เสียงที่ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่ยิ่งแรงขึ้นเรื่อย ๆ โชยตามลมออกมาจากศาลบรรพชนตระกูลเฉินนั้นทำให้ชาวบ้านที่ต่างจับกลุ่มพูดคุยถกเถียงกันอยู่นั้นเงียบเสียงลงทันที มีเพียงฉีจิงเท่านั้นที่เอามือไขว้หลัง แล้วหันหน้าไปทางประตูบานนั้น ด้วยสีหน้าเย็นชาแต่กลับดูสุขุมลุ่มลึก
ทันทีที่ไม้ฟาดลงไปที่เฉินเสียสติเป็นครั้งที่ห้าสิบ ชายหนุ่มก็เลือดเต็มตัวไปหมด แม้จะยังไม่ตายแต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ลมหายใจเท่านั้น
เฉินหลี่เจิงโผล่ออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ถามฉีจิงว่า “พ่อหนุ่มฉี…แบบนี้ได้หรือไม่ บ้านของตระกูลเฉินหลังนั้น ข้าจะให้เจ้าอยู่อาศัยไปก่อน แต่ที่นานั้นต้องคืนกลับมาเป็นของตระกูลนะ”
ชายชราผู้เป็นหัวหน้าของตระกูลเฉินฝืนพูด วันนี้ฉีจิงนั้นได้บีบบังคับให้เขาต้องปลิดชีพของหลานชายตัวเอง พร้อมกันนั้นก็หักหน้าเขาต่อหน้าชาวบ้านจวี้เป่า รวมทั้งยังทำให้ตระกูลเฉินถูกตระกูลถังกดหัวเอาไว้ ในใจของเฉินหลี่เจิงจึงรู้สึกโกรธอยู่ไม่น้อย!
ฉีจิงยังคงยืนนิ่ง ก่อนจะพูดด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “ไม่จำเป็น ข้าแค่อยากได้ชีวิตของเขามาหักล้างกันเท่านั้น ถึงแม้ว่าเขาจะขโมยของมีค่าอะไรไปข้าก็ไม่สนใจแล้ว และยิ่งไม่อยากได้ที่นาอะไรนั่นอีกด้วย”
ชายหนุ่มหันกลับมาพร้อมกับมองหาท่ามกลางความมืด “เมื่อสักครู่ไม่ทราบผู้ใดเป็นคนช่วยจับเขาเอาไว้?”
คนที่อยู่รอบ ๆ นึกถึงเงินจำนวนสิบตำลึงขึ้นมาได้ จากนั้นก็มีคนพูดว่า “ซุ่นจึ! ซุ่นจึ! เขาเรียกเจ้าอยู่นะ”
ถังซุ่นจึก้าวออกมาอย่างลังเล ฉีจิงจึงหยิบเงินหยวนเป่าจากแขนเสื้อจำนวนสิบตำลึงพลางยื่นไปให้ “ข้าต้องขอบใจท่านมากนะที่ยอมออกมาพูดเพื่อความยุติธรรม”
“ไม่เป็นไร” ถังซุ่นจึเกาหัวอย่างเกรงใจพร้อมกับรับเงินมาถือไว้ด้วยความดีใจ “ข้าก็แค่…เมื่อเห็นแล้ว จะไม่พูดได้อย่างไรล่ะ”
ฉีจิงแสดงความเคารพต่อชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังอีกครั้งพร้อมกับกล่าวอย่างซึ้งใจ “ครั้งนี้ข้ากับน้องชายต้องขอบคุณท่านหัวหน้าตระกูล แล้วก็ทุก ๆ คน โดยเฉพาะแม่นางผู้นี้เป็นอย่างมาก ท่านหัวหน้าตระกูลถัง ข้า…ฉีจิงพรุ่งนี้จะไปกราบคารวะท่านถึงหน้าประตูจะได้หรือไม่?”
