ตอนที่ 59 – เข้าข้าง
ปฏิคมเดินปึงปังเข้ามาในห้องพวกหนุ่มๆ ทำเอาเด็กผู้ชายในห้องพากันมองเขาอย่างงุนงง พันธกรที่เห็นเพื่อนเพิ่งกลับมาจากนอกห้อง เขาก็ยืนขึ้นและถามว่าไปไหนมา? ทันใดนั้นเอง ปฏิคมก็ปล่อยหมัดใส่พันธกรอย่างแรง จนตัวเขาล้มลงไปกองกับพื้น ท่ามกลางความตกใจของทุกคนภายในห้อง
“เฮ้ย!” พันธกรที่นั่งบนพื้นร้องลั่น เอามือกุมแก้มที่โดนปฏิคมต่อย “แกจะมาต่อยฉันทำไมวะ? ฉันทำอะไรผิด?”
“ผิดสิ!” ปฏิคมชี้ไปที่พันธกร “รู้ไหมสาเขาได้ยินคำพูดของแกหมดแล้ว ตอนนี้เธอกำลังเสียใจอย่างมาก แกมีตาบ้างหรือเปล่า?”
พันธกรได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจ แต่เขาก็คลายความตกใจลง และรีบบอกกับเพื่อนสนิท “เออ ก็ดีเหมือนกัน สาจะได้ทำใจได้ซะที”
“ก็ดีเหมือนกันเหรอ?” ปฏิคมตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อของพันธกรจนดึงตัวเขาลุกขึ้นมาด้วย “มันดียังไง? แกทำให้สาเสียใจนะ! แกต้องรับผิดชอบนะเว้ย! ฉันไม่ยอมปล่อยให้สามีน้ำตาหรอก”
“ก็จะให้ทำไงวะ!?” พันธกรเป็นฝ่ายตวาดใส่ปฏิคมบ้าง “ก็คนมันไม่ชอบนี่ จะฝืนให้ชอบได้ยังไง?”
“แกไม่สงสารสาบ้างเลยหรือวะ?” ปฏิคมยังดึงคอเสื้อพันธกรอยู่ พันธกรเลยพยายามแกะมือของปฏิคมออกจากคอเสื้อของเขา ในขณะที่ทรัพย์สิน พี่ใหญ่แห่งพวกทหารเด็กม.ปลายก็ร้องห้ามขึ้นมา
“พอเถอะ น้องคม เพื่อนกัน อย่ามีเรื่องกันเลย” ทรัพย์สินพยายามปรามปฏิคม แต่ปฏิคมไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ตอนนี้เขากำลังโกรธพันธกรที่ทำให้วรรณสาเสียใจ เขาเองก็รู้ว่าในใจของวรรณสามีแต่พันธกรคนเดียว ไม่ใช่เขา แต่เขาก็เป็นห่วงวรรณสาอยู่ดี ถึงแม้จะไม่ใช่คนของเธอก็ตาม
“ไม่ พี่ วันนี้ผมกับไอ้นี่ต้องพูดกันให้รู้เรื่อง” ปฏิคมบอกออกมา “ตกลงแกจะทำยังไง? แกจะปล่อยให้สาเสียใจไปตลอดกาลเลยเหรอ?”
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงวะ? คุยกับเธอให้เธอยอมรับเหรอ?” พันธกรถามขึ้นมา ปฏิคมก็พยักหน้า
“ใช่ พูดกับเธอบ้าง อย่างน้อย ก็ทำให้เธอสบายใจขึ้นสักนิดก็ยังดี ช่วยอธิบายให้เธอเข้าใจบ้างก็ยังดี ไม่ใช่พูดแต่ไม่ชอบๆ อย่างเดียว” ปฏิคมกล่าวเสียงกระชาก “แกมันคนใจร้าย เล่นพูดออกมาแบบนั้นได้ยังไง?”
