โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 32 เท่าที่จะทำได้

            เฟิงฮวาบรรจงก้มลงจุมพิตบนส่วนหัวของแท่งหยกก่อนจะค่อยๆดูดเลียน้ำหวานใสๆเป็นจังหวะช้าๆ

            ฝ่าบาทพยายามข่มอารมณ์อย่างเต็มที่แต่มิวายเปล่งเสียงลอดไรฟันออกมาจนได้ “อื้ม”

            หากใครบังเอิญผ่านมาได้ยินเข้าคงจะตกตะลึงอย่างแน่นอน ‘ฝ่าบาท ท่านก็มีน้ำเสียงอ่อนไหวเช่นนี้ได้เหมือนกันสินะ’

            แต่นั่นละคงไม่มีใครกล้าบังเอิญมาได้ยินหรอกเวลานี้แม้แต่องครักษ์ในที่ลับเองก็ต้องรักษาระยะห่างเพราะเป็นช่วงเวลาที่ทรมานใจพวกเขาเป็นที่สุด...เฮ้ออ

     

            ตัดกลับมาที่บนเตียงพอเฟิงฮวาดูดลิ้มชิมรสจนพอใจแล้วนางก็ค่อยๆปลดผ้าส่วนล่างของตนเองออกเพื่อจัดการขั้นตอนต่อไป

            นางขยับตัวมานั่งทับเพื่อสอดประสานแท่งหยกของเขาแต่ในจังหวะนั้นฝ่าบาทกลับหยุดการกระทำเอาไว้แม้ว่าในใจจะอยากให้นางกดทับแก่นกายของเขาสักแค่ไหนก็ตาม 'ยังมิใช่ตอนนี้...ฮวาเอ๋อร์'

            จากนั้นเขาก็เปลี่ยนมาปลดเอี๊ยมตัวบางของนางออกแทนเพื่อเชยชมสองเต้านุ่มนิ่ม สูดกลิ่นหอมของกายนาง บีบคลึงไปมาพลางประกบดูดเบาๆเฟิงฮวาเหม่อลอยอย่างเคลิ้มสุขตอบรับเขาด้วยการแอ่นหน้าอกเข้าหามากขึ้น ‘อ้า อ้าข้าพอใจยิ่งนัก’

            การกระทำนั้นยิ่งทำให้กลีบดอกไม้ของเฟิงฮวาที่แนบชิดบนตัวเขามีของเหลวชุ่มฉ่ำไหลล้นทะลักออกมาเปรอะเปื้อน

            ฝ่าบาทเองก็รับรู้ความเปียกลื่นอันนั้นแต่ก่อนที่เขาจะหักห้ามใจไม่ได้ไปกว่านี้ เขาจำต้องผละออกจากหน้าอกของนางก่อนขยับตัวนางให้หันมาพิงที่อกเขาพร้อมกับแยกขาให้อ้ากว้างค่อยๆใช้มือลูบไล้ติ่งเกสรของนาง เสียงหวานครางเปล่งเป็นจังหวะตอบรับ “อ๊ะ อ๊าอ้า”

            ฝ่าบาทได้ยินดังนั้นก็ยิ้มให้นางอย่างรักใคร่เขาจะกำจัดพิษในกายนางให้เอง...

            มิรอช้าพลันออกแรงเร่งจังหวะมือให้เร็วขึ้นบดขยี้ติ่งนูนที่ด้านนอกจนกระทั่งนางส่งเสียงร้องดังพร้อมกับเกร็งตัว “อ๊า”สายน้ำไหลทะลักท่วมดอกไม้งาม พร้อมกับร่างกายอ่อนระทวยลงบนแผงอกของเขา 'เสร็จสมแล้วหรือ ฮวาเอ๋อร์ เจ้าพอใจหรือไม่' เขาจุมพิตนางที่หน้าผากอย่างแผ่วเบา‘มิเป็นอะไรแล้วนะ’ จากนั้นหยิบเสื้อคลุมมาสวมให้นางอย่างหลวมๆค่อยๆประคองนางให้นอนลงบนเตียงอย่างนุ่มนวลส่วนเขาก็ลุกขึ้นหมุนตัวกลับไปที่ตั่งข้างหน้าต่างดังเดิม

            ‘เจ้าเสร็จสมดังใจแล้ว เหลือเพียงข้าที่ต้องจัดการตัวเองสินะ’ รอยยิ้มปะปนความเศร้าปรากฏขึ้นมาก่อนจะจำใจยอมรับชะตาอาภัพนี้

            ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อการเคลื่อนไหวของฝ่าบาทที่ตั่งข้างหน้าต่างก็หยุดลงทุกสิ่งในห้องกลับสู่ความสงบเงียบ...

