ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 95 กล่องทองคำ
ชายหนุ่มร่างสูงควงขวานด้ามสั้นในมือ ก่อนจะฟาดมันออกไปทางอสูรควันที่ใกล้ที่สุด
ตัวขวานเปล่งแสงสีแดงเพลิง เฉือนกลุ่มควันที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่น
เปลวไฟลุกพรึ่บ กัดกินควันส่วนหนึ่งเข้าไป อสูรควันตัวนั้นผงะหนีทันที
ดูเหมือนว่าพลังธาตุไฟจากขวานเพลิงสุริยันจะได้ผล! แม้มันจะไม่ได้มีพลังมากจนแบ่งร่างของอสูรควันออกเป็นสองส่วนได้ แต่อย่างน้อยการโจมตีก็ทำร้ายพวกมันจนบาดเจ็บ ต้องหลบหนีออกไป
คาลอสพยายามจะตามเข้าไปโจมตีมันอีกครั้ง แต่กลุ่มควันอื่นก็พุ่งเข้ามาขวางทางเขาเอาไว้ จนชายหนุ่มต้องพยายามหลบหลีกไม่ให้มันเข้ามาทำอันตรายเขาได้
ตอนนี้สภาพของคาลอสไม่ได้ต่างไปจากหญิงสาวกลางห้องเท่าไหร่นัก สร้างอาการบาดเจ็บให้กับพวกมันได้ แต่ไม่สามารถฆ่าพวกมันจนสิ้นซาก
หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป วันทั้งวันพวกเขาก็หลุดออกจากกรงขังนี้ไปไม่ได้แน่...และนั่นจะเป็นข่าวร้ายอย่างที่สุด เพราะมันหมายความว่าพวกเขาทั้งสามคนจะหมดโอกาสออกจากที่นี่ตลอดไป
ชายหนุ่มควงขวานโจมตีไปพลาง หลบหลีกไปพลาง บางจังหวะก็แอบสังเกตสถานการณ์ของเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกสองคน
สำหรับเจ้าอ้วนฮิคาริส อีกฝ่ายได้ใช้ความสามารถสุดตัวเพื่อหลบหลีกเหล่าอสูรควันที่มีความคล่องตัวสูง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ในสภาวะนี้ต่อไปได้นาน
หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ข้อผิดพลาดของชายร่างอ้วนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายคงไม่อาจบอกได้ว่าสภาพของอีกฝ่ายจะเป็นเช่นไร และยื้อเอาไว้ได้นานแค่ไหน
ส่วนหญิงสาวที่อยู่ในห้องนี้ตั้งแต่แรก เธอมีความสามารถในการปราบปรามอสูรควันอย่างรุนแรง หากจำนวนของกลุ่มควันมันน้อยกว่านี้ ย่อมไม่เป็นปัญหา อีกฝ่ายจะจัดการมันทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง
คาลอสเห็นกลุ่มอสูรควันที่หนีออกไปรักษาตัว ทยอยกลับเข้าร่วมการโจมตีอีกครั้ง ต่อให้หญิงสาวปริศนาเพียรพยายามบั่นร่างพวกมันออกเป็นสองท่อนมากเท่าไหร่ มันก็จะกลับมาอีกครั้งอยู่ดี และด้วยความเร็วในปัจจุบันของเธอ สถานการณ์เช่นนี้คงจะดำเนินต่อไปอีกนาน
ต่อให้นางสามารถจัดการฝูงอสูรควันได้ในท้ายที่สุด แต่เจ้าอ้วนฮิคาริสจะทนไหวอย่างนั้นหรือ?
คาลอสตัดสินใจ ตนเองจำเป็นต้องช่วยเหลืออีกฝ่ายจัดการปัญหา ยิ่งแก้ปัญหาได้เร็วเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่พวกเขาเผชิญก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
ชายหนุ่มค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากจุดเดิมไปทีละน้อยพร้อมกับหลบหลีกกลุ่มควันที่พุ่งโฉบหน้าโฉบหลังเข้ามา การเคลื่อนที่จึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า
ฉับ!
