บทที่ 36 สังหรณ์ว่าจะแท้งลูก
วันที่ 10 ตุลาคม เป็นวันฤกษ์งามยามดี
เมื่อลู่จิ่วอันได้ยินเผยเสวี่ยซงบอกว่าให้จัดงานแต่งในวันที่ 10 ตุลาคม เธอก็รู้ว่าอาจารย์เฒ่าจะต้องเตรียมการมาเป็นอย่างดี
“งั้นก็เป็นวันที่ 10 ตุลาคมตามที่อาจารย์บอกเลยค่ะ”
เซี่ยอวิ้นหนิงคิดว่ายังมีเวลาอีกตั้งครึ่งเดือนและเป็นเวลาเดียวกับที่เงินเดือนออก งานแต่งงานในศูนย์อนุรักษ์ยวนยางจะต้องเพียบพร้อมทุกด้าน
ชายหนุ่มพูดด้วยสายตาเอ็นดู “ผมแล้วแต่จิ่วอันครับ”
อาจารย์ทั้งสองส่งสายตาให้กัน เสิ่นอีหมิงเข้าใจในทันที เขาถามเซี่ยอวิ้นหนิงเหมือนว่าตนเองเป็นครอบครัวฝั่งเจ้าสาว
“เซี่ยอวิ้นหนิง งานแต่งครั้งนี้ ครอบครัวเธอจะมาร่วมงานด้วยหรือเปล่า?”
ชายหนุ่มครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “ผมจะเขียนจดหมายไปถามแม่ว่าเธอว่างหรือเปล่า”
ลู่จิ่วอันรู้สึกอึ้งเล็กน้อย
แม่ของเซี่ยอวิ้นหนิงยังมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ?
ในชาติที่แล้วเธอไม่เคยพบหน้าแม่สามีของตัวเองมาก่อนจนกระทั่งเธอเสียชีวิต
“ถ้าครอบครัวของเธอมาได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลย”
เสิ่นอีหมิงเองก็หวังว่าจะครอบครัวของเซี่ยอวิ้นหนิงจะให้ความสำคัญต่อลู่จิ่วอัน ขณะเดียวกันพวกเขาก็จะได้บอกครอบครัวของเจ้าบ่าวว่าฝ่ายเจ้าสาวเป็นสาวน้อยจิตใจดีขนาดไหน อย่าได้รังแกเธอเพียงเพราะว่าเธอไม่มีพ่อมีแม่
ถึงแม้จะไร้บิดามารดา แต่เธอก็ยังมีอาจารย์
หลังจากที่กำหนดวันแต่งงานได้แล้ว ลู่จิ่วอันก็ไปทำงานที่สถานีอนามัยพร้อมกับเสิ่นอีหมิง
เซี่ยอวิ้นหนิงและจางฉือก็ไปทำงานเช่นเดียวกัน ด้านเผยเสวี่ยซงก็ถือไม้เท้าไปที่ร้านขายของชำของสะใภ้อ้วน
“อาจารย์เผย” สะใภ้อ้วนทักทายเผยเสวี่ยซงพร้อมกับพูดอย่างอบอุ่นว่า “คุณลุงจะเดินทางมาที่นี่หลังจากที่ปลูกคาโนลากับข้าวสาลีแล้วนะคะ”
เผยเสวี่ยซงไม่ได้มาเพื่อเร่งรัดสะใภ้อ้วน เขาเพียงพูดเบา ๆ ว่า “เธอจะเข้าไปในเมืองเมื่อไหร่? ช่วยซื้อของมาให้ฉันหน่อยสิ”
“อาจารย์อยากได้อะไรเหรอคะ?”
เผยเสวี่ยซงไม่ได้บอกออกไปตรง ๆ ว่าจะซื้ออะไร เขาพูดเพียงว่า “เธอไปเมื่อไรก็บอกฉันด้วย ฉันจะเขียนรายการให้”
“ได้สิคะ”
สะใภ้อ้วนตอบตกลงอย่างร่าเริง แต่ก็ไม่วายถามด้วยความอยากรู้ “อาจารย์เผย ฉันได้ยินว่าอาจารย์รับน้องจิ่วอันเป็นลูกศิษย์เหรอคะ?”
“ใช่”
…
ทันทีที่ลู่จิ่วอันมาถึงสถานีอนามัย ก็อาศัยจังหวะที่ยังไม่มีคนไข้ง่วนอยู่กับการทำความสะอาด
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำงานไม่พัก เสิ่นอีหมิงก็ถามขึ้น “จิ่วอัน เมื่อคืนได้ฝึกฝนหรือเปล่า?”
