นี่เป็นการคลอดลูกคนที่สามของหลินชุ่ยหง ทุกอย่างจึงดำเนินไปรวดเร็วกว่าสองครั้งแรกมาก นับตั้งแต่เริ่มเจ็บท้องจนกระทั่งเด็กคลอดออกมา ใช้เวลาเพียงสามชั่วโมงเศษเท่านั้น
ระหว่างความเป็นความตาย หัวใจของหลินชุ่ยหงบีบรัดด้วยความเครียดเกร็งตลอดเวลา แม้ลางสังหรณ์จะบอกว่าท้องนี้เป็นลูกชายแน่ๆ แต่ตราบใดที่เด็กยังไม่คลอดออกมาให้เห็นกับตา เธอก็ยังวางใจไม่ได้เต็มร้อย...
หากคลอดเป็นลูกสาวขึ้นมาอีกคนล่ะ?
แม้จะเตรียมแผนสำรองไว้แล้วว่า หากเป็นลูกสาวก็จะแอบเอาไปยกให้คนอื่นเสีย แต่ลึกๆ หลินชุ่ยหงก็ยังภาวนาขออย่าให้ฝันร้ายนั้นเกิดขึ้น ท้องนี้... จะต้องเป็นลูกชายเท่านั้น!
มีลูกชายแล้ว... ชีวิตครึ่งหลังของเธอถึงจะมีที่พึ่งพิง มีลูกชายแล้ว ...เธอถึงจะสามารถเชิดหน้าชูตาต่อหน้าแม่สามีได้ มีลูกชายแล้ว... เธอถึงจะหลุดพ้นจากการถูกเหล่าพี่น้องสะใภ้ที่มีลูกชายคอยดูถูกเหยียดหยามเสียที!
ทันทีที่เด็กคลอดออกมา หลินชุ่ยหงที่เจ็บปวดเจียนตายจนร่างกายชาหนึบ เหลือเพียงความเหนื่อยล้าสายตัวแทบขาด สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนรางเต็มที แต่เธอก็ยังกัดฟันประคองสติไว้ เธอต้องรู้ให้ได้เดี๋ยวนั้นว่า... เลือดเนื้อเชื้อไขที่เพิ่งอุบัติเกิดขึ้นมา เป็นชายหรือหญิง?
สิ้นเสียงหมอตำแยที่ตะโกนโหวกเหวกด้วยความดีใจ “ยินดีด้วย! เป็นเด็กผู้ชาย! อ้วนท้วนสมบูรณ์เชียว!” เส้นประสาทที่ตึงเครียดมาตลอดเก้าเดือนของหลินชุ่ยหงก็ผ่อนคลายลงทันที... ก่อนที่สติจะดับวูบไป
หวังเจี้ยนเช่อ สามีของหลินชุ่ยหงที่กระวนกระวายรออยู่หน้าห้อง พอรู้ข่าวว่าเป็นลูกชาย เขาก็แทบจะกระโดดตัวลอยด้วยความปีติยินดี
ถึงแม้ยายหวังแม่สามีของหลินชุ่ยหงจะมีหลานชายอยู่แล้วหลายคน แต่การได้หลานชายเพิ่มมาอีกคน ย่อมเป็นเรื่องมงคลที่ทำให้หญิงชรายิ้มแก้มปริ
ก่อนหน้านี้ หลินชุ่ยหงคลอดได้แต่หลานสาวติดต่อกันถึงสองคน ทำให้หญิงชรามักจะขวางหูขวางตาเธอไปเสียทุกเรื่อง ทั้งๆ ที่ในบรรดาลูกสะใภ้ทั้งหมด หลินชุ่ยหงนิสัยดีที่สุดและกตัญญูที่สุด แต่แค่เพราะท้องไม่รักดี แม่สามีจึงมองข้ามความดีทุกอย่างไป
คราวนี้ได้การล่ะ... ในที่สุดหลินชุ่ยหงก็ทำหน้าที่สะใภ้ได้สมบูรณ์ มอบทายาทชายสืบสกุลให้ตระกูลหวังได้สำเร็จเสียที
หมอตำแยมือไม้สาละวนกับการจัดการเด็ก พลางเอ่ยปากชมเปาะกับยายหวังอย่างร่าเริง “ป้าใหญ่คะ... ฉันทำคลอดเด็กมานักต่อนัก ไม่ค่อยเจอเด็กคนไหนหน้าตาดีเกลี้ยงเกลาขนาดนี้เลยนะคะ! หลานชายคนโตของบ้านป้าคนนี้ โตขึ้นต้องเป็นคนมีบุญวาสนาแน่ๆ เลยค่ะ!”