กระบี่เรียวตวัดผ่านกลุ่มควัน ผ่าอสูรออกเป็นสองส่วน
กลุ่มควันที่โดนผ่าออกดิ้นทุรนทุราย พุ่งทะยานหนีลู่ไปตามลม
ฝับ! ฟู่
แต่อสูรผู้เคราะห์ร้ายกลับหนีไม่พ้น ขวานสีแดงเพลิงสับเข้าใส่ร่างที่กระสับกระส่ายของมัน ดักทางหนีโดยไม่ให้มันได้ทันตั้งตัว เปลวไฟลุกติดบางส่วนของร่างควัน ร่างที่อ่อนแออยู่แล้วยิ่งอ่อนแอเข้าไปอีก
แต่พลังหยางจากขวานสีแดงก็ยังไม่มากพอจะพรากเอาชีวิตของมันไป ยังคงพุ่งหนีชายหนุ่มเจ้าของคมขวานไปทิศทางอื่น เมื่อรวมกับที่อสูรควันตัวอื่นๆ พุ่งเข้ามาโจมตีขัดจังหวะ คาลอสจึงไม่สามารถตามมันต่อไปได้ทัน ทำได้เพียงสู้กับอสูรควันชุดใหม่แทน ซึ่งความเสียหายที่เขาทำได้ก็ไม่ได้มากเท่าไหร่นัก
ทว่า นั่นก็มากเกินพอแล้ว เมื่อสังเกตเห็นว่าอสูรควันตัวที่โดนโจมตีสองระลอกตกอยู่ในสภาวะอ่อนแออย่างยิ่งยวด ยังคงพยายามรวบรวมร่างทั้งสองที่แยกออกจากกันให้เป็นหนึ่งเดียว แทบฟื้นพลังกลับมาไม่ได้ภายในเวลาอันสั้น คาลอสก็รู้สึกยินดี
เนื่องจากกลุ่มควันอีกครึ่งที่เหลือถูกพลังความร้อนเผาทำลายไปบางส่วน มันจึงไม่สมบูรณ์ และตอบสนองต่อการกลับมารวมกันใหม่ได้ช้ากว่าเดิมมาก คาลอสที่เห็นดังนั้นก็มั่นใจในความคิดของตนเองมากขึ้น ว่าการเข้ามาช่วยหญิงสาวจัดการกลุ่มอสูรควันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
ผลลัพธ์ของการร่วมมือกันเป็นที่ประจักษ์ หากเขาสามารถโจมตีอสูรควันที่บาดเจ็บได้ทุกตัว อีกเพียงไม่นาน พวกเขาที่เป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอดจะต้องได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ล่าอย่างแน่นอน!
ฉับ!
ฝับ!
คาลอสเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น เข้าไปอยู่ในวงล้อมอสูรควัน เมื่ออีกฝ่ายโจมตี เขาก็โจมตีซ้ำตามเข้าไปก่อนที่กลุ่มควันนั้นจะหลบหนีไปได้
หญิงสาวในชุดสีฟ้าหันหน้ามามองชายหนุ่มเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เธอรับมือศัตรูอย่างอลหม่าน แทบไม่มีสมาธิมาสนใจสิ่งรอบข้าง กว่าจะรู้ตัวว่าหนึ่งในชายหนุ่มเข้ามาใกล้ก็ตอนที่เขาโจมตีซ้ำเข้าใส่อสูรควันตัวเมื่อครู่ หากชายหนุ่มเป็นศัตรู เกรงว่าเธอคงจะเป็นอันตรายไปแล้ว