“อ้าว? ก็บอกไปแล้วว่าคนมันไม่ชอบ!!” พันธกรเป็นฝ่ายตะคอกใส่ปฏิคมบ้าง ปฏิคมเลยดึงคอเสื้อของพันธกรใหญ่ จนดึงตัวเขาให้ลอยขึ้นมาด้วย
“ไปบอกสาซะ! ให้เธอเข้าใจ” ปฏิคมบอกเสียงแข็ง “ฉันเข้าใจที่แกไม่ชอบสา แต่ฉันไม่พอใจที่แกพูดอะไรไม่รับผิดชอบ แกต้องไปขอโทษสา!”
“แล้วฉัน...” พันธกรจะกล่าวออกมาอยู่แล้ว แต่วรรณสากลับยืนอยู่นอกห้อง เอามือจับขอบประตูอยู่ เขาถึงกับหยุดพูดทันที พันธกรที่หยุดพูดไปจ้องไปทางด้านหลัง ทำเอาปฏิคมหันกลับไปมองว่าพันธกรจ้องใคร?
“สา...” ปฏิคมเผลอปล่อยมือที่ขยุ้มคอเสื้อของพันธกรออก ก่อนจะเดินเข้ามาหาวรรณสา ตาเธอเป็นสีแดงจากการร้องไห้และมีน้ำมูกนิดหน่อย ปฏิคมดึงวรรณสาออกจากห้องนอนพวกหนุ่มๆ ไปเลย แล้วก็พาเธอเดินลงบันไดไปด้านล่าง ตอนนั้นเอง พันธกรก็มองไปรอบๆ ห้อง มีแต่พวกผู้ชายมองเขาเต็มไปหมด
“นี่ อย่ามองผมอย่างนั้นนะ ผมไม่ใช่คนใจร้าย” เขาบอกออกมา ก่อนทุกคนจะเข้าใจผิด “ก็ผมไม่ได้ชอบ ถ้าเป็นพวกพี่ๆ จะทำยังไง? จะฝืนใจตัวเองได้ยังไง? เข้าใจผมมั่งสิ”
“เข้าใจน่ะเข้าใจ” วาสุกรีกล่าวขึ้นเสียงเบา ทำเอาพันธกรหันไป “แต่น้องพันน่าจะไปอธิบายอะไรกับน้องสาหน่อยนะ ให้เธอไม่เสียใจก็ยังดี เมื่อกี้พี่เห็นเธอตาแดง คงร้องไห้มาแหละ”
แต่พันธกรส่ายหน้าอย่างปฏิเสธ เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี? ขณะเดียวกัน ปฏิคมที่นั่งกับวรรณสาที่ชั้นล่าง ปฏิคมก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้กับวรรณสา เธอบอกขอบใจพลางรับมาซับน้ำตา
“ไม่เป็นไรหรอก คม” วรรณสาบอกทั้งน้ำตา “สาต้องเข้มแข็งเข้าไว้ สาต้องผ่านมันไปให้ได้ ในเมื่อเขาบอกออกมาขนาดนั้นแล้ว สาต้องทำให้ได้”
“ไอ้พัน” ปฏิคมจะลุกไปหาเรื่องพันธกรอีกครั้ง แต่ถูกวรรณสาดึงแขนเสื้อไว้ พลางบอก
“อย่าไปทำร้ายพันเลย พันไม่ได้ผิดอะไร” วรรณสาบอก “เขาพูดออกมาจากใจจริงก็ดีเหมือนกัน สาจะได้รู้ตัวซะที” “มันไม่ได้ผิดอะไรเหรอ?” ปฏิคมถามวรรณสาเสียงดัง “มันทำสาเสียใจนะ ไอ้เพื่อนคนนี้ ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว”
“ไม่นะ คม อย่าทำร้ายพัน” วรรณสารีบห้ามเขาไว้ ทำเอาปฏิคมยิ่งปวดใจ ขนาดพันธกรทำถึงขนาดนี้แล้ว เธอยังไปปกป้องเขาอีก สงสัยวรรณสาคงจะชื่นชอบในตัวพันธกรมากจริงๆ
“สาเข้าใจความรู้สึกแล้วล่ะ เข้าใจความรู้สึกของคมแล้ว” วรรณสากล่าวพลางปาดน้ำตาออกไปอีกหยด “ความรู้สึกตอนที่โดนปฏิเสธ มันเป็นยังไง? สาเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว”
“โธ่ สา” ปฏิคมอยากจะโอบไหล่เธอ แต่ไม่กล้าทำอย่างนั้น จึงได้แค่จับมือเอาไว้ วรรณสาก็ยินยอมให้ปฏิคมจับมือของเธอเอาไว้ แล้วเธอก็ร้องไห้อีกครั้ง น้ำตาเธอไหลไม่หยุด ปฏิคมที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกโกรธพันธกรอย่างมาก
“สาขึ้นนอนเถอะ อย่ามาอยู่ข้างล่างเลย” ปฏิคมบอก ตอนนั้นเอง ณปภาก็เดินผ่านมาพอดี เห็นปฏิคมนั่งอยู่กับวรรณสาที่ร้องไห้ เธอก็เลยถามขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้น?