“ได้…ย่อมได้อย่างแน่นอน”
ชายชราตระกูลถังรับคำอย่างยินดี ท่ามกลางสายตาเย็นชาของเฉินหลี่เจิง ครั้งนี้ฉีจิงอยู่ข้างตระกูลถังอย่างเต็มตัว จนทำให้เขาต้องเสียหน้าซึ่งเป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้และไม่มีทางจะยอมรามือง่าย ๆ แน่
สำหรับถังฉือเย่นั้นอดรู้สึกที่จะหวาดกลัวอยู่นิดหน่อยไม่ได้ เมื่อเห็นว่าหัวหน้าตระกูลในสมัยโบราณนั้นมีอำนาจมากถึงขนาดออกแรงเพียงเล็กน้อยก็สามารถฆ่าคนได้ จริง ๆ แล้วมันก็ทำให้นางรู้สึกกลัวนิดหน่อย
ในขณะที่นางกำลังเลิกคิ้วและฟังอยู่นั้น ถังฉือเย่ก็รู้สึกว่าข้อมือข้างหนึ่งของตนนั้นถูกใครบางคนจับไว้ เมื่อก้มลงมามองก็เห็นเสี่ยวเหยาเดินเข้ามา ฉีจิงที่อยู่ข้างหน้าเอียงศีรษะเล็กน้อย แสดงให้รู้เป็นในว่าตอนนี้มีคนอยู่เยอะไม่เหมาะที่จะพูดอะไรบางอย่าง
หญิงสาวจึงบีบมือของเด็กน้อยเบา ๆ แล้วพาเขาไปอีกฝั่งหนึ่งเมื่อเรื่องจบ ชาวบ้านต่างแยกย้ายกันกลับไปแล้ว ถังฉือเย่จึงจูงมือเด็กน้อยกลับบ้าน ผู้คนที่ต่างจับกลุ่มพูดคุยกันนั้นไม่มีใครสังเกตว่าสาวน้อยตระกูลถังกำลังจูงมือเสี่ยวเหยาอยู่ จนกระทั่งนางผลักประตูไม้พร้อมกับหันมาถามเด็กน้อยว่า
“กินข้าวหรือยัง?”
เมื่อเห็นเสี่ยวเหยาส่ายหัวไปมา นางจึงพูดต่อว่า “ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวพี่จะทำอาหาร เรามากินข้าวด้วยกันนะ”
เสี่ยวเหยาพยักหน้า ดวงตาเป็นประกายขึ้นวาบหนึ่ง ขณะที่ถังฉือเย่เดินพาไปนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นจึงจุดตะเกียงแล้วเอามาแขวนไว้ เพื่อมองหาปลาที่คุณนายโจวนำมาให้เมื่อเย็น แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ มีเพียงใบบัวเท่านั้นที่ยังคงวางอยู่ที่เดิม
ถังฉือเย่คิดว่าอาจจะเป็นหนูหรือเปล่า นางจึงเดินมาเปิดฝาหม้อออกก็ยังได้กลิ่นคาวปลาอยู่ เมื่อดูก้อนหม้อก็เห็นว่ายังมีน้ำมันนอนอยู่ก้นหม้อ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นก็เข้าไปในห้องแล้วเรียกหาเสี่ยวเหยา และถามนางว่า
“คืนนี้ท่านแม่กินปลาไปหรือ?”
เมื่อเห็นเด็กสาวพยักหน้า นางก็รีบถามต่อว่า “แล้วนางแบ่งให้เจ้ากินหรือไม่” เสี่ยวเหยาส่ายหน้าไปมา ถังฉือเย่จึงถามอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ
“แล้วนี่เจ้ายังไม่ได้กินข้าวอีกหรือ?”
