ก้อนดินนอนมองเพดานห้องพักฟื้นด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะชำเลืองมองขวดน้ำเกลือเปล่าๆ ที่แขวนอยู่เยื้องกับศีรษะเล็กน้อยถึงปานกลางมันแขวนอวดความว่างเปล่าแบบนี้มาชั่วโมงกว่าแล้ว
"ประกันสังคมก็จ่ายทุกเดือนทำไมแลดูเหมือนใช้สิทธิ์รักษาฟรี"
นั่นคือเสียงที่ร่ำร้องอยู่ในหัวใจของเซลล์หนุ่มนักขายเครื่องกรองน้ำมืออาชีพที่เดือนนี้ยังขายไม่ได้เลยแม้แต่เครื่องเดียวแล้วใยเคราะห์กรรมยังกระหน่ำซ้ำเติมให้เขาต้องมานอนหมดสภาพอยู่ในโรงพยาบาลหลวงกลางกรุงอีก
"นี่ห้องวีไอพีแน่เหรอฟะ"ชายหนุ่มพึมพำ ระหว่างที่มองไปรอบๆ ห้องพักฟื้นแค่ผนังสีเหลืองกับโคมไฟสนามนี่ก็ดูไม่ใช่แล้วถ้าหากไม่เคยมีนางพยาบาลเข้ามาในห้องล่ะก็เขาคงเข้าใจว่าตัวเองถูกลักพาตัวมาไว้ในโรงแรมจิ้งหรีดที่ไหนสักแห่งแน่ๆ
"ร่างกายอ่อนเพลียน่าจะเพราะขาดสารอาหาร คงต้องให้น้ำเกลือหลายวัน" คุณพยาบาลวัยกลางคนบอกหลังจากที่ตรวจวัดความดันและค่านั่นนู่นนี่ให้เขา ก่อนจะออกไปจากห้องและหายเงียบไปจนกระทั่งบัดนี้
"รออีกสักชั่วโมงแล้วกัน"ก้อนดินบอกตัวเอง แล้วนอนมองเพดานต่อไปเขาไม่ได้สนใจรายการทีวีที่คุณพยาบาลเปิดไว้ให้ เพราะไม่ใช่แนวที่ชอบดู อ้อ...ไม่มีกะจิตกะใจจะดูด้วย
"จะไม่ขาดสารอาหารได้ไงเงินเดือนสามพัน ค่าคอมตามยอด ขายไม่ได้ก็กินมาม่าวนไป จะใส่หมูใส่ไข่แม่งก็ขึ้นราคา"
หากใครทะเล่อทะล่าเปิดประตูเข้ามาในห้องตอนนี้คงได้ยินเสียงบ่นอันยืดยาวของก้อนดิน ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครเข้ามาไม่ว่าจะเป็หัวหน้าของเขา เพื่อนร่วมงานของเขา ครอบครัวของเขาหรือแม้แต่คุณพยาบาล
"คร่อกกกกก..."
แล้วชายหนุ่มก็นอนบ่นจนหลับไปโดยที่ขวดน้ำเกลือยังว่างเปล่า และคุณพยาบาลยังไม่เข้ามา
เวลาเดียวกัน... ณมุมหนึ่งของสถานที่ที่มนุษย์ต่างเรียกขานกันว่า 'นรก'
"พอแค่นี้ก่อนได้เวลาเคสต่อไปแล้ว" ไมเคิลบอกดาวเหนือแล้วจัดการเปลี่ยนเคียวด้ามยาวให้กลับไปเป็ปากกาอย่างเดิม
"คงไม่ไหวหรอกครับรุ่นพี่ผมไม่ใช่อัจฉริยะหัวไว ที่จะฝึกใช้เคียวได้ในไม่กี่ชั่วโมง"ดาวเหนือบอกรองหัวหน้ายมทูตไปตามตรง หลังจากที่อีกฝ่ายไปลากตัวเขากลับมาฝึกใช้เคียวต่อจนครบครึ่งชั่วโมงอันเป็เวลาว่างน้อยนิดของการนำส่งดวงิญญาในวันนี้
"ผมไม่ได้จะฝึกให้นายใช้เคียวเป็ในไม่กี่ชั่วโมงแค่จะฝึกให้ใช้เคียวได้ จับเคียวเป็ในเวลาฉุกเฉินหรืออย่างน้อยก็ควรต้องรับเคียวได้ ถ้าผมโยนเคียวไปให้"ไมเคิลตอบในสิ่งที่เขาคาดหวัง ทว่าคำพูดประโยคสุดท้ายนั้นกลับทำให้ยมทูตฝึกหัดหนุ่มน้อยจินตนาการไปไกลถึงคมเคียวที่ตกลงกลางหัวของเขาแล้วตัดฉับ
...ภาพที่ไมเคิลใช้เคียวยมทูตตัดคอมารสูทขาวยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ และชวนให้เขา... คิดดีไม่ได้เลย ให้ตายเถอะ!