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่เรื่องเข้าใจผิดกันเล็กน้อย” ปฏิคมตอบแบบเลี่ยงๆ ออกไป แต่ณปภาไม่เชื่อ เธอเค้นความเอาจนได้
“น้าไม่เชื่อหรอก เล่นน้องสาร้องไห้แบบนี้ มันต้องมีเรื่องแน่ๆ ใช่ไหม?” ณปภาเดินเข้ามาหาวรรณสา แล้วก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าของปฏิคมเช็ดน้ำตาให้เธอ ก่อนจะกล่าว “มีอะไรก็บอกน้าได้ น้าเต็มใจช่วยทุกอย่าง”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คุณน้าภาไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวสาก็ทำใจได้เอง” วรรณสาพูดออกมา ณปภาจึงเดาได้ว่าเป็นเรื่องของพันธกรแน่ๆ ไม่มีเรื่องไหนหรอกที่จะทำให้วรรณสาร้องไห้ออกมาได้ นอกจากเรื่องนี้เท่านั้น เธอเลยถามวรรณสาขึ้นมา
“บอกออกไปแล้ว เขาปฏิเสธเหรอ?” ณปภาถามออกมา ทำเอาปฏิคมตกใจ ไม่คิดว่าณปภาจะรู้เรื่องนี้ด้วย วรรณสาก็ค่อยๆ พยักหน้าเบาๆ
“โธ่ เด็กน้อย” ณปภาเข้ามาโอบกอดตัววรรณสาไว้ “ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร รักก็แบบนี้แหละ มันอาจจะต้องมีผิดหวังกันบ้าง เป็นเรื่องปกติธรรมดา”
“แต่เขาเป็นรักแรกของหนู” วรรณสาที่ร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหลบอกออกมาเสียงสั่น “หนูไม่เคยชอบใครขนาดนี้มาก่อน เพราะงั้น หนูถึงยิ่งเจ็บไง ที่เขาตอบปฏิเสธ”
ปฏิคมที่มองวรรณสาโอบกอดกับณปภาแบบนั้น เขาก็คิดอยากจะไปเอาเรื่องพันธกรจริงๆ แต่กลัวว่าถ้าทำ วรรณสาจะโกรธเอา ขณะที่ณปภากำลังปลอบโยนวรรณสาอยู่ เขาก็ลุกขึ้นและเดินบันไดขึ้นไปชั้นบน เข้าไปในห้องนอนของพวกหนุ่มๆ ทรัพย์สินที่เห็นปฏิคมกลับมาแล้วก็สะกิดพันธกร พันธกรหันหน้ามา ปฏิคมจ้องมองเขาตาขวาง
“สาเป็นไงบ้าง?” พันธกรถามออกมา ทำเอาปฏิคมส่ายหน้าออกมา
“แกไม่ต้องไปห่วงหรอก แกทำใจเธอสลายไปแล้ว” ปฏิคมกล่างว่าพันธกรแล้วนอนลงไปกับพื้น เอาศีรษะหนุนหมอนแล้วก็ปิดตาลง ทรัพย์สินออกจะโล่งใจที่ไม่มีเรื่องเกิดขึ้นครั้งที่สอง ขณะที่พันธกรยืนนิ่งอยู่ เขาเองก็ไม่ใช่จะไม่รู้สึกผิดที่ไปบอกความในใจของตัวเองให้วรรณสาได้ยิน เขาเองก็อยากไปขอโทษเธอเหมือนกัน แต่พอรู้ว่าวรรณสาคิดอย่างไรกับเขาจริงๆ แล้ว เขาเองก็ไม่กล้าคุยกับเธอ
