เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    บทที่ 33 บุปผาพยากรณ์

            บทที่33บุปผาพยากรณ์


            เมื่อยามเฮ่ยอานที่ผ่านมา ลมวสันต์ตั้งเคล้าที่จะโหมกระหน่ำเข้าใส่เมืองหลวงเขตปฐมพสุธา แต่ทว่าเพียงพัดโกรกเดียวก็เลือนหายอย่างปาฏิหาริย์ คืนนี้ท้องฟ้ามิร่ำไห้คล้ายดั่งว่ามันกำลังแสดงความดีใจให้กับบุรุษหนุ่มผู้ดื้อรั้นต่อโชคชะตาบนยอดเขาทางทิศเหนือของเมืองหลวงแห่งนี้

             

            อวิ๋นเซ่อเมื่อยามมู่ซื่อที่ผ่านมามันพึ่งมีข่าวดีจากการสอบผ่านภาคการคิดวิเคราะห์แต่คนไม่มีเวลามามัวดีใจเพราะต้องรีบกลับมาฝึกเพลงยุทธ์เพื่อรอสอบภาคปฏิบัติ เมื่อมันไม่มีเวลาดีใจฟ้าจึงอาจดีใจแทนตัวมันเอง จึงไม่บันดาลให้พิรุณกระหน่ำลงมา และฝนก็ทิ้งช่วงลากยาวจนมาถึงยามมู่ซื่อของการสอบคัดเลือกมือปราบในภาคปฏิบัติ

             

            ในการสอบภาคปฏิบัตินี้เหลือจำนวนผู้เข้าสอบเพียงสี่ร้อยสิบสามคนจากผู้เข้าสอบแรกเริ่มจำนวนหนึ่งพันห้าร้อยคน ทั้งสี่ร้อยกว่าคนนี้ล้วนจัดเป็นเหล่าคนหัวกะทิของแต่ละเมืองพวกมันที่มาสอบ ก็ล้วนหวังที่จะไปถึงตำแหน่งมือปราบติดลำดับทั้งสิ้น

             

            วันนี้แม้จำนวนผู้เข้าสอบจะลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสี่แต่ชาวบ้านทั่วไป รวมถึงผู้ที่ไม่ผ่านในการสอบข้อเขียนก่อนหน้าก็ต่างมาห้อมล้อมเฝ้าดูการสอบคัดเลือกในภาคปฏิบัติกันอย่างเนืองแน่นจำนวนคนจึงดูมากมายกว่าที่ผ่านมาเป็นเท่าทวี อีกทั้งการสอบในภาคปฏิบัติครั้งนี้ก็มิได้สอบในสำนักมือปราบแต่เป็นการสอบที่จัดขึ้นในลานศิลาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านนอกไกลจากสำนักมือปราบ ผู้คนจึงไปมาได้สะดวกเข้าชมก็ง่าย จึงมิแปลกที่พวกมันจะเข้ามาห้อมล้อมเพื่อเตรียมรับชมกันอย่างมากมายจนเป็นประวัติการณ์

             

            แต่จะว่าไปแล้ว การที่เห็นผู้คนเนืองแน่นเช่นนี้มิใช่ว่าพวกมันอยากมาดูการสอบคัดเลือกมือปราบเพียงอย่างเดียวเหตุผลอีกประการหนึ่งย่อมเป็นเพราะอาคันตุกะที่ถูกรับเชิญมาจากแดนเทพอัคคีผู้นั้น ตามที่มีการป่าวประกาศทราบว่าผู้มาเป็นเกียรติและร่วมเป็นสักขีพะยานของการสอบมือปราบในปีนี้ก็คือ ศิษย์เอกของท่านทูตอัคคีสตรีผู้มีความงามเลิศล้ำ ทั้งยังมีฝีมือที่ร้ายกาจจนถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดยอดบุปผางามของปฐพี!

             

            เหล่าผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกต่างมายืนต่อแถวเป็นที่เรียบร้อยรอเพียงการมาของเหล่าคณะกรรมการหรืออาจารย์ผู้คุมสอบเท่านั้น ผ่านไปอีกเพียงชั่วอึดใจเหล่ามือปราบที่นำมาด้วยบุรุษชราหนวดเคราสีเทาแซมดำ ซึ่งก็คืออาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบก็บรรลุถึงพวกมันก้าวขึ้นไปนั่งยังเก้าอี้ไม้ที่จัดไว้บนที่สูงตามตำแหน่งเพื่อรอรับชมและรักษาความเรียบร้อยในการสอบภาคปฏิบัติครั้งนี้จากนั้นก็จะมีเหล่าอาจารย์มือปราบพร้อมด้วยเหล่ามือปราบฝึกหัดที่เดินจูงม้านับยี่สิบตัวพร้อมลากบรรดาสรรพวุธหลากหลายชนิดมาเตรียมไว้ที่ด้านข้างลานศิลา เสร็จสรรพพวกมันก็ต่างไปยืนประจำจุดอย่างทรนงน่าเกรงขาม

