ภูมิหลังส่วนตัวคือหัวข้อประเภทที่สามซึ่งควรพูดถึงให้น้อยที่สุดตอบเท่าที่จำเป็นเพราะมีความเสี่ยงสูง กลัวว่าเธอจะเจาะลึกลงเรื่อย ๆจนถึงจุดที่ผมกับแม่ตอบไม่ตรงกันเพราะไม่ได้นัดแนะกันไว้ล่วงหน้า
“ใช่ค่ะ”อามาเน่ตอบตามโพยที่ผมให้ไว้ว่าอายุ 55 ปี มีเวลาอีกสิบปีก่อนเกษียณ“เมื่อเช้านี้ก็เพิ่งไปสั่งงานคนงานในฟาร์มมาตอนนี้มีไม่มากแล้วส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรดูแล โชคดีที่สมัยเราทำงานใหม่ ๆยังไม่มีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิสัตว์มากมายขนาดนี้ เลยพอหาเลี้ยงตัวเองได้กับลูกค้าเก่า ๆ ที่ยังกินของจากฟาร์มเราประจำ”
“พ่อเราก็เคยเล่าให้ฟังเหมือนกันค่ะ”อิสราเสริม ลืมนึกไปว่าพ่อของเธอก็ทำอาชีพเดียวกัน“คนรุ่นใหม่ไม่มีใครอยากเป็นเกษตรกรแล้วในเมื่อพืชและสัตว์ที่เป็นอาหารคนส่วนใหญ่สร้างจากห้องแลปแทนฟาร์ม”
“ลูกค้าเราส่วนใหญ่ก็เป็นพวกคนมีเงินที่อยากซึมซับความเป็นธรรมชาติ กับพวกลองของแปลกแค่นั้น”อามาเน่คุยกับอิสราอย่างลื่นไหลไร้ที่ติ ผมชื่นชมความสามารถของเธอไม่รู้ว่าเป็นความรู้เดิม การเตรียมตัวมาจากบ้าน หรือว่าการด้นสดไม่มีพิรุธแม้แต่น้อย อิสราถามเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวของผมอย่างละเอียดส่วนใหญ่แม่จะช่วยตอบให้ตามโพย มีบางช่วงเสริมแต่งขึ้นเองบ้างผมไม่ห่วงเพราะค่อยไปถอดเทปจากบันทึกของเอวีเอสอีภายหลังได้โชคดีที่บุคลิกผมนิ่งเงียบขรึมเป็นทุนเดิม เลยไม่ได้ดูแปลกหูแปลกตา ผมทำตัวลีบ ๆคอยเป็นผู้ฟังที่ดีปล่อยให้ผู้หญิงสองคนคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา
“ชาเป็นคนขยันขันแข็งตั้งแต่เด็กเวลาว่างก็จะอ่านหนังสือ เสร็จแล้วก็ช่วยงานบ้านครอบครัวพวกเราไม่ค่อยมีเงินซื้อพวกหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้าน เลยต้องทำเอง”หญิงสูงวัยเล่า ทำอิสราเหลียวมองไปรอบ ๆ พลางทำสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยคงเพิ่งสังเกตว่าไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใด ๆ ทั้งเครื่องล้างจานหุ่นยนต์ทำความสะอาด หรือเครื่องทำอาหารความจริงคือผมไม่อยากลงทุนซื้อของพวกนี้มาเพื่อหลอกให้สมจริงโดยเฉพาะพวกการควบคุมอุปกรณ์พื้นฐานอย่างสวิตซ์ไฟหรือประตูด้วยเอไอก็แถมมากับตัวบ้านอยู่แล้ว
“มิน่าล่ะ ท่านเลยทำอาหารเก่งเพราะได้ฝึกทำบ่อยใช่ไหมค่ะ” อิสรายิ้มอย่างผ่อนคลายพลางชูนิ้วโป้งให้ดูเหมือนว่าเธอจะเข้ากับแม่ปลอมได้ดีทีเดียว เวลาล่วงเลยไปเป็นชั่วโมงผมเห็นความพยายามของอามาเน่ในการพาออกทะเลคุยเรื่องข่าวสารบ้านเมืองแต่สุดท้ายอิสราก็จะพาวกกลับมาที่เรื่องราวส่วนตัวของครอบครัวผมอยู่ดีทำราวกับเป็นนักจิตวิทยาที่อยากรู้ว่าอะไรหล่อหลอมความเป็นตัวผมขึ้นมา
