บ้านของสองสามีภรรยาสกุลเยี่ยยังไม่ทันสร้างเสร็จเยี่ยชิงเหมยก็ชิงคลอดลูกออกมาเสียก่อนคราวนี้เธอได้ลูกสาวมาหนึ่งคน สร้างความยินดีให้แก่ทุกคนเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะลู่เหวินเหอที่ถึงแม้ว่าจะบอกกับคุณแม่ของเขาว่าน้องจะคลอดออกมาเป็นน้องชายหรือน้องสาวก็ได้แต่พอรู้ว่าน้องที่คลอดออกมาเป็นน้องสาวเขาถึงกับโห่ร้องด้วยความยินดีอย่างออกนอกหน้าจนทำให้บรรดาผู้ใหญ่ในบ้านต่างก็พากันขบขันกับพฤติกรรมของเขา
“เย้! ในที่สุดผมก็ได้เป็นพี่ชายที่มีน้องสาวตัวน้อยเอาไว้ให้คอยกลั่นแกล้งแล้ว”เขาหลุดปากพูดออกมาด้วยความคึกคะนอง แต่สายตาตำหนิของคุณพ่อของเขาทำให้ลู่เหวินเหอต้องรีบเปลี่ยนคำพูดของตนเองในทันที
“ผมหมายถึง ในที่สุดผมก็มีน้องสาวตัวน้อยเอาไว้ให้คอยปกป้องแล้วน่ะครับฮ่า ฮ่า” คำพูดของเขาทำให้ทั้งคุณปู่ คุณตาและก็คุณยายต่างพากันส่ายหน้า ส่วนคุณพ่อของเขาก็ส่งเสียงตำหนิเขาออกมาในทันที
“ไม่ทันแล้ว พ่อได้ยินหมดแล้ว เสี่ยวเหอถ้าพ่อรู้ว่าลูกแกล้งน้องเมื่อไหร่ลูกจะต้องถูกพ่อลงโทษอย่างหนักรู้ไหม”เมื่อลู่จิ้นเหอพูดเช่นนี้ลู่เหวินเหอก็รีบหันไปหาตัวช่วยในทันที
“คุณปู่ครับ คุณตาคุณยายครับ ดูคุณพ่อสิครับยังไม่ทันไรเลยก็มีทีท่าว่าจะหลงรักน้องมากกว่าผมแล้ว” คำพูดของลูกชายทำให้ลู่จิ้นเหอยื่นมือมาเคาะหน้าผากของลู่เหวินเหอหนึ่งครั้งด้วยความมันเขี้ยวแล้วจึงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“เจ้าคนขี้ฟ้อง พ่อเคยบอกกับลูกแล้วว่าพ่อคนนี้รักลูกเท่ากันเสมอไม่มีทางหรอกที่พ่อจะหลงรักน้องจนละเลยลูก” นี่คือคำพูดของลู่จิ้นเหอตอนที่ยังไม่ทันได้อุ้มลู่เหวินเหยาเด็กทารกตัวน้อยที่มีผิวขาวอมชมพู ริมฝีปากของเธอทั้งเล็กและแดงก่ำ ดวงตากลมโตแวววาวราวกับผลซิ่งจมูกเรียวเล็กได้รูป ใบหน้าน้อยๆ นี้ถอดแบบมาจากคุณแม่ที่จากไปแล้วของเขาและเยี่ยชิงเหมยอย่างละครึ่งเมื่อรวมลักษณะอันโดดเด่นของผู้หญิงที่เขารักถึงสองคนมากองรวมกันอยู่ที่เด็กทารกคนนี้แน่นอนว่าคำว่า“รักลูกเท่ากัน” ของลู่จิ้นเหอย่อมไม่มีอยู่จริง
“ฉันขอบอกนายเอาไว้ก่อนเลยว่าถ้าต่อไปคุณแม่ของนายจะมีน้องนายจงอย่าได้ภาวนาว่าขอให้คุณแม่ของนายคลอดน้องสาวออกมาอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นนายจะต้องมีสภาพเหมือนฉัน”ลู่เหวินเหอพูดกับน้าชายของตนเองที่ในตอนนี้ยังพูดจาไม่ค่อยจะรู้เรื่องมากนักด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการทันทีที่ได้อยู่กันตามลำพัง
“เฮ้อ ฉันพูดกับนายไปนายก็คงยังไม่เข้าใจเอาไว้พอนายโตขึ้นนายก็จะได้รู้ฤทธิ์เดชของหลานสาวตัวน้อยของนายเอง” ลู่เหวินเหอพูดพลางยื่นของเล่นไปให้กู้เว่ยผู้เป็นลูกชายของคุณยายเล็กของเขาฟางซูชิงมักจะพาลูกชายของเธอมาเล่นที่บ้านลู่เป็นประจำ ยิ่งช่วงนี้มีเด็กทารกหน้าตาน่ารักอย่างลู่เหวินเหยาอยู่ที่บ้านฟางซูชิงก็แทบจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เกือบทั้งวันและเกือบทุกวัน ดังนั้นหน้าที่ดูแลเด็กชายตัวน้อยผู้มีศักดิ์เป็นน้าชายของเขาจึงมักจะตกมาอยู่ที่ลู่เหวินเหอ
“ตอนนั้นฉันไม่น่าภาวนาขอให้ได้น้องสาวเลยเฮ้อ!...” นี่คือคำพูดของลู่เหวินเหอตอนที่เยี่ยชิงเหมยและฟางซูชิงเดินเข้ามาตามเด็กทั้งสองไปกินอาหาร
“ลูกน้อยใจที่แม่ดูแลน้องมากกว่าหรือครับ”เยี่ยชิงเหมยพูดพลางดึงร่างของเด็กชายตัวน้อยมาโอบกอดเขาเอาไว้ด้วยความเอ็นดู
