"สวยงามมากขอรับ" บริกรชราผู้สวมหน้ากากสีทองพูดด้วยรอยยิ้ม
เฉินรุ่ยฟางเธอเดินก้าวออกมาจากห้องแต่งตัว เธอราวกับเทพีตัวน้อยที่มาจากสรวงสวรรค์ จากหญิงสาวผู้งดงาม แต่ก็เหมือนภาพวาดที่ไร้สีสัน มีแต่ลายเส้นหมึกดำขุ่น แต่พอตอนนี้เธอได้รับการแต่งแต้ม และสวมอาภรณ์ที่ดีที่สุด ความน่ารัก ความสวยงามของเฉินรุ่ยฟางก็สามารถเฉิดฉายทำให้บุรุษหลงงมงายได้เช่นกัน
ตอนนี้ยัยตุ๊กตากระเบื้องเคลือบได้จำแลงร่างสู่ธิดาสวรรค์ เทพีผู้งดงามแล้ว
เฉินรุ่ยฟางตอนแรกเธอตกใจมากเมื่อบริกรชราพูดว่าเธอต้องไปเอาน้ำและแต่งตัวใหม่เพื่อให้เหล่าผู้สูงส่งได้เห็น
เฉินรุ่ยฟางคิดว่าเธอต้องแต่งกายโป๊เปลือยดุจนางโลมหรือหญิงใจง่ายแห่งยุคสมัย แต่ในความเป็นจริงเธอกลับถูกพาไปอาบน้ำชำระกายอย่างปราณีต ปะพรมน้ำหอม จากนั้นแต่งกายเยี่ยงนางเซียนโบราณ ชุดของเธอวิจิตรมาก ลวดลายและฝีเข็มที่เย็บลงไปบนชุดสะท้อนถึงจิตวิญญาณของผู้ออกแบบชุดได้เป็นอย่างดี ราวกับเขาใช้หัวใจทำ
ทันทีที่เธอได้สวมชุดกระโปรงโบราณนี้เธอรู้สึกราวกับตัวเองเป็นเจ้าหญิง
นอกจากนั้นในตอนที่เฉินรุ่ยฟางอาบน้ำแต่งตัวเธอถึงกับต้องมีหญิงสาวใบหน้าสามัญสามสี่คนช่วงดูแลเธอ ตั้งแต่ขัดถู สวมชุดและแต่งหน้า ใช่มันดูน่าอายมาก แต่มันก็ให้ความรู้สึกดีอย่างประหลาดเช่นกัน
ทำเอาหญิงสาวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเช่นเธอใบหน้าร้อนผ่าว เธอไม่คิดว่าเธอจะได้รับการดูแลที่ดีเช่นนี้
ให้พูดกันตรงๆ เธอรู้สึกเป็นกังวลมากเมื่อได้ยินบริกรชราพูดว่า ‘หอราตรีรื่นรมย์’ ไม่ใช่ที่ที่หญิงสาวทั่วไปจะมาได้ ต้องเป็นหญิงงามชั้นหนึ่งที่ถูกเลือกเท่านั้น นามบัตรที่เธอนำมาคือของเพื่อนสาวของเธอถังสือมาน ซึ่งแน่นอนว่าเฉินรุ่ยฟางรู้ดีว่าเพื่อสาวของเธอคนนี้สวยงามขนาดไหน แม้แต่เธอก็ต้องยอมแพ้ และโดยทั่วไปเธอจะไม่ได้รับการยอมรับและไม่สามารถเข้ามา ณ หอราตรีรื่นรมย์นี้ได้
แต่เฉินรุ่ยฟางเธอกลับได้รับการยอมรับจากชายชราผู้เป็นบริกร ดังนั้นเธอจึงนับเป็นหนึ่งในบุตรธิดาของหอราตรีรื่นรมย์แห่งนี้แล้วในตอนนี้ นี่แสดงว่าฐานะของชายชราใบหน้ายิ้มผู้เป็นบริกรไม่ธรรมดา
"คุณหนูขอรับ ต่อจากนี้ขอให้ท่านเรียกบ่าวชราว่า 'หน้ากากอรุณ' ณ ที่แห่งนี้พวกเราไม่มีใครใช้ชื่อจริงของกันและกัน ตัวตนของพวกเราในนี้ราวกับความฝันหนึ่ง ที่อาจจะเป็นฝันร้ายหรือดีก็ได้ แต่เมื่อคุณหนูได้เลือกเข้ามา ณ ที่แห่งนี้แล้ว กระผมก็หวังว่าคุณหนูจะพบสิ่งดีๆ ที่คาดหวัง"