“ตอนเด็ก ๆ ท่านเรียนหนังสือที่โรงเรียนชญาณิพัฑฒ์รึเปล่า เราเห็นตอนขับรถผ่าน”อิสราชี้ไปทางทิศเหนือซึ่งเป็นถนนหน้าบ้าน ผมแกล้งมองตามหางตาเหลือบไปเห็นหญิงสูงวัยซึ่งกำลังยิ้มให้กำลังใจอันที่จริงผมแค่ถ่วงเวลาเพื่อรอให้เอไอที่ผมตั้งค่าไว้ช่วยค้นหาคำตอบโดยอัตโนมัติไอรินจะวิเคราะห์ทุกเสียงที่ผ่านไมโครโฟนเข้ามาแล้วแสดงความเห็น
{ นี่เป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้คนยุคนี้ดูฉลาดเฉลียวกันไปหมดพวกเขาไม่ได้รู้จริง แค่มีตัวช่วยในการเข้าถึงข้อมูลที่เร็วกว่า ผมเห็นได้ชัดเจนตอนดูโอจีดี นักข่าวที่ถามคล่องแคล่วว่องไวมากกว่านักการเมืองที่เป็นฝ่ายตอบเพราะมารยาทในการดีเบตหรือโอจีดีจะไม่ใช้เอวีเอสอี เพื่อที่จะดูตัวตนที่แท้จริงว่ามีไหวพริบแค่ไหนเตรียมตัวมาดีแค่ไหน ธรณีเคยเล่าว่ามีนักการเมืองคนหนึ่งแค่ฝังเครื่องดีบี้ไว้บนเนื้อสมองยังถูกประชาสังคมสงสัยตั้งคำถามว่าเอาเปรียบคู่แข่งจนต้องยอมลาออกจากการเป็นบุคคลสาธารณะเลย นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่นักการเมืองถูกกดขี่อย่างไม่ยุติธรรมในสังคมแห่งการตั้งคำถามยกเว้นบางกรณีอย่างเช่นสหาย ผมเชื่อว่าเขาฉลาดรอบรู้จริง แต่อาจทำอะไรตามใจตนเองไปหน่อย }
ผ่านไปเพียงสามวินาทีข้อมูลโรงเรียนและชั้นเรียนของผมในแต่ละช่วงวัยก็ปรากฏบนจอภาพแว่นตาเอวีเอสอีส่วนตัว
“ใช่ ช่วงประถมนะตอนมัธยมก็ย้ายไปโรงเรียนพิทยุตม์ จริง ๆ ก็อยู่ไม่ไกลกันหรอกตอนนั้นเราแค่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศเฉย ๆ โรงเรียนพิทยุตม์รับนักเรียนน้อยกว่า เราว่าชญาณิพัฑฒ์คนแน่นไปหน่อย“ ผมอ่านบทที่ไอรินฉายให้ดูแล้วตอบเป็นฉาก ๆ อิสราได้แต่พยักหน้า ไม่ได้สงสัยอะไรต่อเดาว่าเธอคงไม่เคยได้ยินชื่อโรงเรียนเล็ก ๆ ในอำเภอหนึ่งของจังหวัดเสมาคนยุคนี้ส่วนใหญ่เรียนที่โรงเรียนใกล้บ้านในจังหวัดของตนเองเพราะมาตรฐานการศึกษาเท่ากันหมดยังไม่นับว่าคนส่วนหนึ่งเลือกเรียนจากที่บ้านผ่านอินเทอร์เน็ต และผ่านโลกประดิษฐ์อิสราเคยบอกชื่อโรงเรียนเก่าของเธอครั้งหนึ่งในจังหวัดพฤฒิธานี ซึ่งผมจำไม่ได้อิสราเปลี่ยนไปคุยเรื่องเนื้อหาที่เรียนแทน
“ตอนเด็กท่านชอบวิชาไหนที่สุดของเราชอบวิชาเซอร์ไววัลวันโอวัน (Survival 101)เป็นความประทับใจตอนเด็กเลย” อิสราถามผม น้ำเสียงฟังดูตื่นเต้น เรื่องอื่นมีให้คุยตั้งเยอะแยะทำไมต้องมาชวนระลึกความหลังด้วยเนี่ย