“ขอบคุณ” หญิงสาวหันมองชายหนุ่มชั่วครู่เดียวเท่านั้น ก่อนจะหันกลับไปรับมือกับกลุ่มควันที่พุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ในใจของเธอก็แปลกใจเช่นกันที่อีกฝ่ายสามารถสร้างอาการบาดเจ็บให้กับอสูรควันพวกนี้ได้ เห็นได้ชัดว่าขวานในมือชายหนุ่มไม่ใช่อาวุธธรรมดา ความร้อนแรงของมันยิ่งใหญ่จนสามารถสร้างความเสียหายธาตุไฟให้กับกลุ่มควันได้
แต่ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็นับว่าเป็นข่าวดี หากมีคนที่แบ่งเบาภาระของนางไปได้บ้าง บางทีคลื่นอสูรควันเหล่านี้คงเบาบางลงภายในเวลาไม่นาน
นอกเหนือจากหญิงสาวที่แปลกใจกับอาวุธในมือของฝ่ายชาย ชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาในวงล้อมศัตรูก็ชะงักค้างไปเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าครึ่งดวงของอีกฝ่าย แม้จะเพียงครู่เดียว แต่มันก็ทำให้เขาตกตะลึงจนลืมโจมตี โชคดีที่ร่างกายยังตอบสนองต่ออันตราย สามารถหลบหลีกกลุ่มควันที่พุ่งเข้าใส่ได้อย่างฉิวเฉียด
'เหมือนมาก เหมือนเกินไปแล้ว!' ที่คาลอสทึ่งกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายงดงามน่าตื่นตะลึง
แม้อีกฝ่ายจะมีใบหน้าที่งดงามจิ้มลิ้มก็จริงอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้คาลอสตกใจเป็นเพราะคุ้นเคยกับใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างยิ่ง!
ถูกต้อง! มันคือใบหน้าในภาพวาดที่คาลอสเพิ่งส่งให้ชายร่างอ้วนได้ดูไปก่อนหน้านี้ และเป็นเป้าหมายของเขาตลอดสามวันที่ผ่านมา
ไม่น่าเชื่อว่าสามวันที่ผ่านมาเขาเพียรหามาอย่างเนิ่นนาน กลับไม่เห็นแม้แต่เงาชายเสื้อของศิษย์จากสำนักจันทรานิรันดร์ ส่วนตอนนี้กลับมาเจออีกฝ่ายในสถานการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งยังอยู่เพียงคนเดียว!
ตั้งใจหา...กลับไม่เจอ ได้เจอ...ยามที่ไม่ได้ตั้งใจหา
คาลอสตกอยู่ในภวังค์อยู่นาน สุดท้ายก็ต้องกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง สถานการณ์ตอนนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก หากช้าไปเพียงนิด ตัวเขาและหญิงสาวอาจจะรอดชีวิต แต่ชายร่างอ้วนที่ช่วยเหลือกันมาตลอดทางจนกลายเป็นมิตรไมตรีที่ดี อาจจะต้องจบชีวิตลงที่นี่
คาลอสไล่ความคิดในหัวทั้งหมดออกไป เรื่องอื่นใดไม่สำคัญเท่ากับจัดการปัญหาตรงหน้าก่อน หลังจากกำจัดกลุ่มอสูรควันได้หมดทุกตัว ตอนนั้นค่อยพูดคุยกับหญิงสาวก็ยังไม่สาย
ฝับ!
ฉับ! ฝับ!