“ฮ่าๆๆ... สาธุ! ขอยืมคำพูดดีๆ ของแม่หมอหน่อยนะ!” ยายหวังรู้ดีว่าหมอตำแยแค่พูดจาเอาใจตามธรรมเนียม แต่คำชมนี้ก็ทำให้หัวใจคนแก่ชุ่มชื่นเบิกบาน
ลูกคนล่าสุดของหลินชุ่ยหงคลอดก่อนกำหนดเล็กน้อย แต่กลับดูแข็งแรงสมบูรณ์กว่าเด็กที่คลอดครบกำหนดเสียอีก ตัวขาวจั๊วะ เนื้อตัวอวบอัดน่าฟัด เสียงร้องก็ดังลั่นบ้านแสดงถึงพลังปอดที่แข็งแรง ยายหวังเห็นหลานชายคลอดมาหลายคนแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าเจ้าหลานชายคนนี้ แข็งแรงและหน้าตาน่าเอ็นดูที่สุดจริงๆ
หวังเจี้ยนเช่อรีบควักซองแดงหนาปึ้กยัดใส่มือหมอตำแยเป็นสินน้ำใจ จากนั้นก็หอบไข่แดงต้มสุกที่เตรียมไว้ ไปเดินแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านและญาติพี่น้องด้วยความภาคภูมิใจ
เมื่อหลินชุ่ยหงฟื้นคืนสติ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของแม่สามี “สะใภ้สาม... ตื่นแล้วเหรอ? เหนื่อยแย่เลยสิ หิวหรือยัง? เดี๋ยวแม่ไปยกซุปกระดูกหมูมาบำรุงให้นะ”
ตนเองคลอดลูกมาสามคน... นี่เป็นครั้งแรกที่แม่สามีแสดงความอ่อนโยนเอาใจใส่ขนาดนี้ หลินชุ่ยหงรู้ดีแก่ใจ... ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะตัวเธอ แต่เป็นเพราะ ลูกชาย ที่เพิ่งลืมตาดูโลกต่างหาก
ไม่นาน หญิงชราก็ยกซุปกระดูกหมูตุ๋นร้อนๆ ชามโตมาประเคนถึงเตียง หลินชุ่ยหงหิวโซจนตาลาย เธอซดซุปกระดูกหมูหมดเกลี้ยงในพริบตา ตามด้วยข้าวต้มข้าวฟ่างอีกชามพูนๆ พอมีอาหารตกถึงท้อง เรี่ยวแรงก็เริ่มฟื้นคืน ทารกน้อยเริ่มร้องหิวนม เธอก็จัดการให้นมลูกอย่างคล่องแคล่ว ระดับคุณแม่ลูกสามแล้ว เรื่องแค่นี้ง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
แม่สามียังคงนั่งเฝ้าไม่ห่าง ปากก็พร่ำชมหลานชายไม่หยุดหย่อน หลินชุ่ยหงก้มมองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่กำลังดูดนมอย่างตะกละตะกลามในอ้อมอก ความภาคภูมิใจเอ่อล้นออกมาทางสีหน้า “ที่เขาแข็งแรงสมบูรณ์ตั้งแต่อยู่ในท้องได้ขนาดนี้ ต้องยกความดีความชอบให้น้องชายทั้งสองคนจากบ้านเดิมจริงๆ ค่ะ ตลอดหลายเดือนที่ฉันหนีไปซ่อนตัวรอคลอดอยู่ที่บ้านน้องสาม เขากับน้องรองคอยสรรหาของบำรุงดีๆ มาให้ฉันกินไม่เคยขาด โดยเฉพาะเสียวเสวี่ย หลานสาวของฉัน... รายนั้นยิ่งน่าเอ็นดู มีของอร่อยอะไรก็เก็บไว้แบ่งมาให้ป้ากินตลอดเลย”
ตามปกติ หากลูกสะใภ้พูดจายกย่องบ้านเดิมของตัวเองออกหน้าออกตาแบบนี้ แม่สามีมักจะเก็บไปหมั่นไส้ แต่ครั้งนี้... หญิงชรากลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “น้ารองกับน้าสามของเจ้าหนูนี่เป็นผู้มีพระคุณจริงๆ นั่นแหละ พวกเขายังโสดไม่มีเมีย... ต่อไปนี้สะใภ้สามก็ช่วยเย็บรองเท้าให้พวกเขาสักสองสามคู่ ว่างๆ ก็ทำแพนเค้กไปฝากพวกเขาบ้างนะ ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจ”
หวังเจี้ยนเช่อ สามีของหลินชุ่ยหง เป็นลูกชายคนที่สามของบ้าน หากนับตามลำดับพี่น้องผู้ชาย เขามีพี่ชายสองคน น้องชายหนึ่งคน และยังมีพี่สาวหนึ่งคน น้องสาวอีกสองคน
ในบรรดาพี่น้องผู้ชายด้วยกัน เมื่อก่อนมีแต่เขาคนเดียวที่ไร้น้ำยา ไม่มีลูกชายสืบสกุล ทำให้เขารู้สึกต่ำต้อยด้อยกว่าพี่น้องคนอื่นเสมอมา และมักถูกค่อนขอดดูแคลนอยู่เนืองๆ
แต่ตอนนี้... สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว! ในที่สุดเขาก็มีลูกชาย! เขาสามารถยืดอกทัดเทียมกับพี่น้องคนอื่นได้อย่างสมศักดิ์ศรี
แต่ความสุขมักอยู่ได้ไม่นาน... ในวันที่สองหลังจากหลินชุ่ยหงคลอดลูกชาย เจ้าหน้าที่วางแผนครอบครัว ก็บุกจู่โจมมาถึงหน้าบ้านอย่างอุกอาจ!
