หนี่หุนลั่วยิ้มจางๆและกล่าวต่อ “เนื่องจากตอนนี้เจ้าเป็นผู้ดูแลพิเศษของตระกูลหนี่แล้ว ฉะนั้นเงินเดือนของเจ้ารวมถึงของบรรณาการจะเทียบเท่ากับผู้อาวุโสสาขาหลักโดยปริยาย”
เขามองไปที่สาวใช้ผู้หนึ่งและออกคำสั่ง “นำของมาให้เขา”
สาวใช้โค้งคำนับ นางเดินกลับไปด้านหลังม่าน จากนั้นนางก็ก้าวออกมาพร้อมกับถือถาดสีแดง และโค้งคำนับให้แก่จางหลิน “นายน้อย ทั้งหมดนี้เป็นของท่าน”
ข้างในถาดนั้นคือกระบี่ยาวที่มีการสลักลวดลายมังกรขดงดงาม แค่มองด้วยหางตาก็รับรู้ได้ว่ามันคือกระบี่ระดับ 4!
ยังมีตราเข็มกลัดผู้ดูแลพิเศษของตระกูลหนี่ โดยมีเข็มกลัดอีกหนึ่งสำหรับผู้ติดตามไปยังสำนักจักรพรรดิดารา และมีถุงเงินหนึ่งถุงวางอยู่
จางหลินตัวแข็งทื่อและพูดไม่ออก
หนี่หุนลั่วกลอกตามองที่หนี่ซวง “มัวรออะไรอยู่? รีบติดเข็มกลัดผู้ดูแลพิเศษให้แก่เขาซะ”
หนี่ซวงยิ้มอย่างสดใส นางรีบคว้าเข็มกลัดและเดินไปหาจางหลินด้วยรอยยิ้มหวาน พลางติดเข็มกลัดให้แก่เขาอย่างเบามือ “เฟยหยาง ดูเหมือนท่านพ่อจะถูกชะตากับเจ้าพอสมควร น้อยคนนักที่จะได้รับสิทธิพิเศษจากท่านพ่อมากถึงขนาดนี้”
จากนั้นหนี่ซวงก็ถอยหลังออกมาพลางชมเชย “โอ้... ดูดีเลยทีเดียว”
จางหลินในยามนี้ไร้ซึ่งความเป็นคนเร่ร่อนเฉกเช่นก่อนหน้านี้อีกต่อไป
ด้วยชุดเครื่องแบบของตระกูลชนชั้นสูง และกระบี่ของผู้ดูแลพิเศษ รวมถึงเข็มกลัดที่ถูกคาดไว้ที่หน้าอกซ้าย ในตอนนี้เขาดูจะมีภูมิฐานและมีฐานะมากยิ่งกว่าอาเหลียงเสียอีก
หนี่ซวงหยิบกระบี่จากถาดและยื่นให้แก่เขา “ข้าเห็นว่าเจ้ามีแค่มีดสั้น แต่กระบี่น่าจะเหมาะกับเจ้ามากกว่า”
จางหลินคว้ากระบี่มา เขาค่อยๆดึงกระบี่ออกจากฝักอย่างช้าๆ ก่อนที่เขาจะสัมผัสได้ถึงความกระหายเลือดที่แฝงอยู่ในกระบี่
นั่นทำให้ดวงตาของเขาหรี่ลงด้วยความประหลาดใจ!
[กระบี่เล่มนี้ไม่ธรรมดา!]
[มันดูเหมือนจะมีจิตสังหารและความอาฆาตแค้นแฝงอยู่]
[กระบี่เล่มนี้เคยดื่มเลือดคนไปแล้วกี่คนกันแน่?]
