คนที่ติดอยู่ในวันที่สูญเสียไม่ได้อ่อนแอ แต่รักมากเกินกว่าจะก้าวไป
หมู่บ้านที่คนเป็ลืมวันเดือนปีและสิ่งที่ทำให้เวลาหยุดนิ่งนั้นไม่ใช่เวทมนตร์ หรือเมื่อเวลาไม่ไหลในแบบที่ควรไหลและคนที่ตายแล้วยังจำวันที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ดีกว่าคนที่ยังอยู่
ว่ากันว่า "มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เวลาหยุดนิ่งได้ ไม่ใช่เวทมนตร์ ไม่ใช่พลังไม่ใช่คำสาป แต่คือความเ็ปที่ลึกพอ ที่ทำให้ใจไม่ยอมก้าวออกจากวันที่สูญเสีย
คนที่ติดอยู่ในเวลานั้น ไม่ได้อ่อนแอ พวกเขาแค่รักมากพอที่จะจ่ายราคาของการรักและราคานั้นบางครั้งก็แพงกว่าชีวิต"
????วันที่หลิงซางรักษาสิ่งที่รักษาไม่ได้ด้วยยา????
วันรุ่งขึ้น
หลิงซางตัดสินใจในสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน
ปกติแล้วเขาเชื่อในยา เชื่อในพลังเชื่อในสิ่งที่จับต้องได้และอธิบายได้แต่โรคที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่อยู่ในกรอบของยาหรือพลัง
มันอยู่ในกรอบของ ใจ
"ข้าจะต้องทำสิ่งที่ไม่ใช่การรักษาทางกาย" เขาบอกเซิ่นอวี๋และหยูหลานในตอนเช้า"ข้าต้องพูดกับพวกเขาฟังพวกเขา และช่วยให้พวกเขาพูดสิ่งที่ค้างอยู่"
"ท่านหมอทำแบบนั้นได้" หยูหลานพูด ไม่ใช่คำถามแต่เป็คำยืนยัน
"ข้าไม่เก่งเื่นั้น" หลิงซางพูดตรงๆ
"ข้าช่วยได้" เซิ่นอวี๋พูดขึ้น "ข้าพูดกับิญญาได้ถ้าคนเป็พูดกับข้าและข้านำคำพูดนั้นไปบอกคนตาย และในทางกลับกัน อาจทำงานได้"
"เหมือนสะพาน" หยูหลานพูด
"เหมือนสะพาน" เซิ่นอวี๋ยืนยัน
หลิงซางมองเซิ่นอวี๋ในดวงตาสีเทาอมน้ำตาลมีบางสิ่งที่อ่อนโยนกว่าปกติ บางสิ่งที่ชื่นชมและในเวลาเดียวกันก็กังวล
"จะเหนื่อยไหม" เขาถาม "สำหรับท่าน"
"เหนื่อย" เซิ่นอวี๋ตอบตรงๆ "แต่ทำได้"
"ถ้าเหนื่อยเกินไปให้บอก"
"จะบอก"
"สัญญา"
เซิ่นอวี๋มองหน้าหลิงซางมองในแบบที่เขามองเมื่อรู้ว่าคำพูดนั้นออกมาจากความห่วงใยไม่ใช่แค่ความเป็หมอ
"สัญญา" เขาพูด
พวกเขาเริ่มจากเว่ย ซงเหนียน
ชายที่นั่งอยู่ในห้องของตัวเองพร้อมถ้วยชาสี่ใบบนโต๊ะ
หลิงซางนั่งตรงข้ามเขา เซิ่นอวี๋นั่งข้างๆหลิงซาง
"บอกข้าเื่ภรรยาท่าน" หลิงซางพูดเสียงนุ่มในแบบที่เขาฝึกไม่ได้แต่มันออกมาเองเมื่ออยู่กับคนที่เ็ป
เว่ย ซงเหนียนมองถ้วยชาสี่ใบ