“เฮ้อ นอนกันเถอะ” ทรัพย์สินตัดสินใจบอกกับทุกคน “เดี๋ยวพี่ไปแปรงฟันก่อนนะ” ว่าแล้วทรัพย์สินก็ลุกไปยังห้องน้ำ เข้าไปแปรงฟันในห้องน้ำ คนต่อไปก็เป็นวาสุกรี ตามด้วยปราชญา ภัทรและชัชชัย พอทุกคนทำความสะอาดช่องปากหมดแล้วก็เตรียมนอนหลับ ทรัพย์สินเดินไปปิดไฟ ห้องตกอยู่ในความมืด มองไม่เห็นใครเลย
“หวังว่าพวกเอไอคงไม่บุกมาคืนนี้นะ?” ภัทรกล่าวขึ้นมา ชัชชัยที่ได้ยินอย่างนั้นก็กล่าวขึ้น
“มาก็ดี จะได้ฆ่าพวกแม่งให้ตายให้หมด”
“แต่กระสุนกับระเบิดเราเหลือน้อยแล้วนะ น้องชัย” ทรัพย์สินที่นอนบนเตียงเอ่ยขึ้น “ขืนมันมาอีกจะยุ่งเอา ภาวนาอย่าให้มันเข้ามาบุกดีกว่า”
ชัชชัยเลยถอนหายใจออกมา เขาโกรธเกลียดเคียดแค้นพวกเอไอที่มาพรากสุคนธาไป จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่ให้อภัย ภัทรที่ได้ยินชัชชัยบอกอย่างนั้น เขาก็ถึงกับถอนหายใจออกมา ชัชชัยโกรธแค้นพวกเอไอมากจนไม่สามารถดึงกลับมาได้แล้ว
พันธกรที่นอนข้างๆ ปฏิคม เขาก็นอนหนุนหมอนเหมือนกัน เขาไม่อยากสนใจปฏิคมอีกแล้ว ถึงปฏิคมจะว่าอย่างไรก็ตาม แล้วเขาก็คิด คิดว่าควรจะไปพูดกับวรรณสาดีไหม? ให้เธอเข้าใจเสียที แต่ปัญหามันอยู่ที่เขามองหน้าเธอไม่ติดเสียแล้ว ก็วรรณสาเล่นบอกความรู้สึกของตัวเองที่มีกับเขาออกมาแบบนั้น
เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง พันธกรตื่นขึ้น และพบว่าทรัพย์สินกับปราชญาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ส่วนภัทร ชัชชัย และวาสุกรีกำลังสวมเสื้อใหม่ ปฏิคมเองก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเช่นกัน พันธกรเลยเอ่ยขึ้นมา
“ทำไมไม่มีใครปลุกผมเลยล่ะ?” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ ปราชญาเลยตอบ
“เห็นน้องนอนหลับสบาย เลยไม่กล้าปลุก” เขาตอบ “แต่ตื่นมาก็ดีละ รีบอาบน้ำ แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้าซะ เราจะได้ไปทานมื้อเช้า ไม่รู้ว่าวันนี้มีอะไร?”
