ณ ลานศักดิ์สิทธิ์ห้าวิถี
เหล่าศิษย์อยู่ในภาวะตกตะลึงอย่างมาก เงียบสงัดดุจป่าช้าเวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่ ผู้อาวุโสห้าวตี้ก้าวออกมาพลัดเอ่ยขึ้น “เจ้าสำนักคงมีงานที่ต้องสะสาง วันนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปลานฝึกเอง” ผู้อาวุโสห้าวตี้หันหลังไปหาหลินเจี่ยงและจื่อลู่ “ไปยังหมู่ตึกไขมังกร” ผู้อาวุโสห้างตี้กล่าวเสร็จก่อนเดินไปโดยมีศิษย์พี่ทั้งสองเดินคุมซ้ายขวาไม่ให้พวกมันแตกกลุ่ม
“ด้านหน้าที่พวกเจ้าเห็นคือตำหนักเจ้าสำนักและทางด้านซ้ายที่พวกเจ้าเห็นหอสูงๆ นั้นคือหมู่ตึกไขมังกร พวกเราเดินเท้าไปที่นั้นกัน” ผู้อาวุโสห้วงตี้จ้องไปยังทิศทางของพญาอินทรีย์พฤกษา “เจ้าป๋าย เจ้ายวิ๋น วันนี้ข้าขอบใจพวกเจ้ามาก พวกเจ้าไปได้แล้ว” พญาอินทรีย์พฤกษาสยายปีกพุ่งตัวขึ้นท้องฟ้าอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวพวกมันหายลับไปจากสายตา “ที่แท้ความเร็วของพญาอินทรีย์พฤกษา รวดเร็วปานสายฟ้าฟาดความเร็วที่พวกเรานั่งมาเพียงแค่หนึ่งในสิบของมันเอง” เหล่าศิษย์แอบกระซิบกันอย่างลับๆ
ผู้อาวุโสห้าวตี้เดินมุ่งหน้าไปทางหอสูงด้านซ้ายใช้เวลาเพียงยี่สิบนาทีพวกมันถึงหน้าประตูไม้สีดำขนาดใหญ่ตัวอักษรสีทองถูกสลักอยู่เหนือประตูนั้น“หมู่ตึกไขมังกร” ไม่กี่อึดใจประตูไม้สีดำบานใหญ่ถูกเปิดออกกลุ่มไอพลังยุทธพุ่งออกมาจากประตูอย่างรุนแรงเหล่าศิษย์ใหม่ที่ยืนอยู่ด้านนองประตูหัวใจเต้นแรงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นภายแรกที่มันเห็นพบผู้เฒ่าคิ้วตั้งราวกับมังกร หนวดสีขาวยาวใส่เสื้อคลุมสีดำมีลายมังกรสีแดงพันรอบเสื้อคลุมประหนึ่งปรมาจารย์ผู้ยอดยุทธ์และเมื่อมองผ่านผู้เฒ่าคนนั้นไปเข้า มันก็เห็นเหล่าศิษย์จำนวนมากกำลังยืนชกลมอย่างพร้อมเพียงอย่างสุดลูกหูลูกตาไม่อาจนับจำนวนได้ทั้งหมด
“โฮ่ะ โฮ่ะ นี้หรือศิษย์ใหม่ของปีนี้ ดูหน่วยก้านไม่เลวเลยนะ ห้าวตี้” ผู้อาวุโสตงฟางหรี่ตามองห้าวตี้อย่างพินิจ “คารวะผู้อาวุโสตงฟาง วันนี้เจ้าสำนักติดภารกิจ ไม่อาจนำมาด้วยตนเองได้ข้าจึงนำพวกมันมาเข้าเยี่ยมชม สถานที่ที่พวกมันต้องฝึกฝนในอนาคต” ผู้อาวุโสห้าวตี้กล่าวอย่างความเคารพ “เยี่ยมชมทำไมกัน มาเริ่มฝึกฝนกันเลย เจ้าต้วนกงฝูและเจี่ยงซวนอี้ก็เริ่มต้นฝึกฝนแล้ว ให้พวกมันเข้ามาและพวกเจ้ากลับไปซะ ต่อไปตลอดหนึ่งปี พวกมันต้องกินนอนอยู่ที่นี้”ผู้อาวุโสตงฟางเอ่ยขึ้นอย่างไม่สนใจใคร หลินเจี่ยงและจื่อลู่ส่งสายตาอย่างไม่พอใจพวกมันจับจ้องผู้อาวุโสห้าวตี้ทุกการกระทำ