"เธอชื่อหลิงจู" เขาพูดช้าๆ "ข้ารู้จักเธอั้แ่เด็กเล่นด้วยกันในลานนี้ก่อนที่จะรู้ว่าการเล่นกับคนๆเดียวกันทุกวันนั้นหมายความว่าอะไร"
"รักกันมาั้แ่เด็ก" หลิงซางพูด
"แต่งงานกันตอนอายุยี่สิบ" เว่ย ซงเหนียนพูด "อยู่ด้วยกันยี่สิบแปดปีข้าทะเลาะกับเธอหลายครั้ง เห็นด้วยกันน้อยครั้งกว่านั้นแต่ไม่เคยมีวันไหนที่ข้าตื่นขึ้นมาแล้วไม่รู้สึกดีที่เธออยู่ที่นั่น"
เขาหยุด
"ตอนที่เธอเริ่มป่วยข้าบอกตัวเองว่าไม่รุนแรง จะหาย แต่มันไม่หาย และวันสุดท้ายที่เธอยังพูดได้เธอบอกว่าข้าไม่ต้องเป็ห่วง เธอแค่เหนื่อย อยากพัก" เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย "ข้าคิดว่าเธอหมายถึงนอนหลับไม่ใช่ ไม่ใช่แบบนั้น"
เซิ่นอวี๋นั่งนิ่งรอยแผลเป็ที่ข้อมือเรืองเบาๆ
"ข้ามีอะไรที่อยากบอกเธอไหม" เขาถามเว่ย ซงเหนียนเบาๆ "สิ่งที่ยังค้างอยู่"
ชายนั้นมองเซิ่นอวี๋มองในแบบที่ไม่เข้าใจว่าถามอะไรแต่ก็รู้สึกว่าคำถามนั้นเข้าถึงบางสิ่งในตัวเขาโดยตรง
"ข้าไม่ได้พูดว่ารักเธอในวันสุดท้าย" เขาพูดเสียงแตก "ข้าคิดว่าจะพูดพรุ่งนี้เสมอ ข้าคิดว่าจะมีพรุ่งนี้เสมอ"
เซิ่นอวี๋หลับตาลงชั่วครู่
รอยแผลเป็สว่างขึ้น
"เธออยู่ที่นี่" เขาพูดเงียบๆ "ข้ารู้สึกได้เธออยู่ใกล้ๆ"
เว่ย ซงเหนียนหยุดหายใจ
"บอกเธอได้ตอนนี้" เซิ่นอวี๋พูด "ข้าจะเป็สะพาน"
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมานั้น หลิงซางไม่เห็นด้วยตาแต่รู้สึกด้วยพลัง
เขารู้สึกถึงการเคลื่อนไหวในอากาศรู้สึกถึงบางสิ่งที่ใกล้เข้ามา รู้สึกถึงความอบอุ่นเล็กๆที่ไม่มีที่มาที่อธิบายได้ในห้องที่เย็นนั้น
และเว่ย ซงเหนียนก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เขาไม่เคยพูดในชีวิตปกติ พูดกับอากาศตรงหน้าพูดกับบางสิ่งที่เขาเห็นหรือรู้สึก พูดทุกสิ่งที่เก็บไว้ในอกมาหกเดือน
หลิงซางนั่งเงียบ ไม่ขัด ไม่แนะนำเพียงแต่อยู่ที่นั่น เป็พยานของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
และเมื่อเว่ย ซงเหนียนพูดจบเมื่อทุกอย่างที่ค้างอยู่ถูกพูดออกมา เขาร้องไห้ ร้องไห้จริงๆเป็ครั้งแรกในหกเดือน เพราะบางอย่างในเขาปล่อยออกมาในที่สุด
เซิ่นอวี๋เปิดตาขึ้น ใบหน้าเหนื่อยล้าแต่สงบ
"เธอได้ยิน" เขาบอกเว่ย ซงเหนียน "และเธอบอกว่าเธอรู้มาตลอดไม่ต้องพูดออกมาก็รู้ แต่ดีใจที่ได้ยิน"
เว่ยซงเหนียนมองมือตัวเอง มือที่ปล่อยถ้วยชาออกมาโดยไม่รู้ตัว
"เธอจะไปแล้วไหม" เขาถาม เสียงสั่น
