ข้าคิดว่าพวกเราควรล่าถอยแด่เพียงเท่านี้จะดีกว่านะขอรับ”

             

            “ทำไม? เกิดอะไรขึ้น” ชนา ถามกลับอย่างสงสัยเพราะตอนนี้ตัวเขามองว่าหากได้กลุ่มของชยุตมาร่วมมือด้วย อาจจะยังพอสู้ต่อได้

             

            “ค่ายทหารของพวกเราถูกบุกโจมตีจนแตกพ่าย กิลมังกรผงาดเองก็ถอนตัวออกไปแล้วข้าไม่คิดว่าพวกเราจะรับมือพวกเขาที่ร่วมมือกับกิลมังกรทะยานฟ้าได้นะขอรับอีกอย่างต่อให้พวกเราชิงตัวเจ้าเมืองมาได้แต่กองทัพของเรานั้นแพ้ไปแล้วเราคงไม่อาจรับมือกับกองทัพของฝ่ายที่กำลังมีจิตใจฮึกเหิมและพร้อมรบได้อยู่ดีนะขอรับ”สุมาอี้ อธิบายยืดยาวเพื่อโน้มน้าวให้ชนาถอนตัว

             

            สำหรับตัวสุมาอี้เองนั้นถึงแม้เขาจะอยากได้เมืองอู๋โจวและตัวเขาความจริงแล้วก็ยังไม่สิ้นหนทางที่จะพลิกสถานการณ์เพราะความจริงแล้วเป็นอย่างที่ชนาบอกหากพวกเขาร่วมมือกันต่อสู้ถึงแม้ค่ายทหารจะแตกพ่ายไปแล้วแต่พวกเขาสามารถจับแม่ทัพและกลุ่มหัวหน้าของอีกฝ่ายได้ในที่นี้ย่อมได้เปรียบอยู่ดีแต่สุมาอี้ที่เห็นถึงความสัมพันธ์บางอย่างของทีชกับมิลลาเขาที่ต้องการช่วยมิลลาให้พ้นมือของชนาจึงตัดสินใจที่จะเป็นฝ่ายล่าถอยออกไปแทน

             

            กุยแกคล้ายกับกำลังสงสัยสุมาอี้อยู่เช่นกันเขาพยายามค้นหาเหตุผลว่าเหตุใดสุมาอี้ถึงพยายามโน้มน้าวให้ชนาถอนตัวออกไป

             

            ชยุตชำเลืองมองดูการกระทำของสุมาอี้เขายิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแล้วจึงหันไปพูดกับชนาว่า

             

            “ข้าว่าพวกเราทักทายกันแค่นี้คงเพียงพอแล้วถึงเวลาที่พวกเราควรจะกลับกันได้แล้วนะพี่”

             

            ชนาไม่มีทางเลือกเพราะดูเหมือนน้องของเขาไม่อยากจะต่อสู้ตอนนี้รวมกับเขาเป็นห่วงค่ายทหารของเขาจึงตัดสินใจโบกมือให้ทุกคนกลับออกไปนอกเมือง

             

            สมาชิกของกิลตำหนักเซียนพากันล่าถอยออกไปแต่ในขณะที่ชยุตกำลังจะหันกลับไปนั้นเขาได้มองไปที่เว่ยเถียนและในชั่วพริบตาจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็นชยุตนั้นยิ้มให้เว่ยเถียนเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าไปมองทีช และพูดขึ้นว่า

             

            “ผมคิดว่าเมื่อมาอยู่ในเกมคุณจะมีฝีมือที่ดีกว่านี้ซะอีกไม่คิดว่าคุณที่ต่อสู้อย่างยอดเยี่ยมที่โลกภายนอกกลับมีฝีมืออยู่ในระดับผู้เล่นทั่วไปแบบนี้ช่างน่าผิดหวังเสียจริง”

             