ผู้อาวุโสห้าวตี้ทำได้เพียงยิ้มรับก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบสงบ“ตามแต่ท่านผู้อาวุโสตงฟางต้องการ ข้าขอลา” ผู้อาวุโสห้าวตี้พลันหันหลังกลับอย่างรวดเร็วพื้นที่ผู้อาวุโสห้าวตี้หมุนตัวเกิดรอยร้าว หลินเจี่ยงและจื่อลู่สัมผัสความเกรี้ยวกราดในสายตาของอาจารย์มันได้ผู้อาวุโสทะยานออกจากบริเวณอนาเขตของผู้อาวุโสตงฟางอย่างรวดเร็ว โดยมีหลินเจี่ยงและจื่อลู่ตามไปติดๆ“ท่านอาจารย์ ท่านมีศักดิ์ท่านอาวุโสเหมือนกัน เหตุใดจึงยอมให้ผู้อาวุโสตงฟางเหยียดหยามอยู่ร่ำไป”ผู้อาวุโสห้าวตี้พลันเอ่ยด้วยสีหน้าที่เย็นชา “ตัวมันคือปรมาจารย์ด้านกระบวนท่าในจักรวรรดิ์มังกรฟ้ามันเป็นหนึ่งไม่มีสอง” จื่อลู่จ้องมองแผ่นหลังอาจารย์ของมัน “แล้วท่านอาจารย์จะทำต่อไปเช่นไร” ห้าวตี้เอ่ยเอ่ยอย่างไร้อารมณ์ “ข้าเริ่มวางแผนไว้แล้ว” หลินเจี่ยงจ้องมองอาจารณ์มันด้วยความสงสัยทว่ากลับไร้ซึ่งคำพูดใดๆ
ดวงตาทั้งสองของผู้อาวุโสตงฟางจับจ้องไปที่เหล่าศิษย์ใหม่ เหล่าศิษย์ทั้งหมดสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดระแวง พวกมันไม่อาจต้านทานสายตาอันคมกริบประดุจมีดดาบได้“นับจากนี้ที่นี้คือบ้านของเจ้า ทุกคนต้องอยู่ในระเบียบที่ข้าตั้ง ใครฝ่าฝืนกฎของข้าข้าจะลงโทษมันผู้นั้นอย่างสาสม พวกเจ้าจงตั้งใจฝึกฝนอย่างเต็มที่” ผู้อาวุโสตงฟางเอ่ยเสร็จพลันหันกลับไปยังลานที่เหล่าศิษย์ฝึกฝน“กงซุนเจ้ามาหาข้าหน่อย” กงซุนรีบเร่งมาอย่างผู้อาวุโสตงฟางอย่างรวดเร็ว “อาจารย์ เรียกข้ามาจะให้ข้าทำอะไรเหรอ” กงซุนอายุราวสิบแปดปี รูปร่างสูงใหญ่ผมสีน้ำตาลใบหน้าทรงสี่เหลี่ยม สวมชุดฝึกสีฟ้าอ่อน “เจ้าไปเรียกต้วนกงฝูและเจี่ยงซวนอี้ มาที่นี้” กงซุนเร่งรีบทะยานออกไป
เพียงไม่นานกงซุนกลับมาพร้อมชายหนุ่มอีกสองคนนั้นคือต้วนกงฝูและเจี่ยงซวนอี้ “อาจารย์ข้ามาพวกมันทั้งสองมาแล้ว” ผู้อาวุโสตงฟางจ้องมองกงซุนพลันเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย“เจ้าจงเป็นพี่เลี้ยงสอนศิษย์ใหม่ทั้งหมด” กงซุนเผยสีหน้าเคร่งขรึง “ข้าจะทำอย่างสุดความสามารถ” ผู้อาวุโสตงฟางพลันหายลับไปอย่างไร้ร่อยรอย
“เอาละ ตัวข้าชื่อกงซุน เป็นศิษย์สายตรงคนที่สิบแปดของผู้อาวุโสตงฟางกฎของที่นี้ไม่มีอะไรมาก คือ ห้ามประลองกันโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตห้ามทำให้ศิษย์ร่วมสำนักพิการหรือถึงแก่ชีวิต หากใครฝ่าฝืนผู้อาวุโสตงฟางจะทำลายพลังปราณที่จุดตันเถียนของเจ้าทิ้งซะ” เหล่าศิษย์ตั้งใจฟังที่ศิษย์พี่ของพวกมันเอ่ย