สายตาของเขามองไปยังหนี่หุนลั่วโดยไม่ได้ตั้งใจ และพบเข้ากับสายตาที่มีนัยยะของหนี่หุนลั่ว ที่กำลังส่งยิ้มให้แก่เขาอย่างแจ่มใส
จางหลินเก็บของทั้งหมดไว้ในแหวนและประสานมือ “ขอบคุณท่านประมุข”
หนี่หุนลั่วผงกศีรษะเบาๆ “เอาล่ะ พิธีแต่งตั้งผู้ดูแลพิเศษสิ้นสุดแล้ว พวกเจ้าควรจะออกเดินทางสู่สำนักจักรพรรดิดาราทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้”
จางหลิน หนี่เหิงเหยียนและหนี่ซวงโค้งคำนับ แต่ก่อนที่พวกเขาจะหันหลังกลับ จู่ๆก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นด้วยความไม่เต็มใจ
“ข้าไม่ยอมรับเรื่องนี้!”
เสียงนั้นดึงดูดทุกสายตา เมื่อมองกลับไปก็พบเข้ากับร่างของชายวัยกลางคน ที่ยืนขึ้นในตำแหน่งเก้าอี้ของผู้อาวุโสสาขารอง
คิ้วของทุกคนขมวดเข้าด้วยกัน จากนั้นชายวัยกลางคนก็ก้าวออกมา และชูกำปั้นให้แก่หนี่หุนลั่ว เขากล่าวเรียกร้องความเป็นธรรม “ท่านประมุข ข้าหนี่จุนโหยวไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้!”
แต่หนี่หุนลั่วดูสงบเป็นพิเศษ ราวกับว่าการเรียกร้องนี้อยู่ในความคาดหมายของเขาตั้งแต่แรก “เจ้าไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของข้าหรือไม่?”
“หาใช่เช่นนั้นไม่” หนี่จุนโหยวส่ายหน้าและให้เหตุผลว่า “แต่สถานะผู้ดูแลพิเศษ สิ่งหนึ่งที่ต้องมีก็คือความแข็งแกร่งและอำนาจอันครอบงำ! ที่จะสามารถสั่งการพวกเราสาขารองรวมถึงผู้ติดตามทั้งหมดได้”
จากนั้นมันชี้ตรงไปที่จางหลินด้วยเสียงแข็งกร้าว “แต่ชายผู้นี้เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตขัดเกลาที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า! มันไม่มีแม้แต่ภูมิหลังอะไรให้สืบสาวด้วยซ้ำ! ท่านไม่คิดว่าคนน่าสงสัยเช่นนี้จะทรยศพวกเราเหมือนกับผู้เฒ่าจิ่วโหยวหรอกหรือ?”
“จุนโหยว เจ้ากล้าดียังไง!?” ใบหน้าของหนี่ซวงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
แม้จางหลินจะไม่แสดงอาการอะไรออกทางสีหน้า แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บของอุณหภูมิที่ลดต่ำลง แม้ว่าจะเป็นช่วงเช้าและมีแสงแดดอุ่นๆก็ตาม
หนี่จุนโหยวประสานมือและให้เหตุผลอีกครั้ง “คุณหนูน้อย สถานะของผู้ดูแลพิเศษต้องผ่านขั้นตอนหลายสิ่งหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือก การประลองหรือแม้แต่ความเห็นชอบจากผู้อาวุโสของสาขารอง ชายผู้นี้เพิ่งจะเข้าสู่ตระกูลหนี่ได้เพียงแค่ไม่กี่ชั่วยาม แต่เขาก็ถูกรับเลือกเข้ามาเป็นผู้ดูแลพิเศษข้ามหน้าข้ามตาพวกข้า ข้าว่ามันไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆที่แข่งขันกันเพื่อตำแหน่งนี้มานาน”
“แม้ท่านจะพาเขากลับมาเป็นการส่วนตัว แต่การมอบสถานะผู้ดูแลพิเศษให้แก่เขาเป็นเรื่องที่พวกเราสาขารองยอมรับไม่ได้!” หนี่จุนโหยวยังคงดื้อรั้นและมองตาขวางใส่จางหลิน
หนี่หุนลั่วยิ้มและถามกลับ “เจ้ามีข้อเสนออะไร?”