"เอ่อ...ถ้าเกิดผมรับเคียวพลาด แล้วมันตกลงมาตัดหัวผมท่านยมจะต่อให้เหมือนเดิมได้หรือเปล่าครับ?" ดาวเหนือตั้งคำถามที่ทำเอาอีกฝ่ายหันมามองหน้าเขาแปลกๆ
"ท่านยมไม่มีสกิลแบบนั้นหรอกนะ"
คำตอบของไมเคิลดับความหวังอันริบหรี่ของดาวเหนือลงในทันทีหนุ่มน้อยเข้าใจว่าผู้เป็ใหญ่ในนรกอย่างท่านยมจะมีอำนาจร้อยแปดพันเก้าที่จะบันดาลอะไรให้เกิดขึ้นก็ได้เสียอีก
"งั้นถ้าผมรับเคียวพลาดก็ตายฟรีสิครับเนี่ย?" ยมทูตฝึกหัดหนุ่มน้อยทำหน้าสิ้นหวังเหมือนมั่นใจเสียเหลือเกินว่าตัวเองจะตายเพราะเคียวยมทูตของไมเคิลตกใส่หัว
"ถ้าไม่ใช่พลังิญญาของเ้าของเคียวมันก็ฆ่าใครไม่ได้หรอก อย่าคิดอะไรพิลึกๆ ได้ไหม"ไมเคิลส่ายหน้าให้กับจินตนาการอันล้ำลึกและกว้างไกลของดาวเหนือ
"ถ้าเป็แบบนั้นผมจะได้โล่งใจครับ"
ท่าทางของดาวเหนือบ่งบอกว่าหนุ่มน้อยกำลังโล่งใจจริงๆเขากลัวตาย ทั้งๆ ที่เคยผ่านความตายมาแล้วอย่างนั้นน่ะหรือ เปล่าเลย...มันไม่ใช่ความกลัว ทว่ามันคือความรู้สึกเสียดายโอกาสในการเป็ยมทูตต่างหากอย่างน้อยดาวเหนือก็ขอให้เขาได้ส่งดวงิญญาของคนคนนั้นลงนรกก่อนที่เขาจะต้องกลับไปเกิดเพื่อใช้กรรมบนโลกมนุษย์
...ใช่แล้วหนุ่มน้อยกำลังหมายถึงเหยื่อรายแรกของเขา จอมลวงโลกที่ชื่อ 'ก้อนดิน'นั่นยังไง
"ฮัดเช้ยยยยย!!"
อาการคันจมูกเฉียบพลันทำให้ก้อนดินจามออกมาสุดแรง ชายหนุ่มใตื่นเพื่อที่จะพบว่าขวดน้ำเกลือของเขายังคงว่างเปล่า
"รออีกสักชั่วโมงแล้วกันคนไข้คงเยอะล่ะมั้ง" ก้อนดินพึมพำกับตัวเองแล้วเบนสายตาไปทางทีวีที่กำลังนำเสนอข่าวอุบัติเหตุ
"อยู่ๆเค้าก็ถอยหลังลงมาจากฟุตบาทครับ ระยะกระชั้นชิดเลย ดีว่าผมพึ่งเลี้ยวออกมาจากซอยยังไม่ได้เหยียบคันเร่งเท่าไหร่ ถ้าผมมาทางตรง คงหนักล่ะครับ"ผู้ชายหน้าตาคุ้นๆ คนหนึ่งกำลังให้สัมภาษณ์นักข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถยนต์ชนคนที่เกิดขึ้นในวันนี้ก่อนที่ผู้ประกาศข่าวสาวจะบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประกอบภาพจากกล้องวงจรปิดและวีดีโอจากกล้องหน้ารถ
ปิ๊นนนนน!!
โครมมมมม!!