     

     

            แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องลอดทะลุเข้ามาในห้องนอน

            เฟิงฮวาค่อยๆรู้สึกตัวนางขยับเปลือกตาอย่างช้าๆ ปรับสายตาให้ชัดขึ้น ร่างกายอ่อนเพลียเป็นอย่างมากในหัวสมองพลันนึกถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมา นางจำได้ลางๆว่านางแยกที่นอนกับฝ่าบาทแล้ว จากนั้นเหมือนร่างกายจะร้อนรุ่มมากขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆแต่หลังจากนั้นก็...จำอะไรมิได้อีกเลย พอก้มมองดูก็มีเพียงเสื้อคลุมที่ใส่ไว้อย่างหลวมๆ'นี่นางคงจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าโดยมิรู้ตัวสินะ'

            สาวใช้หน้าห้องที่ถูกว่าจ้างมารู้ว่านางตื่นแล้ว จึงเข้ามาปรนนิบัติล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าให้พอเสร็จสิ้นทุกอย่าง ก็ยอบกายคารวะแล้วออกจากห้องไป

            ถัดมามีคนยกอาหารมาตั้งโต๊ะ เป็นกับข้าวอย่างง่ายๆสองสามอย่าง นางเป็นคนกินง่ายอยู่แล้วยิ่งต้องมาอยู่สถานที่ห่างไกลเช่นนี้ มีอะไรให้กินย่อมกินได้ทั้งนั้นเสียงท้องร้องโครกครากเป็นสัญญาณให้นางลงมือได้มือหนึ่งหยิบตะเกียบขึ้นมากำลังจะอ้าปากกินข้าว ฝ่าบาทก็เดินเข้ามาพอดี

            “อาการเป็นอย่างไรบ้าง” เขาถามพลางส่งสายตาห่วงใยมาให้นาง

            ปากที่อ้าค้างไว้จึงค่อยๆหุบลงมา “ก็…รู้สึกมิเป็นไรแล้ว” สีหน้าของนางดูดีกว่าเมื่อคืนมากนักเห็นดังนั้นเขาก็รู้สึกโล่งใจ

            “เอ่อ…ฝ่าบาท เมื่อคืน ข้า...เกิดอะไรขึ้นบ้าง” เฟิงฮวาจ้องมองเขาเพื่อหาคำตอบนางมิได้วางใจเรื่องที่ตื่นมาพร้อมกับเสื้อผ้าที่ดูไม่ค่อยเรียบร้อยมากนัก

            แต่ฝ่าบาทยังคงสีหน้าเรียบเฉยถึงเกือบสิบส่วนตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่บอกเรื่องเมื่อคืนเด็ดขาด มิฉะนั้นนางจะต้องโกรธเขามากแน่ๆ

            “เจ้าแค่นอนดิ้นไปดิ้นมา แล้วก็หลับไป”

            แค่นั้นจริงๆหรือ

            นางมิอยากจะเชื่อแต่ก็…ช่างเถอะ กินข้าวดีกว่า หิวจะแย่อยู่แล้ว

            ฝ่าบาทเองเตรียมคำพูดไว้พอสมควรทว่าอดแปลกใจไม่ได้ที่นางไม่ได้ถามอะไรเขาต่อ ‘อืม แต่ก็ดีเหมือนกัน’นางปลอดภัยแล้ว ส่วนเขาก็...ได้กำไรเล็กน้อยด้วย รอยยิ้มเบาบางปรากฏขึ้นชั่วขณะแล้วก็เปลี่ยนเป็นเรียบเฉยดังเดิม

            หลังกินข้าวเสร็จแล้วพวกเขาทั้งหมดก็เก็บสัมภาระเตรียมออกเดินทางเข้าสู่เขตทะเลแดนเหนือ

            “ข่าวที่ส่งมามีแค่ ‘ทะเลแดนเหนือ’ แล้วพวกเราจะต้องไปตรงจุดไหนกันหรือ”มู่เหยียนถามด้วยความสงสัยพร้อมกับกางแผนที่ออกมาดู