แล้วพวกหนุ่มๆ ก็เดินลงจากห้องของพวกเขา ลงบันไดไปด้านล่าง ก็พบว่าพวกผู้หญิงมานั่งรอกันอยู่แล้ว พันธกรสบตากับวรรณสาที่นั่งฝั่งตรงข้ามแค่ครู่เดียว ทั้งสองก็เบือนหน้ากันหนีไป ปฏิคมที่เห็นดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ
มื้อเช้านี้ก็มากมายและอร่อยเช่นเคย แต่วรรณสาไม่ได้มีโอกาสแสดงฝีมือ เธอยังคงเสียใจเรื่องพันธกรอยู่จนไม่เป็นอันทำอะไร ณปภาปลอบก็ไม่ดีขึ้น ดังนั้น เมื่อมื้อเช้าเสร็จแล้ว วรรณสาจะรวบรวมจานชามที่พวกตนกินไปล้าง แต่ณปภาบอกให้หยุดก่อน
“ทำไมละคะ?” วรรณสาถามออกมา แต่ณปภาไม่ได้ตอบเธอ แต่เธอกลับเรียกพันธกรที่กำลังจะออกไปหาพสุและไปโรงเรียนให้เข้ามาพูดกับเธอหน่อย วรรณสาเห็นดังนั้น เธอก็แปลกใจว่าณปภาจะทำอะไร? แต่ก็ไม่กล้ายุ่งด้วย เธอเลยขึ้นไปบนห้อง สะพายกระเป๋าไปโรงเรียนเสียเลย
“น้องพันทำตัวไม่น่ารักเลยนะ” เป็นครั้งแรกที่ณปภาตำหนิพันธกร ฝ่ายพันธกรก็งุนงงพลางถาม
“ทำตัวไม่น่ารักยังไงครับ?” เขาถามกลับ
“ก็เล่นไม่สนใจใยดีน้องสาเลยน่ะสิ” ณปภาเฉลยออกมา “ทำไมไม่ปรับความเข้าใจกัน? ปล่อยให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ต่อไปหรือ?”
“โธ่ เรื่องนี้นี่เอง” พันธกรถอนหายใจออกมา “ผมน่ะ อยากปรับความเข้าใจจากเธอจะตาย แต่ผมเข้าหน้าเธอไม่ติดแล้ว ยิ่งเธอบอกว่าชอบผม ผมยิ่ง...”
ณปภาถอนหายใจออกมา เธอก็พอเข้าใจความรู้สึกของพันธกรอยู่เหมือนกัน แต่เธอก็แอบโกรธพันธกรนิดหน่อยที่ทำให้วรรณสาเสียใจ เธอพูดออกมา “แต่ยังไง น้องพันก็ควรไปคุยกับน้องสา คุยกันให้รู้เรื่อง ให้น้องสาสบายใจ ไม่ใช่ทำแบบนี้”
“ผม...” พันธกรพูดพลางถอนหายใจออกมาอีกรอบ “ครับ ได้ครับ ผมจะลองพยายามพูดดู” เขาพูดออกมาแบบนั้น แต่ในใจจริงๆ เขาไม่กล้าหรอก เขาไม่กล้าเข้าใกล้วรรณสาอีกต่อไปแล้ว ถ้าณปภามารู้เข้าทีหลังว่าเขาโกหก เขาคงโดนโกรธน่าดู
“ดีแล้วจ้ะ” ณปภาเลยยิ้มให้พันธกร “นั่นแหละ ไปอธิบายให้เธอเข้าใจ ให้เธอยอมรับ ให้เธอรู้ว่าน้องพันก็สนใจเธอเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย”
“ครับ” พันธกรยกมือไหว้ณปภา “งั้นผมหาไอ้ดินมันก่อนนะครับ แล้วจะไปโรงเรียนต่อ จะได้ไปคุยกับสาด้วย”
“จ้ะ ไปเถอะ” ณปภายิ้มพร้อมกับโบกมือลา แล้วก็นึกขึ้นได้ “อ้อ เอากับข้าวนี่ไปฝากดินด้วย น้องสาไม่ได้ทำอาหารเช้านี้ น้าเป็นคนทำให้”
แล้วเขาก็รับถุงใส่แกงมาจากณปภา ก่อนจะเดินไปยังโรงพยาบาลในอาณาเขต ขึ้นบันไดไปยังชั้นห้องพักคนไข้รวม แล้วก็อย่างที่คาด พสุมาเฝ้าแม่แต่เช้าอีกแล้ว พันธกรเห็นพสุก็ทักทาย
“โย่ว” พันธกรเข้ามาแตะตัวพสุ ทำเอาเขาสะดุ้งด้วยความตกใจ พันธกรที่เห็นแบบนั้นก็ถามว่าเป็นอะไร?
“มาให้เสียงมั่งสิวะ ตกใจหมด” พสุกล่าวโทษพันธกร พลางมองไปที่ถุงใส่กับข้าววันนี้ “วันนี้ สาทำอะไรมาให้กินเหรอ? แกงจืดหรือเปล่า?”