“ฝึกมาแล้วค่ะ”
นัยน์ตาของลู่จิ่วอันเต็มไปด้วยประกายสดใส
“คุณครูจะทดสอบดูไหมคะ?”
เสิ่นอีหมิงส่ายหัวทันควัน
“อีกเดี๋ยวจะมีคนไข้มาให้น้ำเกลือ เธอแสดงฝีมือให้ฉันดูตอนนั้นก็แล้วกัน”
สิ้นเสียงเสิ่นอีหมิง คนไข้คนแรกของสถานีอนามัยก็มาถึง
“หนูจิ่วอัน ซอสเห็ดที่เธอทำอร่อยมากเลยล่ะ”
ผู้อำนวยการกู้เจี้ยนเช่อประคองคุณย่าเข้ามาในสถานีอนามัย ลู่จิ่วอันกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
“คุณย่าชอบก็ดีแล้วล่ะค่ะ”
แน่นอนว่ากู้เจี้ยนเช่อก็ได้ชิมฝีมือของเธอเช่นกัน
ว่ากันตามตรงแล้ว ตอนที่เขาไปทำงานในเมืองหลวงและได้รู้ฐานะที่แท้จริงของเซี่ยอวิ้นหนิง อย่าว่าแต่ลู่จิ่วอันเลย แม้แต่หลานสาวของเขาก็ไม่คู่ควรกับชายหนุ่มเลยสักนิด
แต่ว่าตอนนี้ความคิดของกู้เจี้ยนเช่อเปลี่ยนไปแล้ว เขาคิดว่าแม่หนูจิ่วอันคนนี้เป็นคนที่ใช้ได้ทีเดียว
มีฝีมือทำอาหารถึงขั้นนี้ ผู้ชายคนไหนจะไม่ชอบบ้าง?
อย่างที่เขาพูดกันว่าเสน่ห์ปลายจวักมัดใจชาย
ผู้หญิงที่ทำอาหารเก่งก็สามารถชดเชยข้อบกพร่องอื่น ๆ ได้ถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
“วันนี้คุณย่ามาให้น้ำเกลือใช่ไหมคะ?”
หญิงชราพูดพร้อมกับยิ้มหน้าบาน “ฉันอยากจะหายไว ๆ พอแข็งแรงดีแล้วก็จะได้กลับบ้านเสียที”
“จิ่วอัน เธอมาช่วยฉันหน่อยสิ”
กู้เจี้ยนเช่อประคองคุณย่านอนลงบนเตียงและกำชับว่า “แม่ ผมต้องแวะไปที่ศูนย์ก่อน เสร็จแล้วจะกลับมาหา หมอเสิ่น ฝากคุณแม่ด้วยนะครับ”
“ผู้อำนวยการไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราจะดูแลคุณย่าให้เอง”
เมื่อเสิ่นอีหมิงเตรียมยาเสร็จแล้ว ลู่จิ่วอันก็ทำการฆ่าเชื้อบนผิวหนังของคุณย่าอย่างคล่องแคล่วชำนาญ ขณะพูดคุยกับคุณย่าก็แทงเข็มลงไป
“คุณย่า เมื่อวานขอบคุณมากเลยนะคะ”
หญิงชราตอบอย่างร่าเริง “ขอบคุณอะไรกัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน เธอก็คงไม่โดนเจ้าไร้สมองสองคนนั้นหาเรื่องหรอก”
ลู่จิ่วอันยึดเข็มฉีดยาด้วยเทปกาวทางการแพทย์ จากนั้นก็ปรับความเร็วของหยดน้ำเกลือ
“แม่หนู เธอไม่ต้องกังวลนะ ต่อไปนี้หลานสาวไร้สมองของฉันคงไม่มาหาเรื่องเธออีกแล้วล่ะ”
เสิ่นอีหมิงถามด้วยความประหลาดใจ “เพราะอะไรเหรอครับ?”