            เฟิงฮวาพิจารณาสักพักก็ชี้ไปตรงจุดที่เป็นทะเล“ข้าว่าไปดูที่กึ่งกลางทะเลกันก่อนแล้วกัน” ทุกคนไม่มีใครคัดค้านการหารือนี้จึงจบลงอย่างรวดเร็วเพราะในความเป็นจริงทุกคนก็ไม่มีใครรู้อะไรไปมากกว่านี้อยู่ดีไม่สู้ไปดูสถานที่จริงเลยดีกว่า

            ภูมิประเทศของทะเลแดนเหนือส่วนใหญ่เป็นที่โล่งกว้างไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ มีภูเขาหิมะทั้งสูงและไม่สูงชันสลับกันไป

            ทะเลในดินแดนนี้อันที่จริงก็มิใช่ทะเลจริงๆแต่เป็นทะเลสาปอันหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่แห่งนี้

            การเดินทางใช้เวลาหลายชั่วยามจนในที่สุดก็มาถึงเบื้องหน้าทะเลสาบกว้างใหญ่ที่ดูสงบนิ่งไม่มีความผิดปกติอะไรเหมือนสถานที่นี้มีสิ่งมีชีวิตเพียงแค่พวกเขาสิบกว่าคนเท่านั้น

            "ไม่เหมือนที่ที่จะพบผู้เฒ่ายาได้เลยจริงๆ"เสียงขององครักษ์คนหนึ่งดังขึ้น

            "แล้วก็ดูไม่มีวี่แววว่าจะพบใครเลยมากกว่า"หรือว่าพวกเขาจะมาเสียเที่ยวกันแล้ว

            “หาที่พักค้างคืนกันก่อน” ฝ่าบาทหันไปออกคำสั่งสายตาของเขาเจือความผิดหวังเล็กน้อย

            เฟิงฮวานางก็มิได้กล่าวอะไรในใจครุ่นคิดว่าต้องมีสิ่งแปลกตาอะไรบางอย่างสิ นางพลาดอะไรไปหรือไม่

            แต่พอกลุ่มพวกเขาเดินออกไปจากจุดที่ยืนเมื่อสักครู่หากมีประสาทสัมผัสละเอียดอ่อนจะรับรู้ได้ว่าเริ่มมีแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยเกิดขึ้น

            "ตรงนั้นมีช่องผาอยู่" องครักษ์คนหนึ่งตะโกนพร้อมกับชี้นิ้วไป

            คนอื่นๆมองตามก็เห็นว่าเป็นชะง่อนภูเขายื่นออกมาพอจะมีที่กำบังจึงรีบเดินไปที่นั่น

            กองไฟถูกจุดอย่างรวดเร็วแม้กระนั้นความอบอุ่นก็ยังมิเพียงพอ ฝ่าบาทโอบกอดเฟิงฮวาไว้ตลอดเวลาเพื่อให้ร่างกายนางไม่หนาวเหน็บกลายเป็นว่ามุมนั้นเป็นจุดต้องห้าม ที่ไม่มีใครกล้าเหลือบไปมอง

            ที่นี่ไม่มีร่องรอยสิ่งมีชีวิตอื่นใดมื้อนี้จึงต้องกินอาหารแห้งที่เตรียมมาประทังไปก่อนหลังจัดเวรยามเสร็จแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันพักผ่อน

     

            ตกกลางคืนขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับสนิท จู่ ๆก็มีลมพัดมาหนึ่งวูบ

            ฝ่าบาทและเฟิงฮวาลืมตาตื่นขึ้นนางตะโกนขึ้นมาทันที “กลั้นหายใจ”

            องครักษ์บางคนตอบสนองไม่ทันร่างกายพลันมีอาการอ่อนแรงยวบส่วนคนที่ไม่เป็นอะไรก็หยิบกระบี่ออกมาเตรียมพร้อมต่อสู้

     

            “พวกเจ้านี่ ตามติดเป็นปลิงเลยนะ” เฟิงฮวาตะโกนออกไปยังทิศทางของผู้มาเยือนใหม่

            และไม่นานชายชุดดำก็ปรากฏตัวขึ้นประมาณสิบคน"ไม่ใช่สิ เก่งแต่ลอบกัดเยี่ยงนี้ น่าจะเป็นสุนัขมากกว่า"นางยิ้มเหยียดหยันให้คนพวกนั้นโดยไม่หวั่นเกรงอันใด