คนที่นำทางพวกเจ้าหน้าที่มาก็คือ ภรรยาของหวังเจี้ยนกั๋ว สาเหตุก็เพราะน้องสาวแท้ๆ ของหล่อน ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าสมาคมสตรีของหมู่บ้าน!
เจ้าหน้าที่วางแผนครอบครัวบุกเข้ามาพังข้าวของอย่างป่าเถื่อน อะไรที่พอจะทุบทำลายได้ก็ฟาดเรียบ บ้านช่องถูกรื้อค้นกระจุยกระจายไปกว่าครึ่ง เท่านั้นยังไม่สะใจ... พวกเขายังประกาศจะจับตัวหวังเจี้ยนเช่อไปรับโทษอีกด้วย
ยายหวังย่อมไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องลูกชาย เธอทิ้งตัวลงนอนเกลือกกลิ้งกับพื้นขวางทางไว้ ร้องไห้คร่ำครวญปานจะขาดใจ “พวกแกมันพวกใจดำอำมหิต! พวกหน้าตัวเมีย! ถ้าพวกแกกล้าจับลูกชายฉันไป ฉันจะกัดลิ้นตายให้ดูตรงนี้แหละ! อยากจับก็ข้ามศพฉันไปก่อน! เข้ามาสิ! เข้ามาเลย!”
เสียงร้องโหยหวนของยายหวังดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม ทำเอาคนในเหตุการณ์หูอื้อตาลาย หัวหน้าสมาคมสตรีเห็นท่าไม่ดี รีบสะกิดให้ภรรยาหวังเจี้ยนกั๋วเข้าไปช่วยเกลี้ยกล่อมแม่ผัว
“แม่คะ... แม่เลิกอาละวาดเถอะค่ะ อายเขาเปล่าๆ บ้านน้องสามเขาทำผิดกฎนโยบายลูกคนเดียวจริงๆ ก็สมควรต้องรับโทษตามกฎหมาย ขืนแม่ยังขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐแบบนี้... เดี๋ยวจะพลอยโดนจับข้อหาขัดขวางเจ้าพนักงานเข้าไปด้วยนะคะ”
ภรรยาหวังเจี้ยนกั๋วแสร้งทำเสียงอ่อนหวาน
ยายหวังตวาดกลับอย่างไม่ไว้หน้าลูกสะใภ้ตัวดี “จับสิ! แน่จริงก็จับฉันกับตาเฒ่าใกล้ตายในบ้านไปขังด้วยเลยสิ! จับไปเลย!”
หญิงชราทั้งด่าทอทั้งร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลพราก ยื้อยุดฉุดกระชากไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ลากตัวลูกชายไป จนกระทั่งเจ้าหน้าที่งัดไม้ตาย ขู่ว่าจะจับลูกชายคนอื่นๆ ของเธอไปด้วยข้อหาให้ที่พักพิง นั่นแหละ... ยายหวังถึงได้ยอมสงบปากสงบคำลง สุดท้าย... หวังเจี้ยนเช่อก็ถูกคุมตัวไปจนได้
คราวนี้หลินชุ่ยหงเคว้งคว้างหมดที่พึ่ง “แม่คะ... แล้วทีนี้จะทำยังไงดี? เจี้ยนเช่อถูกจับไปแล้ว... เขาจะโดนติดคุกไหมคะ?”
“โธ่เอ๊ย... พวกเราไม่ได้ไปฆ่าแกงใครตายสักหน่อย จะมาติดคุกติดตารางอะไรกัน ที่จับเจ้าสามไป ก็เพื่อจะบีบให้พวกเรายอมจ่ายค่าปรับนั่นแหละ ชุ่ยหงเอ๊ย... ตั้งสติให้ดี เตรียมเงินเตรียมทองไว้ให้พร้อมเถอะ ต้องรีบไปไถ่ตัวเจ้าสามออกมา”
หลินชุ่ยหงเริ่มใจเย็นลงบ้าง “แต่ไม่รู้ว่าต้องใช้ค่าปรับเท่าไหร่... ที่บ้านฉันมีเงินเก็บอยู่แค่พันกว่าหยวนเองค่ะ... แม่คะ แม่พอจะมีให้ฉันยืมบ้างไหมคะ?”
พอได้ยินคำว่า ยืมเงิน หญิงชราก็ส่ายหน้าปฏิเสธทันควันราวกับถูกของร้อน “โอ๊ย... พ่อแกต้องกินยาทุกวัน ฉันจะมีเงินเก็บที่ไหนเหลือกันล่ะ ต่อให้มี... ฉันก็ให้พวกแกไม่ได้หรอกนะ ขืนเอาเงินกงสีไปช่วยพวกแก มีหวังเจ้าใหญ่ เจ้ารอง เจ้าสี่... พวกมันได้แห่กันมาฉีกอกฉันแน่!”