             

            หลังจากที่เหล่าอาจารย์มือปราบมาประจำที่ได้มินานเสียงฝีเท้ามาชั้นดีที่ดังกรุบกรับสะท้อนมาตามพื้นศิลาขัดหยาบก็ปรากฏขึ้น พร้อมกับรถม้าสองคันที่หนึ่งแดงหนึ่งดำแตกต่างแต่สิ่งที่มีเหมือนกันก็คงจะเป็นสัญลักษณ์รูปเปลวไฟสีทองที่แผดเผาโชติช่วงชัชวาลรูปนั้นรถม้าสีแดงถูกลากมาด้วยอาชาพันธุ์ชั้นเลิศตัวหนึ่ง ที่ด้านหลังไร้ผู้ติดตาม มีเพียงบุรุษหนุ่มวัยยี่สิบเศษที่กุมบังเหียนด้านหลังรถม้าสีแดง ก็คือรถม้าสีดำที่ถูกลากจูงมาโดยอาชาชั้นเลิศถึงสองตัว รถม้าดังกล่าวไร้ผู้ติดตามอีกทั้งยังไร้ซึ่งผู้คุมบังเหียน การควบคุมรถม้าจึงเกิดจากพลังลมปราณของบุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่ในประทุนทั้งสิ้น

             

            รถม้าสีแดงพอวิ่งมาถึงลานศิลาก็หยุดยั้งพอรถม้าหยุด สิ่งแรกที่ปรากฏก็คือแขนอันขาวผ่องภายใต้ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดั่งสีของผลน้ำนมเมืองหนาวที่สุกกำลังพอดีซึ่งเพียงลำแขนนี้ก็สามารถสะกดให้ผู้คนจ้องมองตาไม่กระพริบ ยังมิต้องเอ่ยถึงวงหน้าอันสะคราญโฉมที่แฝงด้วยแววความเย็นชาดุดันได้ปรากฏใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาดุดันก็ช่างแสนงดงามยิ่ง ดวงตาของนางสองชั้นคมวาวคิ้วเรียวดั่งปลายคันศร จมูกนิดเป็นสันงาม ปากอมชมพูรูปกระจับ กระชับเข้ากับรูปหน้าเมื่อประทินโฉมด้วยเครื่องแต่งหน้าชั้นดียิ่งสะกดสายตาให้ผู้คนทุกผู้ต้องลุ่มหลงแลตกอยู่ในห้วงแห่งภวังค์กันอย่างถ้วนทั่ว

             

            ดรุณีในอาภรณ์ขาวผู้ที่ทั้งงดงามแลเย็นชายิ่งกว่าหิมะแดนเหนือผู้มีนัยน์ตาอันวาวโรจน์ดุดันพร้อมจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งนางนี้ ได้ก้าวลงจากรถม้าสีแดงอย่างมิช้ามิเร็วทุกท่วงท่า ทุกอากัปกิริยาของนางล้วนสะกดทุกสายตา ทั้งยังกดข่มจิตใจผู้คนจนทำให้หลายคนรู้สึกว่าตนต่ำต้อยยิ่งกว่ามดปลวกเมื่อเทียบกับรัศมีของนาง

             

            ทว่าอวิ๋นเซ่อมิถึงกับตกตะลึงในความงามของนางดั่งเช่นคนอื่นเพราะสตรีที่งดงามเช่นนี้มันก็เคยใกล้ชิดมาแล้วไม่ว่าจะเป็นอวิ๋นจางลี่ รวมไปถึงซินเหยียนแต่ที่มันจ้องมองสตรีนางนี้มิวางตา เพราะมันสัมผัสได้ถึงความอันตรายของนัยน์ตาที่เย็นชาดุดันคู่นั้นที่บางทีอาจดุร้ายแลอาฆาตแค้นยิ่งกว่านัยน์ตาของมันเสียอีก อวิ๋นเซ่อพึมพำแผ่วเบา

            “สตรีนางนี้ มิควรเข้าใกล้เป็นอย่างยิ่ง”

             

            “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ผู้คนก็มีแต่อยากใกล้ชิดกับนางทั้งนั้นแต่เจ้ากลับมิคิดอยากใกล้ชิดกับนาง เจ้ายังเป็นบุรุษหรือไม่” เสียงบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวขึ้นที่ข้างหูของอวิ๋นเซ่อ ก่อนมันจะตบบ่าชายหนุ่มเบาๆคราหนึ่งแล้วกล่าวสืบต่อ