หนี่จุนโหยวชูกำปั้นและตอบอย่างใจเย็น “ให้เขาต่อสู้กับข้า! หากเขาไม่แม้แต่จะสร้างรอยขีดข่วนให้แก่ข้าได้ เขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้เป็นผู้ดูแลพิเศษ! และเขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะสั่งการสาขารองด้วยเช่นกัน!”
ดวงตาของหนี่ซวงส่องแสงเย็น นางตะคอกเสียงดังด้วยความโกรธ “หนี่จุนโหยว อย่ารังแกคนอื่นมากเกินไป!”
หนี่จุนโหยวไม่ได้ดูเหมือนคนที่แค้นเคือง มันเพียงแค่ตอบด้วยเหตุผล “คุณหนูน้อยกำลังเข้าใจผิด แม้ว่าข้าจะแข็งแกร่งกว่าเขา แต่ด้วยสถานะ ข้าเป็นเพียงแค่ผู้อาวุโสสาขารองที่ต้องทำตามคำสั่งของผู้ดูแลพิเศษ หากเขาไม่แม้แต่จะเอาชนะข้าได้ เขามีคุณสมบัติอะไรที่จะสั่งการผู้อาวุโสสาขารองและผู้ติดตามทั้งหมด? หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปสู่ยุทธภพ พวกเขาจะมองว่าตระกูลหนี่ของเราไม่มีคุณภาพและอาจจะถูกปรามาสเอาได้”
หนี่หุนลั่วไม่ได้ดูหงุดหงิดแต่อย่างใด หากแต่หันไปถามจางหลินอย่างคาดหวัง “เฟยหยาง เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
จางหลินที่โดยปกติมักจะเงียบขรึมกลับกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมาอย่างเชื่องช้า “ก็แค่คนขี้อิจฉาที่ต้องการเรียกร้องความสนใจ ข้าไม่มีอะไรจะพูดสำหรับคนประเภทนี้”
ประโยคขวานผ่าซากของจางหลินทำให้ทุกคนอ้าปากค้าง พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าผู้ดูแลพิเศษคนใหม่จะตรงไปตรงมาได้ถึงขนาดนี้
ใบหน้าของหนี่จุนโหยวหมองคล้ำ แต่มันก็ยังเก็บอาการไว้ได้ “ข้าไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไรเพื่อตัวข้าเอง แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ! เจ้าไม่รู้หรือว่าผู้อาวุโสสาขารองคนอื่นๆพยายามมากแค่ไหนเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งผู้ดูแลพิเศษ? เจ้าคิดว่าแค่เจ้าถูกชะตากับคุณหนูน้อยแล้วเจ้าจะทำอะไรก็ได้งั้นรึ?”
สีหน้าของจางหลินไร้ยังคงอารมณ์ เขาค่อยๆก้าวออกมาอย่างช้าๆ “เลิกเสแสร้งต่อหน้าข้า หากอยากได้สถานะผู้ดูแลพิเศษ ก็จงใช้กำลังของเจ้ามาช่วงชิงมันไป ให้ข้าดูว่าเจ้ามีน้ำยาอย่างที่ปากพูดหรือไม่”
ประโยคของจางหลินเกือบจะทำให้หนี่จุนโหยวอาเจียนเป็นเลือด ใบหน้าของมันค่อยๆบิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด “อย่าเหิมเกริมให้มากนัก!”
หนี่ซวงที่ยืนฟังอยู่ข้างๆก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเอง “วันนี้เฟยหยางดูพูดมากเป็นพิเศษ ปกติแล้วเขาแทบจะไม่พูดอะไรด้วยซ้ำหากข้าไม่ได้ถาม”
หนี่เหิงเหยียนยิ้มจางๆและแสดงความเห็น “ดูเหมือนคำว่าคนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า จะไปย้อนเกล็ดมังกรของเขาเข้ากระมัง”