กงซุนสังเกตพฤติกรรมเหล่าศิษย์ใหม่ทุกคนมีสีหน้าเข้าใจความหมายที่มันกล่าวออกไป “ดีมาก ในเมื่อพวกเจ้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้าทั้งหมดตามข้าเข้ามา”กงซุนเคลื่อนกายไปนำเดินออกไป มายังที่ลานฝึกเศียรมังกร ทุกคนที่ฝึกฝนอยู่บนลานฝึกเศียรมังกรต่างหยุดชะงักหันมองเหล่าศิษย์ใหม่ที่ก้าวข้ามประตูเข้ามาทว่าเพียงพริบตาพวกมันหันกลับไปฝึกฝนอีกครั้ง
กงซุนนำเหล่าศิษย์ใหม่มุ่งสู่เวทีเวทีมีลักษณะขนาดเล็กสูงจากพื้นเล็กน้อยสามารถจุคนได้กว่าหนึ่งร้อยคนกงซุนเดินขึ้นเวทีพลันประกาศขึ้นอย่างกึกก้อง “นับจากนี้พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องได้รับการทดสอบความสามารถด้านการต่อสู้เพื่อประเมินความสามารถของพวกเจ้า สถานะของศิษย์ใหม่จะแบ่งออกเป็นศิษย์สองระดับคือศิษย์ชั้นที่หนึ่งคือกลุ่มศิษย์ผู้มีพรสวรรค์แฝง ศิษย์ชั้นที่สองผู้ศิษย์ผู้ที่ไร้พรสวรรค์ข้าจะบอกเหตุผลให้พวกเจ้าฟัง พลังปราณมิได้เป็นตัวชี้วัดผลแพ้ชนะทว่ามันประกอบด้วยหลายปัจจัยคือ พลังปราณ กระบวนท่า ทักษะวิชา และไหวพริบสติปัญญา
ถ้าพวกเจ้าสามารถหลอมรวมทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวได้เจ้าสามารถท้าทายต่อสู้กับผู้ที่มีพลังปราณเหนือกว่าสองถึงสามขั้นก็ยังได้แต่พวกที่ฝึกฝนแต่พลังปราณแต่ไม่รู้จักการหลอมรวมทุกสิ่งมันก็เป็นเพียงแค่ขยะหากเจ้าต้องการเป็นศิษย์ชั้นที่หนึ่งพวกเจ้าจงแสดงความสามารถอย่างเต็มที่มิเช่นนั้นอย่ามาเสียใจในภายหลังทั้งหมดจะถูกคัดกรองโดยการทดสอบจากเหล่าผู้เป็นศิษย์พี่ผู้เยี่ยมยุทธของพวกเจ้า” กงซุนเอ่ยเสร็จมีกลุ่มชายที่สอบชุดฝึกกระโดดมาที่ลานจำนวนเก้าคน สีเหล่าศิษย์แปรเปลี่ยนเป็นหวั่นวิตกพวกมันไม่คิดจะต้องเข้ารับการทดสอบเร็วเช่นนี้
“นี้คือโฉมหน้าเหล่าศิษย์พี่ ที่พวกเจ้าต้องเข้ารับการทดสอบ ศิษย์พี่หนึ่งคนต่อหนึ่งร้อยคน สำหรับต้วนกงฝูและเจี่ยงซวนอี้พวกมันผ่านการทดสอบแล้วคือศิษย์ชั้นที่หนึ่งพวกมันไม่ต้องทดสอบ วิธีทดสอบพวกเจ้าจะต้องแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากับศิษย์พี่ของพวกเจ้าสิบกระบวนท่า ขอเพียงพวกเจ้ายืนหยั่ดได้ครบสิบกระบวนท่า ผู้นั้นผ่านเป็นศิษย์ชั้นที่หนึ่ง เราจะเริ่มจากอันดับที่ดีที่สุดจากการทดสอบสมัครรับศิษย์ใหม่ใครได้อับดับที่หนึ่งก้าวออกมา” ในยามนี้ ทุกสายตาจับจ้องมาที่เฟยซุนเหล่าศิษย์พี่จับจ้องตัวมันด้วยความสงสัย ทว่าคนที่ประหลาดใจที่สุดกลับเป็นต้วนกงฝูศัตรูอันดับหนึ่งของมัน “ไอเด็กบ้ามันสามารถเป็นที่หนึ่งได้อย่างนั้นเหรอ” เจี่ยงซวนอี้จับจ้องต้วนกงฝูพลันเอ่ยออกด้วยความสงสัย “ข้าสังเกต ตั้งแต่ตอนทดสอบแล้วพวกเจ้ามีปัญหาอะไรกันเหรอ” เจี่ยงซวนอี้แสดงสีหน้ารีบเฉย