“เออ มีหลายวิชานะ...” ผมเว้นจังหวะขณะกวาดตาดูรายชื่อวิชาที่ไอรินช่วยลิสต์มาให้หาอันที่ผมน่าจะเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายที่สุด“เราชอบวิชาปฐมพยาบาลกับวิชาทหารราบวันโอวัน จำไม่ค่อยได้เลยว่าเคยเรียนเซอร์ไววัลด้วยเหรอ”
“ก็ที่สอนเรื่องการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหวไฟไหม้ อะไรพวกนี้ไง เป็นครั้งแรก ๆ เลยนะที่เราได้ลองเข้าไปในซิมูเลชันสถานการณ์จริงโคตรสนุกเลย ท่านไม่เคยเรียนเหรอแต่มันเป็นวิชาบังคับพื้นฐานตั้งแต่ประถมต้นเลยนะ”
“อ๋อ”ผมมองบน แล้วแกล้งนึกออก “จำได้แล้ว เราลืมไปสนิทเลย”
“แหม ทีวิชาทหารนี่ท่านดันจำได้เรายังงงเลยว่าทำไมท่านเลือกเรียน สุดท้ายก็ไม่เห็นท่านไปทำอาชีพทางนี้เลย”อิสราจ้องผมเขม็งสร้างความกดดัน ผมอ้ำอึ้งชั่วขณะ คิดหาเหตุผลร้อยแปดอย่างรวดเร็วแน่นอนว่าเธอไม่รู้เรื่องที่ผมเคยเป็นทหารเกณฑ์มาก่อน ผมตกหลุมพรางของตนเองอย่างจัง
“ตอนเด็ก ๆ ชาอยากฝันอยากเป็นทหารของยูเอ็นดี” อามาเน่ช่วยแก้ต่างให้ หันมาคุยกับผม“ลูกยังเคยขอให้แม่ซื้อชุดทหารของยูเอ็นดี แล้วแต่งไปงานคอสเพลย์ที่โรงเรียนเลย”
“ตอนเด็กเราว่าโคตรเท่”ผมแกล้งพูดตามน้ำ ด้วยท่าทางตื่นเต้น อิสรายังทำหน้านิ่งดูเหมือนไม่ได้พึงพอใจคำตอบมากนัก ผมเลยต้องเบี่ยงประเด็นมาวิจารณ์ระบบการศึกษาแทน
“เราว่าทำไมเราไม่เรียนให้มันเหมือนกันจะได้คุยกันรู้เรื่องหน่อย พอต่างคนต่างเรียนคนละวิชาเลยไม่ค่อยมีประสบการณ์ร่วมกันเลย”
{ เท่าที่ผมทราบวิชาทั้งหมดจะแบ่งเป็นสามประเภทอย่างแรกคือวิชาพื้นฐาน เช่น กฎหมายเบื้องต้น การเงินเบื้องต้นทุกคนจะเรียนเหมือนกันเพื่อความมั่นคงส่วนบุคคล อย่างที่สองคือวิชาอาชีพ มีตั้งแต่เรียนกว้าง ๆ เป็นวิชาร่วมพื้นฐาน ไปจนถึงเจาะลึกในระดับสูงส่วนนี้นักเรียนสามารถเลือกได้ตามความสนใจ ประเภทสุดท้ายคือวิชาความรู้ทั่วไปหรืองานอดิเรก ซึ่งเป็นวิชาเลือกเสรี เพื่อทำให้คนมีชีวิต ได้เห็นมุมมองหรือฝึกด้านอื่นอย่างเช่นวิชาบอร์ดเกมส์ แต่ละช่วงชั้นตั้งแต่ประถม ถึงมหาลัยก็จะมีสัดส่วนของสามประเภทนี้ต่างกันแต่ถูกจัดไว้อย่างสมดุล เพื่อให้ใช้เวลาในการเรียนรอบด้านอย่างเหมาะสม ผมว่าแนวคิดดี แต่ก็มีส่วนที่ไม่เห็นด้วยอย่างการจัดวิชาประวัติศาสตร์ไปไว้ในประเภทที่สามใจคอจะไม่ให้รู้ชาติกำเนิดของประเทศตนเองเลยเหรอ แล้วเด็ก ๆ จะรู้สึกผูกพันธ์กับชาติได้อย่างไร }
“แบบเหมือน 100 ปีก่อนเหรอ”อิสราโต้กลับ “แนวคิดท่านดูเรโทรเกรสซีฟ[1]นะ”
“แล้วท่านมีความเห็นว่ายังไง”ผมอยากฟังความเห็นของเธอบ้าง
“ก็น่าสนใจอยู่เราก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นยังไง” หญิงสาวเอ่ยผมเองก็อยากสัมผัสบรรยากาศในโรงเรียนยุคนี้เหมือนกันความอยากรู้อยากเห็นของคนเราน่าขำขันจริง พอมีสิ่งหนึ่งก็อยากทดลองสิ่งตรงข้าม