เสียงแตรรถและเสียงการชนจากคลิปวีดีโอกล้องหน้ารถดังสนั่นหวั่นไหว ทำเอาก้อนดินถึงกับสะดุ้ง ไม่ใช่เพราะเขาขวัญอ่อนแต่เป็เพราะต้นตออุบัติเหตุในข่าว... คือเขาเอง
และมันก็ทำให้ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดย้อนกลับมาในความทรงจำของชายหนุ่มอีกครั้ง
ปังงงงง!!
เสียงปืนที่ดังขึ้นเรียกให้เขาหันขวับไปมองทางต้นเสียง ก่อนจะหันกลับมาทางคนสูทดำจอมจุ้นตรงหน้าทว่าหมอนั่นกลับหายไปต่อหน้าต่อตาเขา ซึ่งนั่นหมายความว่า...
"ผะ... ผะ...ผี!!" ก้อนดินร้องลั่น พร้อมกับถอยหลังลงฟุตบาทอย่างเร็วและหลังจากนั้นก็เป็อย่างที่ข่าวนำเสนอชายหนุ่มถูกรถยนต์ที่พึ่งเลี้ยวออกมาจากซอยชนเข้าอย่างจังมิหนำซ้ำเขายังกระเด็นไปกระแทกเสาไฟก่อนจะร่วงลงมาทรุดนอนตรงฝาท่อระบายน้ำปูนที่เปิดคาไว้ครึ่งนึง
และไม่ใช่แค่นั้น...เพราะแบงค์ร้อยในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของเขา ยังปลิวลงไปในท่ออีกด้วย
"เฮ้ย!!เงินฉัน... โอ๊ย!!"เขาตั้งใจจะเอื้อมมือลงไปคว้าเงินที่กำลังลอยละล่องลงไปในท่อ แต่กลับต้องชะงักเพราะความเ็ปที่แล่นจากแขนขึ้นมาที่สมอง มิหนำซ้ำพอใช้แขนอีกข้างยันตัวเองขึ้นก็กลับต้องพบว่าขาข้างหนึ่งของเขาใช้งานไม่ได้เช่นกัน
แล้วก็เป็อย่างที่เห็นตอนนี้...เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อใส่เฝือกแขนกับขาที่หักอย่างละท่อนซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะชนกับรถหรือเสาไฟฟ้าปูนกันแน่
"นานแล้วนะเนี่ย"ก้อนดินเบนสายตาไปทางหน้าห้อง ซึ่งยังไม่มีวี่แววของพยาบาลสักคน... เหมือนเดิม
"ไปตามดีไหม?"ชายหนุ่มคล้ายจะตั้งคำถามกับตัวเองทั้งที่สภาพร่างกายไม่ควรค่ากับคำถามนี้เอาเสียมากๆ จะบอกว่าเขาไม่เจียมบอดี้ก็ได้แต่เวลานี้ก้อนดินอยากทำยังไงก็ได้ ให้ตัวเองพ้นหูพ้นตาไปจากข่าวชวนอายนี่ถึงจะบอกว่าอีกไม่กี่วิมันก็จบ แต่เวลาหันไปเห็นทีวีมันก็ชวนให้เขาอดคิดถึงภาพอันน่าอัปยศอดสูไม่ได้อยู่ดี
"ไปสิวะรออะไร..." ก้อนดินถามเองตอบเองอย่างไม่ลังเล แล้วใช้มือข้างที่ยังปกติยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง
"ไม้เม้ยก็ไม่มีเอาไงดีฟะ" เขาพึมพำหลังจากที่มองไปรอบห้องแล้วไม่เห็นอะไรที่จะพาเขาไปถึงโต๊ะพยาบาลได้ นอกจาก...
"ใช้ไอ้นี่ก็ได้ฟะไหนๆ ก็ต้องลากไปด้วยอยู่แล้ว"
เหล็กข้างเตียงถูกขยับให้เลื่อนลงก่อนที่เสาน้ำเกลือจะกลายมาเป็ตัวช่วยในการพยุงสังขารร่างขึ้นจากเตียงโชคดีที่ตัวเขาสูงพอจะลงจากเตียงได้ แม้จะใช้ขาเพียงข้างเดียว ทว่า...