“มันทำร้ายลูกน้องของข้าแต่ข้าไม่อาจหาหลักฐานมัดตัวมันได้” ต้วนกงฝูเอ่ยด้วยใบหน้าเย็นชา “…”เจี่ยงซวนอี้นิ่งเงียบไร้ซึ่งเสียงตอบกลับใดๆ
เฟยซุนก้าวเท้าออกมายืนอยู่หน้าเหล่าศิษย์ทั้งหมด เหล่าศิษย์พี่ขมวดคิ้วจับจ้องไปที่มันก่อนเอ่ยออกด้วยเสียงที่แผ่วเบา “หรือว่ามันคือฮุ่ยซุน” กงซุนจ้องไปที่มันก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าชื่อว่าอะไร”
“ฮุ่ยซุน” มันตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลันหลับตาทำสมาธิชักนำพลังปราณทมิฬดึงเก็บไว้ที่จุดกักเก็บพลังปราณ
“…” เหล่าศิษย์พี่จ้องมองมันดั่งตัวประหลาดวีรกรรมของมันเพียงวันเดียวดังสะท้านไปทั่วสำนักเหล่าศิษย์พี่ทั้งสิบคนที่ยืนอยู่ด้านหน้ามันตั้งแต่พวกมันเข้าสำนักจนจวบปัจจุบันพวกมันไม่เคยกระทำเช่นมันมาก่อนกงซุนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เจ้านั้นหรือฮุ่ยซุนแม้เจ้าจะเป็นญาติกับผู้อาวุโสเหมยแต่ที่นี้ฐานะที่ติดตัวเจ้ามาจะถูกลบล้างจนหมดสิ้น แต่ให้เป็นองค์ชายจากจักรวรรดิ์ ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ยกเว้นพรสวรรค์เป็นสิ่งที่แบ่งแยกฐานของที่นี้พวกเจ้าทุกคนจงจำไว้ด้วย” กงซุนพลันเปลี่ยนสีหน้าเรียบเฉยเป็นขึงขัง
“ศิษย์พี่กงซุนข้าขอเป็นคนทดสอบมันเอง” ชายร่างโตสวมชุดฟ้าก้าวออกมาอย่างมั่นใจ“ชีเซียง เจ้าจงอย่าประมาณเห็นมันเป็นเพียงศิษย์ใหม่ธรรมดามันคือผู้ที่ทำลายกระน้ำมายา” กงซุนเอ่ยเตือนศิษย์น้องของมัน
เฟยซุนเดินขึ้นเวที “ศิษย์น้องคารวะศิษย์พี่พลังลมปราณก่อตั้งขั้นที่สี่” ชีเซียงจ้องหน้ามันก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ “ข้าชื่อชีเซียง พลังลมปราณก่อตั้งขั้นเก้า” แววตาหยิ่งผยองราวกับไม่เห็นหัวศิษย์น้องผู้ใด
เฟยซุนยืนประชัดหน้ากับศิษย์พี่ผู้อวดดีพลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบโน้ม “ศิษย์พี่ชีเซียงโปรดออมมือด้วย” เฟยซุนประสานมือคาระอีกครั้งอย่างมีมารยาททว่าศิษย์พี่กลับไม่ใส่ใจกับการกระทำของมัน “ไม่ต้องพร่ามอะไรไร้สาระแล้ว มาเริ่มกันสักที่” ชีเซียงเริ่มอดทนรอที่จะประมือกับมันไม่ไหวแล้วกงซุนเป็นกรรมการพลันเอ่ยออกด้วยความกังวลว่าศิษย์น้องชีเซียงจะทำรุ่นแรงกว่าเหตุ “เริ่มได้”
ชีเซียงพุ่งเข้าหามันด้วยความเร็วสูงปล่อยหมัดผสานปราณเข้าหามันอย่างรวดเร็ว เฟยซุนสัมผัสถึงอันตรายพลันรีบยกมือประสานเพื่อปัดป้องอย่างเร่งรีบ
เปรี้ยง!