หลังจากนั้นอามาเน่จึงใช้วิธีเลี่ยงไปถามเรื่องครอบครัวของอิสราแทนเธอเล่าให้ฟังอย่างทะลุปรุโปร่ง ข้อมูลมากจนจำไม่หวาดไม่ไหว ข้อดีคือผมไม่ต้องเล่าส่วนของผมมากนักก็มีเรื่องให้คุยกัน แต่ข้อเสียคือผมฟังเรื่องของเธอมาจนสะอิดสะเอียน ธรรมชาติผมไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็นขนาดนั้นอิสราเล่าเรื่องตลกเรื่องหนึ่งตอนที่หลานชายเถียงกับพี่สาวเธอเป็นครั้งแรกตอนนั้นลักษิกาพาแซท กับเธอไปบ้านเพื่อนที่ทำธุรกิจด้วยกันเขาคนนั้นมีลูกชายรุ่นราวคราวเดียวกัน
“ตอนแรกแซทก็อิดออด บอกว่าใครก็ไม่รู้พี่เราเลยบอกว่าก็หาเพื่อนใหม่สิ หลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์แซทจะไปเล่นบอร์ดเกมที่บ้านเพื่อนเลยชวนพี่เราไปด้วย พี่เราเหนื่อยจากการทำงานแถมขี้เกียจเลยบอกว่าแม่ไม่รู้จัก หลานเลยก็แก้เผ็ดบอกให้แม่หาเพื่อนใหม่สิ ทำไมแม่กำหนดให้ลูกไม่เล่นกับใครได้แต่ลูกกำหนดให้แม่ไม่คุยกับใครไม่ได้”
“เด็กเดี๋ยวนี้หัวไวนะ”อามาเน่หัวเราะเบา ๆ ในขณะที่ผมเบ้ปาก ถ้าเจอหลานเถียงแบบนี้บ้างผมคงด่าสั่งสอนกลับให้เข็ด ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรเถียงมารดาผู้ให้กำเนิดแม้ว่าข้อถกเถียงเรื่องสิทธิของลูกในการเลือกไม่เกิดมาในครอบครัวที่ลำบากจะยังไม่สิ้นสุดถ้าลูกที่ยังเป็นวิญญาณเร่ร่อนรู้ล่วงหน้าว่าตนจะต้องมาเกิดเป็นลูกพ่อแม่ที่ยากจนแถมไม่เอาไหนลูกจะเลือกไม่มาเกิดแทนได้ไหม
“แซทคงมีอคติตั้งแต่ที่พี่เราไปแต่งงานใหม่ด้วยแหละ”สีหน้าอิสราเปลี่ยนมาเป็นท่าทีเคร่งขรึม ผมรู้ว่าลักษิกาหย่ากับพ่อของแซทไปแต่งงานใหม่หลังจากนั้นพฤติกรรมของพี่สาวเธอค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นคนบ้างาน แทบไม่ได้กลับมาที่บ้าน
“แล้วจากนั้นเป็นยังไงนะหมายถึงเรื่องที่แซทไม่อยากไปเจอคนแปลกหน้า” ผมถามต่อ
“หลังจากนั้นแซทกับพี่ก็เลยผลัดกันนำคนละรอบ สุดท้ายต่างคนต่างเป็นอิสระ มีภารกิจของตนเองทั้งคู่ไม่ได้ไปไหนด้วยกันมาสามปีแล้ว” น้ำเสียงเธอแฝงด้วยความเศร้าสร้อยผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง
“แซทเป็นคนที่เก่งมากเลย ไหวพริบดีสุดๆ” ผมหันไปคุยกับอามาเน่ด้วยน้ำเสียงชื่นชมปนขำขัน“วันนั้นผมไปช่วยหลานอิสราทำการบ้านมา ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นเด็กตอบเองทุกข้อ นี่คิดว่าเป็นนักศึกษามหาลัยแล้วนะเนี่ย”