            “นางเป็นถึงศิษย์เอกของท่านทูตอัคคี อายุเพียงยี่สิบสามยี่สิบสี่แต่มีอนาคตที่รุ่งโรจน์ทั้งถูกยกให้เป็นหนึ่งในเจ็ดยอดบุปผางามแห่งผืนปฐพี ฉายา'บุปผาพยากรณ์' เลยนะ…..แล้วเจ้ารู้หรือไม่ ฉายาบุปผาพยากรณ์นี้มิใช่ธรรมดา แต่เป็นเพราะนางสามารถศึกษาคัมภีร์เทพพยากรณ์ได้จนแตกฉานชนิดที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน แม้แต่ท่านทูตสวรรค์ที่เคยพยายามจนอายุไขบั่นทอนลงก็ยังมิอาจฝืนอ่านได้จบแลมิอาจศึกษาได้สำเร็จเฉกเช่นนาง….. นางจึงเป็นตัวตนที่มีสถานะในแดนเทพอัคคีที่สูงส่งยิ่งเป็นตัวตนที่ถูกวางไว้ว่ามีโอกาสจะสืบทอดตำแหน่งทูตสวรรค์รุ่นถัดไป”

             

             หยุดเล็กน้อย คนจุ๊ปากจั๊กๆ แล้วชี้มือไปยังบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่กำลังก้าวเดินลงจากรถม้าคันสีดำด้านหลังของนาง

            “แต่น่าเสียดายที่นางมีคู่หมั้นคู่หมายเสียแล้วเจ้าฟู่หวินจอมหยิ่งยโสนั่น….. แต่ถึงมันจะหยิ่งยโส ทว่ามันผู้นั้นก็นับว่าเหมาะสมกับนางทุกประการยอดอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะแห่งแดนเทพอัคคี หากมิใช่บุรุษเช่นนี้ ยังจะมีบุรุษแบบไหนที่คู่ควรกับนางได้อีก…..ข้าถึงได้บอกเจ้าว่าหากมีโอกาสได้ใกล้ชิดนางซักครั้งแม้ตกตายข้าก็ตายตาหลับแล้วแต่เจ้าช่างแปลกพิลึก สตรีงดงามเช่นนี้กลับมิอยากใกล้ชิด"

             

            อวิ๋นเซ่อมิได้ใส่ใจในคำกล่าวของบุรุษผู้นั้นมากเท่าไหร่เพราะดูมันจะกล่าวเลื่อนลอยเพ้อฝันไปถึงดรุณีในอาภรณ์ขาวมากจนน่ารำคาญ แต่ชายหนุ่มกำลังมุ่งความสนใจไปที่บุรุษในชุดดำที่เดินเคียงคู่ไปกับนางบุรุษผู้ที่เคยมีเรื่องกันตั้งแต่ที่เข้ามาเมืองหลวงครั้งแรก ทั้งยังลากยาวจนมาถึงทุกวันนี้!

            “ที่แท้มันก็เป็นถึงยอดยุทธ์ของแดนเทพอัคคี”

             

            เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดจากปากของอวิ๋นเซ่ออีกครั้งก่อนที่มันจะหันไปถามบุรุษหนุ่มที่เอาแต่เพ้อฝันด้านข้างตน

            “เหตุใดแดนเทพอัคคีถึงต้องมาที่งานสอบคัดเลือกมือปราบนี้ด้วย"

             

            บุรุษผู้นั้นส่ายหัวอย่างหมดคำพูดกับอวิ๋นเซ่อแล้วค่อยกล่าว

            “เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีต่อกันระหว่างแดนเทพอัคคีกับราชวงศ์หลิงทุกครั้งที่มีการจัดงานสำคัญใด ต่างฝ่ายก็จะต่างเชื้อเชิญและเป็นแขกเข้าร่วมเสมอมาซึ่งการสอบมือปราบก็เช่นกัน ในทุกๆ ปี แดนเทพอัคคีจะส่งคนมาร่วมเป็นสักขีพยาน บางครั้งก็ร่วมตัดสินหรือร่วมกระทำบางสิ่งบางอย่างด้วย…..แต่ปีนี้มิคิดเลยจริงๆ ว่าจะเป็นนางมา ฟ้าจึงได้ลิขิตให้ข้าเลือกสอบในปีนี้แน่ๆขอบคุณสวรรค์ ท่านช่างเมตตาข้านัก”

             

            อวิ๋นเซ่อรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูกเห็นทีการสอบในวันนี้ดูจะไม่เรียบง่ายอย่างที่คิด ไม่รู้เจ้าหมอนั่นจะหาทางเล่นงานตนในตอนสอบหรือไม่หรือว่ามันใช่มีแผนการใด

             