"เธอถามว่าท่านพร้อมให้เธอไปหรือยัง" เซิ่นอวี๋พูด
ความเงียบนาน
"ยัง" เว่ย ซงเหนียนพูด "แต่..." เขาหยุด "แต่ข้ารู้ว่าต้องพร้อมถึงจะยาก ข้าต้องพร้อม"
"งั้นบอกเธอ" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆ "บอกว่าท่านจะพร้อมแม้จะยาก"
เว่ยซงเหนียนพูดสิ่งที่ยากที่สุดที่เขาเคยพูดในชีวิต บอกกับบางสิ่งที่มองไม่เห็นว่าไปได้ว่าข้างหน้าจะดูแลตัวเอง ว่าจะจำเธอไว้ แต่จะไม่ขังตัวเองไว้กับวันที่สูญเสีย
และในห้องนั้น หลิงซางรู้สึกถึงบางสิ่งเปลี่ยนแปลง
ความเย็นที่แผ่ออกมาจากวงผนึกในดินค่อยๆเบาลงเล็กน้อย
เขาคิดในใจ
"ิญญาหนึ่งดวงกลับไปพันธะพันข้อคลายลงบ้าง"
⚔สามวันและสามสิบสี่การลาจาก⚔
สามวันต่อมา
พวกเขาไปพบคนป่วยทีละคนทำซ้ำในแบบเดียวกับที่ทำกับเว่ย ซงเหนียน แต่ทุกคนต่างกัน ทุกความเ็ปต่างกันทุกคำที่ค้างอยู่ต่างกัน
บางคนง่าย ได้ยินแล้วร้องไห้ พูดแล้วปล่อยวาง
บางคนยาก ปฏิเสธ โกรธ ไม่ยอมรับและเซิ่นอวี๋ต้องนั่งอยู่กับพวกเขานานกว่า อดทนมากกว่า ฟังมากกว่า
และหลิงซางอยู่ข้างๆ เสมอ ไม่ใช่แค่ในฐานะหมอแต่ในฐานะคนที่เซิ่นอวี๋รู้ว่ามีอยู่ที่นั่นและบางครั้งความรู้นั้นทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
ตอนเย็นวันที่สองของการทำงาน
เซิ่นอวี๋นั่งพิงกำแพงข้างนอกบ้านที่พักของพวกเขาดวงตาปิด หายใจช้า ใบหน้าซีดกว่าปกติ
หลิงซางออกมาหา นั่งลงข้างๆโดยไม่ถามว่าเป็อะไร
เขาหยิบกุ้ยหยูดอกหิมะออกมาวางลงบนมือของเซิ่นอวี๋ แสงสีขาวออกมาเบาๆ ไม่ใช่การรักษา แค่การให้พลังงาน เหมือนเติมน้ำมันเมื่อตะเกียงกำลังจะหมด
เซิ่นอวี๋รู้สึกถึงมัน ลืมตาขึ้นมองมือที่วางกุ้ยหยูให้
"ท่านหมอไม่ต้อง—"
"รู้ว่าไม่ต้อง" หลิงซางตัดบท "แต่ข้า้าทำ"
เซิ่นอวี๋หุบปาก
ทั้งสองนั่งอยู่นอกบ้านในความมืดที่มีดาวมากแสงขาวจางๆ ระหว่างมือสองคน อบอุ่นในความเย็นของคืนูเา
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดหลังจากสักพัก
"อะไร"
"การได้ยินเื่ของคนเ่าั้ ทุกความเ็ปทุกความสูญเสีย มันทำให้ข้าคิดถึงบางสิ่ง"
"คิดถึงอะไร"
เซิ่นอวี๋มองดาว
"คิดว่าข้าโชคดีมาก" เขาพูดเบาๆ "ที่ยังไม่ต้องเผชิญกับการสูญเสียแบบนั้น"
"แต่ท่านเคยสูญเสียแล้ว" หลิงซางพูด "แม่ท่าน"