“เปล่า” พันธกรตอบแล้วก็รีบบอก “ไม่ใช่เรื่องแกงจืดนะ แต่น้าภาเป็นคนทำ ไม่ใช่สาคราวนี้”
“อ้าว?” พสุเลยถามออกมาอย่างุนงง “แล้วใครทำล่ะ? กับข้าวมื้อนี้?”
พันธกรเลยบอกออกไปว่าเป็นณปภาที่ทำ พสุเลยถามว่าทำไมวรรณสาไม่แสดงฝีมือเองคราวนี้ พันธกรถอนหายใจออกมาอีกเฮือก ก่อนจะกล่าว
“สารู้แล้วว่าฉันคิดยังไงกับเธอ” พันธกรบอก “สารู้ความจริงทุกอย่างแล้ว”
“เฮ้ย! ก็ดีน่ะสิ” พสุที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรพูดออกมา “แบบนี้สาจะได้สมหวัง...”
“ไม่ใช่” พันธกรตัดบทไปเลย “สารู้แล้วว่าความจริงคือฉันไม่ได้ชอบสาแบบเป็นคนรักกัน”
พสุถึงกับมองหน้าพันธกร แล้วเขาก็ทำหน้าขุ่นมัวจนพันธกรแปลกใจ พันธกรเลยถามออกมาว่า “แกทำหน้าแบบนั้นทำไม? ฉันทำอะไรผิด?”
“ผิดสิ ก็สารักแก แต่แกกลับไม่ชอบสาซะนี่” พสุบอกออกมา “ถึงว่าสิ ทำไมเธอไม่ทำอาหารมาวันนี้ คงเสียใจอยู่แน่ๆ” “แกเป็นห่วงจิตใจสา แกไม่เป็นห่วงจิตใจฉันบ้างเหรอวะ?” พันธกรพูดเบาๆ เพราะแม่ของพสุหลับอยู่ “ก็จะให้มันทำยังไง? ก็คนมันไม่ชอบแบบคนรักกัน จะให้ฝืนคบกันเหรอ?”
“ที่สาเสียใจแบบนี้ แสดงว่าแกยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กับสาล่ะสิ?” พสุคาดเดาได้ถูกต้อง พันธกรเลื่อนเก้าอี้มา แล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ พสุ
“ใช่” เขายอมรับ “ฉันบอกตรงๆ ฉันเข้าหน้าเธอไม่ติดอีกต่อไปแล้ว”
“แต่แกต้องคุยกับสาให้รู้เรื่องนะเว้ย” พสุบอกออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวสาเกิดเข้าใจอะไรผิดขึ้นมาจะยุ่ง”
“ก็นั่นแหละ มันทำไม่ได้นี่นา” พันธกรโอดครวญ “ถ้าแกไม่เป็นฉัน แกจะไม่เข้าใจหรอก ว่ามันยากแค่ไหนที่จะพูดออกไป”
พสุส่ายหน้าก่อนจะบอก “แล้วแต่แกละกัน” ก่อนที่เขาจะไปยืมจานชามจากนางพยาบาล แล้วเอาแกงราดใส่ชาม พร้อมกับตักข้าวกิน หนนี้ พสุไม่ได้ชื่นชมรสชาติอาหารออกมา อารมณ์คงไม่ดี พันธกรรู้สึกน้อยใจจริงๆ มีแต่คนเข้าข้างวรรณสาทั้งนั้น ไม่มีใครเข้าข้างเขาเลย
พอเสร็จจากการไปหาพสุ เขาก็เข้าไปในเขตโรงเรียน ก็เจอกชพรรณกำลังยืนรออยู่ พันธกรที่เห็นกชพรรณกำลังยืนอยู่พลางมองไปรอบๆ ก็ทักเธอขึ้น “พรรณ!”
“อ้าว? พัน มาซะที” กชพรรณดูนาฬิกาข้อมือ “จะเข้าแถวอยู่แล้ว ทำไมมาช้าจัง?”
“ไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลน่ะ” พันธกรบอกออกมา ทำเอากชพรรณตกใจ
“เพื่อนเป็นอะไรเหรอ?” เธอถาม พันธกรก็เลยบอกว่าไม่ใช่ แม่ของเพื่อนต่างหากที่เป็น กชพรรณได้ยินอย่างนั้นก็โล่งใจ นึกว่าเพื่อนของพันธกรจะเป็นอะไรไป
“เราไปเข้าแถวกันเถอะ” เสียงกระดิ่งสัญญาณเตือนดังพอดี กชพรรณกับพันธกรเลยเดินไปเข้าแถวห้องเดี๋ยวกัน หลังจากเคารพธงชาติเสร็จ ก็ปล่อยนักเรียนขึ้นห้อง ฝ่ายชนินทร์ที่อยู่กับทวินนา ทวินนาเองก็พอเข้ากันกับเขาได้แล้ว เริ่มไว้ใจเขาแล้วเหมือนกัน
“วันนี้ นาจะมาบ้านวินอีกไหม?” ชนินทร์ถาม ทวินนาที่ได้ยิน เธอก็อยากจะปฏิเสธ เพราะเธอต้องไปกินข้าวที่บ้านณปภา บ้านของชนินทร์ต้องเตรียมอาหารไว้แน่
“เอ่อ คือ” ทวินนาที่พูดอะไรไม่ออก ชนินทร์เห็นท่าทางแบบนั้น เขาก็หัวเราะอย่างสบายใจ
“เราไม่บังคับนาหรอก” ชนินทร์ว่า “จะไม่ไปก็ไม่ได้ว่าอะไรทั้งนั้น ไม่เห็นต้องทำหน้าหนักใจเลย”
“เหรอ?” ทวินนาเลยโล่งใจที่ชนินทร์ไม่ได้ว่าอะไร พอดีตอนนั้นเอง ก็มีเด็กสาวคนหนึ่ง ผูกผมทรงหางม้าสีดำ เดินเข้ามาหาชนินทร์กับทวินนา ทวินนาออกจะแปลกใจที่เธอคนนั้นเข้ามาหา
“นิน” เด็กสาวคนนั้นพูดขึ้น ดูท่าทางน่าจะอยู่ชั้นม.หกเหมือนกัน เธอเดินเข้ามาจับมือกับชนินทร์ พร้อมกับถามพลางหันหน้าไปทางทวินนา “นี่ใครน่ะ?”
“หัท?” ชนินทร์เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่ดีเท่าไหร่นัก เด็กสาวเลยเอาหน้ามาซบแขนเขา แต่ชนินทร์กลับสะบัดออกไปเหมือนรังเกียจ เล่นเอาฝ่ายเด็กสาวทำหน้าขุ่นเคืองทันที
“นินเป็นอะไรน่ะ? ทำไมทำเย็นชากับหัทจัง?” ฝ่ายเด็กสาวถามเขาขึ้นมา พลางจ้องหน้าทวินนา “แล้วหล่อนเป็นใคร? มายุ่งกับแฟนคนอื่น?”
“หัท!” ชนินทร์ร้องออกมา แล้วเขาก็รีบบอก “หัทกับนินไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว”
“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ นิน ก็นินเป็นแฟนหัทจริงๆ นี่” เด็กสาวคนนั้นตอบหน้าตาเฉย ชนินทร์มองไปที่ทวินนาที่จ้องมองเด็กสาวนิ่งๆ ก่อนที่เขาจะรีบบอก
“เรา ‘เคย’ เป็นแฟนกันต่างหาก” ชนินทร์บอก “หัททิ้งนินไปมีคนอื่นแล้ว จะกลับมาอีกทำไม?”