“ผมไม่ได้น้อยใจนะครับ แต่คุณแม่ดูสิ ตั้งแต่น้องคลอดออกมาคุณพ่อก็เอาแต่อุ้มแต่น้องไม่สนใจที่จะเล่นกับผมเลย”คำพูดของลูกชายทำให้เยี่ยชิงเหมยได้แต่ทอดถอนใจออกมา "ลูกวางใจเถอะ ตอนที่ลูกเกิดใหม่ๆคุณพ่อก็เป็นเช่นนี้แหละ เพราะน้องยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คุณพ่อก็เลยให้ความสนใจในตัวของน้องมากหน่อยพอน้องโตขึ้นและช่วยเหลือตนเองได้คุณพ่อก็จะหันมาสนใจลูกเอง" คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้ลู่เหวินเหอพยักหน้าส่วนฟางซูชิงที่ในตอนนี้อุ้มกู้เว่ยอยู่ในอ้อมแขนรีบพูดกับหลานชายด้วยน้ำเสียงปลอบโยน
“ทุกคนก็ยังรักหลานเหมือนเดิมนั่นแหละ เพียงแต่ตอนนี้อาจจะให้ความสนใจในตัวน้องมากสักหน่อยเอาไว้พอน้องโตขึ้นอีกนิดหลานก็จะรู้เองว่าระหว่างหลานกับน้องล้วนมีความสำคัญเท่ากัน”พอฟางซูชิงพูดเช่นนี้ลู่เหวินเหอก็พยักหน้า
“ผมเข้าใจแล้วครับ เอาไว้พอน้องช่วยเหลือตนเองได้คุณพ่อก็คงจะไม่ละเลยผมอีกแล้วใช่ไหมครับ”ลู่เหวินเหอพูดพลางยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ ซึ่งทุกคนก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นแน่
เพียงแต่พอเวลาผ่านไปอีกสองถึงสามปีต่อมาตอนที่ลู่เหวินเหยาโตขึ้นมากแล้วและสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทุกความสนใจของคุณพ่อของเขาก็ยังคงอยู่ที่น้องสาวของเขาเช่นเดิมแต่เขากลับไม่ได้รู้สึกน้อยอกน้อยใจอะไร อีกทั้งยังรู้สึกว่ายิ่งโตน้องก็ยิ่งน่ารักแถมน้องยังสามารถดึงดูดความสนใจของเขาไปที่น้องได้อีกด้วย
“พี่ชาย ช่วยดูตุ๊กตาให้หนูหน่อย มันหายไปอีกแล้ว”นี่คือคำสั่งของเจ้าหญิงตัวน้อยของบ้านเขา ส่วนเขาผู้เป็นพี่ชายที่แสนดีก็มักจะวิ่งวุ่นไปคอยตามหาให้เธอแน่นอนว่ารวมไปถึงคุณพ่อ คุณปู่และคุณตาของเขาด้วย เพราะต้องคอยตามใจเจ้าหญิงของบ้านตลอดเวลาจนลู่เหวินเหอลืมไปเลยว่าเขาเคยคิดน้อยใจในความลำเอียงรักลูกไม่เท่ากันของคุณพ่อของเขา
พอเริ่มอายุมากขึ้นเยี่ยชิงเหมยก็ให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานน้อยลงแล้วหันมาทุ่มเทความสำคัญให้กับคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้นในทางกลับกันลู่จิ้นเหอกลับยิ่งมีความทะเยอทะยานในหน้าที่การงานมากยิ่งขึ้น จากสำนักงานทนายความเล็กๆได้ถูกเปลี่ยนเป็นบริษัทใหญ่โต จวบจนบัดนี้ขยายใหญ่กลายเป็นบริษัทที่มีคนอื่นมาร่วมลงทุนด้วย
บริษัทของลู่จิ้นเหอมีทนายความมากฝีมืออยู่ในบริษัทมากมายไม่ว่าคดีเล็กหรือว่าคดีใหญ่ล้วนรับทำหมด ทนายความแต่ละคนก็มีความถนัดในแต่ละด้าน ดังนั้นจึงแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบไปตามความถนัดของแต่ละคนและแบ่งออกเป็นหลายแผนกตามหน้าที่ความรับผิดชอบส่วนลู่จิ้นเหอตอนนี้เขาอยู่ในระดับผู้บริหารแล้ว ไม่ได้รับงานว่าความให้คนอื่นนานแล้วดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ของเขาจึงหมดไปกับการดูแลบริษัทและดูแลครอบครัว โดยมีเยี่ยชิงเหมยคอยให้การสนับสนุนอยู่เคียงข้าง
ชีวิตที่มีเรื่องราวให้ทำตลอดเวลาทำให้เยี่ยชิงเหมยแทบจะลืมเลือนความทุกข์ยากในชาติก่อนจนเกือบหมดสิ้นมีบ้างเป็นบางครั้งที่เธอสามารถจดจำขึ้นมาได้แต่ก็เป็นแค่ความทรงจำอันเลือนราง เพราะตอนนี้ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความสุขที่เข้ามาแทนที่ความทรงจำอันทุกข์ยากในกาลก่อนแล้ว