"เดินไงล่ะนี่"
สภาพเฝือกแขนซ้ายกับเฝือกขาขวาทำเอาก้อนดินยืนคิดอยู่นานว่า เขาควรเดินไปหาคุณพยาบาลด้วยท่าไหนในที่สุดชายหนุ่มก็เลือกวิธีดันเสาน้ำเกลือให้เลื่อนไปข้างหน้าก่อนจะใช้ขาที่ยังปกติอยู่ 1 ข้าง เขย่งเก็งกอยตามไปด้วยวิธีนี้ทำให้ก้อนดินเข้าใจในทันทีถึงคำกล่าว 10นาทีเหมือน 10 ปี ว่ามันเป็เช่นไร
"แฮ่ก... แฮ่ก...แฮ่ก..."
10 นาทีต่อมาก้อนดินก็คืบคลานมาจนถึงประตูห้องพักฟื้น เขายืนหอบอยู่พักใหญ่แถมยังยืนนิ่งอยู่นานเพราะชั่งใจว่า ตนควรจะไปต่อหรือพอซำนี้หากเขาเลือกที่จะไปต่อ เขาต้องใช้เวลาอีกนานขนาดไหนกว่าจะไปถึงและถ้าเขาเลือกที่จะตัดใจ เขาจะทำยังไง... กับท่าหมุนตัว
และขณะที่เขายืนคิดไม่ตกอยู่นั้น...
แอ๊ดดดดด...
ประตูห้องพักฟื้นถูกใครคนนึงผลักเข้ามาพลอยให้ก้อนดินต้องรีบเขยิบเท้าพาตัวเองหนีเพราะเกรงจะถูกอัดก๊อปปี้อยู่กับผนังห้อง
"อ้าว! พี่ก้อนมายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ครับเนี่ย โห! สภาพพี่แย่กว่าที่ผมคิดไว้อีกนะคนเหล็กอย่างพี่น่าจะแค่ถลอกปอกเปิกนิดหน่อยเองนี่นา ไมเยินขนาดเนี้ย"รุ่นน้องคนสนิทหัวหยิกฟูในชุดเสื้อยืดโปโลบริษัทกับกางเกงยีนส์จ้องมองสภาพเฝือกคูณสองของก้อนดิน เหมือนไม่อยากเชื่อตาตี่ๆ ของตัวเอง
"ใครเป็คนเหล็กฟะไอ้นัดฉันแค่เซลล์ธรรมดา กินมาม่าไปวันๆ เฟ้ย ไม่ตายก็บุญแค่ไหนแล้ว"ก้อนดินตอบคำทักทาย พลางปั้นหน้าเอือมระอาให้กับการเชิดชูเกียรติของอีกฝ่าย
“ผมชื่อนัสครับพี่ พี่ต้องออกเสียง สเสือ นิสนึง เวลาเรียกชื่อผมด้วยสิครับ" เ้าของชื่อ 'นัส' แย้งด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง เขาเป็หนุ่มน้อยวัย 20ต้นๆ ที่พึ่งจับพลัดจับผลูได้เข้ามาอยู่ในทีมขายเครื่องกรองน้ำเพราะดันทะเล่อทะล่าขี่มอเตอร์ไซค์ไปชนรถเก๋งของก้อนดินแล้วไม่มีตังค์จ่ายค่าเสียหาย
"เอ้อ...ว่าแต่พี่จะไปไหนครับเนี่ย สภาพนี้ยังจะเดินอีกเหรอ หรือว่าหมอให้ทำกายภาพ?"นัสวกกลับเข้าคำถามเดิมที่ยังไม่ได้คำตอบ
"เปล่า...พี่จะไปตามพยาบาลให้มาเปลี่ยนขวดน้ำเกลือ มันหมดมาหลายชั่วโมงแล้ว"ก้อนดินตอบเซ็งๆ พลางพยักพเยิดหน้าไปทางขวดน้ำเกลือว่างเปล่าที่ห้อยอยู่บนเสา
"คนไข้เยอะพี่เค้าคงยุ่งๆ กัน ดีมานด์กับซัพพลายไม่สมดุลก็งี้เนอะ แต่ไม่เป็ไรนะพี่เดี๋ยวผมพาพี่ไปเอง" นัสไม่พูดเปล่าแต่ช่วยพยุงรุ่นพี่ผู้น่าสงสารออกไปจากห้องโดยที่มืออีกข้างก็ลากเสาน้ำเกลือตามมาด้วย
"ขอโทษนะครับรุ่นพี่ผมรอน้ำเกลือหลายชั่วโมงแล้ว เค้าจะตายไหมครับ?" หนุ่มน้อยเ้าของชื่อนัสยิงคำถามใส่คุณพยาบาลทันทีที่พาสังขารของก้อนดินมาถึงโถงกลางของชั้น
"ตายแล้ว!แค่มาแจ้งก็พอค่ะ ไม่ต้องพาคนไข้มาด้วยแบบนี้"คุณพยาบาลจบใหม่หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ขาว หมวย สวย ตัวเล็กอุทานพร้อมกับเอามือทาบอก เมื่อหันมาเห็นสีหน้าคล้ายจะสิ้นชีพของก้อนดิน
"ผมกลัวคุณพยาบาลจะไม่เชื่อว่าน้ำเกลือหมดเลยพาพี่เค้ามาด้วยครับ นี่เค้าจะตายเลยเหรอครับ!?" นายนัสถามสีหน้าจริงจังคร่ำเครียดจนดูไม่ออกว่าเขาแกล้งพูดเล่น หรือเชื่อแบบนั้นจริงๆ
"ไม่ค่ะไม่ได้ตาย แต่ที่ใส่เฝือกไว้จะอักเสบนะคะ พาเดินมาแบบนี้"คุณพยาบาลพูดพร้อมกับรีบเข็นวีลแชร์มาให้ก้อนดินนั่งกลับห้อง
"อ๋อ โอเคครับผมเห็นคุณพยาบาลร้องว่าตายแล้ว นึกว่าพี่ชายผมจะอายุสั้น" นัสทำท่าโล่งใจจนก้อนดินนึกหมั่นไส้ อยากยันโครมรุ่นน้องไปจูบเสาต้นใหญ่ที่สุดกลางโถงโรงพยาบาลแต่ติดตรงที่ทำไม่ได้
และแล้วก้อนดินก็ได้กลับมานอนดูน้ำเกลือเต็มขวดอยู่ที่ห้องพักฟื้นสมใจโดยมีรุ่นน้องตัวป่วนตามมากวนบาทาอยู่ข้างเตียง
"ส้มนี่หวานดีนะครับพี่ก้อนแม่ค้าน่ารักด้วย"นัสแกะส้มที่เขาซื้อมาเป็ของเยี่ยมก้อนดินขึ้นมากินทีละกลีบพลางอวดสรรพคุณจนน้ำส้มกระเด็นใส่ผ้าห่มโรงพยาบาล
"ตกลงแกซื้อส้มมาฝากพี่หรือซื้อมากินให้พี่ดูฟะไอ้นัส?" ก้อนดินอดสงสัยไม่ได้
"ก็พี่เจเจบอกผมว่าพี่ก้อนไม่กินส้ม"นัสตอบคำถาม โดยที่ยังแกะส้มกินไม่หยุด
"ใช่ก็แล้วทำไมแกไม่ซื้ออย่างอื่นมาเยี่ยมล่ะ?" คราวนี้ชายหนุ่มตั้งคำถามระคนตัดพ้อแกมสงสัยว่าอีกฝ่ายกำลังแกล้งให้เขาอกแตกตายจะได้ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่ขี่มอเตอร์ไซค์มาชนรถ
"ก็แหม...แม่ค้าสวย ผมก็ดันหลวมตัวซื้อส้มไปแล้วด้วย จะซื้ออย่างอื่นตังค์ผมก็ไม่มีละ" นัสทำตาละห้อยให้ก้อนดินดูประกอบคำพูดรันทดท้ายประโยคทั้งที่มือยังแกะส้มลูกใหม่
"นี่ก็ตังค์ไม่มีเหมือนกันเดือนนี้ยังขายเครื่องกรองน้ำไม่ได้เลย สภาพแบบนี้คงทำงานไม่ได้อย่างต่ำก็ 3 เดือน" ก้อนดินส่ายหน้าให้กับคราวเคราะห์ของตัวเอง
"พี่ยังดีมีข้าวโรงบาลกิน"นัสโพล่งออกมาแบบไม่คิด จนเกือบโดนเฝือกแขนของก้อนดินเขกกะโหลกสั่งสอน
"นอนห้องพิเศษนี่ก็ต้องจ่ายค่าห้องแกคิดว่าประกันสังคมออกให้หมดหรือไง จะนอนห้องรวม แม่งก็ห้องเต็ม หรือแกคิดว่าสบายลองมานอนดูบ้างไหม"ก้อนดินเริ่มโมโหคำพูดประเภทแกว่งปากหาส้นของนัสขึ้นมาจริงๆ
"ไม่เอาครับขอโทษครับพี่ก้อน ผมลาล่ะคร้าบ" นัสยกมือไหว้ปะหลกๆแล้วรีบเก็บส้มที่เหลือใส่ถุง ก่อนจะทำท่ากราบลาพร้อมกับถอยหลังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
...เวลานี้จึงเหลือแค่ก้อนดินที่นั่งมองเฝือกแขนสลับกับเฝือกขาของตัวเองอยู่ในห้องเงียบๆ เพียงคนเดียว