“ท่านพี่! ” เสี่ยวเหยาพยักหน้าลง พูดเบา ๆ “ข้าหิวข้าวจัง”
หญิงสาวถอนหายใจดังเฮือก คร้านที่จะโมโหแล้วกับแม่อย่างวังซื่อ ดึกดื่นป่านนี้แล้วจะทำอย่างอื่นก็คงไม่ทัน ดังนั้นถังฉือเย่จึงเดินไปหยิบแป้งมาทำโป๋ทัวหรือบะหมี่ จากนั้นก็เอาหัวไชเท้ามาหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วนำเนื้อกระต่ายที่หมักเกลือเอาไว้ก่อนหน้า นั้นมาหั่นเป็นชิ้นแล้วนำมาผสมรวมกันในกระทะผัดพร้อมกันให้สุก ก่อนจะใส่ต้นหอมและเครื่องปรุงลงไป ได้ออกมาเป็นเนื้อผัด จากนั้นนำใบบัวมาผัดกับไข่ไก่เพื่อทำผัดผัก
เมื่อนำใส่จานออกมาให้เสี่ยวเหยากลิ่นหอมก็โชยมาเรียกน้ำย่อยจนถังฉือเย่รู้สึกว่าตั้งแต่ข้ามกาลเวลาที่นี่ ฝีมือในการทำอาหารของตัวเองนั้นพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
แสงตะเกียงน้อยแรงเทียนที่ไม่ค่อยสว่างเท่าใดนัก อาศัยที่ว่าคืนนี้ดวงจันทร์นั้นส่องสว่างจนทำให้มองเห็นเด็กน้อยสองคนที่กำลังกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย ถังฉือเย่ยิ้มพลางตักเนื้อผัดขึ้นมา ก่อนที่คนซึ่งอยู่ข้างกำแพงจะทำเสียงกระแอมขึ้น หญิงสาวชะงักเล็กน้อยก่อนบอกโดยไม่หันหน้ากลับไปมอง
“เข้ามาเถอะ”
เป็นฉีจิงจูงฉีหยางเดินผ่านความมืดเข้ามา ถังฉือเย่ตักอาหารให้เขาถ้วยหนึ่งแล้วจึงถามด้วยเสียงเรียบ “ตายแล้วหรือ?”
“ใกล้แล้วล่ะ” ชายหนุ่มเหลือบมองนางแวบหนึ่ง “ไม่พ้นคืนนี้หรอก”
“เหตุใดเจ้าจึงต้องมีเรื่องกับหลี่เจิงด้วย?” นางถามสิ่งที่ยังค้างคาในใจ ฉีจิงจึงตอบอย่างเคร่งขรึม
“ครั้งนี้จำเป็นต้องมี ผ่านเรื่องนี้ไปแล้ว ข้าก็คิดเอาไว้แล้วว่าการที่อยู่ห่างจากผู้คนเหมือนเดิมนั้นคงไม่ปลอดภัยสักเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดเรื่องขนาดนี้”
“ก็ดีเหมือนกัน ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ครั้งนี้เจ้าได้เป็นศัตรูกับหลี่เจิงแล้ว ดังนั้นมาเป็นมิตรกับตระกูลถังก็ไม่แปลก”
ฉีจิงนั่งมองนางอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้กล่าวคำใดต่อ สำหรับคนนอกพื้นที่อย่างเขาแล้ว การที่ได้ใช้ประโยชน์จากหลี่เจิงนั้นสิ่งสำคัญคือการยืดอายุบัตรผ่านทางใบนี้ เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนเมื่อออกจากบ้านเกิดแล้ว แต่ฉีจิงก็ไม่คิดว่าคนอย่างเฉินหลี่เจิงจะใช้สิ่งนี้มาบีบบังคับเขาหรอก
หญิงสาวที่ถูกจับตามองคิดไปคิดมาก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้าจะไปหาหัวหน้าตระกูลถังก็เพื่อจะไปซื้อบ้านกระนั้นหรือ?”
“ยังไม่ซื้อ ข้าคิดจะเช่าไปก่อน”
“ทำไมล่ะ ตอนนี้เจ้าก็มีเงินแล้วไม่ใช่เหรอ?”
ฉีจิงหลบสายตาลงต่ำ ผ่านไปครู่หนึ่งก่อนบอก “จากนี้ไปเจ้ามีแผนจะทำอะไรต่อ หรือว่าจะอยู่ที่นี่ไปตลอดอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่แน่นอน ห้องที่ผุพังอย่างนี้น่าอยู่เสียที่ไหน” ถังฉือเย่ตอบโดยไม่เสียเวลาคิด “รอเวลาที่เหมาะสมแล้ว ข้าจะทำสวนปลูกผัก แล้วก็อยากเลี้ยงหมาเอาไว้เฝ้าบ้านด้วย”
ฉีจิงพยักหน้า เขาก้มหน้าลงแล้วกินอย่างเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพูดขึ้นว่า “ครั้งนี้ เจ้าคิดว่าข้าทำเกินไปหรือไม่?”
“เกินไป?” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้น ละสายตาจากชามข้าวในมือ “ชีวิตแลกด้วยชีวิตเกินไปตรงไหน แถมเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าทำไม่สำเร็จเสียหน่อย เขารู้ทั้งรู้ว่าอาหยางอยู่ข้างใน ยังจะจุดไฟเผากระท่อมอีก จิตใจทำด้วยอะไร ถึงตายไปก็ชดใช้ความผิดไม่หมดหรอก
ถังฉือเย่พูดไปอย่างที่ใจคิด ความจริงแล้วนางก็รู้สึกชอบยุคสมัยแห่งการมีบุญคุณต้องตอบแทน ยามมีแค้นก็ต้องชำระอย่างนี้อยู่ไม่น้อย หากเป็นยุคปัจจุบันพวกที่เอาเด็กมาค้ามนุษย์นั้น ทั้งที่สมควรตายเสียจริงๆ แต่เนื่องจากต้องพิจารณาอะไรหลายอย่าง ทำให้ไม่สามารถลงโทษประหารได้โดยตรง ด้วยเหตุนี้นางจึงพูดกับฉีจิงว่า
“ครั้งนี้ที่อาหยางรอดมาได้ก็เพราะสวรรค์ยังปรานี และโชคดีทั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนที่ลงมือเลย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเฉินเสียสติผู้นั้นเลย ดังนั้นการที่เขาได้รับผลเช่นนั้นก็สมควรแล้ว เจ้าอย่าได้คิดมากเลย”
ท่ามกลางความมืดสลัวยามมืด ฉีจิงยกมุมปากขึ้นพร้อมกับพูดว่า “ข้าเข้าใจแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว” ว่าแล้วนางก็ตักเนื้อผัดให้เขาอีกช้อน “กินเยอะ ๆ หน่อย”
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก ได้แต่กินข้าวอย่างเงียบ ๆ จนหมด เมื่อกินเสร็จแล้วฉีหยางยังไม่อยากไป ถังฉือเย่เองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ นางจึงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมานั่งบนตักแล้วกระซิบที่ข้างหูว่า
“บ้านของข้าคับแคบเกินไป รอให้ข้ามีบ้านก่อนนะ ข้าจะเหลือให้เจ้าห้องหนึ่งเลย”
ฉีหยางพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะยอมเดินกลับบ้านพร้อมพี่ชายแต่โดยดี
เช้าวันถัดมา…ฉีจิงตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อลุกขึ้นมาจัดการทำของขวัญไปคารวะหัวหน้าตระกูลถัง เพื่อจะได้พูดเรื่องที่จะเช่าห้องไปด้วย
เมื่อวานนั้นชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังนั้นกดหัวข่มเฉินหลี่เจิงอย่างหนัก เขาจึงอารมณ์ดีเมื่อได้เห็นหน้าฉีจิง รวมทั้งของขวัญที่ชายหนุ่มนำมานั้นไม่ใช่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังนั้นชายชราจึงหาบ้านหลังเก่า ๆ ที่ไม่มีคนอยู่สองหลังพร้อมกับสั่งให้ลูกชายคนโตของเขามาช่วยฉีจิงเลือก
สำหรับหลังแรกนั้นเหมือนบ้านที่เคยอยู่ก่อน คืออยู่ใกล้กับภูเขา ค่อนข้างสงบ ส่วนอีกหลังนั้นอยู่ในหมู่บ้านเมื่อเทียบกันแล้วห้องมีสภาพที่ดีกว่านิดหน่อย และอยู่ห่างจากบ้านที่ถังฉือเย่อาศัยอยู่ไม่ไกล ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนฉีจิงก็คงจะเลือกหลังที่ค่อนข้างจะสงบและเงียบอย่างไม่ต้องคิด แต่ครั้งนี้เขากับลังเลจึงถามฉีหยางว่า
“อาหยางเจ้าชอบหลังไหน?”
ลูกชายคนโตของหัวหน้าตระกูลถังชื่อ...ถังหย่ง อายุสี่สิบกว่าปีแล้ว เขาเหลือบมองฉีหยางด้วยความแปลกใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นเด็กชายพูดว่า “หลังนี้ ห่างจากพี่สาวไม่ไกล! ”
ฉีจิงยิ้มเมื่อเห็นว่าน้องชายคิดเหมือนตน ดังนั้นเขาจึงหันมาบอกกับถังหย่งว่า “ถ้าอย่างนั้นหลังนี้ขอรับ ขอบคุณท่านมากที่ช่วยข้าครั้งนี้”
.
.
.