            ชั่วขณะที่อวิ๋นเซ่อกำลังขบคิดวุ่นวาย ดรุณีในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังเยื้อย่างก็พลันกล่าวขึ้นแผ่วเบา

            “เหตุใดเจ้าถึงต้องขออาจารย์ข้า เพื่อติดตามมาดูการสอบที่น่าเบื่อเช่นนี้"

             

            ฟู่หวินยกยิ้มเย็น

            “เพราะข้าอยากใกล้ชิดกับเจ้า”

             

            ประกายตาอันเย็นชาดุดันของดรุณีนางนั้นทอแววเย็นเยียบ

            “ข้ากล่าวเล่นกับเจ้าอยู่หรือ”

             

            “เมื่อไหร่กันที่เจ้าจะยอมโอนอ่อนให้แก่ข้า"

             

            “จะไม่มีวันนั้น เพราะจิตใจข้ามีไว้เพื่อวิถีแห่งเพลิงปราณอันสูงสุดเท่านั้น”

             

            กล่าวจบดรุณีในอาภรณ์ขาวก็มิกล่าววาจามากความกับฟู่หวินอีกมันมิอยากตอบ นางก็ไม่สน คนเพียงก้าวเดินไปยังตำแหน่งเก้าอี้ด้านข้างอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบเท่านั้นส่วนฟู่หวินที่อยู่ด้านหลังก็ใช้สายตาอันวาวโรจน์จ้องมองเรือนร่างที่งามระหงส์และมีสัดส่วนที่โค้งเว้าของนางคนครุ่นคิดในหัว

            “อวดดีไปเถอะ หากข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้าเมื่อไหร่เรือนร่างนั่นของเจ้าจะต้องเป็นของข้า และไม่เพียงแต่เจ้า เจ็ดยอดบุปผางามในปฐพี ข้าก็จะเด็ดลงมาเชยชมให้ครบทุกดอก!”

             

            ความคิดอันต่ำทรามบังเกิดขึ้นชั่ววูบก็มอดดับมันในตอนนี้ยังมิอาจกระทำได้ แต่ต้องมีซักวันที่วันนั้นจะมาถึง วันที่มันจะแข็งแกร่งกว่าผู้ใดวันที่มันจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดแลทุกผู้ต่างต้องศิโรราบ!

             

             

            “คารวะอาจารย์ใหญ่ หานตงสือ”

            ดรุณีในอาภรณ์ขาวประสานมือคารวะให้กับบุรุษชราที่อยู่ตำแหน่งเก้าอี้ใหญ่ตรงกลางบุรุษชราซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบก็ลุกขึ้นรอต้อนรับอยู่พร้อมแล้ว มือจึงประสานขึ้นระดับอกตอบกลับอย่างมิชักช้า

             

            “ยินดีต้อนรับแม่นาง ฟางเยว่ฉี สำนักมือปราบเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าให้เกียรติมาร่วมงานการสอบคัดเลือกมือปราบในครั้งนี้"

             

            ฟางเยว่ฉีและหานตงสือกล่าวทักทายพอเป็นพิธีก็นั่งลงประจำยังเก้าอี้ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ฟู่หวินที่มาถึงตามหลังคนก็นั่งลงทันทีโดยมิได้กล่าววาจาทักทายผู้ใด ด้วยท่าทีของมันที่ไร้ซึ่งสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสจึงสร้างความไม่พึงพอใจแก่เหล่าอาจารย์มือปราบและเหล่ามือปราบฝึกหัดอยู่ไม่น้อย อาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบจึงต้องกระแอ้มไอขึ้นคราหนึ่งให้ทุกผู้สงวนท่าทีอย่าได้ถือเรื่องเล็กจนอาจจะบานปลายเป็นเรื่องใหญ่

             

            เหล่าคนสำคัญบัดนี้ก็ต่างมากันพร้อมหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วอาจารย์มือปราบผู้คุมสอบก็ได้อธิบายรายละเอียดการสอบจนเสร็จสรรพเป็นรอบที่สาม แล้วเข็มทิศแห่งเวลาก็ได้เคลื่อนคล้อยมาถึงฤกษ์งามยามดีเสียงระฆังแห่งสำนักมือปราบจึงถูกลั่นขึ้นอีกครั้งจนดังสะท้อนสะท้านไปทั่วเมืองหลวงส่งให้ผู้เข้าสอบต้องใจเต้นระทึกกับบททดสอบภาคปฏิบัติที่รอพวกมันอยู่ตรงหน้า ขณะที่ในใจก็ต่างครุ่นคิดว่าตนจะได้เจอกับบททดสอบเช่นไรเสียงป่าวประกาศที่ก้องกังวานไม่แพ้ระฆังใหญ่บนกำแพงสำนักมือปราบก็ดังขึ้น

             

            “เริ่มทำการสอบได้!”

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องเพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน