ซิงเหยียน สาวน้อยวัย 23 ปี เป็ลูกสาวคนโตที่ต้องเรียนและทำงานไปพร้อมกัน เธอมีน้องอีกสองคนต้องส่งเสียทำให้หลังเลิกเรียนเธอต้องทำงานพิเศษจนถึงเที่ยงคืนทุกวัน วันนี้ก็เป็เฉกเช่นเดิมเหมือนทุกวัน ในยุคสมัยนี้มีแต่การแข่งขัน ถึงแม้เธอจะเหนื่อยแค่ไหนหากวันใดที่ครอบครัวต้องขาดเสาหลักเธอไปคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะเป็อย่างไร
"ซิงเหยียนพี่กลับก่อนนะ เธอก็รีบๆ กลับล่ะนี่ฝนก็ตกหนักด้วย" ฮุยเหลียนรุ่นพี่ที่ทำงานเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังเดินผ่านประตูร้านออกไป ซิงเหยียนทำงานที่มาปีกว่าแล้วทุกคนต่างรักและเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาว
"ค่ะพี่ ฉันเก็บของใกล้เสร็จแล้วเดี๋ยวก็กลับแล้วค่ะ" ซิงเหยียนเอ่ยตอบเมื่อเธอกำลังเก็บล้างอุปกรณ์ใกล้เสร็จแล้วจึงเตรียมตัวกลับบ้าน สายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสายทำให้ซิงเหยียนต้องเรียกแท็กซี่เพื่อกลับบ้านเพราะถ้ากากต้องรอรถเมล์ก็ไม่รู้ว่าตอนไหนจะได้กลับบ้าน หลังจากเลิกเรียนซิงเหยียนก็มาทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟต่อจนถึงห้าทุ่ม วันนี้เกิดพายุฝนตกหนักทำให้เธอต้องถึงบ้าช้ากว่าปกติ เมื่อถึงบ้านเธอก็จัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกแล้วจึงได้รีบเข้านอนเพื่อที่จะได้มีเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ หากเธอป่วยขึ้นมานั่นแสดงว่าเธอจะขาดรายได้ในการจุนเจือครอบครัว อาศัยเพียงรายได้ของแม่ก็คงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอีกสามชีวิต
"กินอะไรมาหรือยังซิงเหยียน" แม่ของเธอเอ่ยถามเมื่อเห็นลูกสาวเดินมา
"เรียบร้อยแล้วค่ะ นี่แม่ยังไม่นอนอีกเหรอคะ" เธอเดินเข้าครัวเพื่อหาน้ำขิงร้อนดื่มเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น
"แม่ก็กำลังจะไปนอนพอดี เห็นลูกกลับดึกก็เลยออกมาดู" นางอดเป็ห่วงลูกสาวไม่ได้ที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ
"พอดีวันนี้ฝนตกหนักหนูเลยกลับช้า แม่ไม่ต้องห่วงหนูหรอกค่ะแม่รีบไปพักผ่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอาอีกนะคะ"
"หนูก็รีบๆ พักผ่อนล่ะ เดี๋ยวจะไม่สบายยิ่งตากฝนมาอีก" นางเดินเข้ามาลูบผมลูกสาวก่อนจะเดินเข้าห้องไปทำให้ซิงเหยียนยิ้มออกมาอย่างรู้สึกอุ่นใจ
หลังจากที่ดื่มน้ำขิงเรียบร้อยซิงเหยียนก็เดินเข้าห้องล้มตัวลงนอนที่เตียงนุ่มด้วยความอ่อนเพลีย พลางคิดว่าหากมีใครเข้ามาในชีวิตเธอตอนนี้ก็คงเป็เื่ดีมีคนให้คอยปรึกษาพูดคุยเื่ราวต่างที่เธอต้องเผชิญ แต่ใครเล่าจะมายอมรับชีวิตที่มีแต่ความลำบากแบบนี้ได้ เธอทำได้อดทนและสู้ต่อไปจนกว่าชีวิตของเธอและน้องๆ จะดีขึ้นกว่านี้ให้ได้บางครั้งก็อยากเป็คนเห็นแก่ตัวบ้างนะหนีไปให้ไกลแต่ก็คงได้แค่คิดเท่านั้นคิดอะไรไปเรื่อยจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
"ท่านหมอ ภรรยาของข้านางเป็อันใดมากไหม" เสียงของชายคนหนึ่งดังเข้ามาในหูของซิงเหยียนที่กำลังนอนหลับ ใครมาเปิดละครเวลานี้ต้องเป็น้องสาวของเธอแน่ๆ
"ข้าก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่เ้าก็ต้องเผื่อใจเอาไว้บ้างนะเพราะตอนนี้ร่างกายของนางอ่อนแอมาก" ยังไม่เลิกดูอีกแค่เปิดเื่มานางเอกก็จะตายแล้วเหรอ
"ไม่มีทางรักษาโรคนี้ให้หายเลยหรือท่านหมอ"
"ข้าก็จนปัญญาแล้วจริงๆ โรคที่นางเป็ช่างแปลกประหลาดยิ่งนักข้าก็ไม่เคยพบเจอมาก่อน"
"ขอบคุณท่านหมอมาก" ซิงเหยียนที่เพิ่งได้ยินการสนทนาที่แปลกๆ ระหว่างชายสองคนมานานได้ลืมตาตื่นขึ้นก็พบกับชายหนุ่มที่แต่งตัวประหลาดคล้ายคนยุคโบราณที่เธอเคยดูในซีรี่ส์ย้อนยุค แต่ใบหน้าของชายผู้นี้กลับดูดีถึงแม้จะมีหนวดเครา นี่ฉันกำลังฝันอยู่ใช่ไหมแต่ก็ถือว่าฝันดีอยู่นะ
"ท่านหมอภรรยาข้าฟื้นแล้ว" ชายหนุ่มผู้นั้นเรียกท่านหมอให้เข้ามาดูอาการของเธอ เข้ามาถึงท่านหมอก็จับที่ข้อมือของเธอเพื่อเช็กการเต้นของชีพจรพลางมีสีหน้าที่ประหลาดใจก่อนจะเอ่ยขึ้น
"ช่างประหลาดยิ่งนักมาก ก่อนหน้านี้ชีพจรของนางเต้นอ่อนมากตอนนี้กลับเต้นเป็ปกติราวกับคนที่ไม่เคยป่วยมาก่อน" ได้ยินดังนั้นชายที่บอกว่าตัวเองเป็สามีก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจที่อาการของภรรยาดีขึ้นจนเป็ปกติ
"อย่างนี้ก็แสดงว่านางหายดีแล้วใช่ไหมท่านหมอ" ฟางจิ่งยิ้มอย่างดีใจ
"อย่าเพิ่งวางใจ ต้องดื่มยาที่ข้าให้ไว้ด้วยนะร่างกายของนางจะได้แข็งแรง"
"ขอรับท่านหมอ"
"อย่างนั้นข้าขอตัวกลับก่อนแล้วกัน เ้าก็ต้องพักผ่อนเยอะๆ นะ" ท่านหมอพูดกับชายหนุ่มคนนั้นแล้วจึงหันมาพูดกับเธอก่อนจะหยิบกระเป๋ายาแล้วเดินออกไป ซิงเหยียนได้แต่ยิ้มรับ เธอยังคงงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้วตอนนี้เป็ฝันที่เหมือนจริงมาก
"ขอบคุณท่านหมออีกครั้ง" ชายหนุ่มโค้งคำนับเป็การขอบคุณ ก่อนจะหันมาพูดกับซิงเหยียนที่อยู่ในร่างของภรรยา
"ซูฮวา เ้าเป็อย่างไรบ้าง หิวน้ำหรือไม่" ซูฮวาเป็ใคร ทำไมต้องเรียกเราว่าอย่างนั้นฉันชื่อซิงเหยียน
"คุณเป็ใคร" ไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับลุก คงเป็เพราะร่างกายของเธออ่อนเพลียมากไป
"นี่เ้าจำข้าไม่ได้หรอกหรือ ข้าฟางจิ่งเป็สามีของเ้า ซูฮวาเ้านอนไม่ได้สติมาสามวันคงเลอะเลือนไปบ้าง" นี่ฉันนอนไม่ได้สติมาสามวันเลยเหรอ ไม่ใช่สิเมื่อคืนยังเดินตากฝนกลับบ้านอยู่เลยเราต้องฝันไปแน่ๆ ซิงเหยียนใช้มือขวาหยิกไปที่แขนซ้ายอย่างแรง เจ็บแสดงว่าเราไม่ได้ฝัน นี่เป็เื่จริงเหรอแล้วมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไรแล้วเราจะกลับไปได้ยังไง