"ใช่" เซิ่นอวี๋พูด "แต่นั่นต่างกันตอนนั้นข้ายังเด็กความโศกเศร้าใหญ่โตแต่ข้ายังไม่รู้ว่าจะเสียใจในแบบที่คนเหล่านี้เสียใจ" เขาหยุด "ความเสียใจแบบที่รู้ว่าคนนั้นคือส่วนหนึ่งของชีวิตตัวเองและตอนนี้ส่วนนั้นหายไป"
"ท่านกลัว" หลิงซางพูด
"กลัวสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่ข้า..." เซิ่นอวี๋พูดค้างไว้ ไม่พูดต่อ
หลิงซางหันมามอง มองหน้าเซิ่นอวี๋ที่มองดาวอยู่
"ข้าอยู่ที่นี่" เขาพูดเงียบๆ แต่ชัดเจน
เซิ่นอวี๋หันมามองเขา
"ข้ารู้" เขาพูด
"ข้าจะยังอยู่ที่นี่" หลิงซางพูดต่อเสียงที่เรียบแต่มีน้ำหนักที่ทั้งสองรู้ว่าหมายความว่าอะไร "ข้าไม่ได้พูดเพื่อปลอบใจข้าพูดเพราะนั่นคือสิ่งที่ข้าตั้งใจ"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขาอีกครั้ง มองนาน
"ท่านหมอ"
"อะไร"
"บางครั้งท่านพูดสิ่งที่ทำให้ข้าไม่รู้จะตอบว่าอะไร"
"นั่นพอแล้ว" หลิงซางพูดและในที่สุดก็หันกลับไปมองดาว
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขาอีกครั้งแล้วก็หันกลับไปมองดาวด้วย
มือของเขาพลิกขึ้นและจับมือหลิงซาง
กุ้ยหยูที่อยู่ระหว่างสองมือยังเรืองแสงอยู่อุ่นและสงบ
????วันที่สี่และการทำลายวง????
วันที่สี่
คนป่วยทุกคนที่พวกเขาพบได้ผ่านกระบวนการพูดลาระดับมากน้อยต่างกัน บางคนที่เบาก็เพียงพอแล้ว บางคนที่หนักก็ยังต้องเวลาแต่ทุกคนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เริ่มรู้วันที่ถูก เริ่มรู้ว่าผ่านมากี่เดือนแล้วเริ่มก้าวออกจากวันที่ค้างไว้
วงผนึกในดินอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
"ถึงเวลาแล้ว" หลิงซางบอก
พวกเขาทำพิธีในตอนที่พระอาทิตย์อยู่บนสุด เวลาที่พลังแสงแข็งแกร่งที่สุดซึ่งตามตำราบอกว่าช่วยในการทำลายวงที่ใช้ความมืดเป็พลังงาน
หลิงซางยืนที่จุดกลางของลวดลายในดินกุ้ยหยูดอกหิมะในมือขวา ดาบสีขาวในมือซ้าย
เซิ่นอวี๋ยืนห่างออกไปทางเหนือ ดาบ หยินซาเปลือยในมือขวา รอยแผลเป็เรืองแสงสีเงินสม่ำเสมอ
หยูหลานยืนอยู่ที่ขอบพื้นที่ทำหน้าที่เฝ้าดูและพร้อมรับมือถ้ามีบางสิ่งออกนอกแผน
คนในหมู่บ้านยืนดูจากระยะห่าง
"เริ่มได้" เซิ่นอวี๋พูด
หลิงซางวางกุ้ยหยูลงบนดินตรงจุดกลางของลวดลายแสงสีขาวแผ่ออกมาจากมันช้าๆ ไหลตามลวดลายในดินราวกับน้ำที่ไหลตามร่องไปถึงทุกจุดทุกมุมของวงผนึก
เซิ่นอวี๋เริ่มท่าดาบผนึก เหมือนที่เขาเคยทำแต่ครั้งนี้แตกต่างไม่ใช่การต่อสู้กับสิ่งที่ต้านทาน แต่เป็การ คลาย ท่าทางช้ากว่านุ่มนวลกว่า ขีดรูปแบบที่ย้อนกระบวนการของวงผนึก