            ทีชที่เห็นว่าอีกฝ่ายพูดถึงตนและยังเหมือนกับว่าเคยพบเขาในโลกภายนอกมาก่อนทั้งๆ ที่เขานั้นเคยพบแต่ประธานชลากรและชนาเท่านั้นทีชที่กำลังเอามือกุมไหล่ที่บาดเจ็บถามขึ้น

             

            “เราเคยเจอกันงั้นเหรอ”

             

            ชยุตกลับไม่ตอบเขายิ้มให้แล้วหันหลังเดินจากไปแต่ในขณะที่เขากำลังจะเดินผ่านมิลลาที่กำลังยืนซึมอยู่กับที่ชยุตก็แอบยิ้มอย่างมีเลศนัยอีกครั้งเขาหันกลับมาและพูดขึ้นมาเพียงหนึ่งคำเท่านั้นแต่เป็นหนึ่งคำที่ทีชและเว่ยเถียนตกอยู่ในอาการตะลึงงันทันที

             

            คำที่ชยุตพูดคือคำว่า “มินิมาร์ท”

             

            เมื่อทีชและเว่ยเถียนยืนตะลึงได้ครู่หนึ่งพวกเขาได้หันมาสบตากันอย่างมีความหมาย และมิลลาที่กำลังยืนรอเพื่อขอโทษทีชได้เห็นฉากนี้เธอจึงตัดสินใจก้มหน้าแล้วหันหลังวิ่งออกไป

             

            ชยุตที่เห็นมิลลาวิ่งผ่านไปพร้อมกับน้ำตาที่กำลังไหลของเธอเขาฉีกยิ้มขึ้นพร้อมกับเผยแววตาที่มืดหม่นแลดูลึกลับสุมาอี้ที่หันมามองมิลลาด้วยความเป็นห่วงได้เห็นเข้ากับแววตาและรอยยิ้มของชยุตสุมาอี้ผู้ที่ผ่านสงครามแผนการหักเล่ห์ชิงเหลี่ยมมามากมายกลับต้องรู้สึกขนลุกและหวาดกลัวและนี่เป็นครั้งแรกที่เขามีความรู้สึกแบบนี้กับผู้เล่น

             

            ‘คนคนนี้ไม่ธรรมดา! เราต้องระมัดระวังให้ดี คนคนนี้มีทั้งฝีมือและสมองแตกต่างจากนายท่านชนายิ่งนัก’

             

            ชยุตคล้ายกับรู้ว่าสุมาอี้กำลังมองมาเขาจึงปรับสีหน้าใหม่แล้วเดินตามคนอื่นๆไปก่อนที่เขาจะลับสายตาไปนั้นเขาได้หันกลับมามองเว่ยเถียนอีกครั้งหนึ่งแล้วคิดขึ้นในใจว่า

             

            ‘ชักน่าสนุกขึ้นมาแล้วสิหวังว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันคนนี้ต้องผิดหวังนะ...คุณหวาน’

             

            ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังคิดว่าน่าสนุกแต่สำหรับทีชในเวลานี้เขากำลังคิดอย่างเป็นกังวลและยังเป็นความกังวลที่เขาคิดว่าจะต้องหาวิธีจัดการและป้องกันให้ดีๆ

             

            เพราะเมื่อทีชได้ยินคำว่ามินิมาร์ทนั้นทีชได้นึกถึงวันที่เขาได้ช่วยเหลือเว่ยเถียนจากโจร 3 คนและในวันนั้นยังเป็นวันเดียวและครั้งเดียวหลังจากออกจากคุกที่ทีชเปิดเผยว่าเขาชกมวยสากลเป็นและยังมีฝีมือไม่ธรรมดาอีกด้วย

             

            ซึ่งหากชยุตรู้เรื่องในวันนั้นนี่ย่อมหมายความว่าโจรทั้ง 3 คนนั้นจะต้องเป็นฝีมือของชยุตที่เป็นคนส่งมา

             

            ‘หรือตระกูลอัครพิมุขคิดจะเล่นนอกเกมอีกแล้ว?’

             

            ในตอนนี้ทีชนั้นรู้สึกเป็นห่วงเว่ยเถียนเหิ่นซ่วยและต๋องมากเพราะอย่างน้อยเขานั้นยังมีร่างกายที่แข็งแรงและยังสามารถใช้มวยสากลในการเอาตัวรอดแต่เว่ยเถียนนั้นไม่ใช่ถึงแม้ว่าเว่ยเถียนเวลาอยู่ในเกมจะเก่งกาจแต่ที่โลกภายนอกเว่ยเถียนเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ยังดีที่ว่าเธอนั้นเป็นคนฉลาดและตอนนี้เองเธอก็รู้ตัวแล้วทีชจึงมั่นใจว่าเธอน่าจะพอหาวิธีป้องกันและเอาตัวรอดเองได้แต่ทีชก็ยังอดห่วงเธอไม่ได้อยู่ดี ส่วนเหิ่นซ่วยทีชได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายคงไม่เล่นนอกเกมถึงขนาดลงมือกับเด็กพาร์ทไทม์แต่ทีชก็ตัดสินใจว่าเขาจะต้องเรียกเหิ่นซ่วยมาพูดคุยส่วนตัวกันสักหน่อยหากเหิ่นซ่วยไม่โอเคเขาก็ยอมรับที่จะให้เหิ่นซ่วยหยุดทำงานที่ร้านคาเฟ่สำหรับต๋องนั้นทีชไม่ห่วงมากนักเพราะต๋องพักอยู่ที่ร้านคาเฟ่กับเขาเพียงแต่ว่าเขานั้นต้องเน้นย้ำให้ต๋องระมัดระวังและไม่ไปไหนมาไหนในเวลาที่เขาไม่อยู่ก็พอ

             

            แต่สุดท้ายแล้วทีชก็ตัดสินใจว่าเมื่อออกจากเกมไปเขาจะต้องเรียกทั้ง3 คนมาพูดคุยเรื่องนี้ทันที หากจำเป็นจริงๆเขาก็จะให้ทุกคนนั้นย้ายมาพักอยู่ที่ร้านคาเฟ่ให้หมด

             

            ‘หรือจะจ้างบอดี้การ์ดให้ทั้ง 3 คนดีนะอืม...เอาไว้ถ้าออกจากเกมไปแล้วเราลองถามดูดีกว่า’

             

            ในขณะที่ทีชกำลังคิดเรื่องของชยุตและตระกูลอัครพิมุขอยู่นั้นกุยแกที่จับผิดได้ว่าทีชกำลังมีความกังวล เขาจึงเดินมาใกล้ๆ แล้วกระซิบถามว่า

             

            “มีอะไรหรือขอรับนายท่าน”

             

            แต่ทีชยังไม่ทันได้ตอบคำถามของกุยแกเลยหานตงและจิวยี่ได้เดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับยกมือคำนับขึ้นมาก่อน

             

            “ขอบคุณน้องชายที่ช่วยเหลือ ข้าขอแนะนำตัวอีกครั้งข้า หานตงเป็นหัวหน้ากิลมังกรทะยานฟ้า”

             

            ทีชที่เห็นอีกฝ่ายรักษามารยาท และอีกฝ่ายยังดูเหมือนจะอายุมากกว่าเขาด้วยเขาจึงไม่คิดจะเสียมารยาทเพราะเขาถือคติว่าใครมาดีก็ดีกลับ แต่หากใครมาร้ายเขาก็จะร้ายกลับ

             

            ทีชยกมือเลียนแบบหานตงและจิวยี่เพื่อคำนับอีกฝ่าย

             

            “ไม่เป็นไรครับพี่หานตง พวกเราต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเมื่อข้ายังไม่มีโอกาสแนะนำตัว งั้นขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเลยละกัน ข้า ทีชเป็นหัวหน้ากิลแอดมิเรชั่นครับ”

             

            “โอ้...มารยาทดีและยังมีอนาคต น่านับถือๆ” หานตง ยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง

             