"คะ" เฉินรุ่ยฟางพยักหน้าอย่างใสซื่อ
"ต่อจากนี้กระผมจะพาคุณหนูไปที่วิมานแรกนะขอรับ สถานที่แห่งนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า 'สวนรังสรรค์แห่งเหล่าเทพธิดา' อย่างที่กระผมได้พูดกับคุณหนูไปตั้งแต่ก่อนที่ผมจะพาคุณหนูเข้าสู่หอราตรีรื่นรมย์ ที่แห่งนี้สามารถทำให้ทุกความปรารถนาของหญิงสาวเป็นจริงได้ แต่นั่นก็ต้องแรกมาด้วยแรงปรารถนาของเหล่าบุรุษ ไม่ใช่ตัวบ่าวทาสชราเช่นหน้ากากอรุณผู้นี้จะตัดสินได้, บางส่วนคุณหนูก็ต้องลงแรงแข่งขันด้วยตัวเอง ตอนนี้คุณหนูสวมสิ่งนี้ไว้นะขอรับ บ่าวชราเลือกสิ่งนี้ให้คุณหนูด้วยตัวเอง"
"คะ" เฉินรุ่ยฟางรับสิ่งที่คล้ายผ้าบางๆ คล้ายม่านสีดำเป็นพื้นฉลุลายดอกไม้สีทองสวยงามหรูหรา ที่แท้จริงสิ่งนี้คือหน้ากาก ที่รัดรูปเข้ากับใบหน้า คุณหน้ากากอรุณต้องการให้เธอสวมสิ่งนี้ เฉินรุยฟางทำอย่างว่าง่าย
เมื่อชายชราเห็นเฉินรุ่ยฟางสวมหน้ากากแล้ว เขาก็เดินนำเธอเดินผ่านข่ายอาคมส่งตัว เวลาอึกใจสั้นเฉินรุ่ยฟางพบว่าเธออยู่หน้าประตูบานใหญ่
และเมื่อประตูเปิด
เฉินรุ่ยฟางก้าวผ่านประตูใหญ่ เธอก็ต้องตกตะลึงแทบจะใจหาย บนตึกที่ใหญ่โต ที่เธอคิดว่ามีพื้นที่ก้าวขวางมาก
แต่มันก็ไม่ควรที่จะบรรจุสายน้ำลำธาร ขุนเขาขจีและเหล่าแมกไม้ที่ทำให้เหมือนที่นี่เป็นแดนเซียนได้เช่นนี้
แต่พอเธอทอดสายตาออกไปไกลๆ เธอยังคล้ายมองเห็นวิวบ้านเมืองของ 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' นี่ก็ทำให้เธอนึกถึงสิ่งที่เธอเคยเรียนจากท่านอาจารย์ได้ ตอนนี้เธอหน้าจะอยู่ในเขตแดนหรือค่ายกลชั้นสูง ทำให้พื้นที่หนึ่งชั้นบนตกแห่งนี้ขยายใหญ่โตได้อย่างน่าอัศจรรย์จนบรรจุสิ่งต่างๆ ได้มากมาย
ซึ่งว่ากันว่าในดินแดนแห่งจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่หรือเหล่าต้าอ๋อง และตำหนักขุนเขาเซียนต่างก็มีพื้นที่แบบนี้อยู่มากมาย
แต่หญิงสาวตัวเล็กๆ เช่นเฉินรุ่ยฟางพึงเคยเห็นค่ายกลเขตแดนแบบนี้ครั้งแรกเธอจึงอัศจรรย์
"สวยมาก"
ชายชรายิ้มจางๆ เช่นเคย ไม่แปลกที่หญิงสาวจะตกใจเมื่อได้เห็นสถานที่งดงามแบบนี้ครั้งแรก
บริกรชราหน้ากากอรุณทำมือเชิญเฉินรุ่ยฟางเดินต่อไป
และยิ่งเฉินรุ่ยฟางเดินเธอก็ยิ่งตกใจ นั่นเพราะที่หน้าชานพัก ณ เหล่าศาลาริมน้ำต่างมีหญิงสาวที่งดงามราวนางสวรรค์นั่งเล่นน้ำหยอกล้อคุยกัน พวกเธองดงามราวกับนางสวรรค์จริงๆ ทำเอาเฉินรุ่ยฟางที่พอมั่นใจในความงามของตัวเองอยู่บ้าง สุดท้ายเมื่อมาอยู่ที่นี่เธอกับพบว่าตัวเธอนั้นสามัญ