คาลอสสับขวานโจมตีตามหลังหญิงสาวอยู่ตลอด เมื่อใดที่พบร่างอสูรควันที่บาดเจ็บ เขาจะสับขวานใส่มันต่อทันทีจนร่างฟุ้งกระจายลอยหนีไป
เวลาค่อยๆ ผ่านเลยไป ในที่สุดอสูรควันที่พร้อมเข้ามาโจมตีก็ลดจำนวนลง และดูเหมือนจะลดลงไปเรื่อยๆ
หลายชั่วโมงผ่านไป หญิงสาวเริ่มเปลี่ยนบทบาทจากฝ่ายตั้งรับเป็นผู้ล่า เธอไล่ติดตามสังหารอสูรควันที่หลบหนี โดยมีคาลอสเป็นผู้ไล่ต้อนอีกที
สถานการณ์ของเจ้าอ้วนฮิคาริสดีขึ้นมาก เมื่อกลุ่มควันส่วนมากอ่อนแอลง พวกที่เหลือพลังมากพอจะแยกไปโจมตีเจ้าอ้วนก็น้อยลง ความลำบากยากเย็นในตอนแรกก็ถูกยกออก ทุกอย่างดูผ่อนคลายขึ้นมาก
ไม่นานนัก นักล่าอสูรทั้งสองก็ปัดกวาดหมอกควันจนบรรยากาศภายในห้องโถงกลับมาดูสะอาดปลอดโปร่งอีกครั้ง เหลือเพียงกลุ่มควันไม่กี่กลุ่มก้อนเท่านั้นที่ยังคงเหลืออยู่ แต่พวกมันอ่อนแอเกินกว่าจะทำอันตรายอะไรได้ ทำได้เพียงหลบหนีไปให้ไกลห่างจากคนทั้งคู่
เจ้าอ้วนฮิคาริสทิ้งตัวลงนอนกับพื้น คาลอสยืนถือขวานคุมเชิง จ้องมองไปรอบห้องเผื่อว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นอีก หญิงสาวในชุดคลุมสีฟ้าเองก็หอบหายใจเหนื่อยอ่อน ลากร่างกายเดินมุ่งหน้าตรงไปยังแท่นหินที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นด้านล่าง
ก้าวเท้าเดินขึ้นไปตามทางลาดจนถึงยอดสุด มือทั้งสองประคองกล่องสีทองขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาพิจารณา ใบหน้าของนางดูพึงพอใจอย่างยิ่ง ก่อนจะหันศีรษะมาทางชายหนุ่มทั้งสองที่อยู่เบื้องล่าง
“ของสิ่งนี้ข้าขอก็แล้วกัน หลังจากออกไปจากที่นี่ได้ ข้าจะทดแทนพวกเจ้าด้วยสมบัติอย่างอื่น” หญิงสาวกล่าวออกด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ
ถึงแม้ชายหนุ่มทั้งสองคนจะทำให้แผนการของเธอผิดพลาดไปบ้าง แต่ด้วยความช่วยเหลือของทั้งสองคน ก็ทำให้เธอได้รับกล่องสมบัติติดมือกลับไปทันเวลา ยังเหลืออีกหลายชั่วโมงก่อนที่มิติลึกลับจะปิดตัวลง ผลงานเช่นนี้นับว่าไวกว่าที่นางคาดการณ์ไว้มาก
“อืม เจ้าเอาไปเถอะ พวกเราแค่บังเอิญเดินผ่านมา ไม่ได้มีเจตนาจะเข้ามาในบททดสอบนี้ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ” คาลอสเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ก่อนจะพูดต่อไป “จริงๆ แล้วข้าไม่ได้หวังสมบัติใด แต่ข้ามีบางสิ่งที่ต้องถามเจ้าเป็นการส่วนตัว ไม่รู้ว่าแม่นางสามารถคลายข้อสงสัยให้ข้าได้หรือไม่”
สายตาของคาลอสจับจ้องไปที่ใบหน้าของหญิงสาว มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับผู้หญิงในภาพวาดจริงๆ เห็นได้ชัดว่าจะต้องเป็นคนเดียวกัน
“เอ๊ะ! เจ้าคือแม่นางหานฮวาแห่งสำนักจันทรานิรันดร์นี่! ไฉนจึงแยกมาอยู่ตัวคนเดียว?” ชายร่างอ้วนที่ยันกายลุกขึ้นนั่งก็เพิ่งจะเห็นใบหน้าของหญิงสาวชัดๆ เต็มสองตาเมื่อครู่นี้เอง อารามตกใจจึงโพล่งออกมาเสียอย่างนั้น
“อ่า...ใช่ ข้าหานฮวา ศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้าล้วนมีภารกิจที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าพวกเราย่อมแยกกันไปทำหน้าที่ของตน”
หญิงสาวงุนงงกับทีท่าที่ตกใจเกินเหตุของชายอ้วน ก่อนจะหันกลับมาหาคาลอสแล้วเอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วเจ้ามีอะไรต้องการจะถามข้าอย่างนั้นหรือ?”
คาลอสกำลังจะตอบกลับไป แต่เสียงระเบิดที่หน้าทางเข้าดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
ตูม!
“ส่งกล่องทองคำในมือของเจ้ามาเสีย!”