“แหม ก็ตอนนั้นหัทโง่เอง หัทยอมรับว่าหัทนอกใจนิน” เด็กสาวบอกออกมา “แต่หัทก็เสียใจนะ นิน กลับมาเป็นแฟนกับหัทเหมือนเดิมเถอะนะ”
“ไม่!” ชนินทร์ขัดขึ้นเสียงดัง ทำเอาทวินนาตกใจเหมือนกัน เด็กสาวทำสีหน้าโกรธเกรี้ยวพลางยืนเท้าเอว ก่อนจะชี้หน้าไปที่ทวินนา
“หรือเป็นเพราะแก? แกแย่งนินไปจากฉันใช่ไหม?” เด็กสาวชี้นิ้วไปที่ทวินนา ฝ่ายทวินนาก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรเลย เธอไม่พูดอะไรออกมา แต่ชนินทร์กลับพูดขึ้นก่อน
“นี่คือคุณทวินนา เขาเป็นหนึ่งในเด็กทหารม.ปลายที่ช่วยเหลืออาณาเขตเราเอาไว้” ชนินทร์บอกออกมาเสียหมด ฝ่ายเด็กสาวได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไปเลย ทวินนาก็กอดอกพลางทำหน้าเชิด
“อ๋อ พวกเด็กทหารเด็กม.ปลายสินะ?” เด็กสาวคนนั้นว่าออกมา “ก็ไม่เห็นจะทำอะไรได้เท่าไหร่เลย พวกผู้ใหญ่ในอาณาเขตต่างหากที่ทำ”
“หัท!” ชนินทร์ที่ได้ยินอย่างนั้น เขาก็ส่งเสียงดัง “พวกเขาอุตส่าห์ช่วยเหลือพวกเราเอาไว้นะ”
“คนอื่นน่ะคงใช่ แต่หัทว่ายัยนี่ไม่ได้ช่วยอะไรหรอก” อีกฝ่ายบอกออกมา ทวินนาเลยพูดออกมา
“ช่วยสิคะ” ทวินนาบอกออกมาพร้อมกับข่มขู่ “ฉันเองก็ต่อสู้ ยิงปืนเป็นนะ ถ้าใครคิดจะมาดูหมิ่นละก็ คิดทบทวนให้ดีๆ อีกครั้งก่อนนะ”
ฝ่ายเด็กสาวถึงกับจ้องเธอตาเขม็ง แล้วจู่ๆ ก็เดินชนเธอไปเลย ทวินนาส่ายหน้าออกมา ทำเอาชนินทร์ต้องรีบบอก “อย่าไปสนใจเลยครับ”
“เธอเป็นใครเหรอ? แฟนเก่านินเหรอ?” ทวินนาหันมาถาม ชนินทร์ก็ถอนหายใจก่อนจะพยักหน้าอย่างยอมรับ
“แต่เราจบกันแล้ว” ชนินทร์รีบบอกออกมา “เขาทิ้งนินไปมีคนอื่น แล้วพอถูกทิ้งบ้างก็จะกลับมา แต่นินไม่ยอมรับหรอก”
“ไม่สงสารเธอเลยบ้างเหรอคะ?” ทวินนาถามอย่างลองเชิง ฝ่ายชนินทร์ก็ปฏิเสธ
“เธอไม่ใช่คนน่าสงสารเลยครับ อย่าให้พูดเลย” ชนินทร์ส่ายหน้าออกมา “อีกอย่าง เอ่อ... ผมก็เจอคนที่น่าสนใจคนใหม่แล้ว”
“หือ? ใครเหรอ?” ทวินนาถามอย่างอยากรู้ ชนินทร์หน้าเริ่มแดงระเรื่อออกมา ก่อนจะตอบ
“ก็นาไง” เขาตอบตามจริง ตามหัวใจเขาจริงๆ “นินเจอนาแล้ว ก็เหมือน เอ่อ” เขาอยากจะพูดแต่พูดไม่จบ ฝ่ายทวินนาที่ได้ยินดังนั้น เธอก็หัวเราะออกมา ทำเอาชนินทร์ยิ่งเขินอาย
“เข้าห้องเรียนกันดีกว่า” ทวินนาชักชวนชนินทร์ให้เข้าไปในห้องเรียน ไม่รู้เป็นอะไร เธอกลับลืมเรื่องของพันธกรไปแล้ว ลืมไปเสียสนิทเลยว่าเธอเคยชอบพันธกร ลืมไปแล้วว่าพันธกรปฏิเสธเธอ ในใจเธอตอนนี้ มีแต่เรื่องของชนินทร์ทั้งนั้น