หากจะนับหน้าตาและทรวดทรงตาพิมนิยม แท้แพ้หญิงงามเหล่านี้ไปครึ่งก้าวแล้วเป็นอย่างน้อย
ชายชรารับรู้ความกังวลใจของเฉินรุ่ยฟาง
"คุณหนูขอรับ ความงดงามจากสรวงสวรรค์นั้นถูกแต่งแต้มมาให้แตกต่าง แมกไม้ที่เบ่งบานต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง พวกเธอทั้งหมดงดงามนั่นใช้ เพียงแต่พวกเธอเหล่านั้นจะเบ่งบานสร้างคุณค่าและเป็นที่ชื่นชมของเหล่าผู้สูงส่งได้หรือไม่นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง ความงามนั้นมีหลากหลายดุจสีสั้นแมกไม้ที่แต่งแต้มโลกใบนี้ คุณหนูจงอย่าด้อยค่าของตัวเอง"
คุณหน้ากากอรุณพูดเช่นนี้หัวใจของเฉินรุ่ยฟางก็ชุ่มชื้นขึ้นมาบ้าง เธอหายใจเข้าแรงดับหึบ ยืดอกที่แม่ให้มาตั้งชูช่อทำกิริยาดุจหงส์ แต่มันก็แฝงความน่าขบขันไม่น้อย
เรียกความมั่นใจของตัวเองกลับมาได้ไม่นาน หัวใจของเฉินรุ่ยฟางก็เต้นตึกตักนั่นเพราะมุมไกลๆ ของศาลาเล่นน้ำ เธอเห็นหญิงงามวิจิตรผู้หนึ่ง ที่แม้จะสวมหน้ากากบางเบาฉลุลายดอกไม้เช่นตัวเธอ
แต่เฉินรุ่ยฟางก็จำหญิงสาวคนนี้ได้ดี
สามปีก่อนสำนักศึกษาไป๋ซานมีหญิงงามอันดับหนึ่งชื่อ 'เหลียงอานน่า' อัจฉริยะหญิงงามด้านการแปรเวทย์ ผู้บรรลุการบ่มเพาะระดับ[2]ผนิจจิตเมื่ออายุ 16 ปี ก่อนจะได้เข้าเป็นศิษย์นอกของ'ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย'
แต่เธอกลับอยู่ที่นี่
นอกจากนั้น
เฉินรุ่ยฟางใจหายอีกครั้ง นั่นเพราะ 'ชุนซู่' วารีคีตาศิลป์ หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งสำนักศึกษาแปรวารีธาตุ ซึ่งเป็นสำนักศึกษาใกล้เคียงกับสำนักศึกษาไป๋ซาน เพียงแต่ว่าอยู่เยื้องติดกับทะเลก็เท่านั้น
ชุนซู่คือหญิงงามผู้ได้รับสมญานามว่า สิบปีแปรวารีมอดม้วย 'ไร้วารีคีตาศิลป์' สำนักศึกษาแปรวารีธาตุไร้หญิงงาม
ซึ่งสมญานามนี้ได้มาเมื่อ 'ชุนซู่' ออกจากสำนักศึกษาแปรวารีเข้าสู่ 'ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย' เมื่อ 5 ปีก่อน ความนัยของความหมายของสมญานามนี้ของชุนซู่คือ ต่อจากนี้อีกนับสิบปีสำนักศึกษาแปรวารีธาตุไร้หญิงงามที่จะเทียบชุนซู่ได้ แต่ตอนนี้เธออยู่ที่นี่ หญิงงามเช่นเธอมาทำอะไรที่นี่กัน
เฉินรุ่ยฟางตกตะลึง
เธอพบว่าที่นี่มีแต่หญิงสาวที่งดงามและแสนไม่ธรรมดา
...