"ค่าห้องที่ต้องจ่ายวันละพันสี่ถ้าขอหมออยู่ถึงพรุ่งนี้ ก็คงยังไม่ต้องไปถอนตังค์ เพราะมาม่ายังเหลือ"ชายหนุ่มพึมพำ พลางถอนหายใจหนักๆ ปิดท้าย กว่าจะถอดเฝือกได้ เขาคงต้องกดเงินที่เก็บออมไว้มาใช้จนหมด
...ไหนจะค่ามาม่าค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ แถมเดือนนี้ยังหาเงินค่าคอมมิชชั่นไม่ได้สักบาท
"ยินดีด้วยนะนายผ่าน่ทดลองงานแล้ว ต่อจากนี้ก็ตั้งใจทำงานให้มากๆ ล่ะขายเครื่องกรองน้ำให้ได้เยอะๆ จะได้กินหรูอยู่สบายเหมือนพวกรุ่นพี่เค้า อ้อ!ลืมบอกไป เงินเดือนที่ทางบริษัทเคยจ่าย่ทดลองงานห้าพันเราจะลดลงเหลือสามพันนะ"
คำพูดของผู้จัดการฝ่ายขายยังดังก้องอยู่ในหัวของก้อนดินทั้งที่นั่นมันก็ผ่านมาเป็ปีแล้ว อาชีพเซลล์ที่ใครๆ มองว่ากินดีอยู่ดีมีเงินใช้ไม่ขาดมือ สำหรับก้อนดิน มันช่างลุ่มๆ ดอนๆ บางเดือนเหมือนเศรษฐีแต่บางทีก็เหมือนยาจก
... หึ!นี่เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าผู้จัดการจะทำยังไงกับพนักงานขายที่ต้องนอนเกาเฝือกอยู่บ้านเฉยๆ 3 เดือนอย่างเขา
แอ๊ดดดดด...
เสียงเปิดประตูห้องพักฟื้นดังเร้าใจขึ้นมาอีกครั้งและปลุกก้อนดินให้ตื่นจากภวังค์ความคิด ให้หันไปมองเ้าของเสียงฝีเท้าหลายเสียงที่กำลังเดินเข้ามา...ใกล้เข้ามา...
"เป็ยังไงบ้างเซลล์ก้อนโห... เจ็บหนักเลยนะนี่" ชายวัยกลางคนในชุดสูทเต็มยศ ผู้นิยมหวีผมปัดซ้ายเดินเข้ามาหยุดยืนข้างเตียงคนไข้พร้อมกับมองสภาพอันน่าเวทนาของก้อนดินด้วยสายตาอันอ่อนโยนชวนขนลุกแปลกๆ
"เอ่อ... ครับก็... หนักพอควรครับผู้จัดการ ผมกำลังจะขายเครื่องกรองน้ำได้อยู่แล้วเชียวขอโทษจริงๆ ครับ" ก้อนดินโกหกคำโตพลางยิ้มอ่อนให้อีกฝ่ายซึ่งเอื้อมมือมาแตะเฝือกแขนของเขาในหัวใจของชายหนุ่มกำลังภาวนาให้ผีห่าซาตานตนไหนก็ได้ ดลจิตดลใจผู้จัดการผมปัดซ้ายให้พูดถึงค่าชดเชยไม่ก็เงินประกันอุบัติเหตุที่ทางบริษัทควรจะทำไว้ให้พนักงานทุกคน
"รักษาตัวให้หายดีแล้วค่อยกลับมาขายก็ได้นะเซลล์ก้อน ไม่ต้องห่วง... บริษัทเรารอได้คนมีความสามารถอย่างเซลล์ก้อนหายากจะตาย"
ทั้งมือหนาที่กำลังลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนและน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความเมตตาอันเปี่ยมล้นจนแทบจะมีรัศมีสีทองพวยพุ่งออกมาจากศีรษะกลมๆ ที่มีผมแปะอยู่ของผู้จัดการฝ่ายขายไม่ได้ช่วยให้ก้อนดินรู้สึกดีขึ้นเลย ชายหนุ่มยังคงภาวนาให้อีกฝ่ายพูดถึงเงินชดเชยเงินประกัน เงินเบี้ยเลี้ยง หรือเงินอะไรก็ได้ที่เขาควรจะได้มาไว้กินไว้ใช้ใน่ที่ยังมีเฝือกหนักๆถ่วงแขนถ่วงขา... พูดเซ่... พูดเซ่... พูดสิเฟ้ยยยย!!