เฟยซุนกระเด็นถอยหลังจากแรงปะทะประมาณห้าก้าวแขนมันปรากฏรอยแดงตรงตำแหน่งที่ปะทะกับหมัดของศิษย์พี่ชีเซียง“ไม่เลวป้องกันได้เยี่ยมหวังว่าเจ้าคงมีฝีมือมากกว่านี้ ” ในยามนี้ชีเซียงแสดงท่าทีประดุจราชันบนลองประลองแห่งนี้ที่กำลังทอดมองทหารเลวของมัน
“…” เฟยซุนไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ พลันทะยานออกด้วยความเร็วสูงสร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าศิษย์พี่มันปล่อยหมัดขาวผสานประสานปราณใส่ศิษย์พี่เพียงชีเซียงเบี่ยงขวาเล็กน้อยก็สามารถหลบการโจมตีของมันได้ชีเซียงจับแขนที่มัชกออกมายกแขนมันขึ้นบิดส่งหน้าแข้งเข้าสู่ท้องของมันอย่างรุ่นแรง ทว่าเฟยซุนอ่านการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วมันกระโดดหมุนตัวตามทิศทางที่ชีเซียงบิดแขนของมันและเพื่อลดแรงปะทะจากหน้าแข็งศิษย์พี่ไปถึงเจ็ดส่วนชีเซียงไม่อาจสังเกตเห็นสิ่งที่มันได้กระทำ มันพลันยิ้มน้อยยิ่งใหญ่อย่างพอใจ “ศิษย์ใหม่อันดับหนึ่งผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมีน้ำยาเพียงเท่านี้อย่างนั้นเหรอ”
เฟยซุนฝืนกายดันตัวขึ้นมา ราวกับไม่บาดเจ็บหนักจากหน้าแข้งของศิษย์พี่“เหตุใดศิษย์พี่ชีเซียงถึงลงมือหนักหน่วงถึงเพียงนี้ถ้าหากไม่ใช่ข้า พวกมันคงไปบาดเจ็บหนักไปแล้ว” เฟยซุนเอ่ยขึ้นด้วยแววตาครุกรุ่นไปด้วยเพลิงโทสะ
“ฮ่า ฮ่า เจ้าไม่ได้ยินที่ศิษย์พี่กงซุนประกาศอย่างนั้นเหรอให้เจ้าแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ มิฉะนั้นอย่ามาเสียงใจในภายหลัง” ชีเซียงเอ่ยขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์
กงซุนเห็นเหตุการณ์เริ่มบานปรายตัวมันกริ่งเกรงในตัวผู้อาวุโสฮุ่ยเหมยอยู่บ้าง มันรีบเอ่ยห้ามปรามศิษย์น้องมัน “ศิษย์น้องชีเซียง เจ้าลงมือหนักไปแล้วยังไงมันก็เป็นเพียงศิษย์ใหม่ ยังไม่อาจร่ำเรียนด้านกระบวนท่าของสำนักเรา” กงซุนกล่าวเตือนศิษย์น้องของมัน
“ศิษย์พี่กงซุนมันเป็นหนึ่งศิษย์อันดับหนึ่งผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่วันแรก ข้าไม่คิดว่าฝีมือมันต้อยต่ำถึงเพียงนี้” ชีเซียงเอ่ยขึ้นพลันยิ้มที่มุมปากอย่างผยอง “การแลกเปลี่ยนกระบวนท่าอาจได้รับบาดเจ็บบางเป็นเรื่องธรรมดาเพราะฝีมือมันไม่ถึงขึ้นการฝึกปรือของสำนักเราเข้มงวดยิ่งนัก หากมันไม่อาจฝืนทนอาการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ได้ข้าเชื่อมันไม่มีคุณสมบัติฝึกฝนในสำนักของเราได้สำเร็จหรอกศิษย์พี่” ชีเซียงเอ่ยขึ้นอย่างมีเหตุผล “…”กงซุนไร้ซึ้งคำพูดได้เพียงแต่พยักหน้าในเชิงเห็นด้วย
เฟยซุนสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้กงซุนจะเอ่ยปากเตือนศิษย์น้องของมัน ทว่าเป็นการเอ่ยเตือนพอเป็นพิธีหามีความจริงใจไม่หน่ำซ้ำมันยังพยักหน้าเห็นด้วยในเชิงที่ชีเซียงกล่าว “ถ้าศิษย์พี่ต้องการ ทดสอบพลังที่แท้จริงของข้าข้าก็ไม่ขัดข้อง แต่ถ้าท่านบาดเจ็บขึ้นมาอย่าหาว่าข้ารังแกศิษย์พี่น่ะ” มันเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ฮ่า ฮ่า ทำข้าบาดเจ็บ ฮ่า ฮ่า อาศัยฝีมือเช่นเจ้า ฮ่า ฮ่า ตลกสิ้นดีถ้าเจ้าทำได้ ข้าจะเรียกเจ้าว่าลูกพี่เลยเป็นไง” ชีเซียงเอ่ยด้วยความมั่นใจเต็มที่ “เรามาเริ่มกันได้หรือยังศิษย์น้องที่น่ารัก”ันบนลองประลองแห่งนี้กำลังทอดมองทหารเลวของยกมือประสานเพื่อปัดป้องอย่างเร่งรีบซียงจะทำรุ่นแรงกว่าเหตุ