            ทันใดนั้นเองก็มีกลุ่มคนปรากฏตัวออกมาพวกเขาคือกลุ่มที่ดูการต่อสู้มาตลอด กลุ่มหนึ่งนั้นมาจากกิลโอเอซิสคือลกซุน อุยกาย และลีจุน ส่วนอีกกลุ่มนั้นมากันทั้งหมด 6 คน แต่ทว่าในขณะนี้มีคนหนึ่งที่เดินผ่านทุกคนไปโดยไม่สนใจแม้แต่น้อยเขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหมิงแล้วพูดขึ้น

             

            “นายชื่ออะไร เป็นคนจีนใช่หรือไม่”

             

            ลีจุนที่เห็นอีกฝ่ายเดินไปหาหมิง เขาจึงแอบกระซิบถามลกซุนว่า

             

            “ท่านกุนซือรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไปหาเด็กหนุ่มคนนั้น”

             

            “เพราะเด็กหนุ่มคนนั้นมีฝีมือร้ายกาจและที่สำคัญคือเด็กหนุ่มคนนั้นน่าจะเป็นคนจีน”

             

            ลีจุนที่ได้ยินคำตอบของลกซุนร้องอ้ออย่างเข้าใจ

             

            “เอ่อ...ผมชื่อหมิง และใช่ผมเป็นคนจีน...ส่วนคุณคือ...” หมิงที่กำลังจะถามอีกฝ่ายกลับว่าเป็นใครแต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่คิดจะฟังคำถามของเขาเลยแม่แต่น้อยเพราะเมื่อหมิงยอมรับว่าเป็นคนจีน อีกฝ่ายก็พูดสวนขึ้นมาทันทีว่า

             

            “เจ้าสนใจเข้าร่วมกิลของข้าหรือเปล่า!”

             

            “หา...เอ่อ...ขอโทษด้วยนะครับ แต่ว่าผมคงต้องขอปฏิเสธครับ”หลังจากที่หายอึ้ง หมิงก็ให้คำตอบกับอีกฝ่ายทันที

             

            “ฮ่าๆๆๆๆ ดีมาก! หนุ่มน้อย...ส่วนเจ้าก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะเห็นคนจีนเป็นไม่ได้เลยจริงๆ ชักชวนเขาไปเรื่อย” หานตง เดินเข้ามายืนข้างๆบุรุษปริศนาที่มาชวนหมิงเข้ากิล

             

            “เอ่อ...พี่หานตงครับ คนคนนี้คือใครเหรอครับ” ทีชเดินตามมาแล้วกระซิบถามหานตง

             

            “หืม...เจ้าไม่รู้จัก? อ้อ...โทษทีข้าลืมไปพวกเจ้าเข้ามาเล่นได้ไม่นานคงยังไม่เคยเจอตัวจริงสินะ”เมื่อพูดจบหานตงก็เว้นวรรคครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็พูดต่อว่า

             

            “คนคนนี้คือ ‘จ้าวไห่เฉิง!’ ผู้เล่นที่เลเวลเยอะที่สุดในทวีปตะวันออกและยังเป็นหัวหน้ากิลที่อยู่อันดับ 1 กิล ‘พิชิตนภา’ ”

             

            เมื่อสิ้นคำทุกคนต่างตกอยู่ในอาการตะลึงงันเพราะนี่เท่ากับว่าผู้เล่นอันดับหนึ่งของทวีปมาเชิญชวนหมิงให้เข้ากิลด้วยตัวเอง!

             

            แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังจะคิดเลยเถิดไปไกลนั้นหานตงกลับพูดสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องอึ้งอีกครั้งว่า

             

            “ฮ่าๆๆๆ เจ้านี่ก็ชวนทุกคนที่เป็นคนจีนนั่นแหละพวกเจ้าไม่รู้รึไงว่ากิลพิชิตนภานะ กว่า 80% เป็นคนจีนทั้งหมด!เรียกว่าเป็นตัวแทนของประเทศจีนเลยก็ว่าได้ ฮ่าๆๆๆๆ”

             

            หานตงกำลังหัวเราะอย่างชอบใจกลับถูกอีกฝ่ายที่เขาพูดถึงขัดขึ้นเสียก่อน

             

            “เจ้าด้วย ข้ายังอยากให้คนจีนในกิลมังกรทะยานฟ้าย้ายมาอยู่กับข้าอยู่นะว่าไงมีใครสนใจย้ายมา...”