สองพลังงานพบกันในอากาศเหนือดิน
แสงขาวจากกุ้ยหยูและแสงเงินจากดาบ หยินซาไหลเข้าหากันในแบบที่ทั้งสองรู้ดีแล้ว พอดีกัน เสริมกันทำงานร่วมกันในแบบที่พลังงานที่ออกแบบมาสำหรับกันและกันทำงาน
ลวดลายในดินเริ่มจางลง
ค่อยๆ จางลง ทีละเส้น ทีละส่วน
และเมื่อมันจางหายไปทั้งหมด
อากาศในหมู่บ้านเปลี่ยน ในทันทีและชัดเจนราวกับว่าหนักบางสิ่งที่กดอยู่เหนือหมู่บ้านนั้นถูกยกออกไป
คนในหมู่บ้านที่ยืนดูอยู่เบาลง มองเห็นได้จากท่าทางจากการหายใจ จากรอยยิ้มเล็กๆ ที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เหนื่อยล้า
และในอากาศรอบๆ หลิงซาง
เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่ผ่านออกไปสิ่งที่เบาและสะอาด ราวกับลมพัดพาฝุ่นออกจากห้องที่ปิดมานาน
ิญญาที่ผูกอยู่กับหมู่บ้านได้รับการปล่อยไปในที่สุด
????สิ่งที่ผู้ส่งจดหมายทิ้งไว้????
เย็นวันที่สี่
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยและคนในหมู่บ้านเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งเว่ย ซงเหนียนนำบางสิ่งมาให้พวกเขา
"ข้าพบสิ่งนี้ที่ประตูบ้านตอนเช้าตรู่ก่อนท่านตื่น" เขาพูด วางกล่องไม้เล็กๆ ลงบนโต๊ะ "ข้าไม่รู้ว่าใครวางไว้"
กล่องไม้สีเข้มที่ไม่มีตัวล็อค เปิดออกได้เลย
ข้างในมีสองสิ่ง
หนึ่ง กระดาษพับสี่เท่าเขียนด้วยลายมือที่คุ้นเคย
"ข้าไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่มิตร แค่คนเดินผ่าน ค้างหนี้พวกท่านอยู่สิ่งนี้อาจมีประโยชน์"
สอง กุ้ยหยูเล็กๆ สีเขียวอมเหลืองแกะสลักเป็รูปใบไม้ มีรอยร้าวเก่าแก่หลายรอย
หลิงซางหยิบกุ้ยหยูนั้นขึ้นมาตรวจ
รู้สึกถึงบางสิ่งทันทีที่ัั พลังงานที่บันทึกไว้เหมือนหนังสือที่เขียนด้วยพลังงานแทนที่จะเป็หมึก
เขาอ่านมันด้วยพลังของตัวเอง ผ่านฝ่ามือ
และสิ่งที่ได้ยินนั้น ทำให้เขานิ่งอยู่นานผิดปกติ
"อะไร" เซิ่นอวี๋ถาม
"บันทึก" หลิงซางพูดช้าๆ "บันทึกของใครบางคนที่รู้เื่อสูรผู้ลบมานานกว่าที่บิดาข้ารู้มันเป็บันทึกของ...คนที่เคยเผชิญกับมันในชาติก่อน"
"ชาติก่อน" เซิ่นอวี๋พูดซ้ำ
"บันทึกนี้พูดถึงวิธีสมบูรณ์ในการกำจัดร่องรอยที่เหลือค้างอยู่" หลิงซางพูด "วิธีที่บิดาข้าไม่มี"
ห้องเงียบ
"ผู้ส่งจดหมายที่ไม่มีชื่อ" หยูหลานพูด "เป็คนเดียวกับผู้วางวงผนึกในหมู่บ้านนี้ไหม"
"ไม่" หลิงซางพูด "ลายมือต่างกันพลังงานต่างกัน คนละคน"
"งั้นมีคนที่สาม" เซิ่นอวี๋พูดเสียงของนักสืบที่กำลังจัดเรียงข้อมูล "คนที่รู้เื่นี้้าให้เราได้ข้อมูลนี้ แต่ไม่้าปรากฏตัว"
"และรู้ว่าพวกเราจะมาที่นี่" หยูหลานเสริม
"จดหมายที่ไม่มีผู้ส่ง" หลิงซางพูดเงียบๆ "ที่บอกว่า 'ในหมอกมีทางใหม่ ในทางมีคนใหม่' คนใหม่นั้นอาจไม่ได้หมายถึงคนในหมู่บ้านแต่หมายถึงคนที่ส่งกล่องนี้มา"
ทั้งสามมองหน้ากัน
"เราต้องรู้ว่าเขาคือใคร" เซิ่นอวี๋พูด
"และเราจะรู้" หลิงซางพูด วางกุ้ยหยูเล็กๆลงในกล่อง "แต่ตอนนี้ ข้า้านั่งอยู่เฉยๆ สักครู่"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขารู้ทันทีว่าหมายความว่าอะไร
เขาลุกขึ้น ไปยืนที่ประตู
"หยูหลาน" เขาพูด "ช่วยข้าดูเื่ที่พักสักครู่ได้ไหม"
หยูหลานมองเซิ่นอวี๋ มองหลิงซางเข้าใจโดยไม่ต้องให้ใครอธิบาย
"ได้" เธอพูด ลุกขึ้นตาม
ประตูห้องปิดลง
ในห้องที่เหลือแค่สองคน
หลิงซางนั่งอยู่ที่โต๊ะ ไม่เขียนอะไรไม่อ่านอะไร แค่นั่ง
เซิ่นอวี๋กลับเข้ามา นั่งลงข้างๆ เขา
ทั้งสองไม่พูดอะไรเป็เวลานาน
ในความเงียบนั้นหลิงซางรู้สึกถึงบางสิ่งที่เขาเพิ่งเรียนรู้จากสามวันที่ผ่านมา รู้สึกถึงคุณค่าของการที่มีคนนั่งอยู่ด้วยในความเงียบไม่ต้องพูด ไม่ต้องทำอะไร แค่อยู่
"ขอบคุณ" เขาพูดในที่สุด เสียงเบามาก
"สำหรับอะไร"
"สำหรับการอยู่ที่นี่" หลิงซางพูด "และสำหรับการรู้ว่าตอนไหนต้องอยู่เฉยๆ"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขาในดวงตาของเขามีบางสิ่งที่อ่อนโยนและเต็ม
"ท่านหมอสอนข้าว่าการฟังก็เป็ส่วนหนึ่งของการรักษา" เขาพูด "ข้าแค่ใช้สิ่งที่เรียนมา"
หลิงซางมองเขามองในแสงเย็นของบ่ายที่กำลังเปลี่ยนเป็ค่ำ
จากนั้นก็ทำสิ่งที่เซิ่นอวี๋ไม่ได้คาด หลิงซางพิงหัวลงบนไหล่ของเซิ่นอวี๋ช้าๆ เงียบๆ ราวกับกำลังทดสอบว่าสิ่งนั้นอนุญาตไหม
เซิ่นอวี๋ไม่ขยับ ไม่พูดแต่ไหล่ของเขาหย่อนลงเล็กน้อย รับน้ำหนักนั้น
ทั้งสองนั่งอยู่อย่างนั้นในความเงียบของบ้านในหมู่บ้านที่กำลังเริ่มหายใจอีกครั้ง
✨ก่อนออกเดินทางกลับ✨
วันที่ห้า รุ่งเช้า
หมู่บ้านจื้อฉวนดูต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด
ประตูบ้านหลายหลังเปิด มีเสียงคนพูดคุยมีกลิ่นอาหารเช้า มีเด็กๆ ที่ออกมาวิ่งเล่นในลานกว้าง
เว่ย ซงเหนียนยืนอยู่หน้าบ้านมือถือถ้วยชาสองใบ สองใบ ไม่ใช่สี่ใบ
เมื่อเห็นหลิงซางเดินออกมา เขายื่นถ้วยหนึ่งให้
"ขอบคุณ ท่านหมออู๋" เขาพูด
"ท่านทำสิ่งที่ยากที่สุดเอง" หลิงซางพูด "ข้าแค่อยู่ที่นั่น"
"บางครั้งการมีคนอยู่ที่นั่นก็คือทุกสิ่ง" เว่ย ซงเหนียนพูด
หลิงซางรับถ้วยชา ดื่ม
"ท่านจะเป็อย่างไรต่อไป" เขาถาม
"ข้าจะดูแลทุ่งนา" เว่ย ซงเหนียนพูดมองออกไปที่ทุ่งข้าวที่เขียวอยู่ด้านหลัง "หลิงจูชอบข้าวต้มในตอนเช้าข้าจะทำมันต่อไป แต่ทำแค่หนึ่งถ้วย แล้วก็กินเอง" เขาหยุด "และข้าจะวางถ้วยว่างไว้ข้างๆบางวัน ไม่ใช่เพราะลืม แต่เพราะยังคิดถึง มีความแตกต่างระหว่างสองอย่างนั้น"
"มีความแตกต่าง" หลิงซางยืนยัน
เซิ่นอวี๋ออกมาหลังจากนั้นไม่นานตามด้วยหยูหลาน
ม้าสามตัวถูกนำออกมาเตรียมพร้อม
ก่อนขึ้นม้า เว่ย ซงเหนียนจับแขนเซิ่นอวี๋เบาๆ
"ท่านเซิ่น" เขาพูด "สิ่งที่ท่านทำให้ข้าการเป็สะพาน ท่านทำมาคนเดียวนานแค่ไหนแล้ว"
เซิ่นอวี๋มองเขา
"นาน" เขาตอบสั้น
"เหนื่อย"
"เป็บางครั้ง"
"ดีที่ท่านมีท่านหมออู๋" เว่ย ซงเหนียนพูดมองไปที่หลิงซางที่กำลังตรวจดูที่อานม้า "ข้ามองออกว่าเขาสำคัญแค่ไหนสำหรับท่านและท่านสำคัญแค่ไหนสำหรับเขา แม้ว่าทั้งสองจะพยายามซ่อนไว้"
"ข้าไม่ได้ซ่อน" เซิ่นอวี๋พูด
"ท่านหมออู๋ซ่อนอยู่บ้าง" เว่ย ซงเหนียนยิ้ม "แต่ข้ามองออกคนที่อยู่ด้วยกันมาสิบปีย่อมรู้ว่าจะมองหาอะไร"
เซิ่นอวี๋หัวเราะเบาๆเสียงหัวเราะที่จริงและสบาย
"ข้าจะจำคำท่านไว้" เขาพูด
พวกเขาออกเดินทางเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นสูง
คนในหมู่บ้านออกมาส่งที่ขอบหมู่บ้าน มีดอกไม้มีขนม มีการขอบคุณที่ออกมาจากใจจริงในแบบที่ไม่ต้องประดับด้วยคำสวยหรู
เว่ย ซงเหนียนยืนส่งนานที่สุด
♥️สิ่งที่หมู่บ้านสอน ♥️
"ความโศกเศร้าไม่ใช่ศัตรู มันคือหลักฐานว่าเราเคยรัก และการรักนั้น คุ้มค่ากับทุกความเ็ปที่ตามมา
แต่ความโศกเศร้าก็ไม่ใช่บ้านไม่ใช่ที่ที่เราควรอยู่ตลอดไป มันคือสถานีที่เราแวะพัก ก่อนที่จะเดินต่อไปพร้อมกับสิ่งที่เรียนรู้
และสิ่งที่เรียนรู้จากหมู่บ้านที่เวลาหยุดนิ่งนั้นคือว่าคนตายไม่้าให้คนเป็หยุดอยู่กับที่ พวกเขา้าให้เราใช้ชีวิตต่อ ด้วยชีวิตที่ดีพอที่จะบอกได้ว่าเราเรียนรู้จากการมีพวกเขาอยู่"
♥️ "ผ่านพันคลื่นมาก็ยังไม่ใช่จนได้พบกันในแสงเย็นยามบ่าย น้ำยังไหลอยู่นั่น แต่หัวใจได้จอดแล้ว ณ ที่นี้" ♥️
..สุสาส์นราคะ...