หลี่เค่อสวมชุดดำ และแม้เขาจะไปที่ ‘หอราตรีรื่นรมย์’ แต่เขาก็ไม่ได้ไปที่ตึกเบญจมาศ แต่กลับต้องเดินวิ่งก้าวไปที่เขตชาญเมืองของมหานครแห่งนี้ จากนั้นก็เข้าสู่บ้านล้างหลังหนึ่งที่ไร้ผู้คน วัชพืชปกคลุมทั่วตัวบ้าน ดูอย่างไรก็ไม่มีคนมาที่นี่นับสิบปี
แต่แท้จริงแล้วที่นี่กลับเป็นอีกหนึ่งทางเข้าสู่ ‘หอราตรีรื่นรมย์’ ซึ่งมีแต่ป่าดำที่รู้
หลี่เค่อเดินผ่านประตูบ้าน เมื่อเข้าไปภายใน เขามองเสาคาน หลี่เค่อใช้พลังจิตบิดหมุนบางสวน ในตัวบ้านปรากฏทางลับเดินลงไปใต้ดิน
เมื่อหลี่เค่อเดินลงไปสภาพบ้านก็กลับเป็นเช่นเดิม ประตูลับหายไป
เดินลึกลงไปในตัวบ้าน กลายเป็นโถงบันไดลากยาว เมื่อเดินไประยะหนึ่งหลี่เค่อเห็นบ้านหลังเล็กแต่มีความปราณีแห่งเชิงศิลป์มุมไกลๆ หากตัวบ้านมีลานกว้างที่เหมือนแท่นประรำพิธีรูปทรงกลมอยู่ห้าลาน หลี่เค่อรับรู้ว่านั้นคือประตูมิติส่งตัว
มันต่างกับ 'ข่ายส่งตัว' หรือ 'ค่ายกลส่งตัว' พื้นฐาน นั่นเพราะด้วยประตูมิติเหล่านี้ หลี่เค่อสามารถไปยังที่แสนไกล
แต่ 'ข่ายส่งตัว' หรือ 'ค่ายกลส่งตัว' นั้นมีระยะจำกัดที่ 100 กิโลเมตร ดังนั้นพวกมันจึงถูกนิยมใช้ในพื้นที่ของสำนัก ตำหนักใหญ่ อาคารหรือตึกหรูต่างๆ
หลี่เค่อไม่จำเป็นต้องแวะในบ้านหลังเล็ก เพราะเขารู้ว่านี่แค่เป็นห้องพักนั่งเล็กของป่าดำเฉยๆ มันไม่ได้มีอะไรสำคัญ
ส่วนประตูมิติทั้งห้านั้นหลี่เค่อมีความทรงจำของป่าดำเพียงหนึ่ง นั่นคือประตูซ้ายสุดสู่ ‘หอราตรีรื่นรมย์’ สาขา 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต'
หลี่เค่อใช้พลังจิตควบคุมค่ายกลจากนั้นโยนหินปราณและหินจิตวิญญาณอย่างละ 10 ก้อนเข้าไปภายใน อาจจะเพราะระยะจากที่นี่ไม่ไกลจาก ‘หอราตรีรื่นรมย์’ ตึกเบญจมาศมากนัก มันจึงใช้เพียงหินปราณและหินจิตวิญญาณเพียงเท่านี้ หลี่เค่อรับรู้ว่าหากเขาไปไกลมากกว่านี้จำนวนของหินปราณและหินจิตวิญญาณจะถูกใช้อย่างมหาศาลเพื่อเปิดประตูมิติแม้จะกินเวลาแค่ช่วงสั้น
วึงวึง วังวนดุจคบไฟหมุนวนปรากฏ สายหมอกแห่งกาลเวลาละล่องทั่วใจกลางประตูมิติ ก่อนมันจะค่อยๆ หายไปและมองเห็นดินแดนอีกฝั่งที่ราวกับเป็นพระราชวังของยุคสมัยใหม่
หลี่เค่อก้าวเข้าไปพร้อมสวมหน้ากากของป่าดำ