             

            “หุบปาก! นี่จะมาแย่งสมาชิกกิลคนอื่นไปดื้อๆ แบบนี้เลยเรอะ” หานตงวิ่งไปตะโกนใส่จ้าวไห่เฉิงอย่างเหลืออด

             

            เนื่องจากกิลมังกรทะยานฟ้านั่นมีหานตงและหานอี้เฟยที่เป็นผู้ก่อตั้งและทั้งคู่ก็เป็นคนจีน จึงทำให้สมาชิกหลายคนในกิลมังกรทะยานฟ้าก็เป็นคนจีนเช่นกันและทุกครั้งที่พวกเขาเจอจ้าวไห่เฉิงก็มักจะถูกอีกฝ่ายเข้ามาเชิญชวนสมาชิกของเขาต่อหน้าทุกครั้งซึ่งหลังจากที่อีกฝ่ายทำแบบนี้ก็มักจะมีสมาชิกกิลมังกรทะยานฟ้าลาออกจากกิลไปบ้าง 2-3 คนทุกครั้งเช่นกันทำให้หานตงรู้สึกเหลืออดกับพฤติกรรมที่หน้าด้านของอีกฝ่ายอย่างมากเพียงแต่ว่าหากสู้กันเขาก็ยอมรับว่ายังไม่อาจสู้กับอีกฝ่ายได้เพราะอีกฝ่ายที่นอกจากจะมีเลเวลสูงที่สุดแล้วอีกฝ่ายยังเป็นผู้เล่นระดับสุดยอดฝีมือและถูกเรียกว่าครึ่งตำนานเหมือนกับแพททริคด้วยถึงขั้นมีข่าวลือว่าอีกฝ่ายอาจจะมีฝีมือเหนือกว่าซีโร่ด้วยซ้ำ

             

            เพียงแต่จ้าวไห่เฉิงกลับไม่ลงเล่นลีกจึงยังไม่มีโอกาสพิสูจน์ฝีมือกับซีโร่สักทีซึ่งตัวจ้าวไห่เฉิงนั้นได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อเอาไว้ว่าเขาจะลงแข่งลีกก่อต่อเมื่อเขามีเลเวล 300 แล้วเท่านั้นซึ่งในเวลานี้เขามีเลเวล 292 ซึ่งดูแล้วน่าจะอีกไม่นานก็จะได้เห็นเขาลงแข่งลีกแล้วทำให้สื่อเริ่มมีบทวิเคราะห์ว่าจ้าวไห่เฉิงนั้นจะได้ไปอยู่ทีมไหน

             

            จ้าวไห่เฉิงเลิกสนใจหานตงและสมาชิกกิลมังกรทะยานฟ้าเขาได้หันมาหาหมิงอีกครั้งพร้อมกับบุคลิกที่เปลี่ยนไปเขาถามหมิงด้วยน้ำเสียงจริงจัง

             

            “เจ้ายังยืนยำคำตอบเดิมหรือเปล่า”จ้าวไห่เฉิงถามซ้ำเพราะเขาคิดว่าหมิงจะเปลี่ยนใจเพราะในตอนแรกหมิงนั้นยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใครและอยู่กิลอะไรแต่ในเวลานี้หมิงทราบแล้ว แล้วคนส่วนมากที่รู้ก็มักจะตอบตกลงทันทีแต่ทว่า

             

            “ครับ! ผมยังยืนยันคำเดิม ผมขอปฏิเสธครับ!” หมิงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแววตาไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่น้อยในขณะที่พูดนั้นเขาได้จ้องไปตาของจ้าวไห่เฉิงคล้ายกับต้องการจะสื่อว่าอันดับหนึ่งแล้วยังไงตัวเขาไม่คิดจะทรยศพวกพ้องเด็ดขาด!