“ลูกชายฉันใช้เส้นสายย้ายเธอไปสอนที่โรงเรียนอนุบาลในเมืองแล้วน่ะสิ”
แม้ว่าหญิงชราจะไม่ชอบพอคนอกตัญญูอย่างกู้เจียวเจียว แต่ถึงอย่างไรก็เป็นหลานสาวของตน มีหรือที่เธอจะไม่สนใจไยดีได้ลงคอ
ถึงที่สุดแล้วก็เป็นเพราะเธอไม่เคยได้เจอผู้ชายดี ๆ ทำให้ตามืดบอดและหลงใหลในตัวเซี่ยอวิ้นหนิงไม่จบไม่สิ้น
“ฉันก็เลยหาคู่ให้หล่อนเสียเลย อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว ได้เวลาแต่งงานกับเขาบ้างเสียที”
อาจเป็นเพราะได้ลูกชายคอยดูแล หญิงชราในตอนนี้จึงแตกต่างจากเมื่อวานราวกับเป็นคนละคน
ระหว่างพูดคุยกับคุณย่า เสิ่นอีหมิงก็คัดแยกยาบนมือไปด้วย เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ให้น้ำเกลือเป็นแล้วก็เตรียมที่จะสอนบทเรียนต่อไปให้เธอ
ลู่จิ่วอันหยิบขวดแก้วที่ให้น้ำเกลือหมดแล้ว จากนั้นก็เติมน้ำร้อนแล้ววางไว้ใต้ผ้าห่มของคุณย่า
เธอปรับตำแหน่งมือข้างที่ให้น้ำเกลืออีกครั้งและวางมือของคุณย่าไว้บนผ้าห่มเพื่อให้อุณหภูมิของน้ำร้อนส่งผ่านมาถึงแขนของเธอ
เสิ่นอีหมิงรู้สึกปลื้มใจเมื่อได้เห็นแนวทางของลู่จิ่วอัน
สำหรับตัวเขาแล้ว ผู้ที่เรียนวิชาแพทย์จะต้องมีจิตใจเมตตาอารี
และลู่จิ่วอันก็เป็นผู้ที่มีความเมตตาคนนั้น
คนไข้ที่สถานีอนามัยมีไม่มาก เสิ่นอีหมิงจึงใช้โอกาสนี้ในการสอน
คนหนึ่งเต็มใจสอน อีกคนก็ตั้งใจเรียน
หญิงชรารู้งานเป็นอย่างดีโดยไม่รบกวนการเรียนของลู่จิ่วอัน เธอนั่งมองสักพักก่อนจะผล็อยหลับไป
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา หญิงชราซึ่งหายดีเป็นปลิดทิ้งก็ขนสัมภาระขึ้นรถบรรทุกของศูนย์อนุรักษ์ไปที่อำเภอ
“น้องสาว จะฝากซื้ออะไรไหม?” คนขับรถบรรทุกถามขึ้น
ลู่จิ่วอันรีบเขียนรายการสิ่งของที่ต้องการแล้วส่งให้คนขับรถบรรทุก
“พี่ชาย รบกวนซื้อของพวกนี้ให้ฉันทีนะคะ”
“ได้เลย”
คนขับรถบรรทุกพบเจอเรื่องแบบนี้จนเคยชิน การเดินทางจากศูนย์อนุรักษ์ไปยังอำเภอไม่สะดวก ทุกครั้งที่มีรถบรรทุกเข้าเมือง ผู้คนในศูนย์อนุรักษ์ก็จะขอให้คนขับรถบรรทุกซื้อของเข้ามาให้ เขาเองก็ไม่ใช่คนไร้น้ำใจ จึงย่อมรับปากกับทุกคน
หลังจากที่เฝ้ารอมานาน ในที่สุดจางฉือก็ได้หยุดพักผ่อน
เขาชวนเซี่ยอวิ้นหนิงเข้าป่าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ชายหนุ่มเห็นว่าภรรยาตนกำลังนอนหลับสบายจึงไม่รบกวนการพักผ่อนของเธอ เขาออกจากบ้านอย่างเงียบเชียบ ทั้งสองเข้าป่าไปพร้อมกับตะกร้าคนละใบ
เมื่อเพื่อนสนิททั้งสองเข้าไปในป่าก็พบว่าในวันหยุดของศูนย์อนุรักษ์ มีผู้คนจำนวนมากที่เข้าป่ามาหาของเหมือนกับพวกเขา
เหตุผลหลักป็นเพราะปลาทอดกรอบกับซอสเห็ดของลู่จิ่วอันที่อร่อยมากเสียจนทำให้ผู้คนในศูนย์อนุรักษ์เข้าป่ามาเพื่อลองเสี่ยงโชคเช่นกัน เผื่อว่าตนเองจะสามารถทำอาหารรสเลิศแบบนั้นได้บ้าง
กว่าลู่จิ่วอันจะตื่นก็ปาเข้าไปแปดโมงแล้ว
เธอรู้สึกปวดท้องนิดหน่อยจึงกุมหน้าท้องไปเข้าห้องน้ำ
ผ่านไปสิบกว่านาที ลู่จิ่วอันก็เดินจับผนังออกมาจากห้องน้ำอย่างอ่อนแรงด้วยใบหน้าซีดเซียว
เธอควรจะตั้งท้องไม่ใช่เหรอ?
แล้วทำไมถึงมีประจำเดือนได้ล่ะ?