แอ๊ดดดดด...
เสียงเร้าใจดังขึ้นอีกครั้งชวนให้ก้อนดินใจเต้นตึกตัก ไม่แน่ว่าคนที่กำลังเปิดประตูเข้ามาอาจเป็พนักงานบริษัทประกันที่นำเงินชดเชยมามอบให้เขาก็ได้
"ผู้จัดการให้พี่ไปหากระเช้าผลไม้มาเยี่ยมไข้น้องก้อนจ้ะน้องก้อนจะได้แข็งแรงไวๆ"เลขาตัวกลมในชุดสูทแบบผู้หญิงอันเป็ยูนิฟอร์มบริษัท ผู้มีอายุอานามพอๆกันกับผู้จัดการ ส่งยิ้มตราตรึงใจให้น้องก้อนพร้อมกับวางกระเช้าส้มนานาชาติไว้บนโต๊ะภายในห้องพักฟื้น
...นี่ถ้าลุกขึ้นได้ล่ะก็ก้อนดินคงอาละวาดฉีกส้มกินให้มันรู้แล้วรู้รอด
"เอ่อ...ขอบคุณครับ" ก้อนดินยิ้มอ่อนลงทุกทีๆ ความหวังในการได้เงินชดเชยของเขานั้นริบหรี่จวนเจียนจะมอดดับ แต่แล้วตอนนั้นเอง...
แอ๊ดดดดด...
เสียงเร้าใจดังขึ้นต่อเนื่องเป็ครั้งที่3 ทำเอาหัวใจของก้อนดินเต้นไม่เป็จังหวะขึ้นมาอีกครั้ง... ใช่ไหม...จะใช่ไหม... อ๊ากกกกก!! จะใช่พนักงานบริษัทประกันรึเปล่า!?
"ขออนุญาตวัดความดันค่ะ"
ในที่สุดความหวังสุดท้ายของก้อนดินก็พังทลายลงในพริบตา เมื่อคนที่เข้ามากลับกลายเป็พยาบาลวัยกลางคนคนเดิมคนเก่าคนที่เขาเคยเฝ้ารอมานานหลายชั่วโมง หาใช่พนักงานบริษัทประกันไม่
"ลูกน้องผมจะได้ออกจากโรงพยาบาลวันไหนครับ?"ผู้จัดการผมปัดซ้ายหันไปถามคุณพยาบาลซึ่งกำลังวัดความดันให้คนไข้ผู้อยู่ในสภาพหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
"ยังตอบไม่ได้ค่ะเพราะว่าขาที่ใส่เฝือกไว้เป็แผลค่อนข้างใหญ่คุณหมออาจจะต้องพิจารณาตัดเฝือกเพื่อล้างแผล"
คำตอบของคุณพยาบาลทำเอาก้อนดินนอนสงบนิ่งไปด้วยอาการช็อกกับสิ่งที่ได้ยินนอกจากใส่เฝือกแขนเฝือกขาแล้ว เขายังต้องตัดเฝือกออกมาล้างแผลทุกวันด้วยเรอะนี่มันเื่บ้าอะไรกันฟะเนี่ยยยยย!!