"เช่นนั้นเ้าพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าไปทำโจ๊กปลาให้เ้าดีกว่า" นี่เราฝันบ้าอะไรกันแน่
"ฉัน...เอ่อ ข้าอยากออกไปเดินเล่นข้างนอก" ซิงเหยียนไม่รู้จะพูดแบบไหนจึงจะไม่ดูแปลกไปจากชายผู้นี้ หากได้ออกไปข้างนอกเผื่อจะได้ตื่นจากฝันบ้าๆ นี้ได้
"ข้างนอกลมแรงเดี๋ยวเ้าจะไม่สบายได้นะ"
"แต่ฉัน....ข้าอยากออกไปดู"
"เช่นนั้นก็ได้" ฟางจิ่งค่อยๆ ประคองภรรยาในลุกเดินออกมาสูดอากาศข้างนอกบ้าง
"ท่านชื่ออะไร" ซิงเหยียนเอ่ยถามขึ้นขณะเดินออกไปนั่งที่หน้าบ้าน
"นี่เ้าหลับไปหลายวันลืมแม้กระทั่งชื่อสามีตัวเองแล้วหรือเมื่อครู่ข้าก็เพิ่งบอกเ้าไป" สามี นี่ข้าไปมีสามีตอนไหน ถึงแม้หนวดเคราจะรกรุงรังแต่หน้าตาแบบนี้ก็ถือว่าไม่เลวนะ
"ข้าชื่อฟางจิ่ง เป็สามีของเ้าอย่างไร" ฟางจิ่งยิ้มแล้วเอ่ยตอบออกไป ฟางจิ่งได้แต่ส่ายหน้านางนอนหลับไปหลายวันจนลืมสามีตัวเองเสียแล้ว
"เ้านั่งตรงนี้นะ เดี๋ยวข้าไปเอาน้ำชาร้อนๆ มาให้" ฟางจิ่งประคองภรรยาให้นั่งลง ก่อนจะเดินไปหยิบกาชงชาที่อยู่ด้านในออกมา
"ท่านจะไปทำโจ๊กปลาไม่ใช่หรือ ท่านไปเถอะข้าจะนั่งรออยู่ตรงนี้แหละ" รู้สึกดีเมื่อได้จิบชาอุ่นๆ เพราะที่นี่อากาศเริ่มเย็นแล้ว เธอต้องรีบหาทางตื่นจากฝันนี้ให้ได้โดยเร็ว
"ได้ เ้ารอข้าตรงนี้นะ เสร็จแล้วข้าจะยกมากินกับเ้าตรงนี้" ฟางจิ่งรับปากด้วยรอยยิ้มอันสดใสก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัวเพื่อทำโจ๊กให้ภรรยา ครู่ใหญ่เขาก็กลับออกมาพร้อมกับชามโจ๊กที่หอมกรุ่น กลิ่นหอมของโจ๊กทำให้ซิงเหยียนรู้สึกหิวขึ้นมาทันทีเพราะก่อนที่เธอจะนอนดื่มแค่น้ำขิงร้อน
"เ้าหิวหรือยัง เข้าไปกินข้างในเรือนกันดีกว่า ตรงนี้ลมเริ่มแรงแล้ว" ซิงเหยียนยิ้มตอบ พลางนึกในใจข้าแข็งแรงดี แต่ลมที่นี่ก็เย็นจริงๆ แหละ นั่งนานๆ พาจะทำให้ไม่สบายได้เหมือนกัน
"กินตรงหนี้แหละ ข้าอยากนั่งชมบรรยากาศรอบๆ บ้านบ้าง"
"ตามใจเ้าแล้วกัน" ฟางจิ่งวางถาดลงแล้วยกชามโจ๊กไปวางตรงหน้าซูฮวาก่อนเขาจะเดินไปนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามแล้วนั่งมองดูภรรยากินอย่างมีความสุข เขาไม่ได้เห็นใบหน้าที่อิ่มเอิบของภรรยามานานมากั้แ่ที่นางล้มป่วยมาสองเดือน
"แล้วเอ่อ...ท่านไม่กินเหรอ" ซิงเหยียนในร่างของซูฮวาหยุดชะงักมือที่กำลังตักโจ๊กเข้าปากเมื่อเห็นฟางจิ่งเอาแต่นั่งมอง
"ข้าเห็นเ้ากินได้ข้าก็อิ่มแทนเ้าแล้ว" ใบหน้าชายหนุ่มระบายยิ้มก่อนเอ่ยออกมา สายตาที่เขามองเธอแสนห่วงใยและอบอุ่น