“เขาเป็นคนขยันสนใจใฝ่หาความรู้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องการเมืองตั้งแต่อายุห้าขวบ ครูที่โรงเรียนเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นมีการโหวตสัญลักษณ์ของห้องเรียนตอนนั้นเขาโหวตเป็นคนสุดท้ายเพราะไปเข้าห้องน้ำมา โดยไม่รู้คะแนนก่อนหน้า ปรากฏว่าสัญลักษณ์ที่แซทเลือกชนะแบบฉิวเฉียดไปหนึ่งคะแนน เขาดีใจมาก เพราะคิดว่าคะแนนนั้นมาจากเขา”
“นั่นทำให้ แซทเริ่มมาสนใจการเมืองเหรอ”ผมถามด้วยทีท่าสนใจ
“ใช่ เขารู้สึกว่า แค่เสียงเล็ก ๆก็มีค่าเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ใหญ่ได้”
“เขามีน้าสาวเป็นแบบอย่างรึเปล่า”อามาเน่ช่วยเสริมได้ตรงจังหวะ ทว่าอิสราเมินคำเยินยอนั้น
“ไม่หรอก ถึงตายายกับอาแบบเราจะเลี้ยงเขามาตั้งแต่แบเบาะพยายามให้มีแนวคิดแบบเดียวกัน แต่แซทก็เป็นตัวของตัวเอง เก่งด้วยตัวเองเรามั่นใจว่าอีกหน่อยต้องไปไกลกว่าเรามากแน่”
บทสนทนาเงียบไปชั่วขณะจนอิสรานึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ยื่นหน้ามาใกล้ผม
“ท่านยังกังวลเรื่องรูปแบบถ่ายนั่นอยู่เหรอเห็นวันนี้ดูเงียบ ๆ”
“ก็นิดหน่อย” ผมไม่รู้จะแก้ตัวยังไงยอมรับไปน่าจะง่ายกว่า
“เราว่าไม่ต้องคิดมากหรอกปล่อยมันไปเถอะ...ใช่ไหมค่ะ คุณแม่” หญิงสาวหันไปขอกำลังสนับสนุนจากอามาเน่ทว่าอีกฝ่ายทำสีหน้างุนงง แย่แล้ว ผมลืมบรีฟเรื่องนี้ให้เธอฟังไปเสียสนิทมัวแต่กังวลว่าจะโดนจับไต๋เรื่องภูมิหลัง
“ประชาไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ท่านฟังเหรอค่ะ”
“เล่าจ้ะ แต่ ชาเขาไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้” อามาเน่ตอบกลับหน้าตาจริงจัง แก้สถานการณ์ได้ดี
“ไม่เป็นไรหรอกครับแม่ผมทำใจได้ระดับหนึ่งแล้ว คิดไปก็ไม่มีประโยชน์”ผมช่วยเสริมอีกแรงด้วยความสัตย์จริง เพราะตอนนี้สิ่งที่เครียดกว่าการโดนแอบถ่ายก็คือต้องไม่แพร่งพรายความลับให้อิสราฟังนี่แหละอย่างไรก็ตามผมควรขอบคุณเธอที่เป็นห่วง
“ใช่ ใครเป็นคนปล่อยรูปในเรียลลิสติซิซึมเราก็ไม่มีทางรู้อยู่ดี” อามาเน่ใช้น้ำเสียงอ่อนโยนแทนผมอดชื่นชมความเป็นมืออาชีพเธอไม่ได้เพราะแค่ไม่กี่วินาทีก็ตรวจสอบรูปผมในอินเทอร์เน็ตเสร็จสิ้น เอวีเอสอีรุ่นที่แม่ใช้มีฟังก์ชันสั่งงานด้วยความคิดเช่นเดียวกับของธรณีเธอบอกผมก่อนหน้านี้ว่าปกติจะใช้เตือนความจำ บอกสคริปต์ในงานแสดงหากเรื่องนั้นเธอได้รับบทเป็นตัวละครที่ไว้ผมยาวแต่ถ้าไว้ผมสั้นก็จะซ่อนได้ไม่แนบเนียน จึงต้องใช้ทักษะการจดจำแทน
“เห็นไหม แม่ท่านคิดเหมือนเราเลย”อิสราส่งรอยยิ้มปลอบใจมา ทำให้ใบหน้าผมสนองกลับท่าเดียวกันไม่ได้โล่งใจเรื่องภาพส่วนตัว แต่สบายใจที่นักข่าวสาวยังไม่สงสัยผมนี่แหละ
[1]Retrogressive การเคลื่อนที่ย้อนหลัง,การถอยหลัง,หรือการกลับไปสู่สภาพที่แย่กว่าหรือล้าหลังกว่าเดิม