"แปลว่าต้องตัดเฝือกล้างแผลจนครบ7 วันเลยใช่ไหมครับ?" คุณผู้จัดการตั้งคำถามแทนก้อนดินซึ่งได้แต่นอนไว้อาลัยให้ชีวิตโดยไม่คิดจะถามอะไรต่อทั้งนั้น เขากลัว...กลัวจะได้ยินเื่เลวร้ายที่หนักหนากว่าสิ่งที่เห็น
"ถ้าแผลแห้งก็ล้างแผลแค่7 วันค่ะ" คุณพยาบาลพูดจบก็ออกจากห้องไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อเธอคงไม่รู้หรอกว่าตัวเองได้ทิ้งทุ่นะเิลูกใหญ่ไว้ให้คนข้างหลังตายหมู่กันถ้วนทั่ว
"เอ่อ...น้องก้อน... ไม่ต้องกลุ้มใจไปหรอกนะยังไงบริษัทเราก็ยังรอน้องก้อนกลับไปทำงานนะ"คุณเลขาตัวกลมแตะเฝือกปลอบโยนก้อนดิน ซึ่งบัดนี้นอนนิ่งเป็ก้อนหินไปแล้ว
"ใช่ไหมคะผู้จัดการ?"เธอหันไปขอเสียงสนับสนุนจากคนผมปัดซ้ายเพื่อให้เขาช่วยปลอบประโลมก้อนดินอีกคน
"เอ่อ...เซลล์ก้อน ยังไงบริษัทเราก็ยินดีต้อนรับเซลล์ก้อนเสมอนะหายเมื่อไหร่ก็กลับไปสมัครได้ตลอด"
คำพูดแปลกๆของผู้จัดการฝ่ายขายบ่งบอกชะตากรรมของก้อนดินเป็อย่างดี เขาถูกชายผมปัดซ้ายให้ออกจากงานและจะมีการประกาศรับสมัครเซลล์ใหม่แน่นอน มัน... เป็คนละความหมายกับที่คุณเลขาพูด
"ครับ...ขอบคุณครับ" ก้อนดินตอบรับด้วยน้ำเสียงอันแหบแห้ง และกว่าที่เขาจะรู้ตัวทั้งคู่ก็ออกไปจากห้องแล้ว
"ซวยซ้ำซวยซ้อนของแท้เลยทีนี้"ชายหนุ่มพึมพำให้กับชะตาชีวิตที่พลิกผันก่อนหน้านี้เขายังได้รับคำชมเกี่ยวกับยอดขายที่พุ่งแซงหน้ารุ่นพี่อยู่เลย
"พวกคุณอายไหมที่รุ่นน้องเข้ามาใหม่ดันได้ยอดขายมากกว่าพวกคุณตั้งเท่านึง ตั้งใจทำงานกันหน่อยอย่างน้อยก็ควรจะให้มันได้สักครึ่งนึงของเซลล์ก้อน"
ก็นั่นแหละ...สาเหตุที่ไม่มีรุ่นพี่คนไหนมาเยี่ยมเขายังไงล่ะ
"เฮ้ย! ก้อนเลิกงานแล้วไปไหนเปล่าฟะ ไปร้องเกะกัน เดี๋ยวเพ่เลี้ยงเอง"
"ก้อน!ไปกินหมูทะกันเปล่า วันนี้รวยเฟ้ย เดี๋ยวเลี้ยงๆ ปะ ไปกินเป็เพื่อนหน่อย"
"พี่ก้อน!สุขสันต์วันเกิดนะคร้าบ ถึงของขวัญจะกล่องเล็ก แต่ข้างในเด็ดนะจะบอกให้"
ความทรงจำของก้อนดินย้อนกลับไปยังวันวานในตอนที่เขายังทำงานอยู่ที่เก่า พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ล้วนรักใคร่ อบอุ่นเป็อันหนึ่งอันเดียว แม้วันๆ นึงเราจะมีเงินผ่านมือหลักล้านแม้จะต้องเวียนกันกำจัดของที่ไม่สมควรมีชีวิตอยู่บนโลก และแม้มือของพวกเขาอาจต้องเปรอะเปื้อนไปบ้างในบางวันทว่ามันก็ทำให้เขารู้สึกว่าความสุขบนโลกใบนี้นั้นมัน... มีอยู่จริง
เขา...คิดถึงคืนวันเ่าั้เหลือเกิน
"ถอดเฝือกแล้วเจอกันนะ...ทุกคน" ชายหนุ่มพึมพำยิ้มๆ แต่แล้วตอนนั้นเอง...
"ข่าวด่วนค่ะ!เกิดเพลิงไหม้ร้านสะดวกซื้อย่าน..."
เสียงรายงานข่าวในทีวีเรียกให้ก้อนดินเงยหน้าขึ้นมองภาพที่กำลังเคลื่อนไหวมันทำให้เขาเบิกตากว้าง หัวใจแทบหยุดเต้น เมื่อพบว่าร้านสะดวกซื้อในข่าวคือที่ที่เขาตั้งใจจะกลับไป!!